อ่านกลอนสะท้อนประเทศ

ไม้แตกคอ

ณ ดินแดน แม้นสรวง ล่วงไพรเขา
สุดลำเนา เผ่าชน ด้นดั้นถึง
มีถิ่นแคว้น แสนวิจิตร ติดตราตรึง
ปานประหนึ่ง กึ่งสวรรค์ บรรจบกัน

สงฆ์เรืองฤทธิ์ เหล่านักสิทธิ์ วิทยาธร
ชนทั้งผอง กองก่าย หมายใฝ่ฝัน
พรหมเทพมาร ยามสงบ นัดพบกัน
ดินแดนฝัน ดื่มด่ำจิต งามติดใจ

ดุจเสกสรร พิลาสล้ำ เกินคำเปรียบ
เอ่ยขานเรียก สำเหนียกฟัง พลันหลงใหล
หิมพานต์ นามเสนาะ เพราะจับใจ
กั้นด้วยเขา ราวป่าใหญ่ ไกลผู้คน

หมู่สิงสา ดารดาษ หลากหลายสัตว์
สารพัด คละปน จนฉงน
ช้างร่างสิงห์ ลิงร่างปลา น่าพิกล
ชวนลุ่มหลง ชมเพลิน จำเริญใจ

เหล่าพันธุ์ไม้ หลายหลาก มากชนิด
ช่างวิจิตร พิสดาร งามไสว
ชูช่อดอก ออกผล ยลชื่นใจ
กลิ่นรสไซร้ ให้ผิดไกล ไปจากเรา

ใต้เงื้อมผา ป่าสูง พะยูงใหญ่
พันธุ์พฤกษ์ไพร มากมาย ล้วนตายเฉา
ด้วยว่าแดด อันแผดกล้า พร่าซบเซา
ไม้รุ่นเก่า แผ่เงาคลุ้ม คลุมแผ่นดิน

ราตรีหนึ่ง เวลาถึง ซึ่งกำเนิด
เม็ดพันธุ์เลิศ เติบหน่อแกร่ง แทงผ่านหิน
หว่างรอยแตก แยกร้าว เจ้าผุดดิน
สลัดสิ้น ทิ้งเปลือกไป ชูใบบาน

จากรากเหง้า ต้นเก่า เผ่าไม้ใหญ่
เนิ่นวันไป กิ่งก้านใบ ให้ไพศาล
ถึงหน้าดอก ออกผลหอม งอมสุกงาม
กาพาลผ่าน พล่านกะสันต์ หวังได้กิน

จึงจัดแจง เสแสร้ง แกล้งมารยา
วางทีท่า ตีหน้าใส ใคร่สุงสิง
สร้างภาพลักษณ์ ประทับจิต ว่ามิตรจริง
ตาวาวยิ้ม กระหยิ่มย่อง จ้องเป็นมัน

รากไม้หลง คารมกา พาซื่อนัก
คอยขานรับ ขยับตาม ยามพาลฝัน
ให้เอียงซ้าย ย้ายขวา บ้าตามพลัน
ด้วยใจหวัง ร่ำแต่หา มูลกากิน

กิ่งก้านค้าน ทานทัด รากฟัดโกรธ
ขู่กรรโชก โจษด่า อย่าติฉิน
วิสัยทัศน์ กาเขาเอี่ยม เยี่ยมจริงๆ
เราจะยิ่ง ใหญ่กว่าใคร ในไพรวัลย์

กิ่งทางซ้าย เคยสยาย ส่ายหาแสง
เพราะแดดแรง แจ้งทั้งปี ไม่มีผัน
ถือเป็นแหล่ง แห่งอาหาร สร้างพลัง
ยังชีพมั่น ประทังได้ ไม่อายใคร

แต่กาพาล คร้านขยับ จับด้านนี้
หลับทุกที มีแสงจ้า ท่าไม่ไหว
ขืนทนนิ่ง คงยิ่งช้ำ ระกำใจ
ทำไฉน ทุกข์เหลือใจ ใคร่ไกลลา

แต่ผลหวาน งามดู อยู่อีกมาก
หากรีบจาก ลำบากใจ ไห้ครวญหา
กินเกลี้ยงก่อน นอนให้อิ่ม ค่อยบินลา
คงดีกว่า บ้าโมหันต์ แล้วครรไล

จึงวันหนึ่ง กาทำขรึม งึมงำบอก
ทางซ้ายออก หมอกสลัว มัวไม่ใส
เราควรหยุด ผุดกิ่ง อย่านิ่งใจ
เปลี่ยนทิศใหม่ ไปทางขวา ท่าจะดี

รากไม้เห็น เด่นงาม ตามกาบอก
กิ่งก้านตอบ สอบทานใหม่ ให้เข้าที่
การีบแจ้ง จงอย่าแย้ง ข้าพาที
ขอน้องพี่ ห่วงหาย สบายใจ

แล้วจึงหลุบ หุบซ้าย ย้ายไปขวา
เผชิญหน้า ฝ่าหมอก กาบอกใส
อนิจจา ต้นไม้เจ้า ไม่เข้าใจ
กาหลอกใช้ ยังเทใจ ให้กับกา

นับจากนั้น ไม่นานครัน กาลวันผ่าน
ใบกิ่งก้าน ลาญโรย ระโหยหา
แสงแดดเล่า เจ้าอยู่ไหน ไยไม่มา
รู้ไหมว่า ข้าแดดิ้น ใกล้สิ้นใจ

ล่วงวันหนึ่ง ฟ้าให้ครึ้ม ซึมผิดแปลก
วังเวงแทรก แนบเศร้า เหงาไฉน
เหมือนเป็นลาง บันดาลเหตุ แห่งเภทภัย
ฤาจักได้ เกิดแก่ใคร ในไพรวัน

ต้นไม้นิ่ง สิ้นใจ ในที่สุด
ลำต้นทรุด ฟุบดิน สิ้นอาสัญ
ชีพสลาย แตกตาย ไปโดยพลัน
ส่วนกานั่น ก็ผันผิน บินจากไป

สิ้นประโยชน์ สันดานโฉด ก็โดดฉาก
อิ่มเต็มคราบ เชื้อชาติกา รีบลาหาย
ลิ้มรสหวาน จนอานเปรม เกษมใจ
เสียงร่ำไห้ อาลัยหวน ล้วนไม่มี

ชื่อว่าพาล ผ่านพบ ต้องหลบพักตร์
ขืนสัมผัส สมัครข้อง ต้องหมองศรี
สูญสิ้นทรัพย์ อับเกียรติ์ เบียดบารมี
ไม่ควรที่ พึงลี้ห่าง อย่าวางใจ

อุทาหรณ์ สอนใจ ใช้เตือนจิต
อย่าหลงผิด ดำริขี้ ดีกว่าไส้
รู้แต่หน้า หาใช่ซึ้ง ถึงข้างใน
ใครคนไหน ใจจริง ไม่ทิ้งเรา

กิ่งก้านเตือน รากกลับเชือน ทำเบือนบิด
ไปหลงติด อามิสพาล ตะกลามเขลา
ผู้หวังดี มีเหตุผล ก่นว่าเมา
กว่าจะเข้า ใจได้ ก็สายเกิน.

สืบ ธรรมไทย




DT013120  pt 
 DT013120 
 28 ก.ค. 2556 เวลา 10:34 น.
 
 เปิดอ่านหน้านี้  2476 
 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย