ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ บัณฑิตสมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมสว่างไสวเหมือนไฟโพลง
ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ บัณฑิตสมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมสว่างไสวเหมือนไฟโพลง
พุทธสุภาษิตนี้มีความหมายลึกซึ้ง โดยเน้นว่า ผู้มีปัญญาที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ย่อมมีความงดงามและความสว่างแห่งคุณธรรมปรากฏแก่ผู้พบเห็น
• พุทธสุภาษิต
ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ
คำอ่านบาลี
ปัณฑิโต สีละสัมปันโน ชะลัง อัคคีวะ ภาสะติ
แยกคำอ่านได้ดังนี้
ปณฺฑิโต — ปัณฑิโต = ผู้เป็นบัณฑิต, ผู้มีปัญญา
สีลสมฺปนฺโน — สีละสัมปันโน = ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล, ผู้มีศีลสมบูรณ์
ชลํ — ชะลัง = ลุกโพลง, รุ่งเรือง, สว่าง
อคฺคีว — อัคคีวะ = เหมือนไฟ, ประดุจไฟ
ภาสติ — ภาสะติ = ย่อมส่องสว่าง, ย่อมรุ่งเรือง, ย่อมเปล่งประกาย
แปลโดยรวม
“บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมสว่างไสวเหมือนไฟที่ลุกโพลง”
หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายว่า
คนที่มีปัญญาและประพฤติดีมีศีล ย่อมมีความดีปรากฏออกมา ทำให้ตนเองและผู้ที่อยู่ใกล้ได้รับความสงบและความเจริญ เปรียบเหมือนไฟที่ลุกโพลง ย่อมให้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น
อธิบายเพิ่มเติม
คำว่า “บัณฑิต” ในทางธรรม ไม่ได้หมายถึงเพียงคนเรียนหนังสือเก่งหรือมีความรู้มาก แต่หมายถึง ผู้มีปัญญารู้จักผิดชอบชั่วดี และนำความรู้นั้นมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริง
ส่วน “ศีล” เป็นเครื่องควบคุมกายและวาจาให้เรียบร้อย เมื่อบุคคลมีปัญญาประกอบด้วยศีล ความรู้ของเขาจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่จะนำไปสู่ความดีงาม
การเปรียบ “เหมือนไฟโพลง” มีความหมายที่น่าสนใจ เพราะไฟที่ลุกสว่างย่อมมองเห็นได้จากระยะไกล เช่นเดียวกับผู้มีศีลและปัญญา แม้ไม่ต้องประกาศว่าตนเป็นคนดี แต่ ความประพฤติที่ดีจะเป็นสิ่งที่แสดงคุณค่าของเขาออกมาเอง
ดังนั้น สุภาษิตนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ปัญญาและศีลควรดำเนินไปด้วยกัน ปัญญาโดยไม่มีศีลอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ส่วนศีลที่ประกอบด้วยปัญญาย่อมทำให้การดำเนินชีวิตมั่นคงและเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น
สรุปสั้น ๆ
“ผู้มีปัญญาและรักษาศีล ย่อมมีความดีส่องสว่างออกมาจากชีวิต เปรียบดังไฟที่ลุกโพลง ยิ่งดำเนินชีวิตด้วยศีลและปัญญา คุณธรรมก็ยิ่งปรากฏเด่นชัด”
ข้อคิด:
“ปัญญาทำให้รู้ทาง ศีลทำให้เดินถูกทาง และความดีทำให้ชีวิตสว่างไสว”
๛