กรรมของเศรษฐีตระหนี่ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   7 พ.ย. 2555

สมัยหนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ครานั้นยังมีเศรษฐีชราผู้หนึ่งนามว่า อานันทเศรษฐี เขามีทรัพย์อยู่ถึง ๔๐ โกฏิ เศรษฐีผู้นี้แม้จักร่ำรวยเงินทองถึงปานฉะนี้แต่แทนที่จักใช้ทรัพย์ไปของตนในทางที่ฉลาดอย่างผู้มีปัญญา เช่นบริจาคให้กับคนยากไร้ หรือไม่ก็นำไปสร้างถาวรวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนแลสังคม อันจักก่อให้เกิดเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นกับตนเอง ที่ไหนได้ตะแกกลับมิได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เลย ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าไหร่ จิตใจก็ยิ่งพอกพูนไปด้วยความโลภมากเท่านั้น

ทุกๆกึ่งเดือนแกมักจักเรียกบุตรหลานเข้ามาอบรม เพื่อคอยย้ำเตือนมิให้พวกเขานำทรัพย์ไปใช้ในทางไม่ถูกไม่ควรอยู่เสมอว่า “ นี่แน่ะเจ้าพวกผู้เยาว์! ทรัพย์ที่มีอยู่ ๔๐ โกฏิพวกเจ้าอย่านึกว่ามันมากมายนักน่ะ ทรัพย์เหล่านี้ไม่ควรจักนำไปใช้ไม่ว่าจักเป็นกรณีใดๆ ถ้าการนั้นไม่ก่อให้เกิดกำไรขึ้นมา โดยเฉพาะบริจาคให้กับคนยากไร้หรือพวกนักบวชที่เกียจคร้านไม่ยอมทำมาหากิน ขออย่าได้กระทำเป็นอันขาด! เพราะการให้ทานกับคนพวกนี้มันไม่ได้ทำให้ทรัพย์ของเราเพิ่มขึ้น มีแต่จักทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่ต้องลดน้อยถอยลงไปอีก

จงสังวรไว้ว่าทุกครั้งที่เจ้าใช้ทรัพย์ออก ไปแม้จักเป็นปริมาณเล็กน้อยก็ตาม นั่นก็คือภาวะที่จักนำเจ้าไปสู่การสิ้นทรัพย์ในที่สุด เพราะทรัพย์จักต้องหมดลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ขอพวกเจ้าจงจำภาษิตต่อไปนี้ให้ดี น้ำมันหยอดตาแม้จักใช้ทีละหยดสองหยด แต่เนิ่นวันไปมันย่อมหมดได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น ทรัพย์ที่เจ้าใช้ไปทีละนิดทีละหน่อยฤามันจักอยู่คู่กับเจ้าอย่างไม่มีวันหมดสิ้นไปได้

จงดูจอมปลวกเป็นตัวอย่างเถิด จอมปลวกที่เห็นใหญ่โตกว่าที่มันจักใหญ่เท่ากับภูเขาเลากาได้ ก็ไม่เพราะต้องอาศัยความมานะบากบั่นของปลวกตัวเล็กตัวน้อยค่อยๆก่อค่อยๆสร้างกันมาดอกหรือ? อีกทั้งมธุรสหวานล้ำที่อยู่ในรวงรังผึ้ง กว่าจักถึงซึ่งความมากมายหรือเพราะมิใช่ต้องอาศัยความขยันขันแข็งของเหล่าผึ้งงาน ทำการเก็บเล็กผสมน้อย จึงได้มีน้ำหวานมากมายถึงปานฉะนี้? ฉะนั้นขอพวกเจ้าจงถือเอาสัตว์ทั้งสองนี้เป็นครู จงพยายามหาทรัพย์มาให้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ แลจงอย่าได้ใช้ทรัพย์ออกไปแม้แต่เพียงเล็กน้อยเป็นอันขาด! ”

เศรษฐีเฒ่าพยายามพล่ามเตือนบุตรหลานอยู่อย่างนี้เรื่อยมา ต่อมาไม่ช้าเขาก็ละสังขารไปตามอายุขัยบนโลก แต่เนื่องจากเป็นผู้ที่มากไปด้วยความโลภเป็นสันดาน ก่อนตายจึงมิอาจปล่อยวางในทรัพย์สมบัติได้ พอตายไปเขาจึงไปปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงจัณฑาลนางหนึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนคนจัณฑาล ห่างจากกรุงสาวัตถีออกไปไม่ไกลนัก

ปกติความเป็นอยู่จัณฑาลนางนี้ก็ถือว่าอัตคัดขัดสนอยู่แล้วเพราะต้องขอทานเขาเลี้ยงชีพ แต่พอตั้งครรภ์ลูกในท้องได้เท่านั้น สภาพขัดสนที่ว่ามันกลับต้องลำบากลำบนเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีกเป็นหลายเท่าตัว แลไม่เพียงแต่นางที่ลำบาก ความลำบากนี้ยังแผ่ครอบคลุมไปทั่วทุกครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในชุมชนคนจัณฑาลแห่งนี้ด้วยต่างหาก ลาภผลจากที่เคยมี พอได้อยู่ได้กินกันไปวันๆ จู่ๆก็พลันฝืดเคืองลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้คนจากเคยยิ้มแย้มหยอกหัวแม้บางมื้อจักกินเข้าไปก็แทบไม่อิ่มท้อง อยู่ๆก็กลับบึ้งตึงโดยไม่ทราบสาเหตุ ความผิดปกตินี้ได้ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนคนในชุมชนเริ่มรับรู้ ดังนั้นจึงเกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น

ผู้นำชุมชนเมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มจักบานปลาย เพื่อเป็นการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม จึงเรียกคนในชุมชนมาประชุมพร้อมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไข แหละผลที่ได้ก็คือในชุมชนพวกเขาจักต้องมีใครคนใดคนหนึ่งที่เป็นคนกาลกิณีอย่างแน่นอน เหตุอาเพสนี้ถึงได้เกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งคนผู้นี้ท่านผู้นำจึงสั่งให้แบ่งคนในชุมชนออกเป็นสองพวกเท่าๆกัน พวกแรกให้ไปขอทานยังด้านทิศเหนือในเช้าวันพรุ่งนี้ ส่วนพวกที่สองซึ่งมีหญิงจัญฑาลแลสามีรวมอยู่ด้วยให้ไปขอทานยังด้านทิศใต้ แหละเย็นวันพรุ่งนี้ได้ผลเช่นไรให้ผู้นำทั้งสองกลุ่มมารายงานให้เขาทราบ

รุ่งขึ้นจัญฑาลสองพวกหลังจากตื่นนอนต่างก็แยกย้ายกันไปขอทานตามที่ตกลงกันไว เย็นวันนั้นหลังจากที่เลิกขอทานปรากฏพวกที่ไปขอยังทานด้านทิศเหนือต่างก็ยิ้มแย้มเริงร่ากันมาตลอดทางระหว่างกลับบ้าน เนื่องจากวันนี้ไม่รู้เป็นไร อยู่ๆบรรดาผู้ใจบุญทั้งหลายก็พากันออกมาบริจาคทานกันอย่างมากมายผิดหูผิดตา ยังผลให้พวกเขาได้ลาภเป็นของกินของใช้ติดไม้ติดมือกันมาคนละเป็นจำนวนมาก ดังนั้นพวกเขาจึงมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ

ส่วนพวกที่ไปขอทานยังด้านทิศใต้กลับหาได้มีอารมณ์เบิกบานเช่นนั้น วันนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นวันมหาอุบาทว์อันใด ไม่ว่าพวกเขาจะไปตรอกไหนซอยไหนก็หามีใครออกมาบริจาคทานแม้แต่เพียงรายเดียว บรรดาผู้ใจบุญซึ่งเคยมีบ้างจู่ๆก็กลับเงียบหายไปเสียยังงั้น ไม่มีเฉียดกรายเข้ามาให้เห็นแม้แต่เงา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องกลับบ้านกันด้วยมือเปล่าทุกคน!

และยิ่งมาถึงได้เห็นสีหน้าพวกแรกระรื่นแจ่มใส กินข้าวกินปลากันอย่างอิ่มหมีพีมัน พวกเขาก็สุดจักกลั้นอารมณ์ต่อไปได้ พากันด่าทอถึงความโชคร้ายของตนยกใหญ่ ว่าจักต้องมีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มพวกเขาแน่ที่เป็นคนกาลกิณี ความอับโชคนี้ถึงได้เกิดขึ้นกับกลุ่มพวกเขา

หลังจากสองกลุ่มกลับถึงชุมชนเรียบร้อยผู้นำชุมชนได้เรียกหัวหน้ากลุ่มเข้าไปสอบถาม จากนั้นได้ประกาศให้ทุกคนมารวมกันอีกครั้งเพื่อชี้แจงถึงวิธีการขั้นต่อไป “ พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้พวกเราต่างก็ทราบแล้วว่าในชุมชนของเรามีคนกาลกิณีปะปนอยู่ แหละคนผู้นั้นก็อยู่ในกลุ่มที่ไปขอทานยังด้านทิศใต้ ดังนั้นขอพวกที่ไปขอทานยังด้านทิศใต้จงฟังให้ดี ขอพวกท่านจงแบ่งคนของตนออกเป็นอีกสองส่วนเท่าๆกัน แล้วให้พากันไปขอทานยังด้านทิศใต้เหมือนเดิม แต่ให้แยกกันไปคนละหมู่บ้าน อย่าซ้ำกัน! แหละเย็นพรุ่งนี้ได้ผลอย่างไรให้รีบมารายงานให้ข้าพเจ้าทราบ สำหรับวันนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ”

หลังจากผู้นำชุมชนได้ใช้วิธีแบ่งกลุ่มให้มีขนาดเล็กลงเล็กลงเรื่อยๆ ในที่สุดหญิงจัณฑาลแลสามีก็จำต้องแยกกันไปขอทานคนละหมู่บ้าน เย็นวันนั้นหลังจากที่เลิกขอทานปรากฏหน้าบ้านเขาทั้งสองได้มีกลุ่มคนจำนวนมากซึ่งล้วนแต่เป็นเพื่อนบ้านในชุมชน พากันมายืนออเพื่อรอดูว่าสามีแลภรรยาคู่นี้ ผู้ใดแน่ที่เป็นคนกาลกิณี!

และแล้วสิ่งที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏ ด้านซ้ายพวกเขามีชายคนหนึ่งกำลังมุ่งมาทางบ้านหลังนี้ ในมือทั้งสองหอบหิ้วของกินของใช้มาจนมากมายแทบจักล้นมือ ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ขณะเดียวกันด้านขวาก็มีหญิงมีครรภ์นางหนึ่งกำลังโซซัดโซเซเดินมุ่งมายังบ้านหลังนี้เช่นกัน ในมือของนางว่างเปล่ามิได้มีสิ่งของใดๆติดมือมาเลย ใบหน้าก็ขาวซีดจนแทบไม่เห็นสีเลือด ภาพทั้งสองแม้ไม่มีคำบรรยายใดๆแต่ทุกคนก็รู้แล้วว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนกาลกิณี!

บัดนี้เมื่อเหตุแห่งปัญหาถูกเผยออกมา เพื่อให้ความสงบสุขกลับสู่ชุมชนโดยไว จัณฑาลทั้งหลายจึงลงความเห็นว่าหญิงมีครรภ์นางนี้ต้องออกไปจากชุมชนพวกเขาทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อเสียงส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องชายผู้เป็นสามีก็มิอาจทัดทานได้ จำต้องปล่อยภรรยาให้เก็บข้าวของออกไปจากชุมชนโดยพลัน

ฝ่ายจัณฑาลิณีผู้มีกรรม หลังถูกขับออกจากหมู่เพื่อนนางก็ต้องระหกระเหินไปตามที่ต่างๆ ค่ำไหนก็นอนนั่น ต้องทนอดมื้อกินมื้อ ลำบากลำบนเหลือที่จักกล่าว แต่ถึงจะทุกข์เพียงใดนางก็มิเคยเอ่ยปากตัดพ้อต่อว่าบุตรในครรภ์ให้ได้ยินแม้ แต่เพียงคำเดียว! จนได้เวลาทลิทโทฤกษ์อันเป็นเวลาเกิดของพวกยาจกขอทานหรือพวกคนเข็ญใจทั้งหลาย จัณฑาลนางนี้ก็คลอดลูกชายออกมาผู้หนึ่ง มีรูปกายที่แสนทุเรศอัปลักษณ์เกินกว่ามนุษย์มนาจักพึงมี ตลอดหัวจรดเท้าไม่ว่าจักมองมุมไหนก็มิได้เหมือนผู้เหมือนคนแต่ดันพิกลไปเหมือนกับผีกับเปรตเสียยังงั้น ทั้งนี้ก็เพราะกรรมบันดาลให้เป็นไป

แต่ถึงบุตรจักมีหน้าตาน่าเกลียดเพียงใดผู้เป็นมารดาก็หามีใจรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย นางเฝ้าเลี้ยงดูฟูมฟัก ทะนุถนอมลูกรักอย่างเต็มกำลังความสามารถเสมอมา จนบุตรน้อยมีวัยพอจักรู้เดียงสา วันหนึ่งจึงเรียกลูกเข้ามา พร้อมกับยื่นสมบัติล้ำค่าคือกะลาขอทานให้ไป จากนั้นก็สะอึกสะอื้นร่ำไห้ตัดใจสั่งสอนลูกเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ลูกเอ๋ย! บัดนี้เจ้าก็เจริญมาด้วยวัยอันควรแล้ว แม่นี้ไม่มีสิ่งใดจักให้เจ้าไว้เป็นสมบัติติดตัว เห็นอยู่ก็แต่กะลา มะพร้าวใบนี้เท่านั้น ขอเจ้าจงใช้มันเป็นเครื่องเลี้ยงชีพสำหรับตนเถิด แลขอจงจำไว้ว่า แม้เราจักมีชะตาอาภัพเพียงใด แต่ก็ยังภูมิใจที่มิเคยประพฤติตนเป็นโจรฤาคนพาล ฉะนั้นเจ้าจงใช้กะลาที่แม่ให้นี้ เที่ยวขอทานผู้คนเลี้ยงชีวีเถิดลูกรัก! ” ฝ่ายบุตรน้อยพอรับกะลาจากแม่ก็ให้แสนดีใจ รีบอำลาผู้เป็นมารดาทันใด จากนั้นก็วิ่งหายลับไป ท่ามกลางผู้คนตามท้องถนนทันที

นับแต่แยกจากมารดาขอทานน้อยก็ใช้วิชาที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด เที่ยวขอทานผู้คนอย่างมีความสุขเรื่อยมา จนวันหนึ่งเขามาเจอปราสาทหลังหนึ่งเข้าโดยบังเอิญมีความใหญ่โตอลังการเป็นอย่างยิ่ง ในความรู้สึกเขาปราสาทหลังนี้มันช่างคุ้นตาเสียนี่กระไร ไม่ว่าจักเป็นรูปทรงสีสัน ตลอดจนหน้าต่างประตู เหมือนว่าจักเคยเห็นมาก่อนเสียยังงั้น!

ก็จักไม่คุ้นได้อย่างไร? ในเมื่อปราสาทหลังนี้มันก็คือปราสาทของเขาในชาติที่เป็นเศรษฐีจอมงกนั่นเอง พอมาเจอชาตินี้เขาจึงรู้สึกคุ้นเคยผูกพัน มันย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

หลังจากที่ยืนพิจารณาอยู่พักใหญ่ว่าเคยเห็นปราสาทหลังนี้มาจากที่ไหน ในที่สุดเขาก็จำได้ แท้จริงมันก็คือปราสาทของเขาเมื่อชาติที่แล้วนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบสาวเท้าเข้าไปทันใด ขณะนั้นที่นอกตัวปราสาทมีข้าทาสบริวารกลุ่มหนึ่งกำลังทำงานอยู่

บรรดาคนงานพอเห็นขอทานสกปรกมอมแมม หน้าตาน่าเกลียดราวกับผีกับเปรตก็มิปาน เดินมุ่งมายังปราสาทตน พวกเขาจึงพากันออกปากตะโกนขับไล่ ด้วยเกรงว่าขอทานน้อยผู้นี้จะมาทำให้ปราสาทพวกตนต้องมัวหมอง แต่ถึงจักขู่ตะคอกเพียงใดก็หาทำให้เด็กหน้าผีมีใจสะทกสะท้านไม่ มิหนำซ้ำยังเดินลิ่วเข้ามาอีก ดังนั้นพวกเขาจึงพักงานที่ทำ ก้มลงหยิบเอาท่อนไม้ท่อนฟืนที่พอจักหาได้แถวนั้นขึ้นมากันคนละดุ้นสองดุ้น จากนั้นก็ไม่รอช้า กรูกันเข้ามาทุบตีเด็กประหลาดผู้นี้จนถึงแก่วิสัญญีภาพนอนหมดสติอยู่ที่ปากทางก่อนเข้าตัวปราสาทนั่นเอง

เพลานั้นสมเด็จพระพุทธองค์ทรงมีพระราชกิจจักต้องเสด็จผ่านแถวนั้นพอดี จึงทันทรงเห็นเหตุการณ์ ด้วยพระเมตตาพระองค์จึงตรัสกับเหล่าข้าทาสว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอจงได้งดโทษให้กับขอทานน้อยด้วยเถิด เพื่อบาปจักได้ไม่เกิดกับพวกท่านมากไปกว่านี้อีก! ” บรรดาข้าทาสพอฟังจึงหยุดมือลง จากนั้นต่างก็พากันก้มลงกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทโดยพร้อมเพรียงกัน

สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงเห็นพวกเขาคลายจากโทสะ จึงทรงมีพระพุทธดำรัสตรัสถึงอดีตชาติของขอทานน้อยว่า แท้จริงขอทานผู้นี้ เมื่อชาติที่แล้วก็คือท่านอานันทเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของปราสาทหลังนี้นั่นเอง แต่เพราะกรรมที่เป็นคนตระหนี่ ไม่ยินดีในการบริจาค ฉะนั้นพอตายไปบาปอกุศลที่ทำไว้จึงนำเขาให้ไปเกิดในสกุลของคนจัณฑาล มีฐานะยากจน ต้องกระเสือกกระสนขอทานผู้คนเพื่อดำรงชีพ แค่นั้นไม่พอ กรรมยังส่งผลให้เขาเกิดมามีหน้าตาที่อัปลักษณ์เกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจักพึงมีด้วยต่างหาก

ทีแรกท่านมูลสิริเศรษฐีผู้บุตรยังไม่เชื่อ แต่ขณะนั้นขอทานน้อยได้ฟื้นขึ้นมา ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้เขาเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็ตรัสให้เขาพาคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ไปขุดเอาสมบัติที่เขาแอบไปฝังไว้โดยที่ไม่บอกให้ลูกหลานรู้ขึ้นมา ซึ่งมีอยู่ถึง ๕ แห่ง พอสมบัติถูกนำมาแสดงท่านมูลสิริเศรษฐีจึงยอมเชื่อในพระพุทธฏีกา จากนั้นจึงหันมาเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังมากขึ้น

และไม่เพียงตัวเขา ต่อมาเขายังชักจูงบุตรหลานให้หันมาบริจาคทานรักษาศีลตามเขาด้วยต่างหาก เพื่อที่ว่าชาติหน้าฉันใดหากคนเหล่านี้ตายไปจักได้ไม่ต้องเกิดมามีสภาพที่น่าอเนจอนาถเหมือนดังปู่ทวดของตน ส่วนขอทานน้อยสุดท้ายลงเอยอย่างไรในตำรามิได้กล่าวไว้ ฉะนั้นจึงขอจบเรื่องของเศรษฐีผู้มีกรรมเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ .

จากเรื่องที่นำมาเล่ามาคงเห็นอานิสงส์ของการบริจาคทานกันแล้วกระมัง? ใครที่ยังตระหนี่จนเพื่อนออกปากแม้แต่อุจจาระก็ยังไม่ยอมให้สุนัขรับประทานล่ะก็ ขอจงดูขอทานน้อยนี้เอาไว้เป็นตัวอย่าง เผื่อจักมีใจเปิดพกเปิดห่อออกไปทำบุญทำทานกับเขาบ้าง ไม่ใช่มัวแต่เก็บอยู่อย่างเดียว ประเดี๋ยวเกิดมาหน้าเหี่ยวเหมือนเด็กหน้าผีผู้นี้ ไม่รู้นะ!

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

7 พ.ย. 2555
 เปิดอ่านหน้านี้  3685 

   ความคิดเห็น


RELATED STORIES


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย