ค้นหาในเว็บไซต์ :

กุสราชมหาสัตว์๒ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

 pt  

กุสราชมหาสัตว์ ๒

กล่าวถึงพระนางประภาวดี หลังพระราชพิธีราชาภิเษกเพียงไม่กี่วันพระนางก็ทรงได้รับโปรดเกล้าตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี แต่ถึงจักทรงได้เป็นพระมเหสีแล้ว ทว่าพระนางก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์ของพระสวามีในยามกลางวันเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว ถึงตัวราชากุสราชเองก็เช่นกันตั้งแต่อภิเษกสมรสกับพระนางประภาวดีมาพระองค์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์พระชายาในยาม กลางวันเหมือนกัน

จนวันหนึ่งราชาโพธิสัตว์ก็ทรงเกิดอยากจักเห็นหน้าภรรยาขึ้นมา จึงเสด็จไปเฝ้าพระมารดาเพื่ออ้อนวอนขอให้พระมารดาทรงพาพระองค์ไปพบกับพระชายาในยามกลางวันบ้าง แต่มเหสีสีลวดีได้ทรงทัดทานว่าอย่าได้ทำตามอำเภอใจเป็นอันขาดรอ จนพระนางประภาวดีทรงตั้งพระครรภ์เสียก่อน เพลานั้นค่อยพบกันก็ยังมิสาย

แต่ว่าความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมันช่างมีกำลังเหลือประมาณ! ดังนั้นผ่านไปสองวันจอมราชันก็ทรงเข้าไปอ้อนวอนพระมารดาใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา จนพระมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนต่อการรบเร้าของราชบุตรได้ จึงตรัสให้บุตรรักไปรออยู่ที่โรงช้างหลวง เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระนางประภาวดีไปดูช้างศึก แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามเปิดเผยตัวตนให้นางรู้เป็นอันขาด

ราชากุสราชครั้นทรงสดับก็ให้แสนลิงโลด รีบรับสั่งทหารให้ไปนำชุดตะพุ่นหญ้าช้าง (คนเลี้ยงช้าง) ส่งไปยังตำหนักพระองค์เป็นการด่วน จากนั้นก็ทูลลาพระแม่เจ้ากลับตำหนักตนเพื่อจักทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้างทันที ด้านมเหสีสีลวดีครั้นลับหลังบุตรชาย พระนางก็ทรงบัญชาให้ทหารไปทำความสะอาดโรงช้างรอท่าไว้ จากนั้นก็เสด็จไปยังตำหนักพระสุณิสาเพื่อชวนนางมาทอดพระเนตรโรงช้างหลวง

กล่าวถึงพระเจ้ากุสราช หลังทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นตะพุ่นหญ้าช้างแล้วก็รีบเสด็จมารอพระมารดาแลพระชายาอยู่ที่โรงช้างอย่างพระทัยจดจ่อ ผ่านไปสักพักก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมุ่งมาทางโรงช้าง ทั้งหมดล้วนเป็นสตรี แต่ที่โดดเด่นเห็นจักเป็นสองนางที่เดินนำหน้า หนึ่งอยู่ในวัยกลางคน แต่อีกหนึ่งนั้นเป็นดรุณีวัยแรกแย้ม ทั้งคู่ต่างสูงส่งสวยสง่า โดยเฉพาะนางที่เป็นดรุณี ตั้งแต่ทรงคลอดจากพระครรภ์มา องค์จอมสัตว์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นสตรีใดจักมีความงามถึงปานฉะนี้ พอทรงเห็นคราแรกก็ทรงตกหลุมรักนางจนหมดพระทัยทันที

แต่ด้วยความที่ไม่ทรงคุ้นกับอิสตรี จึงไม่ทรงรู้ว่าจะต้องวางพระองค์อย่างไร หรือจักต้องพูดต้องจาเช่นไร บังเอิญเพลานั้นสายพระเนตรทรงเหลือบไปเห็นมูลช้างที่คนงานเก็บกวาดไม่สะอาดแห้งติดอยู่ที่พื้น ด้วยความคะนองทรงคิดจักแกล้งหยอกพระชายาเล่นจึงทรงก้มลงไปเก็บเอามูลช้างมากำไว้ พอทรงเห็นพระนางประภาวดีเสด็จเข้ามาได้ระยะจอมราชาก็ทรงขว้างมูลช้างไปที่พระกรของนางทันที

ขณะนั้นพระธิดาแคว้น มัททะกำลังตื่นเต้นกับการทอดพระเนตรช้างศึกที่มีขนาดใหญ่โตอย่างที่พระนางไม่เคยทรงเห็นจากที่ไหนมาก่อน จู่ๆพอถูกคนเลี้ยงช้างปามูลช้างใส่พระนางก็ทรงเกิดพระพิโรธโกรธเคืองขึ้นมาทันใด จึงทรงเผลอพระองค์ตวาดใส่เจ้าตะพุ่นหญ้าช้างทันที “ เหม่! เจ้าผู้บังอาจ เจ้าช่างสามหาวนัก เราจักให้พระราชาสั่งตัดมือเจ้าบัดเดี๋ยวนี้ คอยดูเถอะ! ” ตรัสบริภาษจบนางก็ทรงหันมาทูลพระสัสสุให้ลงโทษเจ้าคนเลี้ยงช้างทันที

พระมเหสีสีลวดีไม่ทรงคาดคิดว่าจักเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทรงเกรงว่าความแตก ดังนั้นจึงทรงรีบโผเข้าไปกอดพระสุณิสาเอาไว้พร้อมกับทรงปลอบโยนทันที “ โถ..โถ คนดีของแม่ อย่าได้ขุ่นเคืองไปเลยลูก เดี๋ยวจักพลอยทำให้ใบหน้าอันงดงามนี้ต้องหมองศรีไปเสียเปล่าๆ ไยจักเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือด้วยเล่า ”

ตรัสพลางก็ทรงลูบพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระสุณิสาไปพลาง ขณะเดียวกันก็ทรงถลึงพระเนตรไปยังพระมหาสัตว์ ด้านพระนางประภาวดีเมื่อทรงเห็นแม่สามีให้ความรักความห่วงใยในตนถึงเพียงนี้ หากจักทรงถือโทษเอาความกับเจ้าคนถ่อยชั้นต่ำอีกก็ทรงเกรงจะทำให้พระมเหสีลวดีทรงไม่พอพระทัย จึงทรงยอมเลิกราไป เหตุการณ์จึงสงบลงได้

ผ่านไปสามสี่วันหลังจากราชากุสราชได้ทรงเห็นพระพักตร์ของพระชายาแล้ว ภาพใบหน้าของนางก็ให้วนเวียนปรากฏขึ้นในมโนทวารขององค์จอมสัตว์อยู่ตลอดเวลา ทำให้พระองค์ถึงกับทรงกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะนั่งจะนอนก็มิเป็นสุข ในพระทัยคอยแต่กระหวัดนึกถึงแต่ใบหน้าของหญิงอันเป็นที่รักอยู่ตลอดทั้งวันยันค่ำคืนยันรุ่ง จนถึงกับทำให้มิอาจทรงว่าราชกิจได้

แลเมื่อความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมันเอ่อท้วมท้นขึ้นจนถึงที่สุด เช้ารุ่งขึ้นจอมราชันจึงรีบเสด็จไปเฝ้าพระมารดาทันที เพื่อจักทรงรบเร้าให้พระนางพาพระองค์ไปพบกับพระชายาอีกครั้ง จอมเทวีซึ่งทรงมีความรักใคร่ในบุตรเหลือประมาณ พอถูกพระมหาสัตว์รบเร้าก็มิอาจจักทรงทนได้ จึงตรัสให้บุตรรักไปคอยอยู่ที่โรงม้า

และก็เหมือนเคย พอทั้งสองพระองค์เสด็จไปถึงโรงม้า ราชากุสราชก็ทรงแกล้งพระชายาด้วยการปามูลม้าแห้งใส่พระนางเหมือนคราที่เสด็จไปยังโรงช้าง เดือดร้อนถึงจอมเทวีต้องทรงทำหน้าที่เข้าปลอบประโลมกันเป็นการใหญ่อีก เหตุการณ์ถึงได้สงบ

หลังผ่านเหตุการณ์ที่โรงม้าหลวงแล้วพระมหาสตว์ก็ทรงสงบไปได้พักใหญ่ จนวันหนึ่งจู่ๆพระนางประภาวดีก็ทรงอยากจะเห็นหน้าของพระสวามีในยามกลางวันขึ้นมาบ้าง จึงเสด็จไปเฝ้ามเหสีสีลวดีเพื่อจักทรงขอให้นางพาตนไปพบกับพระเจ้ากุสราช แต่จอมเทวีทรงห้ามว่าอย่าได้ทำผิดจารีตเลย ขอให้อดทนรอไปก่อน พระธิดาแคว้นมัททะเมื่อทรงเห็นพระสัสสุตรัสดังนั้นหากจักทรงรบเร้าต่อก็ทรงเกรงว่าจักทำให้จอมเทวีทรงไม่พอพระทัย จึงเสด็จกลับตำหนักไป

แต่ผ่านไปสองวันความอยากจักเห็นหน้าพระสวามีก็พุ่งขึ้นมาอีกจนยากจักทนไหว ดังนั้นนางจึงเสด็จเข้าไปรบเร้าจอมเทวีใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนต่อการรบเร้าของพระสุณิสาได้ จึงตรัสว่า “ เอาเถิดลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาจักเห็นหน้าสามีสามีจริงๆ อย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าจงเปิดสีหบัญชรคอยดูก็แล้วกัน ราชากุสราชพระสวามีเจ้าพร้อมเหล่าทหารองครักษ์ จักกระทำประทักษิณพระนครในเช้าวันพรุ่งนี้ ขอเจ้าจงตั้งตาดูเถิด ”

พระชายาประภาวดีพอทรงสดับก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบเสด็จกลับตำหนักเพื่อจัดเตรียมฉลองพระองค์สำหรับวันพรุ่งนี้ทันที พอลับหลังพระธิดาแคว้นมัททะพระมเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศทั่วพระนคร เช้าพรุ่งนี้ราชากุสราชจะเสด็จเยี่ยมเยี่ยนประชาชน ขอให้ทุกครัวเรือนตกแต่งบ้านเรือนของตนให้งดงามเพื่อรอรับเสด็จ จากนั้นก็ตรัสให้นางกำนัลไปแจ้งต่อพระชยัมบดีบุตรชายคนรองว่าเช้าพรุ่งนี้ในพิธีเสด็จประทักษิณเลียบพระนคร ขอให้พระชยัมบดีทรงเครื่องต้นของกษัตริย์แทนพระเชษฐา และให้ประทับที่อาสน์ช้างด้านหน้า ส่วนองค์กุสราชราชาให้ประทับที่อาสน์หลัง

ครั้นถึงรุ่งเช้ายังมิทันที่พระอาทิตย์จะเริ่มฉายแสง พระสัสสุและพระสุณิสาทั้งสองพระองค์ก็ทรงพากันเสด็จไปประทับรออยู่ที่สีหบัญชรตั้งแต่ย่ำรุ่ง เพื่อรอชมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค เมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนมาถึงด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง พระมเหสีสีลวดีได้ตรัสให้พระนางประภาวดีทอดพระเนตรดูพระชยัมบดีที่ประทับอยู่ที่อาสน์ช้างด้านหน้า “ ดูเถิดลูกแม่ เจ้าจงดูความสง่างามของพระสวามีเจ้าเถิด ”

พระนางประภาวดีพอทรงเห็นพระชยัมบดีซึ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามราวเทพบุตรประทับอย่างสง่าอยู่บนอาสน์ด้านหน้าช้าง ก็ทรงสำคัญผิดคิดว่าเป็นราชากุสราชพระสวามี จึงทรงรู้สึกโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แต่พอทรงเหลือบไปเห็นทหารที่นั่งอยู่อาสน์หลังซึ่งมีใบหน้าขี้ริ้ว ความสุขเมื่อครู่ก็พลันเหือดหายลงไปจนสิ้น เนื่องจากทรงจำได้ว่าเจ้าผู้นี้ก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวนั่นเอง และยิ่งทรงเห็นเขาโบกไม้โบกมือแสดงอาการยั่วเย้ามาให้ พระนางก็ยิ่งทรงขัดเคืองพระทัยมากยิ่งขึ้นไปอีก จนสุดจักทรงข่มได้ จึงทรงหันไปถามพระสัสสุ

“ เสด็จแม่เพคะ! ไฉนควาญช้างที่นั่งด้านหลังเสด็จพี่กุสราช จึงเป็นผู้ดื้อด้านเสียเหลือเกิน มิได้ยำเกรงพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์แม้แต่น้อย บังอาจแสดงกิริยาสามหาวในงานพระราชพิธีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ผู้ใดฤาเป็นคนจัดให้เจ้าผู้ไม่มีสง่าราศีขึ้นไปนั่งด้านหลังพระเจ้าแผ่นดิน? ” จอมเทวีพอทรงสดับก็ถึงกับทรงปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันใด แต่เพื่อจะทรงปิดบังฐานะของบุตรรักจึงเสตรัสว่า

“ ดูก่อนลูกแม่ ธรรมดาการระวังหลังพระราชานั้นเป็นเรื่องที่มิอาจละเลยได้ เจ้าผู้นี้ถึงจะมีหน้าตาขี้ริ้วก็จริง แต่ฝีมือยากจักหาผู้ใดในแผ่นดินเทียบได้! ” พระสุณิสาครั้นทรงสดับพระสัสสุตรัสปกป้องเจ้าคนชั้นต่ำอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทรงรู้สึกคลางแคลงพระทัยขึ้นมา “ เหตุไฉนเจ้าตะพุ่นผู้นี้จึงได้รับความเมตตาจากเสด็จแม่เสียเหลือเกิน ขนาดแสดงกิริยาหยาบช้าต่อเราก็ยังไม่ถูกลงโทษ หรือเขาจะเป็นตัวราชากุสราชเอง! ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้คงจักมีพระพักตร์ที่แสนน่าเกลียดเสียเป็นแน่ มิฉะนั้นเหตุใดจึงไม่ยอมแสดงพระองค์ให้เราเห็น! ”

พอทรงคิดดังนี้พระธิดาแคว้นมัททะก็ทรงก้มพระพักตร์ลงกระซิบกับนางค่อมที่หมอบอยู่ข้างๆ “ พี่ค่อมเอ๋ย ขอพี่จงรีบไปดักรออยู่ที่โรงช้างหลวงก่อนที่ขบวนเสด็จจักกลับถึงเถิด แหละจงดูว่าระหว่างพระเจ้ากุสราชที่ประทับอยู่อาสน์หน้า กับเจ้าตะพุ่นสามหาวที่นั่งอยู่อาสน์หลัง ผู้ใดลงจากหลังช้างก่อน หากผู้ใดลงก่อนผู้นั้นก็คือราชากุสราช! ” นางค่อมพอรับบัญชาก็ไม่รอช้า รีบปลีกกายไปซุ่มอยู่ข้างโรงช้างทันที

หลังขบวนเสด็จได้วนจนรอบพระนครแล้วก็วกกลับไปยังโรงช้างหลวง พอไปถึงพระชยัมบดีซึ่งประทับอยู่อาสน์หน้าแทนที่จักเสด็จลงจากหลังช้างก่อน ที่ไหนได้เจ้าตะพุ่นขี้ริ้วผู้มีกิริยาสามหาวกลับชิงตัดหน้าลงเป็นคนแรกเสียยังงั้น จากนั้นพระชยัมบดีจึงค่อยเสด็จตามลงมา พระมหาสัตว์เมื่อทรงลงจากหลังช้างแล้ว ด้วยพระอุปนิสัยที่ทรงเป็นผู้รอบครอบ จึงทรงหันไปทอดพระเนตรรอบๆตามความเคยชิน ทันใดก็ทรงเห็นนางค่อมที่แอบอยู่มองมาพอดี จึงมีรับสั่งให้ทหารไปพาตัวนางมา

เมื่อทหารพาพระพี่เลี้ยงมาถึงจอมราชันได้ตรัสกับนางว่าห้ามนำเรื่องที่เห็นนี้ไปทูลให้พระนางประภาวดีรับทราบเป็นอันขาด มิฉะนั้นศีรษะของนางอาจไม่อยู่บนบ่า นางค่อมด้วยความเกรงพระอาญาจึงรีบรับปากอย่างปากคอสั่น พอกลับถึงตำหนักก็ทูลผู้เป็นนายว่าพระเจ้ากุสราชที่ประทับอยู่อาสน์ด้านหน้าเสด็จลงจากหลังช้างก่อนพระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ทรงคลายพระกังวล

หลังพิธีกระทำประทักษิณพระนครผ่านไป หลายวันต่อมาพระมหาสัตว์หลังจากไม่ได้ทรงเห็นหน้าพระชายารักมานาน พระองค์ก็ทรงเกิดความปรารถนาอยากจะเห็นหน้านางอีกจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดา และก็เหมือนเคย พระมเหสีสีลวดีเมื่อถูกบุตรรักพัวพันย่อมมิอาจทรงทนต่อการรบเร้าของราชบุตรได้ จึงตรัสให้จอมราชันไปซ่อนตัวอยู่ในสระนิลุบล เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระชายาอันเป็นที่รักไปชมสระบัว พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์จอมเทวีก็เสด็จไปยังตำหนักของพระสุณิสาเพื่อจักทรงชวนนางมาชมความงามของดอกไม้ในอุทยานหลวง

หลังจากที่สองพระองค์ได้ทรงเดินดูสิ่งสวยๆงามๆจนทั่วอุทยานแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าขึ้นมา พระนางสีลวดีทรงเห็นเป็นโอกาสจึงตรัสกับลูกสะใภ้ให้ไปนั่งพักเหนื่อยที่ใต้ร่มไม้ริมสระบัวกัน เมื่อทั้งคู่เสด็จไปถึงสระหลวงยังมิทันที่จอมเทวีจะประทับลงบนเครื่องลาด (เสื่อ) ที่เหล่านางกำนัลปูถวาย

พระนางประภาวดีพอทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยโกมุทชาติหลากสีสัน กำลังส่ายไหวเอนไกวไปตามแรงลมพัด บวกกับประกายแวววาวของระลอกน้ำยามต้องแสงอาทิตย์ ก็ถึงกับทรงตลึง จ้องภาพเบื้องหน้าจนมิอาจวางพระเนตรได้ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ทรงมีพอทรงมาเห็นภาพอันงดงามเข้า ก็ถึงกับมลายหายไปจนสิ้น ทรงเกิดความปรารถนาอยากจะสรงน้ำขึ้นมาทันใด จึงรีบตรัสชวนเหล่าพระพี่เลี้ยงให้ลงเล่นน้ำด้วยกัน บรรดาพี่เลี้ยงเมื่อเห็นประกายระยิบระยับของสระหลวงก็อยากจะโดดลงไปดำผุดดำว่ายแต่แรกแล้ว พอได้ยินพระดำรัสชวนจึงไม่รีรอ รีบกระโดดลงไปทันที

ขณะที่พระนางประภาวดีแลเหล่านางกำนัลกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สายพระเนตรองค์เทวีก็ทรงเหลือบไปเห็นดอกจงกลนีดอกหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มีสีสันสวยงามเกินดอกใด จึงอยากจักเด็ดมาเชยชม พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงค่อยๆว่ายน้ำเข้าไป พอถึงก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไปหมายจักเด็ดเจ้าดอกอุบลนี้

เพลานั้นราชากุสราชซึ่งทรงแอบอยู่หลังใบบัวใกล้กับดอกที่ชายารักทรงหมายพระเนตร จอมกษัตริย์พอทรงเห็นโฉมงามเอื้อมพระหัตถ์มาใกล้ตนก็ทรงเผลอพระองค์ คิดจักทรงแกล้งหยอกพระชายาเล่น จึงทรงโผล่พระพักตร์ออกไป พร้อมกับทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า “ เราคือราชากุสราช! ” ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังคว้าเอาพระหัตถ์ของนางเอาไว้อีก

องค์เทวีมิทรงคาดคิดว่าสระหลวงที่มีทหารอารักขาแน่นหนาจะมีคนแอบซ่อนอยู่ พอพระมหาสัตว์โผล่พรวดออกมาจับมือถือแขน แถมยังตะโกนเสียจนดังลั่น ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง และยิ่งพอทรงเห็นใบหน้าของผู้มาจับที่ถมึงทึงราวกับยักษ์กับมารด้วย ก็ถึงกับทรงวิสัญญีภาพหมดสติไปทันใด เกิดเป็นความปั่นป่วนโกลาหล จนพระมเหสีสีลวดีต้องทรงให้เหล่าพระพี่เลี้ยงรีบอุ้มลูกสะใภ้กลับพระตำหนักทันที

หลังพระธิดาแคว้นมัททะทรงฟื้นพระสติมาและทรงได้คิดทบทวน ก็ทรงทราบว่าผู้ที่จับนางนั้นก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างที่มีใบหน้าขี้ริ้วนั่นเอง เห็นทีเขาต้องเป็นตัวราชากุสราชเองเสียเป็นแน่ มิฉะนั้นจักกล้าทำตามอำเภอใจได้ถึงปานนี้เทียวรึ พระนางไม่ปรารถนาจะมีพระสวามีที่มีใบหน้าที่แสนจะน่าเกลียดน่าชังอย่างนี้ ดังนั้นจึงทรงคิดจักหนีไปจากแคว้นมัลละ หลังจากทรงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงตรัสให้เหล่าพระพี่เลี้ยงไปเตรียมรถม้าแลเสบียงให้พร้อม สองยามคืนนี้นางจะไปจากเมืองนี้!

การจัดเตรียมข้าวของเพื่อหลบหนีของเหล่าพระพี่เลี้ยง หาได้รอดพ้นจากการเฝ้าสังเกตของทหารที่พระเจ้ากุสราชทรงส่งไปอารักขาองค์เทวีไม่ พอทหารยามเห็นเหล่าพี่เลี้ยงหอบหิ้วเสบียงอันได้แก่ผลไม้แลอาหารแห้งมากมายผิดปกติมายังตำหนักพระชายาเหมือนว่าจะเตรียมเดินทาง เขาจึงนำความเข้ากราบทูลให้จอมราชันได้ทรงรับทราบทันที พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับรายงานก็ทรงดำริ

“ ครั้งนี้หากเราขัดขวางมิยอมให้นางกลับแคว้นมัททะแล้ว เห็นทีนางคงต้องอกแตกตายเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรปล่อยให้นางกลับบ้านเมืองนางไปก่อน จากนั้นค่อยไปพากลับทีหลัง น่าจักเป็นการดี ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสให้ทหารคนสนิทไปสั่งยามเฝ้าประตูวัง ว่าอย่าได้ขัดขวางขบวนเสด็จของพระชายาเป็นอันขาด ปล่อยให้นางเสด็จไป ดังนั้นสองยามคืนนั้นขบวนเสด็จของพระนางประภาวดีจึงออกจากกรุงกุสาวดีไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีอุปสรรคใด!

หากจะกล่าวไป สาเหตุอันใดฤาจึงทำให้พระนางประภาวดีมิได้ทรงมีความรักในพระเจ้ากุสราชเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ทรงเป็นถึงพระเมเหสีของจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีป เรื่องนี้หากจักเท้าความ ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตชาติอันนานโพ้น

สมัยหนึ่ง ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองพาราณสีสักเท่าไหร่ หมู่บ้านนี้มีตระกูลอยู่สองตระกูลที่รักใคร่สนิทสนมกัน ตระกูลหนึ่งมีบุตรชาย ๒ คน อีกตระกูลมีบุตรสาว ๑ คน พระโพธิสัตว์ในชาตินั้นทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นคนน้องของตระกูลที่มีบุตรชาย สองตระกูลนี้ต่างไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงวัยที่บุตรของทั้งสองตระกูลจักต้องมีคู่ ตระกูลฝ่ายชายจึงไปขอบุตรสาวของอีกฝ่ายให้มาเป็นภรรยาบุตรชายคนโต ซึ่งฝ่ายหญิงก็มิได้ปฏิเสธอันใด

หลังเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชายแล้ว ผู้เป็นสะใภ้ก็มิได้มีความขี้เกียจขี้คร้านแต่อย่างใด ช่วยงานแม่สามีทุกอย่างโดยมิต้องเอ่ยปากเรียก กระทั่งเช้าวันหนึ่งลูกสะใภ้ได้ทำขนมที่มีรสอร่อยให้กับครอบครัวสามีรับประทาน เวลานั้นพระโพธิสัตว์ไม่อยู่บ้าน เขาออกไปหาของป่าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พี่สะใภ้เมื่อเห็นน้องสามีไม่อยู่จึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้เขา ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายกันบริโภคในครัวเรือนจนหมดสิ้น

บังเอิญแท้สายวันนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านบิณฑบาตผ่านมาพอดี พี่สะใภ้พอเห็นก็เกิดศรัทธา จึงคิดจักถวายทานแด่พระคุณเจ้า แต่เนื่องจากเวลานั้นไม่มีเครื่องไทยธรรมเลย ขนมที่ทำเมื่อเช้าหรือก็บริโภคกันเสียจนหมดแล้ว เหลือแต่ก็ส่วนของน้องสามี อย่างไรเสียเรานำขนมของเขาถวายให้ท่านไปก่อน จากนั้นค่อยทำให้เขาใหม่ก็แล้วกัน เมื่อคิดดังนั้นพี่สะใภ้จึงนำขนมของน้องสามีใส่บาตรพระคุณเจ้าไป

หลังจากถวายทานแล้วนางก็เดินถือภาชนะที่ใส่ขนมเตรียมจักนำไปล้าง แต่ช่างประจวบอะไรเช่นนั้น เวลานั้นพระมหาสัตว์ได้กลับมาจากป่ามาพอดี เลยทันเห็นหลังพระคุณเจ้าอยู่ไวๆ พอเขาเข้ารั้วบ้านมาจึงถามพี่สะใภ้ว่ามีใครมาที่บ้านรึ พี่สะใภ้บอกว่าไม่มีใครมาดอก เป็นสมณะรูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมา นางเห็นท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใส จึงนำขนมในส่วนของเขาถวายให้ท่านไป ขอเขาจงทำใจให้ผ่องใสเถิด เดี๋ยวนางจะรีบทำให้ใหม่

แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์กำลังถูกความหิวเข้าครอบงำ จึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม หันหลังได้ก็วิ่งตามพระคุณเจ้าไปทันที ฝ่ายพี่สะใภ้เมื่อเห็นน้องสามีพรวดพราดออกไปก็รู้ว่าเขาจะทำอะไร จึงรีบออกจากเรือนสามีกลับไปยังบ้านตนทันใด พอถึงก็ตรงดิ่งไปยังห้องครัว ตักเอาก้อนมันเนยที่มารดานางเพิ่งจักทำเสร็จใหม่ๆ มีสีประดุจดอกจำปา ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมจักนำไปล้างนั่นเอง จากนั้นก็ไม่รอช้า รีบวิ่งตามน้องสามีไปติดๆ จนกระทั่งทันกัน

พอนางไปถึงก็เห็นเขาถือห่อขนมที่นางเพิ่งจะถวายพระคุณเจ้าไปหมาดๆอยู่ในมือ ด้านพระเถระท่านก็กำลังหันหลังเตรียมจะจากไป พอเห็นดังนั้นนางจึงรีบตะโกนบอกให้ท่านหยุดก่อน จากนั้นก็เข้าไปเทเอาก้อนมันเนยที่ตักมาจากเรือนมารดาใส่ลงในบาตรท่านจนสิ้น ก้อนมันเนยพออยู่ในบาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า บัดนั้นมันก็เปล่งรัศมีเหลืองอร่ามแผ่ออกไปโดยรอบ จนเป็นที่อัศจรรย์

พี่สะใภ้พอเห็นก็ให้ปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบคุกเข่าพนมมือเอ่ยปากอธิษฐาน หากแม้นชาติหน้าฉันใดนางตายจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด ก็ขอให้นางจงมีร่างกายที่ผ่องใสงดงาม มีรัศมีเรืองรองตระการ เกินกว่าหญิงใดจักเทียบได้ แหละขอให้นางอย่าได้อยู่ร่วมกับคนที่เป็นอสัตบุรุษเยี่ยงน้องสามีผู้นี้ ในที่แห่งเดียวกันเลย!

พระโพธิสัตว์ซึ่งกำลังยืนตลึงต่อภาพรัศมีอันเหลืองอร่ามของก้อนเนยใสอยู่ พอได้ยินพี่สะใภ้เอ่ยปากอธิษฐานเยี่ยงนั้นเขาก็ให้นึกโกรธนางขึ้นมา จึงเดินกลับเข้าไปหาพระคุณเจ้า พร้อมกับนำขนมที่หยิบออกมาเมื่อครู่ใส่คืนไปในบาตรเหมือนเดิม พร้อมกันนั้นก็เปล่งวาจาอธิษฐานบ้างว่า “ ข้าแต่พระคุณเจ้า ไม่ว่าพี่สะใภ้ของข้าพเจ้านางนี้จะไปเกิดในภพภูมิใด ใกล้ไกลเพียงไหน ก็ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความ สามารถไปนำนางกลับมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้ ด้วยเถิด! ”

แลด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นเอง มาชาตินี้พระนางประภาวดีจึงทรงมีพระวรกายที่เปล่งปลั่งงดงามเกินกว่าหญิงใดในหล้าจักเทียบได้ ส่วนพระมหาสัตว์เนื่องจากทรงทำกุศลในขณะที่จิตมีโทสะ ดังนั้นพอมาชาตินี้ พระองค์จึงทรงเป็นผู้ที่มีรูปโฉมขี้ริ้วไม่งดงาม ทั้งนี้ก็เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ บันดาลให้เป็นไปนั่นเอง!

ย้อนกลับเข้าเรื่อง หลังขบวนเสด็จของพระนางประภาวดีออกจากเมืองกุสาวดีแล้ว ก็มุ่งตรงสู่แคว้นมัททะโดยมิได้แวะพักที่ใด จนล่วงครึ่งเดือนจึงกลับถึงกรุงสาคละ ฝ่ายราชากุสราชหลังจากพระชายาเสด็จกลับแคว้นไป พระองค์ก็ทรงโศกเศร้าพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้เหล่านางรำจะบำรุงบำเรอด้วยวิธีต่างๆนานาก็หาทำให้พระองค์ทรงคลายจากความคิดถึงได้ จนรุ่งสางวันหนึ่งเมื่อทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดแล้ว จอมราชาจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาเพื่อทูลขอพระราชอนุญาตออกตามพระชายากลับคืนยังกรุงกุสาวดี

มเหสีสีลวดีเมื่อทอดพระเนตรเห็นใบหน้าอันทุกข์ตรมของบุตรชายก็ให้ทรงรู้สึกสงสารเสียยิ่งนัก จึงทรงอนุญาต แต่ก่อนที่พระมหาสัตว์จะทูลลากลับพระตำหนักพระนางได้ตรัสเตือนสติบุตรชายว่า “ ลูกเอ๋ย! หากเจ้าปรารถนาจักไปตามชายาเจ้ากลับมาแม่ก็มิขัดดอก แต่จงจำไว้ ขึ้นชื่อมาตุคามย่อมเป็นผู้มีใจไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจักทำการใดหากเกี่ยวด้วยสตรีขอเจ้าจงพิจารณาให้รอบครอบก่อนเสมอ ขอลูกแม่จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ”

หลังตรัสเตือนสติบุตรรักองค์เทวีก็ทรงรับสั่งให้นางกำนัลไปจัดเตรียมของบริโภคเลิศรสชนิดต่างๆ ใส่ในโหลทองคำเพื่อให้บุตรชายนำไปบริโภคระหว่างทาง ราชากุสราชครั้นทรงรับของเสวยจากพระมารดาแล้ว ก็ทรงกระทำประทักษิณ ๓ รอบเพื่อแสดงถึงความเคารพสูงสุดที่ทรงมีให้ต่อจอมเทวี จากนั้นจึงเสด็จกลับตำหนักเพื่อทรงจัดเตรียมข้าวของ

การเดินทางครั้งนี้พระองค์ทรงนำพระแสงเบญจาวุธห้าชนิดติดพระองค์ไปด้วย พร้อมกับกหาปณะหนึ่งพัน และท้ายสุดที่มิอาจลืมได้นั่นก็คือพิณโกกนุทที่ทรงได้รับการประทานจากพระมารดา ทรงยกถุงพิณขึ้นสะพายบนพระอังสา (ไหล่) จากนั้นจอมราชันแห่งแคว้นมัลละก็ทรงย่างพระบาทเสด็จออกจากกรุงกุสาวดี มุ่งตรงสู่แคว้น มัททะทันที โดยมิได้ทรงรั้งรอหรือรังเรแต่อย่างใด เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้นเพียงชั่วเวลาจากเช้าถึงเที่ยงพระองค์ก็ทรงเดินทางได้ถึง ๕๐ โยชน์ แหละพอพักเสวยพระกระยาหารมื้อกลางวันเสร็จก็เสด็จพระราชดำเนินต่อได้อีก ๕๐ โยชน์ ดังนั้นเพียงเวลาหนึ่งวันพระองค์ก็ทรงเดินทางมาถึงชายแดนแคว้นมัททะได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์!

เมื่อทรงมาถึงชายเขตแดนแคว้นมัททะขณะนั้นก็เป็นเวลาที่เย็นมากแล้ว จอมราชันทรงเห็นว่าตนเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันควรจักอาบน้ำเสียหน่อยเพื่อให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส ดังนั้นจึงทรงสรงน้ำในลำธารที่เปรียบ เสมือนเป็นแนวกั้นเขตแดน พอสรงน้ำเสร็จก็เสด็จพระราชดำเนินต่อ บัดนั้นเอง ทันทีที่ฝ่าพระบาทของพระมหาสัตว์เหียบแผ่นดินแคว้นมัททะเท่านั้น ด้วยเดชะแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า พระนางประภาวดีที่กำลังบรรทมอยู่บนพระแท่นทองคำอยู่อย่างเป็นสุข อยู่ๆก็ทรงรู้สึกร้อนรุ่มพระวรกายขึ้นมาทันใดโดยมิทราบสาเหตุ จนมิอาจทรงฝืนบรรทมต่อไปได้ จำต้องเสด็จลงจากเตียงทองคำลงมานอนอยู่บนพื้นแทน!

ฝ่ายพระมหาสัตว์เมื่อทรงเข้าเมืองแล้วก็ทรงย่างพระบาทไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ขณะที่เสด็จพระราชดำเนินสายพระเนตรก็ทรงมองดูสภาพบ้านเมืองกรุงสาคคะยามค่ำไปในตัว เวลานั้นมีหญิงชาวบ้านนางหนึ่งออกมานั่งรับลมอยู่หน้าบ้าน นางพอเห็นจอมราชันซึ่งเป็นคนต่างถิ่นเดินบนถนนเพียงผู้เดียวทราบว่าคงจักไม่มีที่พักพิง จึงเรียกพระองค์ให้ทรงมาพักที่บ้านนาง พระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับจึงเสด็จเข้าไป

เมื่อทรงไปถึงแลได้สบตากับนางก็ทรงรู้ว่าหญิงชาวบ้านนางนี้เป็นผู้มีใจอารี จึงทรงแสดงการคราวะนาง หญิงชาวบ้านพอเห็นกิริยาท่าทางของจอมกษัตริย์แตกต่างจากคนทั่วไป จึงรีบไปตักน้ำมาให้พระองค์ทรงใช้ล้างพระบาท จากนั้นก็เข้าเรือนไปจัดที่บรรทมถวาย จอมราชันหลังจากทรงเร่งเดินทางมาอย่างแทบจักมิได้ทรงหายใจหายคอ พอทรงล้มพระวรกายลงบนที่นอนที่หญิงชาวบ้านจัดให้ ก็ทรงหลับใหลไปทันที ด้านหญิงมีน้ำใจพอเห็นพระองค์ทรงหลับไปแล้วก็เข้าครัวไปสำรวจอาหารที่จักทำถวายในตอนเช้า

รุ่งขึ้นพอพระมหาสัตว์ทรงตื่นแลได้เสวยพระกายาหารที่หญิงชาวบ้านได้จัดเตรียมไว้ ก็ทรงรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของนางเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงพระราชทานทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะให้ไป ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงมอบโหลทองคำที่พระมารดาใช้ใส่ของเสวยระหว่างทางให้ไปอีก จากนั้นก็ทรงฝากพระแสงเบญจาวุธไว้กับนาง แล้วพระองค์ก็ทรงหยิบเอาถุงพิณโกกนุทขึ้นสะพายบนพระอังสาเสด็จจากไป

หลังทรงออกจากเรือนของหญิงชาวบ้านราชาพลัดถิ่นก็ทรงถามผู้คนถึงที่ตั้งของโรงช้างหลวงว่าอยู่ ณ ที่ใด จากนั้นก็เสด็จไปยังสถานที่นั้นทันที พอไปถึงก็ตรัสกับหัวหน้าโรงช้างว่าพระองค์จักขอทำงานอยู่ที่นี่สักเวลาหนึ่งโดยไม่คิดค่าแรง เพียงแต่ขอให้เขาให้อาหารและที่พักแก่พระองค์เท่านี้ก็พอแล้ว หัวหน้าโรงช้างพอฟังว่าไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเขาจึงรับพระองค์ไว้ทันที

ค่ำวันนั้นหลังจากเสร็จงานพระมหาสัตว์ก็ทรงหยิบพิณโกกนุทขึ้นมาพร้อมกับคำนึงในพระทัย “ ดูก่อนชาว สาคละเอ๋ย ขอพวกท่านจงดื่มด่ำกับเสียงพิณนี้เถิด ” จากนั้นก็ทรงดีดพิณแลทรงขับร้องคลอไปด้วย ขณะนั้นพระนางประภาวดีซึ่งกำลังบรรทมอยู่ที่พื้นข้างๆพระแท่นบรรทมทองคำ พอทรงสดับเสียงพิณของจอมกษัตริย์พระนางก็ทรงทราบทันทีว่าบัดนี้พระเจ้ากุสราชได้เสด็จตามนางมาถึงกรุงสาคละแล้ว!

เสียงพิณผสานเสียงร้องที่พระโพธิสัตว์เจ้าทรงร้องออกไปนั้น ได้กังวานแผ่ไปทั่วนครสาคละ จนเข้าไปในพระกรรณของพระเจ้ามัททราชที่กำลังจะบรรทมอยู่พอดี องค์เหนือหัวมัททราชพอทรงสดับเสียงพิณที่ไพเราะอย่างที่ไม่เคยทรงได้ยินจากที่ไหนมาก่อน ก็ถึงกับทรงรำพึงรำพันขึ้น “ ใครหนอช่างดีดพิณแลร้องเพลงได้ไพเราะนัก อย่ากระนั้นเลย เห็นทีพรุ่งนี้เราควรให้มหาดเล็กไปตามคนผู้นี้มาขับร้องให้เราฟังก่อนนอน ท่าจักดี! ”

ราชันพลัดถิ่นหลังจากทรงขับร้องได้สักพักก็ทรงหยุด ด้วยทรงเกิดความคิดขึ้นว่า การที่พระองค์ทรงมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้คงยากจักมีโอกาสได้พบพระชายา หากยังทรงฝืนอยู่ต่อไปก็คงมิเกิดประโยชน์อันใด รังแต่จักเสียเวลาไปเปล่าๆ ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากโรงช้างกลับไปยังเรือนของหญิงชาวบ้านเพื่อเสวยพระกระยาหารเช้า พอเสวยเสร็จก็ทรงฝากพิณโกกนุทไว้กับนางจากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปยังโรงปั้นหม้อหลวงเป็นลำดับต่อไป

เมื่อทรงไปถึงโรงปั้นหลวงราชาพเนจรก็ทรงเข้าไปของานกับหัวหน้าโรงปั้น นายช่างผู้เป็นหัวหน้าคนงานพอเห็นพระวรกายอันสูงใหญ่กำยำของพระองค์ก็ให้ถูกใจเป็นกำลัง จึงรับไว้ทันทีแถมยังประเดิมมอบงานให้ทรงไปขนดินสำหรับปั้นภาชนะมาเก็บไว้ที่โรงปั้นเลยในวันแรก พอสั่งเสร็จเขาก็เดินออกไปข้างนอก อ้างว่ามีธุระจักต้องทำ เย็นวันนั้นพอนายช่างปั้นหม้อกลับมาถึงโรงปั้นแลได้เห็นกองดินที่พระมหาสัตว์ทรงขนมากองไว้ เขาก็ถึงกับปากอ้าตาค้างจนพูดไม่ออก ด้วยคิดไม่ถึงว่ามันจักมีขนาดใหญ่โตราวกับภูเขาเลากาได้ถึงเพียงนี้ กองดินเบื้องหน้าหากให้คนทั่วไปขนกัน ก็ต้องใช้เป็นจำนวนอย่างน้อย ๑๐ ถึง ๒๐ คนถึงจักได้กองใหญ่ปานนี้ แต่นี่เกิดจากแรงงานของคนเพียงคนเดียว มันช่างเหลือเชื่อเสียจริงๆ!

หลังมีดินสำหรับปั้นหม้ออยู่ได้นานนับปี รุ่งขึ้นราชากุสราชได้ตรัสกับช่างปั้นหม้อว่าขอให้พระองค์ได้ทรงแสดงฝีมือปั้นให้เขาดูเถิด เพื่อเขาจะได้ชี้แนะ ช่างปั้นพอฟังก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้นจอมราชันจึงทรงลงมือปั้นทันที

พระมหาสัตว์ทรงปั้นภาชนะต่างๆขึ้นมามากมายหลายชนิด เล็กบ้างใหญ่บ้าง พอทรงปั้นเสร็จก็ทรงวาดลวดลายลงบนภาชนะเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางประภาวดี เมื่อทรงวาดเสร็จก็ทรงอธิษฐานจิตให้มีแต่พระนางประภาวดีผู้เดียวที่มองเห็นลวดลายนี้ จากนั้นก็ทรงนำภาชนะเหล่านั้นไปผึ่งแดดก่อนจักทรงนำเข้าเตาเผา

เมื่อเผาเสร็จพระองค์ได้ทรงนำภาชนะเหล่านั้นไปให้นายช่างปั้นหม้อดู ช่างปั้นหม้อพอเห็นภาชนะดินเผาของพระมหาสัตว์ก็ถึงกับตกตลึงจนพูดไม่ออก ด้วยตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มายังไม่เคยพบเห็นภาชนะใดจักมีความงามเท่านี้มาก่อน ดังนั้นรุ่งเช้ายังมิทันที่พระอาทิตย์จักโผล่พ้นขอบฟ้าช่างปั้นผู้อยากได้หน้าก็รีบขนเอาถ้วยโถโอชามที่พระมหาสัตว์ทรงปั้นนำขึ้นเกวียนขับไปให้พระเจ้ามัททราชทอดพระเนตรดู

ราชามัททะครั้นทอดพระเนตรเครื่องปั้นดินเผาที่แสนหมดจดงดงามอย่างที่ไม่เคยทรงเห็นจากไหนมาก่อนก็ทรงรู้สึกอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสถามช่างปั้นหม้อ “ นี่ท่านนายช่าง ภาชนะเหล่านี้ใครเป็นคนปั้นฤา? ไฉนจึงงามถึงปานนี้ ” ช่างปั้นหม้อคิดจะเอาความดีเข้าตน จึงกราบบังคมทูล “ ขอเดชะ! พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระบาทเป็นผู้ปั้นเองพระเจ้าข้า ” สมเด็จพระราชาธิบดีพอทรงสดับคำนายช่างก็ทรงรู้ว่าช่างปั้นหม้อผู้นี้กล่าวคำเท็จจึงตรัสไปด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าว “ ดูก่อนคนปั้นหม้อ! ภาชนะที่เจ้าปั้นมีหรือที่เราจะจำฝีมือไม่ได้ ขอเจ้าจงตอบเรามาตามสัตย์ ว่าเป็นฝีมือใคร? ”

ช่างปั้นหม้อพอฟังน้ำเสียงขององค์ราชันก็ถึงกับเหงื่อกาฬตก รีบก้มลงกราบแทบเบื้องพระบาท พร้อมกับตะกุกตะกักตอบจอมราชาไปอย่างปากคอสั่น “ ขอ..เดชะ.พระ..อาญามิพ้นเกล้า ภาชนะเหล่านี้ ลูกศิษย์คนใหม่ ของข้าพระบาท เป็นคนปั้น พระพุทธเจ้าข้า! ” จอมกษัตริย์เมื่อทรงสดับจึงตรัส “ ฝีมือเยี่ยงนี้เขาไม่น่าจักเป็น ลูกศิษย์เจ้า เจ้านั่นแหละควรจะเป็นลูกศิษย์เขา ไป! จงกลับไปบอกให้เขาปั้นภาชนะต่างๆเพิ่มขึ้นอีก เราจักนำไปให้ลูกเราทั้งแปดเก็บไว้เชยชม เอ้า! นี่ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ! จงนำไปมอบให้เขา แลจงบอกเขาด้วยว่านี่เป็นรางวัลที่เราประทานให้ ส่วนถ้วยโถโอชามเหล่านี้เจ้าจงนำไปมอบให้กับธิดาของเราทุกนาง ไป! รีบไสหัวไปได้! ” ช่างปั้นเมื่อเห็นจอมกษัตริย์มิได้ทรงติดพระทัยเอาความเรื่องที่ตนโกหกก็ให้แสนโล่งใจเหมือนดังได้ยกภูเขาออกจากอก รีบนำภาชนะของพระมหาสัตว์ไปยังตำหนักพระธิดาทั้งแปดทันที!

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงทราบว่าราชากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละพระนางก็ทรงวิตกกังวลไม่เป็นอันกินอันนอน พอทรงเห็นช่างปั้นหม้อนำภาชนะดินเผามาถวายก็ให้ทรงดีพระทัย ทรงรีบหยิบเอาภาชนะเหล่านั้นขึ้นมาหวังจักเชยชมเล่น แต่พอทรงเห็นลวดลายบนภาชนะเท่านั้น ความดีพระทัยเมื่อครู่ก็พลันหายไปจนสิ้น ไม่เพียงแค่นั้น ซ้ำยังทรงเกิดความวิตกกังวลเพิ่ม ขึ้นกว่าเดิมอีก ทรงถามช่างปั้นหม้อทันทีว่าผู้ใดเป็นคนปั้นภาชนะเหล่านี้

ช่างปั้นหม้อซึ่งเพิ่งจักได้บทเรียนจากองค์เหนือหัวมาหมาดๆ พอฟังจึงมิกล้าแอบอ้างอีก รีบทูลว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์คนใหม่ตน พระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ทรงทราบว่าเป็นฝีมือใคร จึงทรงขว้างภาชนะที่ทรงถืออยู่ลงบนพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกันนั้นก็ตรัสกับนายช่างด้วยพระสุรเสียงอันดังว่าพระนางไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ ขอเขาจงนำไปให้กับผู้ที่ปรารถนาเถิด เหล่าพระภคินีทั้งเจ็ดเมื่อทรงสดับเสียงภาชนะแตกแลเสียงเอะอะ ต่างก็พากันออกจากตำหนักรีบเสด็จมายังตำหนักพระพี่นางทันที

พอทรงมาเห็นเศษกระเบื้องแตกอยู่เกลื่อนพื้น ก็ทรงพากันแย้มยิ้มให้กัน พระขนิษฐานางหนึ่งทรงคิดจักปลอบพระทัยพระพี่นางจึงตรัส “ โถ.. เสด็จพี่ประภาวดีเพคะ ไฉนจึงทรงขว้างปาภาชนะเหล่านี้ทิ้งเสียเล่า? หรือทรงเข้าพระทัยว่าถ้วยโถโอชามเหล่านี้พระสวามีกุสราชทรงปั้นขึ้นมา? โถ ขออย่าทรงหวาดระแวงไปเลยเพคะ ภาชนะเหล่านี้นายช่างปั้นหม้อเป็นผู้ปั้นขึ้นต่างหาก ขอพระพี่นางโปรดทรงรับไว้เถิด ” องค์เทวีมิทรงต้องการให้บรรดาพระภคินีรู้เรื่องการมาถึงของพระเจ้ากุสราช จึงทรงนิ่งเฉย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด

ย้อนมาด้านพระมหาสัตว์ พอช่างปั้นหม้อกลับมาถึงโรงปั้นพร้อมกับยื่นกหาปณะหนึ่งพันให้ แถมยังบอกว่าราชามัททะมีรับสั่งให้พระองค์ทรงทำภาชนะเพิ่มขึ้นอีก ก็ทรงดำริขึ้น “ ถึงเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพระชายาเช่นกัน อย่ากระนั้นเลย ควรไปยังที่อื่นดีกว่า ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับช่างปั้นหม้อให้เขาเก็บเงินเหล่านี้ไว้เถิด พระองค์ทรงมีความปรารถนาอยากจักเรียนรู้ศิลปะแขนงใหม่ๆ ดังนั้นจึงทรงลาเขาเสด็จจากโรงปั้นไปยังสำนักช่างสานหลวงเป็นลำดับต่อไป

ราชาพลัดถิ่นหลังทรงเข้ามาฝึกงานอยู่ที่โรงสานหลวง พระองค์ก็ทรงมีหน้าที่คอยช่วยช่างสานวาดลวดลายลงบนพัดใบตาล พระองค์ทรงวาดรูปต่างๆมากมายหลายชนิด เช่นรูปเศวตฉัตร รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงเสวย รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงยืนเลือกผ้าเป็นต้น ช่างสานพอเห็นฝีพระหัตถ์ก็ถึงกับอัศจรรย์ใจ รีบนำพัดที่พระมหาสัตว์ทรงวาดไปให้ราชามัททะทอดพระเนตรทันที

พระเจ้ามัททราชพอทรงเห็นผลงานอันหมดจดงดงามก็ทรงอัศจรรย์พระทัยไม่แพ้กับได้ทอดพระเนตรเครื่งปั้นดินเผา จึงตรัสถามนายช่างว่าผู้ใดเป็นคนวาดพัดเหล่านี้ ช่างสานพอฟังก็คิดจะเอาดีเข้าตัวเหมือนช่างปั้นหม้อจึงตอบว่าตนเป็นคนวาด ซึ่งราชามัททะก็หาได้ทรงเชื่อไม่แลได้ทรงคาดคั้นเอาความจริงจากนายช่างสานจนทราบว่าผู้ใดเป็นคนวาด เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังได้เกิดกับนายช่างร้อยมาลัย แลนายช่างประเภทอื่นๆอีก ซึ่งแต่ละครั้งราชาพเนจรผู้ทรงตามหารักแท้ก็จำต้องทรงย้ายที่อยู่ อยู่เรื่อยไป จนสุดท้ายทรงมาสมัครเป็นลูกมือของสำนักห้องเครื่องต้นหลวง (ห้องครัว)

วันหนึ่งหลังจากพนักงานเครื่องต้นปรุงอาหารเสร็จ เขาก็นำอาหารใส่กระเช้าเตรียมจะหาบไปให้พระราชาแลเหล่าพระราชธิดาเสวย ก่อนไปเขาได้ให้เนื้อติดกระดูกมีมันปนชิ้นหนึ่งแก่ลูกมือคนใหม่พร้อมกับบอกให้นำไปย่างกินเอง จากนั้นเขาก็หาบกระเช้าเข้าวังไป

ด้านลูกมือคนใหม่ซึ่งก็คือพระมหาสัตว์นั่นเอง เมื่อทรงได้รับเนื้อติดกระดูกมาก็ทรงนำขึ้นย่างบนเตาทันที เนื้อย่างพอถูกเปลวไฟไขมันที่เห็นแข็งอยู่ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมันหยดลงบนถ่านเพลิงเสียงดังฉี่ๆๆ ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วพระราชวังอีก ราชามัททะขณะนั้นกำลังจักทรงเปิดฝาครอบพระกายาหารที่พนักงานเครื่องต้นนำถวาย พอทรงได้กลิ่นเนื้อย่างก็ถึงกับทรงกลืนพระเขฬะ (น้ำลาย) ลงพระศอเสียงดังเอื๊อก! รีบตรัสถามพนักงานเครื่องต้นทันที

“ นี่ท่านพ่อครัว ท่านกำลังย่างอะไรอยู่รึไฉนจึงหอมถึงเพียงนี้? ” พนักงานเครื่องต้นพอฟังก็ประหลาดใจ แต่พอได้กลิ่นเนื้อย่างลอยมาเข้าจมูกก็รู้ทันทีว่าองค์เหนือหัวทรงหมายถึงเรื่องใด จึงทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระบาทมิได้ย่างอันใด กลิ่นที่หอมอยู่เวลานี้เห็นทีคงจักเป็นเนื้อติดกระดูกที่ข้าพระบาทให้ลูกมือคนใหม่ย่างบริโภคกินเองพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับก็รับสั่งให้เขารีบไปนำเนื้อชิ้นนั้นมาให้พระองค์ทรงลองชิมดู พนักงานเครื่องต้นพอรับบัญชาจึงรีบวิ่งไปยังห้องครัวทันที

พอถึงก็ฉวยเอาเนื้อย่างบนเตาที่พระมหาสัตว์กำลังทรงย่างอยู่ไปทันใดโดยมิได้บอกกล่าว จากนั้นก็ห้อแน่บกลับมายื่นชิ้นเนื้อนั้นให้องค์เหนือหัวมัททราช ราชามัททะพอทรงรับชิ้นเนื้อจากพ่อครัวก็ทรงค่อยๆยกขึ้นแตะที่พระชิวหา พอพระชิวหาสัมผัสกับความหอมมันของเนื้อเท่านั้น บัดนั้นรสชาติอันแสนเอร็ดอร่อยก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งพระวรกาย จนถึงกับทำให้ราชาแคว้นมัททะมิอาจที่จักทรงหยุดเสวยได้ จนกระทั่งเนื้อติดกระดูกของพระมหาสัตว์เหลือแต่กระดูกขาวโพลนจริงๆนั่นแล พระองค์จึงทรงยอมวาง

หลังเสวยเนื้อย่างที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในชีวิต สมเด็จพระราชาธิบดีก็ตรัสให้มหาดเล็กนำทรัพย์มาหนึ่งพันกหาปณะฝากกับพนักงานเครื่องต้นนำไปให้กับลูกมือคนใหม่ จากนั้นก็ตรัสกับพนักงาน เครื่องต้นว่านับแต่นี้ไปเขาไม่ต้องปรุงพระกายาหารให้พระองค์เสวยอีกแล้ว แต่ให้เจ้าลูกมือคนใหม่เป็นคนทำแทน เมื่อกลับถึงห้องเครื่องต้น พนักงานเครื่องต้นก็ได้แจ้งพระดำรัสราชามัททะให้กับพระมหาสัตว์ได้ทรงรับทราบ พร้อมกันนั้นก็ยื่นทรัพย์ ๑ พันกหาปณะให้พระองค์

ราชาพลัดถิ่นเมื่อได้ทรงสดับคำพนักงานเครื่องต้นก็ให้ทรงลิงโลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงรู้ว่าบัดนี้ความปรารถนาของพระองค์ได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว อีกไม่นานพระองค์จักทรงเห็นหน้าพระนางประภาวดีแล้ว ดังนั้นจึงทรงยกทรัพย์ทั้งหมดให้พนักงานเครื่องต้นไป

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว พระมหาสัตว์ก็ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ฟ้ายังมิทันสางเพื่อจักลุกขึ้นมาปรุงพระกายาหารให้กับราชามัททะแลพระธิดาทั้งแปด พอทรงทำเสร็จก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปส่งตามตำหนักต่างๆเริ่มจากตำหนักขององค์ราชาก่อน จากนั้นจึงเสด็จไปยังตำหนักของพระนางประภาวดีแลพระธิดาทั้งเจ็ด

ขณะกำลังทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยมายังตำหนักพระนางประภาวดีเวลานั้นองค์เทวีทรงยืนรับลมอยู่หน้าห้องพอดี จึงทรงมองเห็นจอมราชันมาแต่ไกล พอทรงมองเห็นพนักงานเครื่องต้นมิใช่คนเดิม แต่เป็นพระเจ้ากุสราช ทรงปลอมพระองค์มา องค์เทวีก็ทรงดำริ “ ราชากุสราชผู้นี้เหตุใดจึงแสร้งมาทำงานเยี่ยงทาสกรรมกร ไฉนจึงมิได้คำนึงถึงเกียรติ์แลศักดิ์ศรีของตนเลย หากเราทำนิ่งเฉยเธอก็คงจักสำคัญว่าเราปรารถนาในตัวเธอ แลก็คงไม่ยอมไปไหน คงจักเฝ้ามองเราอยู่แต่ในที่นี้อย่างเดียว อย่ากระนั้นเลย จำเราจักต้องขับไล่พระองค์ไปเสีย อย่าให้ทรงได้อยู่แม้ชั่วครู่ชั่วยาม! ”

เมื่อทรงดำริดังนี้จึงรีบเสด็จเข้าห้องพร้อมกับทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งจับบานทวารไว้ รอจนพระมหาสัตว์เสด็จมาถึงจึงทรงชะโงกพระ พักตร์ออกไปตรัสกับจอมราชัน ซึ่งเวลานี้มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานเครื่องต้น “ ดูก่อนราชากุสราช พระองค์ทรงหาบกระเช้ามาด้วยพระทัยไม่ซื่อตรง คงต้องเสวยทุกข์ทั้งกลางวันแลกลางคืนเป็นแน่ ขอพระองค์เสด็จกลับกรุงกุสาวดีไปเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาเห็นพระองค์ผู้มีผิวพรรณต่ำทรามอยู่ในพระราชวังของหม่อมฉัน! ”

พระโพธิสัตว์เมื่อทรงสดับวาจาเสียดสีของพระชายาก็หาได้ทรงโกรธไม่ ซ้ำยังกลับทรงดีพระทัยไปเสียยังงั้น ด้วยทรงดำริว่าองค์เทวีทรงกล่าววาจาด้วย จึงตรัสไป “ ประภาวดีเอ๋ย! พี่หลงใหลในเจ้าจึงยอมจากกรุงกุสาวดีมา เพื่อจักได้เห็นเจ้าพี่ยอมทิ้งบ้านทิ้งเมืองมาหวังจักได้อภิรมย์เคียงคู่เจ้าในพระราชนิเวศน์แห่งนี้ ดูก่อนแม่ยอดดวงใจ พี่หลงเจ้าเสียจนไม่รู้ว่าพี่นั้นมาจากทิศไหน แลจักไปต่อยังทิศไหน พี่ลุ่มหลงในดวงเนตรอันแจ่มจรัส ดุจตามฤค (กวาง) ของเจ้าผู้ทรงภูษาทองแลห้อยสังวาลทอง โปรดเถิดเจ้าผู้มีเรือนกายอันงดงาม พี่ไม่ปรารถนาราชสมบัติใดนอกจากเจ้าเท่านั้น! ”

โฉมงามแห่งแคว้นมัททะพอทรงสดับคำพูดเกี้ยวพาราสีของจอมกษัตริย์ก็ทรงดำริ “ ขนาดเรากล่าววาจาขับไล่หวังจักให้เธอเจ็บแสบ แต่จอมราชาพระองค์นี้กลับยังมาพูดจาเกี้ยวพาราสีเราได้อีก ช่างเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียจริง! หากท้าวเธอจักอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพระสวามี แล้วเข้ามาจับมือถือแขนเรา ใครเล่าจะห้ามเธอได้? แลหากมีใครผ่านมาแล้วได้ยินคำโต้ตอบของเราแลกษัตริย์ผู้นี้เล่า เห็นทีความลับที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละก็คงจักต้องรับรู้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่! ” พอทรงดำริดังนี้โฉมงามแห่งแคว้นมัททะก็ทรงประหวั่นพระทัยขึ้นมา จึงทรงปิดบานทวารดังโครมใส่พระพักตร์พระเจ้ากุสราช พร้อมกันนั้นก็ทรงลั่นดาลประตูอย่างแน่นหนา

ฝ่ายราชาตกอับเมื่อทรงเห็นพระชายาปิดบานทวารใส่ก็ทรงยิ้มอยู่ในพระพักตร์ ทรงยกถาดเครื่องเสวยขององค์เทวีวางไว้ที่หน้าห้องนาง จากนั้นก็ทรงหาบกระเช้าไปยังห้องพระธิดาองค์อื่นต่อ พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์ได้สักพัก องค์เทวีก็ตรัสให้นางพี่เลี้ยงค่อมไปนำพระกายาหารหน้าห้องเข้ามา แล้วก็ทรงยกอาหารเหล่านั้นให้พี่เลี้ยงค่อมไป ส่วนพระนางเองกลับตรัสให้นางค่อมนำอาหารของตนมาให้พระนางเสวย ซ้ำยังทรงกำชับห้ามบอกเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด

นับแต่นั้นนางค่อมผู้โชคดีก็เลยได้ลาภปากเป็นเครื่องเสวยอันโอชะของธิดากษัตริย์ อย่างที่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ส่วนอาหารชั้นเลวของตนก็น้อมถวายให้พระนางประภาวดีเสวยไป!

ที่มา : พุทธชาดก

166






   

 ธรรมะไทย