ค้นหาในเว็บไซต์ :

เราสุขเพราะอะไรก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น


วัดแห่งหนึ่งที่นครปฐมต้องการสร้างจุดขายด้วยการสร้างธูปที่สูงที่สุดในโลก วันดีคืนดีธูปยักษ์นั้นก็พังลงมา ดูเหมือนจะมีคนตายด้วย บาดเจ็บไม่ต้องพูดถึง ผู้คนก็พูดกันว่าเหตุเกิดเพราะสร้างธูปสูงเกินไป อาตมานึกแย้งในใจว่าไม่จริงหรอก
.
ธูปไม่ได้พังลงมาเพราะสูงเกินไป แต่เป็นเพราะฐานธูปลึกไม่พอต่างหาก
.
ในเมืองไทยมีตึกสูงเป็นสิบ ๆ ชั้นก็ยังตั้งอยู่ได้ ฉะนั้นธูปที่สูง ๒๐-๓๐ เมตร จึงไม่ถือว่าสูงเกินไป จะให้สูงกว่านั้นก็ได้ แต่ที่เป็นปัญหามากกว่าก็คือ เขาไม่ได้สร้างฐานธูปให้ลึกเพียงพอ เพราะฉะนั้นเมื่อเจอลมแรง ๆ ก็ล้มครืนลงมา
.
ฐานที่หยั่งลึกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธูป ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งจำเป็นต้องมีฐานลึกเท่านั้น คนเราก็เช่นกัน ความสำเร็จของชีวิตหรือตำแหน่งหน้าที่การงานอันสูงเด่นนั้น จะตั้งอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่ว่าเรามีจิตใจหรือชีวิตด้านในที่ลุ่มลึกเพียงใด
.
ขอให้ดูต้นไม้ ต้นไม้ที่สูง ๒๐-๓๐ เมตรนั้นมีมากมาย แต่เวลาต้นไม้เหล่านี้เจอลมแรง ๆ ทำไมถึงไม่ล้มลงมาอย่างธูปยักษ์อันนั้น ก็เพราะต้นไม้มีรากที่หยั่งลึกและแข็งแรงนั่นเอง
.
ถ้าให้เลือกระหว่างธูปยักษ์กับต้นไม้ใหญ่เราอยากเป็นอันไหน
.
ถ้าอยากเป็นต้นไม้ ก็น่าจะถามตัวเองว่าจิตใจหรือชีวิตด้านในของเราลึกเพียงพอแล้วหรือยัง หรือว่ายังตื้น ๆ อยู่แค่พื้นผิว ชีวิตจิตใจของเรายังแสวงหาแต่ความสุขแบบผิว ๆ หรือไม่ ได้แก่ความสุขจาการเสพหรือบริโภควัตถุ ส่วนความสุขที่ลึกลงไปกว่านั้นไม่สามารถจะเข้าถึงได้ ชีวิตด้านในที่ลุ่มลึกยังหมายถึงการมีปัญญาที่หยั่งลึก มีความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้ง เรามีตรงนี้หรือไม่
.
หรือเข้าใจเพียงแค่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเท่านั้น แต่ไม่รู้ไปถึงว่าจะทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร อย่างที่เมื่อกี้นี้เราสวดมนต์บทโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งพูดถึงการละชั่วทำดี แต่ไม่ได้มีเท่านั้น พุทธศาสนาไม่ได้สอนแค่นั้น และชีวิตของเราก็ไม่ควรไปแค่นั้น พุทธศาสนายังแนะให้เรารู้จักทำจิตให้บริสุทธิ์ คือสะอาด สงบและสว่าง มีปัญญาเข้าใจลึกซึ้งถึงสัจธรรม เช่น ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วย
.
ถ้าเรามองชีวิตแค่พื้นผิว และไม่รู้จักหาความสุขที่ลึกซึ้งกว่าการเสพวัตถุหรือการมีชื่อเสียงหน้าตาที่เรียกว่า “โลกธรรม” ชีวิตเราก็เหมือนกับธูปที่แม้จะสูงแต่มีฐานที่ตื้นมาก จึงพร้อมที่จะโค่นลงมาเมื่อมีลมแรง ๆ มาปะทะ
.
คนส่วนใหญ่ก็มีความสุขกับโลกธรรม โลกธรรมก็คือ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ลาภหมายถึงเงินและวัตถุสิ่งเสพ ยศ ก็คือ ตำแหน่ง อำนาจ บริวาร
.
ความสุขก็คือ ความสะดวกสบายหรือความสุขแบบโลกๆ
.
สรรเสริญก็คือ คำชื่นชม ชื่อเสียง ความเด่นดัง ความนับหน้าถือตา ส่วนใหญ่คนก็หวังเท่านี้คือความเจริญทางโลกธรรม แต่ปัญหาก็คือโลกธรรมไม่ได้มีแค่สี่ คือ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สุข และได้สรรเสริญเท่านั้น ยังมีอีกสี่ คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสุข และนินทา โลกธรรมสองชุดนี้มาด้วยกัน แยกจากกันไม่ได้ เรียกว่าโลกธรรมแปด ก็คือว่าเมื่อมีลาภ ก็ต้องเสื่อมลาภ เมื่อมียศก็ต้องเสื่อมยศ เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์ เมื่อมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา เราไม่สามารถเลือกโลกธรรมสี่ ข้อแรก และปฏิเสธโลกธรรมสี่ข้อหลังได้
.
แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรือยอมรับตรงนี้ พอได้ลาภ ก็ไม่ได้เตรียมใจรับมือกับความเสื่อมลาภ กลับเหลิงในความสุข แต่พอเหตุการณ์พลิกผันกลับ ตาลปัตร ลาภเกิดเสื่อม เช่น สูญหาย ถูกขโมย หรือเสียไป
.
ยศก็เช่นกัน เมื่อได้มาแล้ว สักวันหนึ่งมันก็จะต้องเสื่อมหรือผันแปรไป ไม่สามารถยั่งยืนอยู่ได้ บางทีตำแหน่งอาจจะยังคงที่ แต่ว่าอำนาจหรือบริวารลดน้อยถอยลงไป พอมันผันแปรไป เราไม่ได้เตรียมใจไว้เลยก็เลยเป็นทุกข์ เศร้าโศกคร่ำครวญ
.
เช่นเดียวกันมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังถูกนินทาหรือถูกต่อว่า ทีนี้พอเรารู้ว่าโลกธรรมฝ่ายบวกมันจะต้องผันแปรไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้างหรือไม่
.
เรามาศึกษาและปฏิบัติธรรมก็เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับมือกับความผันผวนดังกล่าว พูดอีกอย่างคือเป็นการช่วยให้ชีวิตด้านในหยั่งลึกมั่นคง เพื่อเป็นฐานให้แก่ชีวิตการงานหรือชีวิตภายนอก ที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับผู้คนมาก
.
ยิ่งมีเพื่อนมาก ยิ่งมีทรัพย์มาก โอกาสที่จะทุกข์ก็มากตามไปด้วย
.
เราสุขเพราะอะไรมันก็ต้องทุกข์พราะสิ่งนั้น
.
สุขเพราะลูกก็ต้องทุกข์เพราะลูก สุขเพราะทรัพย์ก็ต้องทุกข์เพราะทรัพย์ สุขเพราะหน้าตาทรวดทรงที่สวยงาม สักวันหนึ่งก็ต้องทุกข์เพราะทรวดทรงหน้าตา เนื่องจากมันต้องแปรเปลี่ยนไปในที่สุด เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอกร่างกายหย่อนคล้อย

#เราสุขเพราะอะไรก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้นนี้คือสัจธรรม
.
เพราะฉะนั้นถ้าคิดแต่จะสะสมเพิ่มพูนรักษาสิ่งเหล่านี้อย่างเดียว โดยไม่ได้ฝึกใจเอาไว้ ไม่มีการสร้างฐานภายในเพื่อรองรับไว้เลย ชีวิตเราก็ง่อนแง่นไม่ต่างจากตึกรอยัลพลาซ่า ที่เจ้าของมัวแต่สร้างเสริมเพิ่มเติมทีละชั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยที่ฐานตึกก็ยังเหมือนเดิม ถึงวันหนึ่งฐานก็รับน้ำหนักไม่ไหว ตึกทั้งตึกก็พังครืนลงมาเป็นข่าว
.
เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีเศรษฐีคนหนึ่ง ดูแลธุรกิจระดับพันล้าน เกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ มากมาย วันดีคืนดีกิจการได้ล้มละลาย เพราะขยายตัวเร็วไป เจ้าตัวทำใจไม่ได้ เพระเคยแต่ประสบความสำเร็จมาตลอด พอมาเจอความล้มเหลวเข้าก็ทนไม่ไหว เพราะไม่ได้เตรียมใจรับความล้มเหลวหรือการล้มละลายไว้เลย จึงทุกข์มาก จนในที่สุดก็ฆ่าตัวตาย
.
กรณีอย่างนี้มีเยอะมาก ไม่ใช่เพิ่งมีหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ก่อนหน้านั้นก็มีเยอะ และก็ยังจะมีต่อไป เพราะว่าคนเรามัวแต่สนใจกับเรื่องทรัพย์สมบัติ หมกมุ่นกับโลกธรรมฝ่ายบวก เนื่องจากมันเป็นค่านิยมของโลก คนที่รวยมีเงินร้อยล้านพันล้าน ผู้คนก็นับหน้าถือตา จึงเพลิดเพลินติดยึดกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ในทางตรงข้ามถ้ามีเงินในธนาคารน้อย รถก็คันเล็ก ผู้คนไม่ค่อยนับหน้าถือตา ก็เป็นทุกข์ เพราะผู้คนเอาความสุขไปผูกกับสิ่งเหล่านี้ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องภายนอก ก็เลยพากันแสวงหาและสะสมทรัพย์สมบัติ สร้างอาณาจักร ขยายกิจการต่าง ๆ มากมาย แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ลืมไปอย่างสิ้นเชิง ก็คือเรื่องของชีวิตด้านใน หรือการสร้างฐานของชีวิต
.
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

8







   

 ธรรมะไทย