กรรมของเศรษฐีตระหนี่ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   24 ก.ค. 2556

สมัยหนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ครานั้นยังมีเศรษฐีชราผู้หนึ่งนามว่า อานันทเศรษฐี เขามีทรัพย์อยู่ถึง ๔๐ โกฏิ เศรษฐีผู้นี้แม้จักร่ำรวยเงินทองถึงปานฉะนี้แต่แทนที่จะใช้ทรัพย์ของตนไปในทางที่ฉลาดอย่างผู้มีปัญญา เช่น บริจาคให้คนยากไร้ หรือไม่ก็นำไปสร้างถาวรวัตถุอันจักเป็นประโยชน์ต่อผู้คนแลสังคม ที่ไหนได้ตะแกกลับมิได้คำนึงถึง ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าไหร่จิตใจกลับยิ่งพอกพูนไปด้วยความโลภมากเท่านั้น ทุกๆกึ่งเดือนเขาจักเรียกบุตรหลานเข้ามาอบรมเพื่อย้ำเตือนมิให้บรรดาลูกหลานนำทรัพย์ไปใช้ในทางไม่ถูกไม่ควรอยู่เสมอว่า

“ นี่แน่ะเจ้าพวกผู้เยาว์! ทรัพย์ที่มีอยู่ ๔๐ โกฏิพวกเจ้าอย่านึกว่ามันมากมายน่ะ ทรัพย์เหล่านี้ไม่ควรจักนำไปใช้ไม่ว่าจักเป็นกรณีใดๆถ้าการนั้นไม่ก่อให้เกิดกำไรขึ้นมา! โดยเฉพาะการบริจาคให้กับคนยากไร้หรือนักบวชที่เกียจคร้านไม่ยอมทำมาหากิน ขอพวกเจ้าอย่าได้กระทำเป็นอันขาด เพราะการให้ทานกับคนเหล่านั้นมันไม่ได้ทำให้ทรัพย์ของเราเพิ่มขึ้น มีแต่จักยิ่งทำให้ทรัพย์ที่มีต้องลดน้อยถอยลงไป

ขอพวกเจ้าจงสังวรไว้ว่าทุกครั้งที่ใช้ทรัพย์ แม้จักเป็นปริมาณเล็กน้อยก็ตาม นั่นก็คือภาวะที่จักนำพวกเจ้าไปสู่การสิ้นทรัพย์ในที่สุด! เพราะทรัพย์จักต้องหมดลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดั่งภาษิตน้ำมันหยอดตาแม้จักใช้ทีละหยดสองหยด แต่เนิ่นวันไปมันย่อมหมดลงได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ทรัพย์ที่เจ้าใช้ไปทีละนิดทีละหน่อยฤามันจักอยู่คู่กับเจ้าอย่างไม่มีวันหมดสิ้น ?

ขอพวกเจ้าจงดูจอมปลวกไว้เป็นตัวอย่าง จอมปลวกที่เห็นใหญ่โตกว่าที่มันจักใหญ่เท่ากับภูเขาเลากาได้ ฤาเพราะมิใช่ต้องอาศัยความมานะบากบั่นของปลวกตัวเล็กตัวน้อยค่อยๆก่อค่อยๆสร้างกันมาดอกหรือ อีกทั้งมธุรสหวานล้ำที่ อยู่ในรวงรังผึ้ง กว่าจักถึงซึ่งความมากมายก็ไม่เพราะต้องอาศัยความขยันขันแข็งของเหล่าผึ้งงาน ทำการเก็บเล็กผสมน้อย ทีละนิดทีละหน่อย จึงได้มีน้ำหวานเป็นโอ่งเป็นไหถึงปานฉะนี้ดอกรึ? ฉะนั้นขอพวกเจ้าจงถือเอาสัตว์ทั้งสองนี้เป็นครู จงพยายามหาทรัพย์มาให้มากที่สุดเท่าที่จักหาได้ แลจงอย่าได้ใช้ทรัพย์ออกไปแม้แต่เพียงเล็กน้อยเป็นอันขาด! ”

เศรษฐีชราพยายามพล่ามเตือนบุตรหลานอย่างนี้เรื่อยมา ต่อมาไม่นานเขาก็ละสังขารไปตามอายุขัยบนโลก แต่เนื่องจากตัวเขาเป็นผู้ที่มากไปด้วยความโลภเป็นสันดาน ก่อนตายจึงมิอาจปล่อยวางในทรัพย์สมบัติได้ พอตายลงไปจึงไปปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงจัณฑาลนางหนึ่งทันที อาศัยอยู่ในชุมชนคนจัณฑาล ห่างจากกรุงสาวัตถีออกไปไม่ไกล

ปกติความเป็นอยู่ของจัณฑาลนางนี้ก็ถือว่าอัตคัดขัดสนอยู่แล้ว เพราะต้องขอทานผู้คนเลี้ยงชีพ แต่พอตั้งครรภ์ลูกในท้องเท่านั้นสภาพขัดสนที่ว่ากลับต้องยิ่งลำบากลำบนเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นหลายเท่าตัว และไม่เพียงแต่ครอบครัวนาง ความลำบากนี้ยังแผ่คลุมไปทั่วทุกครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในชุมชนคนจัณฑาลแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ลาภผลจากเคยได้อยู่ได้กินแม้บางมื้อจักไม่อิ่มท้องก็ตาม จู่ๆก็พลันฝืดเคืองขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้คนจากเคยยิ้มแย้มหยอกหัวแม้เหน็ดเหนื่อยกันจนสายตัวแทบขาดจากการเที่ยวขอทาน อยู่ๆก็กลับบึ้งตึงเข้าหากันโดยไม่ทราบสาเหตุ ความผิดปกตินี้ได้ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนผู้คนในชุมชนเริ่มรู้สึกกัน ดังนั้นจึงเกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น

ผู้นำชุมชนเมื่อเห็นเรื่องชักจักบานปลายเกรงว่าจะเกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่พวกพ้อง จึงเรียกผู้คนในชุมชนให้มาประชุมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไข หลังจากที่ปรึกษาหารือกันแล้วก็ได้ข้อสรุป คือในชุมชนพวกเขาจักต้องมีใครคนใดคนหนึ่งที่เป็นคนกาลกิณีอยู่แน่นอนเหตุอาเพสนี้ถึงได้เกิดขึ้น

เพื่อให้ได้มาซึ่งคนผู้นี้ท่านผู้นำจึงสั่งให้แบ่งคนในชุมชนออกเป็นสองพวกเท่าๆกัน พวกแรกเช้าพรุ่งนี้ให้ไปขอทานยังด้านทิศเหนือ ส่วนพวกที่สองซึ่งมีหญิงจัณฑาลแลสามีร่วมอยู่ด้วย ให้ไปขอทานยังด้านทิศใต้ แหละเย็นพรุ่งนี้หลังจากที่เลิกขอทานกลับมาถึงชุมชน ให้ผู้นำทั้งสองกลุ่มมารายงานผลให้เขาทราบ

เช้ารุ่งขึ้นจัณฑาลสองพวกต่างก็แยกกันไปขอทานตามที่ได้ตกลงกันไว้ เย็นวันนั้นหลังจากเลิกขอทาน ปรากฏพวกที่ไปขอทานยังด้านทิศเหนือต่างยิ้มแย้มเริงร่ากันมาตลอดทาง เนื่องจากวันนี้ไม่รู้เป็นไร อยู่ๆบรรดาคนใจบุญทั้งหลายต่างก็ออกมาบริจาคทานกันอย่างมากมายผิดหูผิดตา ทำให้พวกเขาต่างได้ลาภเป็นของกินของใช้ติดไม้ติดมือกันมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นพวกเขาจึงมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ

แต่ทว่าพวกที่ไปขอทานยังด้านทิศใต้กลับมิได้เป็นเช่นนั้น วันนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นวันมหาอุบาทว์อันใด ไม่ว่าพวกเขาจะไปขอทานยังตรอกไหนซอยไหน ก็หามีใครจักออกมาบริจาคทานแม้แต่เพียงสักคนเดียว บรรดาผู้ใจบุญซึ่งเคยมีบ้าง จู่ๆก็กลับเงียบหายไปเสียยังงั้น ไม่มีเฉียดกรายเข้ามาให้เห็นแม้เงา ฉะนั้นพวกเขาจึงต้องกลับบ้านกันด้วยมือเปล่าทุกคน

และยิ่งมาถึงได้เห็นสีหน้าพวกแรกเริงรื่นแจ่มใส กินข้าวกินปลากันอย่างอิ่มหมีพีมัน พวกเขาก็ยิ่งเกิดความหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ พากันด่าทอถึงความโชคร้ายของตนว่าจักต้องมีใครในกลุ่มพวกตนที่เป็นคนกาลกิณีอยู่แน่ ความอับโชคนี้ถึงได้เกิดขึ้นกับพวกเขา หลังจากทั้งสองกลุ่มกลับถึงชุมชนแล้วผู้นำชุมชนได้เรียกหัวหน้ากลุ่มเข้าไปสอบถาม จากนั้นก็ประกาศให้ทุกคนมารวมกันเพื่อสรุปผลที่ได้ให้กับสมาชิกทราบ

“ พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ผลได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าในชุมชนของพวกเราจักต้องมีคนกาลกิณีปะปนอยู่แน่ แหละคนผู้นั้นก็ต้องอยู่ในกลุ่มที่ไปขอทานยังด้านทิศใต้ในวัน นี้ ดังนั้นขอพวกที่ไปขอทานทางด้านทิศใต้จงฟังให้ดี ขอพวกท่านจงแบ่งคนของตนออกเป็นสองกลุ่มเท่าๆกัน แล้วให้พากันไปขอทานยังด้านทิศใต้เหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้ แต่ให้แยกกันไปคนละหมู่บ้านอย่าซ้ำกัน! แหละเย็นพรุ่งนี้ได้ผลอย่างไรให้หัวหน้ากลุ่มมารายงานผลให้ข้าพเจ้าทราบ สำหรับวันนี้แยกกันไปพักผ่อนได้ ”

หลังจากผู้นำชุมชนได้ใช้วิธีแบ่งกลุ่มให้มีขนาดเล็กลงเล็กลงเรื่อยๆ ในที่สุดหญิงจัณฑาลแลสามีก็จำต้องแยกกันไปขอทานคนละหมู่บ้าน เย็นวันนั้นหลังเลิกขอทานปรากฏหน้าบ้านของสามีภรรยาคู่นี้ได้มีกลุ่มคนจำนวนมากซึ่งล้วนเป็นเพื่อนบ้านในชุมชนแห่งนี้ พากันมายืนออเพื่อรอดูว่าสามีภรรยาคู่นี้ใครกันแน่ที่เป็นคนกาลกิณี

และแล้วสิ่งที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏ ซ้ายมือพวกเขามีชายผู้หนึ่งกำลังมุ่งมาทางบ้านหลังนี้ ในมือของเขาหอบหิ้วของกินของใช้ติดไม้ติดมือมาแทบจักล้น ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ขณะเดียวกันขวามือก็มีหญิงมีครรภ์นางหนึ่งกำลังโซซัดโซเซเดินมาทางบ้านหลังนี้เช่นกัน ในมือทั้งสองของนางว่างเปล่า มิได้มีสิ่งใดติดไม้ติดมือให้เห็นแม้แต่เพียงชิ้นเดียว ใบหน้าขาวซีดแทบไม่เห็นสีเลือด ภาพทั้งสองแม้นไม่มีคำบรรยายแต่ทุกคนก็รู้แล้วว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนกาลกิณี!

บัดนี้เมื่อเหตุแห่งปัญหาถูกเผยออกมา เพื่อให้ความสงบสุขกลับสู่ชุมชนโดยไว จัณฑาลทั้งหลายจึงลงความเห็นว่าหญิงมีครรภ์นางนี้ต้องออกไปจากชุมชนพวกเขาทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข! เมื่อเสียงส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องชายผู้เป็นสามีก็มิอาจทัดทานได้ จำต้องปล่อยภรรยาให้เก็บข้าวของออกไปจากชุมชนโดยพลัน

ฝ่ายจัณฑาลิณีผู้มีกรรมหลังจากถูกขับออกจากหมู่เพื่อน นางก็ต้องระหกระเหินไปตามที่ต่างๆ ค่ำไหนก็นอนนั่น ต้องทนอดมื้อกินมื้อ ลำบากลำบนเหลือที่จักกล่าว แต่ถึงจะทุกข์เพียงใดนางก็หาเอ่ยปากตัดพ้อต่อว่าบุตรในครรภ์แม้แต่น้อย

จนกระทั่งได้เวลาทลิทโทฤกษ์ อันเป็นเวลาเกิดของพวกขอทานหรือพวกคนเข็ญใจทั้งหลาย จัณฑาลนางนี้ก็คลอดลูกชายออกมาผู้หนึ่ง มีรูปกายที่แสนทุเรศอัปลักษณ์เกินกว่ามนุษย์มนาจักพึงมี ตลอดหัวหัวจรดเท้าไม่ว่าจักมองมุมไหนก็มิได้เหมือนผู้เหมือนคน แต่ดันพิกลไปเหมือนกับผีกับเปรตเสียยังงั้น! ทั้งนี้ก็เพราะกรรมบันดาลให้เป็นไปนั่นเอง แต่ถึงบุตรจักหน้าตาน่าเกลียดเพียงใด ผู้เป็นแม่ก็หามีใจรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย นางเฝ้าเลี้ยงดูฟูมฟัก ทะนุถนอมลูกรักอย่างเต็มกำลังความสามารถเสมอมา จนบุตรน้อยมีวัยพอจักรู้เดียงสา

วันหนึ่งนางได้เรียกลูกเข้ามาพร้อมกับยื่นสมบัติล้ำค่าคือกะลาขอทานให้ไป จากนั้นก็ฝืนข่มกลั้นความอาลัย ตัดใจสั่งสอนลูกเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ ลูกเอ๋ย! บัดนี้เจ้าก็เจริญมาด้วยวัยอันควรแล้ว แม่นี้ไม่มีสิ่งใดจักให้เจ้าไว้เป็นสมบัติติดตัว เห็นอยู่ก็แต่กะลามะพร้าวใบนี้ ขอเจ้าจงใช้มันเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตนเถิด แลขอเจ้าจงจำไว้ว่าแม้เราจักมีชะตาอาภัพเพียงใด แต่ก็ยังภูมิใจที่มิเคยประพฤติตนเป็นโจรฤาคนพาล ฉะนั้นเจ้าจงใช้กะลาที่แม่ให้นี้ เที่ยวขอทานผู้คนเลี้ยงชีวีเถิดลูกรัก! ”

ฝ่ายบุตรน้อยพอรับกะลาจากแม่ได้ก็ให้แสนดีใจ รีบอำลาผู้เป็นมารดาทันใด จากนั้นก็วิ่งหายลับไป ท่ามกลางผู้คนตามท้องถนนทันที

หลังจากแยกกับมารดาแล้ว ขอทานน้อยก็ใช้วิชาที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด เที่ยวขอทานผู้คนอย่างมีความสุขเรื่อยมา จนวันหนึ่งเขาเร่ร่อนมาเจอปราสาทหลังหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มีความใหญ่โตอลังการเป็นอย่างยิ่ง ในความรู้สึกปราสาทหลังนี้มันช่างคุ้นตาเขาเสียนี่กระไร ไม่ว่าจักเป็นรูปทรงสีสัน ตลอดจนหน้าต่างประตู เหมือนว่าจักเคยเห็นมาก่อนยังไงยังงั้น!

ก็จักไม่คุ้นอย่างไร ในเมื่อปราสาทหลังนี้มันก็คือปราสาทของเขาในชาติที่แล้วที่ยังเป็นเศรษฐีจอมงกอยู่นั่นเอง พอมาเจอชาตินี้เขาจึงรู้สึกคุ้นเคยผูกพัน มันย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

หลังจากที่ยืนพิจารณาอยู่พักใหญ่ว่าเคยเห็นปราสาทหลังนี้จากที่ไหน ในที่สุดเขาก็จำได้ แท้จริงมันก็คือปราสาทของเขาเมื่อชาติที่แล้วนั่นเอง พอทราบดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบสาวเท้าเข้าไปทันใด

ขณะนั้นนอกตัวปราสาทมีข้าทาสกลุ่มหนึ่งกำลังทำงานอยู่ บรรดาคนงานพอเห็นขอทานสกปรกมอมแมม หน้าตาน่าเกลียดราวกับผีกับเปรตก็มิปาน เดินมุ่งมายังปราสาทตน พวกเขาจึงต่างพากันร้องตะโกนขับไล่
ด้วยเกรงว่าขอทานผู้นี้จะเข้ามาทำให้ปราสาทพวกเขาต้องมัวหมอง

แต่ถึงจักขู่ตะคอกเพียงใดก็หาได้ทำให้เด็กหน้าผีมีใจสะทกสะท้านไม่ มิหนำซ้ำกลับเดินลิ่วเข้ามาอีก พอเห็นดังนั้นแต่ละคนจึงต่างก้มลงหยิบเอาท่อนไม้ท่อนฟืนที่พอจักหาได้แถวนั้นขึ้นมากันคนละดุ้นสองดุ้น จากนั้นก็ไม่รอช้า กรูกันเข้ามาทุบตีเด็กประหลาดหน้าผีจนถึงแก่วิสัญญีภาพนอนหมดสติอยู่ที่ปากทางก่อนจักเข้าตัวปราสาทนั่นเอง!

เพลานั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคได้เสด็จผ่านมาพอดี จึงทันทรงเห็นเหตุการณ์ ด้วยพระเมตตาพระองค์จึงตรัสกับเหล่าข้าทาสว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงงดโทษให้กับขอทานน้อยผู้นี้ด้วยเถิด เพื่อบาปจักได้ไม่เกิดกับพวกท่านมากไปกว่านี้อีก ” บรรดาคนงานพอฟังพระดำรัสจึงหยุดมือลง พร้อมกันนั้นต่างก็พากันก้มลงกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทโดยพร้อมเพรียงกัน

สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงเห็นพวกเขาคลายจากโทสะแล้ว จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสถึงอดีตชาติของขอทานน้อยผู้นี้ให้กับพวกเขาทราบ ว่าแท้จริงขอทานน้อยนี้เมื่อชาติที่แล้วก็คือท่านอานันทเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของปราสาทหลังนี้นั่นเอง แต่เพราะกรรมที่เป็นคนตระหนี่ไม่ยินดีในการให้ ฉะนั้นพอตายไปบาปอกุศลที่ทำไว้จึงนำเขาให้ไปเกิดในสกุลของคนจัณฑาล มีฐานะยากจน ต้องกระเสือกกระสนขอทานผู้คนเลี้ยงชีพ ไม่เพียงเท่านั้นกรรมนี้ยังส่งผลให้เขาเกิดมามีหน้าตาที่อัปลักษณ์เกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจักพึงมีด้วยต่างหาก

ทีแรกท่านมูลสิริเศรษฐีผู้เป็นบุตรก็ยังไม่เชื่อ แต่ขณะนั้นขอทานน้อยได้ฟื้นขึ้นมา ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้เขาเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมดด้วยตนเอง พร้อมกันนั้นก็ตรัสให้เขาพาคนที่อยู่ ณ ที่นั้นไปขุดเอาสมบัติที่เขาแอบไปฝังไว้โดยที่ไม่บอกให้ลูกหลานรู้ขึ้นมา ซึ่งมีอยู่ถึง ๕ แห่ง

พอสมบัติถูกขุดขึ้นท่านมูลสิริเศรษฐีจึงยอมเชื่อในพระพุทธฎีกา จากนั้นเขาก็หันมาเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังมากขึ้น และไม่เพียงตัวเขา ต่อมาเขายังชักจูงบุตรหลานให้หันมาบริจาคทานรักษาศีลตามเขาด้วยต่างหาก เพื่อที่ว่าชาติหน้าฉันใดหากคนเหล่านี้ตายไปจักได้ไม่ต้องเกิดมามีสภาพที่น่าอเนจอนาถเหมือนดังปู่ทวดตน

ส่วนตัวของขอทานน้อยนั้นหลังจากที่ความจริงปรากฏ สุดท้ายแล้วลงเอยอย่างไรในตำรามิได้กล่าวไว้ ฉะนั้นจึงขอจบเรื่องราวของเศรษฐีผู้มีกรรมเอาไว้ แต่เพียงเท่านี้ .

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นถึงอานิสงส์ของการบริจาคทานกันแล้วกระมัง? ใครที่ยังตระหนี่จนเพื่อนออกปากแม้แต่อุจจาระก็ยังไม่ยอมให้สุนัขรับประทานล่ะก็ ขอจงดูขอทานน้อยไว้เป็นตัวอย่าง เผื่อจักมีใจเปิดพกเปิดห่อออกไปทำบุญทำทานกับเขาบ้าง ไม่ใช่มัวแต่เก็บอยู่อย่างเดียว เดี๋ยวเกิดมาหน้าเหี่ยวเหมือนเด็กหน้าผีผู้นี้ไม่รู้นะ!

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

24 ก.ค. 2556
 เปิดอ่านหน้านี้  3845 

   ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย