กุสราชมหาสัตว์๑ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
กุสราชมหาสัตว์ ๑
สมัยหนึ่งขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย มีคราวหนึ่งพระองค์ได้ทรงปรารภถึงภิกษุผู้ไม่ยินดีในธรรม มีใจใคร่จะสึกว่า “ เราได้ยินว่ากุลบุตรชาวสาวัตถีถวายตนมาบรรพชา ขณะบิณฑบาตเห็นสตรีแต่งกายงดงามก็เก็บเอาไปฝัน ถึงกับปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนกายผ่ายผอม เล็บงอกยาว จีวรเศร้าหมอง อุปมาดั่งเทวบุตรเห็นนิมิตบ่งว่าตนใกล้ถึงกาลจุติแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ”
บรรดาสงฆ์พอฟังต่างก็ร้อนใจ จึงสั่งให้พระรูปหนึ่งไปตามภิกษุรูปดังกล่าวมาเข้าเฝ้าทันที เมื่อพระที่ถูกพาดพิงมาถึงและได้ถวายอภิวาทสมเด็จพระผู้มีพระภาคเสร็จ องค์จอมปราญ์จึงตรัสถาม “ ดูก่อนนวกะ เราได้ยินว่าเธอจะสึกหรือ? ” ภิกษุผู้ถูกกามรุมเร้าได้ทูล “ เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า ” องค์บรมครูครั้นทรงสดับจึงตรัส “ ดูก่อนบุตรแห่งเรา ขอเธอจงอย่าสึกเลย ขึ้นชื่อสตรีย่อมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ขอเธอจงเจริญสติให้ตั้งมั่นเถิด อย่าปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำดวงจิตเลย บุรุษใดแม้ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่ฤทธิ์ของเขาก็ต้องเสื่อมเพราะมีใจไปหลงใหลในสตรี สุดท้ายต้องถึงความพินาศก็เพราะมาตุคามเป็นเหตุ ”
พอตรัสจบก็ทรงนิ่งเฉย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดอีก ภิกษุทั้งหลายเมื่อฟังพระดำรัสแบบครึ่งๆกลางๆ ต่างก็ปรารถนาจักทราบความนัยโดยละเอียด จึงอาราธนาพระองค์ให้ทรงขยายความ องค์สมเด็พระชินสีห์ครั้นทรงสดับคำขอเหล่าสงฆ์ จึงทรงยกเอานิทานในชาติปางก่อนขึ้นมาแสดงโดยมีเนื้อหาใจความ
ย้อนไปเมื่อครั้งอดีต ณ กรุงกุสาวดีแคว้นมัลละ มีราชาพระองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าโอกกากราช ทรงเป็นกษัตริย์ที่ประชาชนต่างให้ความเคารพเทิดทูนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพระองค์ทรงใช้ทศพิธราชธรรมในการปกครองแผ่นดิน ดังนั้นภายใต้ร่มบรมโพธิสมภาร แผ่นดินแคว้นมัลละจึงมีแต่ความ สุขสงบ ประชาชนอยู่ดีกินดี พระเจ้าโอกกากราชทรงมีมเหสีนางหนึ่งชื่อว่า สีลวดี ทรงเป็นสตรีที่มีความงามทั้งกายและใจ โดยเฉพาะศีลาจารวัตรที่ทรงยึดถือปฏิบัติ ได้เป็นที่เลื่องลือจนคนทั่วแคว้นต่างก็ทราบกันดี จอมราชันจึงทรงรักใคร่มเหสีนางนี้ยิ่งกว่าชีวิตจิตใจ
แต่ทุกสิ่งล้วนไม่มีอะไรสมบูรณ์ หลังเทวีอภิเษกสมรสกับจอมกษัตริย์ ผ่านไปหลายปีพระนางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราชได้ ดังนั้นจึงทำให้ชาวเมืองไม่พอใจ วันหนึ่งหลังจากที่เหล่าชาวเมืองต่างรอมาเป็นเวลานาน ในที่สุดพวกเขาก็มิอาจจักทนต่อไปได้อีก จึงพากันมารวมตัวที่ลานหน้าพระบรมราชวังเพื่อร้องเรียนพระราชา ว่าบ้านเมืองจักถึงกาลพินาศหากพระองค์ยังทรงไร้ซึ่งรัชทายาทสืบสันตติวงศ์
องค์ราชาเมื่อทรงสดับก็ตรัสว่าพระองค์ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมไฉนบ้านเมืองจึงจักพินาศเล่า แต่ชาวเมืองแย้งว่าถึงจักทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรมก็จริง แต่การที่ทรงไร้ซึ่งรัชทายาทอาจเป็นสาเหตุให้ชนเหล่าอื่นคิดก่อสงครามช่วงชิงพระราชสมบัติได้ แล้วก็จักลุกลามบานปลายจนนำไปสู่ความพินาศของบ้านเมือง ฉะนั้นขอโปรดทรงขวนขวายให้ได้ซึ่งรัชทายาทโดยไวเถิด พระราชาครั้นทรงสดับเหตุผลชาวเมืองพระองค์ก็ทรงเห็นด้วยกับพวกเขา แต่จักให้ทรงทำเช่นใด ก็ในเมื่อบรรดาสนมทั้งหลายพวกนางล้วนไม่ตั้งครรภ์เอง
เหล่าเสนาเมื่อเห็นทีท่าของจอมกษัตริย์เริ่มจักคล้อยตามชาวเมืองแล้ว แต่ไม่รู้จักทรงทำเช่นไร จึงทูลว่าหากพระองค์ทรงประสงค์จักได้รัชทายาทแล้ว มันก็พอจักมีทาง คือพระองค์ต้องยอมให้สนมวัยสาวออกจากวังไปมีสัมพันธ์กับบุรุษนอกวังเป็นเวลาเจ็ดวัน จากนั้นเรียกนางกลับวังมาเก็บตัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากครบหนึ่งเดือนนางยังไม่ตั้งครรภ์ ก็ให้สนมนางถัดไปทดลองดู ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนถึงสนมรุ่นกลางแลรุ่นใหญ่ ในบรรดาสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางที่ทรงมีอยู่ เชื่อว่าจักต้องมีสักนางที่สามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้แน่ จอมราชาครั้นทรงสดับก็ให้ทรงดีพระทัย มิได้ทรงรู้สึกหวงแหนในนางสนมแต่อย่างใด ทรงบัญาให้เหล่าเสนาอำมาตย์รีบไปดำเนินการตามคำแนะนำทันที
หลังจากวันที่เริ่มทดลอง ผ่านไปหลายปีก็ยังไม่มีข่าวคราวขององค์รัชทายาทแพร่ออกมาให้ได้ยิน แผ่นดินแคว้นมัลละยังคงเงียบเชียบเหมือนเดิม เหล่าชาวเมืองที่ต่างเฝ้ารอมาเป็นเวลานาน ครั้นเห็นว่าเวลามันก็ล่วงก็เลยมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีข่าวคราวขององค์รัชทายาทเลย จึงพากันมารวมตัวหน้าลานพระบรมมหาราชวังอีกครั้ง เพื่อทวงถามพระราชา
ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ตรัสว่าพระองค์ได้ทรงทำตามที่พวกเขาบอกทุกประการแล้วจนไม่เหลือสนมสักนาง แต่เหตุใดสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางจึงมิอาจตั้งครรภ์ได้ พระองค์ก็มิทรงทราบเช่นกัน เหล่าชาวเมืองพอฟังพระดำรัสก็ให้ประหลาดใจ จึงรีบรวมกลุ่มปรึกษาหารือกัน หลังจากที่ได้ระดมความคิดในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่าในบรรดาสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางนี้ ทุกนางต่างต้องเป็นผู้ทุศีลเสียเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่มีนางใดสามารถให้กำเนิดพระโอรสได้
ด้วยผู้มีบุญจักลงมาเกิดนั้น มารดาจักต้องเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ ฉะนั้นหากพระองค์ทรงประสงค์จักได้รัชทายาทแล้ว ก็ขอโปรดทรงอนุญาตให้พระนางสีลวดีผู้เป็นพระอัครมเหสีได้ทรงทดลองเถิด ด้วยพระนางทรงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ หากพระนางทรงยอมเชื่อว่าแคว้นเราจักต้องได้รัชทายาทไว้สืบราชบัลลังก์แน่ จอมราชาเมื่อทรงสดับก็ถึงกับสีพระพักตร์ซีดเผือด มิอาจจักตรัสคำพูดคำใดออกมาได้ ด้วยพระมเหสีนางนี้หากเปรียบไป ก็เทียบได้กับชีวิตจิตใจพระองค์ แต่เพื่อบ้านเมืองจำต้องทรงตัดพระทัย
หลังจากทรงยอมทำตามคำแนะนำของชาวเมืองแล้ว ราชาโอกกากราชก็รับสั่งให้ทหารออกไปป่าวประกาศทั่วราชอาณาจักร นับจากนี้เป็นเวลา ๗ วัน พระนางสีลวดีราชเทวีจักทรงออกจากวังไปเลือกบุรุษเพื่อให้กำเนิดรัชทายาทแก่แคว้น บุรุษผู้ใดอยากถูกรับเลือกให้มารอที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังโดยพร้อมเพรียงกัน ครั้นถึงกำหนด สมเด็จพระราชาธิบดีก็ได้ทรงให้นางกำนัลแต่งองค์พระชายาอันเป็นที่รักด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จากนั้นก็รับสั่งให้ยามรักษาการณ์เปิดบานทวารพระบรมมหาราชวังออกจนสุด อัญเชิญองค์เทวีเสด็จพระราชดำเนินสู่ภายนอก
ในเวลาเดียวกัน ณ ภพดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของมเหสักขจอมเทพผู้เลื่องชื่อนามว่าท้าวสักกเทวราช ด้วยอานุภาพแห่งศีลที่พระนางสีลวดีได้ทรงรักษา ทันทีที่พระนางทรงย่างพระบาทพ้นบานทวารพระบรมมหาราชวัง ภพของเทพราชันก็เกิดเร่าร้อนขึ้นมาทันใด จอมเทพผู้เรืองศักดาพอทรงเห็นก็ทรงรู้ว่าบัดนี้แดนมนุษยโลกต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเป็นแน่ ดังนั้นจึงทรงกำหนดทิพเนตรดู
ทันใดก็ทรงทราบว่าพระนางสีลวดีผู้เปี่ยมด้วยศีลกำลังจะเสียสละตนเพื่อบ้านเมือง โดยทรงยอมไปมีความ สัมพันธ์กับบุรุษอื่นที่มิใช่สามี เพื่อให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราช พอทรงทราบเยี่ยงนั้นจอมเทพแห่งตาวติงสาก็มิอาจจักทรงทนนิ่งเฉยได้ จึงดำริ “ เราจะปล่อยให้ศีลของเทวีต้องมาด่างพร้อยเพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ได้ แลจักต้องให้นางได้พระโอรสสมปรารถนาด้วย! แต่ว่าจักต้องทำอย่างไรหนอ? ”
ทันใดภาพของพระโพธิสัตว์ซึ่งถึงกาลใกล้จุติจากดาวดึงส์ภพไปบังเกิดยังเทวภูมิชั้นที่สูงกว่า ก็ปรากฏขึ้นในมโนทวารของเทพราชัน ท้าววาสพพอทรงทราบก็มิรอช้า รีบเสด็จไปยังวิมานของพระมหาสัตว์พร้อมเทพผู้ติดตามทันที พอถึงก็ไม่ทรงพูดพร่ำทำเพลง ตรัสกับเทพโพธิสัตว์ “ ดูก่อนมหาสัตว์ ขอท่านจงลงไปเกิดยังภพมนุษย์ในครรภ์ของพระมเหสีสีลวดีเถิด ”
เทพโพธิสัตว์พอฟังก็ให้ประหลาดใจ จึงคิดจักซักถาม แต่ยังมิทันจะอ้าปากองค์เทพราชันก็ทรงหันไปตรัสกับเทพผู้ติดตามข้างๆทันที “ ดูก่อนท่านมาตุลี ถึงท่านก็เช่นกัน จงลงไปเกิดเป็นพระโอรสของพระนางสีลาวดีร่วมกับพระมหาสัตว์เถิด” พอรับสั่งจบท้าวสหัสนัยน์ก็ไม่รอช้า รีบเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมาปรากฏกายยังลานหน้าพระบรมมหาราชวังในร่างพราหมณ์แก่ทันที ปล่อยให้สองเทพบุตรต่างยืนมองกันด้วยความงุนงง
เวลานั้น ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวังอันกว้างใหญ่ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนจักคับแคบไปถนัด เนื่องจากมีบุรุษมารวมตัวกันจนแทบจะหาที่ยืนมิได้ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษน้อยบุรุษใหญ่ ไล่ไปจนถึงบุรุษวัยใกล้ขึ้นเมรุ ต่างก็พากันมายืนอวดโฉมรอให้พระนางสีลวดีเลือกตนไปเป็นคู่อภิรมย์กันให้สลอน คนเหล่านั้นพอเห็นท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ชราก็มายืนปิดท้ายรอรับเลือกกับเขาด้วย ต่างก็พากันหัวเราะขึ้นมา
ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีก พราหมณ์เฒ่าเมื่อถูกเหล่าฉกรรจ์ดูถูกก็ให้เกิดมีโมโห จึงพูดจาตะกุกตะกักโต้กลับไป “ ชิ..ชะ!..เจ้าพวก..ผู้..เยาว์..ถึง..กาย..เรา..จักแก่..แต่ความ..กระชุ่ม..กระชวย..มันหาได้แก่..ตาม..ไปไม่..เสีย..เมื่อไหร่ครั้งนี้..เราจัก..แสดง..ให้เห็น..ว่าพระนาง..สี..ล..วดี..จัก..ต้อง..เป็น..ของ..เรา..จง..รอดูเถอะ! ”
บรรดาชายหนุ่มเมื่อได้ฟังคำโต้ตอบติดๆขัดๆของพราหมณ์ชราพวกเขาก็ยิ่งหัวเราะขบขันกันยกใหญ่ แต่พราหมณ์แก่หาสนใจไม่เนื่องจากเขากำลังหาวิธี ว่าจะทำอย่างไรจึงจักสามารถพาพระนางสีลวดีออกไปจากสถานที่นี้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้ ทันใดก็นึกขึ้นได้จึงตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดัง “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอจงเปิดทางให้กับข้าพเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! ”
ช่างน่าประหลาดนัก เสียงที่พราหมณ์เฒ่าตะโกนออกไปครั้งนี้ ไฉนมันจึงมิได้สั่นพร่าแลตะกุกตะกักเหมือนดั่งที่พูดคราแรก แต่กลับกึกก้องกังวานราวกับระฆังเงินใบใหญ่ที่ถูกตีโดยผู้ที่มีพละกำลังจนทำให้แก้วหูของคนทั้งหมดในลานถึงกับลั่นอื้อ แหละพอสิ้นเสียงตะโกนพราหมณ์ชราที่เห็นงกๆเงิ่นๆ หลังงองุ้ม ฉับพลันเขาก็เปลี่ยนทีท่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ กระโจนพรวดขึ้นไปข้างหน้าสุดตัวราวกับอาชาชำนาญศึกยังไงก็ยังงั้น
เหล่าบุรุษที่อออยู่แถวหน้าๆ ขณะกำลังยืนงงอยู่กับเสียงกัมปนาทกึกก้อง พอสิ้นเสียงตะโกนพวกเขาก็รู้สึกเหมือนมีแรงไร้สภาพอะไรสักอย่างที่มีกำลังมหาศาล กระแทกเข้าใส่อย่างจังจนถึงกับทำให้พวกตนต้องกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง นอนฟุบดินร้องโอดโอยกันให้ลานตาไปหมด เพียงพริบตาพราหมณ์แก่ที่ยืนปิดท้าย ฉับพลันก็ขึ้นมายืนโอดโฉมอยู่แถวหน้าสุดได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์!
ขณะนั้นพระนางสีลวดีได้เสด็จมาถึงเบื้องหน้าพราหมณ์เฒ่าพอดี ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้ามับที่ข้อพระหัตถ์ของนางเอาไว้ จากนั้นก็ไม่รอให้นางได้ทันเอ่ยวาจา รีบจูงโฉมงามออกจากลานหน้าพระบรมมหาราชวังหายลับไปในผู้คนทันที
ฝ่ายบรรดาบุรุษที่มัวแต่หันไปดูหมู่คนเจ็บที่นอนอยู่บนพื้น ไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกตว่าที่ด้านหน้ามันเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น พอหันกลับมาก็ไม่เห็นร่างของมเหสีสีลวดีและพราหมณ์ชราแล้ว จึงต่างพากันผรุสวาทออกไปต่างๆนาๆ “ ดูเถิดท่านผู้เจริญ! พราหมณ์แก่ได้พาพระเทวีผู้เลอโฉมหนีไปเสียแล้ว ตาเฒ่านี่ช่างไม่รู้เลยว่าสิ่งใดควรฤามิควรกับตน ถึงกระนั้นแม้องค์เทวีก็เถิด ไฉนจึงไม่ทรงทุบถองเจ้าเฒ่านี้สักทีสองที ไยจึงยินยอมไปกับพราหมณ์ชราคราวปู่กันเสียง่ายๆเยี่ยงนี้ มันช่างน่าแค้นใจจริงๆ! ”
ด้านพระเจ้าโอกกากราชซึ่งทรงแอบมองนางอันเป็นที่รักอยู่ทางช่องพระแกล ครั้นทรงเห็นพราหมณ์ชราพาพระชายาจากไปก็ทรงรู้สึกเสียพระทัยไม่แพ้เหล่าบุรุษเช่นกัน!
กล่าวถึงพราหมณ์เฒ่า หลังพาพระมเหสีสีลวดีแยกจากฝูงชนแล้ว เขาก็พานางมายังเรือนไม้ที่ตนได้เนรมิตรอไว้ พอมาถึงก็เชิญนางขึ้นข้างบน ลำดับนั้นพระเทวีพอทรงเห็นเรือนไม้ของพราหมณ์ชราพระนางก็ทรงรู้สึกกังขาขึ้นมาทันที เนื่องจากมันช่างใหญ่โตโอฬารเกินกว่าฐานะที่ พรามหณ์แก่ๆอย่างเขาจักพึงมี จึงตรัสถามพลัน “ พ่อเอ้ย นี่เรือนของพ่อรึ? ”
จอมเทพในร่างพราหมณ์ชราพอฟังจึงตอบ “ ใช่แล้วน้องหญิง กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว บัดนี้มีน้องมาอยู่ด้วย ฉะนั้นเดี๋ยวพี่ต้องออกไปหาข้าวสารมาเพิ่มก่อน ขอน้องจงพักให้สบายบนเครื่องลาดนี้เถิด ” ไม่เพียงแต่พูด ว่าแล้วท้าวสุรบดีในร่างพราหมณ์เฒ่าก็ทรงยื่นพระหัตถ์ไปแตะที่พระกรขององค์เทวีโดยที่นางมิทันระวังตัว มเหสีสีลวดีพอทรงถูกฝ่าพระหัตถ์ของจอมเทพแตะใส่ บัดนั้นก็ทรงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาทันใด ไม่ถึงอึดใจก็ทรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้พระองค์
ลำดับนั้นท้าวโกสีย์พอทรงเห็นโฉมพิลาสหลับหมดสติแล้วจึงทรงอุ้มนางเข้าไว้ในอ้อมพระอุระ จากนั้นก็ไม่รอช้า ทรงทะยานขึ้นท้องฟ้าเหาะกลับดาวดึงส์เทวโลกไปทันใด เมื่อถึงภพดาวดึงส์ก็ทรงวางองค์เทวีลงบนทิพอาสน์ในไพชยนต์ปราสาท จากนั้นจึงเสด็จออกมาพัก ผ่อนคลายพระอิริยาบถในสวนอุทยานทิพย์ปุณฑริกวันเพื่อรอนางตื่น
กล่าวถึงมเหสีสีลวดี หลังจากทรงหลับใหลไปพักใหญ่พระนางก็ทรงฟื้นสติขึ้นมา พอทรงลืมพระเนตรขึ้นมาเห็นห้องบรรทมที่มีความงดงามเหนือคำบรรยาย ข้าวของที่ตกแต่งแต่ละชิ้นล้วนไม่เคยทรงพบจากที่ไหนมาก่อน ก็ทรงทราบทันทีว่าพราหมณ์ชราผู้นี้คงจักมิใช่มนุษย์เสียเป็นแน่ เห็นทีคงเป็นท้าวสักกะจำแลงมา ดังนั้นจึงทรงรีบลุกจากพระแท่นบรรทมเสด็จออกไปยังนอกตัวปราสาททันที
เพลานั้นสมเด็จพระอมรินทร์ทราธิราชกำลังประทับอยู่บนพระแท่นบัณฑุกัมศิลาอาสน์ ใต้ร่มปาริฉัตร มีเหล่านางฟ้านับพันรายล้อม องค์เทพราชาพอทรงเห็นพระนางสีลวดีเสด็จออกมาจึงทรงกวักพระหัตถ์เรียก พระเทวีพอทรงเห็นจึงเสด็จเข้าไป เมื่อทรงไปถึงจอมเทพแห่งตาวติงสาได้ตรัส
“ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ บัดนี้เจ้าคงทราบแล้วว่าพี่เป็นใคร การที่พี่พาเจ้ามายังภพดาวดึงส์ก็เพราะไม่ปรารถนาให้ศีลของเจ้าต้องด่างพร้อย แลอีกประการก็เพื่อต้องการจักให้เจ้าได้สมปรารถนา ดังนั้นพี่จะให้พรเจ้าข้อหนึ่ง ขอเจ้าจงบอกมาเถิดว่าต้องการสิ่งใด? ”
มเหสีสีลวดีพอทรงได้ฟังก็ให้ทรงตื้นตันพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทูลบอกมเหสักเทวราชไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ หม่อมฉันปรารถนาจักได้พระโอรสองค์หนึ่งเพคะ ขอพระองค์โปรดทรงประทานพระโอรสให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด ” ท้าวสุชัมบดีครั้นทรงสดับจึงตรัส
“ ดูก่อนน้องหญิง กระไรเลยจึงกล่าววาจาห่างเหินเยี่ยงนั้น ฤาน้องเห็นพี่มีฤทธิ์ต่ำต้อย พี่ท้าวสักกะผู้ทรงฤทธิ์! อย่าว่าแต่พระโอรสหนึ่งองค์เลย พี่จักให้พระโอรสแก่เจ้า ๒ องค์ก็มิเห็นจักเป็นเรื่องยากอันใด แต่พระ โอรสทั้งสองนี้ องค์หนึ่งจักเป็นผู้เรืองปัญญามากสามารถ แต่รูปลักษณ์กลับไม่งดงาม ส่วนอีกองค์จักเป็นผู้ที่มีรูปงาม แต่ด้อยสามารถ ไม่ทราบโอรสทั้งสองนี้น้องปรารถนาองค์ใดก่อน? ”
มเหสีแคว้นมัลละพอทรงสดับก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยยิ่งนัก รีบทูลว่า “ ขอเดชะ หม่อมฉันปรารถนาพระโอรสที่เรืองปัญญาก่อนเพคะ ” ท้าววาสพครั้นทรงสดับจึงตรัสตอบทันที “ ดูก่อนน้องหญิง เจ้าจักได้ตามที่เจ้าต้องการ แลนอกจากพรหนึ่งข้อแล้ว พี่ยังจักประทานสิ่งของให้เจ้าอีก ๕ อย่าง คือ หญ้าคาทิพย์หนึ่ง ผ้าทิพย์หนึ่ง จันทน์ทิพย์หนึ่ง ดอกปาริฉัตรทิพย์หนึ่ง แลพิณโกกนทหนึ่ง ให้เจ้าเอากลับติดตัวไปด้วย ”
ตรัสจบจอมเทพแห่งดาวดึงส์ก็ทรงบันดาลให้มเหสีสีลวดีทรงหมดสติไปทันใด จากนั้นก็ทรงอุ้มนางเสด็จลงจากเทวโลกสู่แดนมนุษย์ ณ พระบรมมหาราชวังของพระเจ้าโอกกากราช ทรงวางพระนางลงบนพระแท่นบรรทมของจอมราชา ก่อนจักเสด็จกลับจอมเทพแห่งตาวติงสาได้ทรงใช้พระอังคุฐ (นิ้วหัวแม่มือ) ลูบพระนาภี (ท้อง) ขององค์เทวีขึ้นแลลงหนึ่งครั้ง แล้วจึงทรงทะยานขึ้นเวหาเหาะกลับดาวดึงส์ภพไป
ช่างน่าอัศจรรย์นัก ทันทีที่ท้าวโกสีย์ทรงลูบพระนาภีของพระมเหสีสีลวดีเท่านั้น บัดนั้นพระโพธิสัตว์เทพบุตรที่กำลังบรรทมหลับอยู่ในปราสาททองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ถึงกาลจุติจากเทวโลกลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของจอมเทวีในเวลานั้น ทันทีทันใดเช่นกัน
พอเทพโพธิสัตว์ปฏิสนธิในครรภ์สำเร็จองค์เทวีก็ทรงฟื้นพระสติขึ้นมา และก็ทรงทราบว่าบัดนี้นางได้ทรงตั้งพระครรภ์แล้วเช่นกัน! รุ่งเช้าเมื่อพระเจ้าโอกกากราชทรงตื่นจากบรรทมแลทรงได้เห็นพระชายาบรรทมหลับอยู่ ข้างกายก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงรีบปลุกนางให้ตื่นทันที
“ ดูก่อนน้องหญิง เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดรึ? ใครเป็นคนพาเจ้าเข้ามา? ” องค์เทวีซึ่งกำลังทรงหลับอยู่อย่างเป็นสุข ครั้นทรงได้ยินเสียงเรียกจึงทรงค่อยๆลืมพระเนตรขึ้น จากนั้นจึงทูล “หม่อมฉันมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนเพคะ ท้าวสักกะทรงพาหม่อมฉันกลับมายังโลกมนุษย์ ” จอมราชันเมื่อทรงสดับก็ถึงกับพระเนตรเบิกกว้าง ทรงรู้สึกประหลาดพระทัยเป็นล้นพ้น หลังจากทรงพยายามตั้งพระสติจึงตรัสถามพระชาย
“ ดูก่อนพระเทวี เราเห็นเจ้าถูกพราหมณ์ชราพาไป ไฉนจึงมากล่าวความเท็จต่อเราเล่า? ” มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับคำถามจอมกษัตริย์จึงทูลตอบว่า “ ขอเดชะมหาราช! ขอพระองค์โปรดทรงเชื่อหม่อมฉันเถิด องค์อมรินทร์ทรงพาหม่อมฉันไปยังดาวดึงส์ภพ แล้วก็ทรงพาหม่อมฉันกลับลงยังโลกมนุษย์ จริงๆเพคะ! ”
แต่ถึงจะทรงอธิบายเพียงใดจอมราชาก็หาได้ทรงเชื่อไม่ ในที่สุดนางต้องนำของวิเศษ ๕ อย่างที่ท้าวสักกะทรงประทานให้ ออกมาแสดงต่อพระพักตร์ เมื่อนั้นแลพระเจ้าโอกกากราชจึงทรงยอมเชื่อ จากนั้นจึงทรงถามถึงเรื่องที่ทรงร้อนพระทัยกับองค์เทวี “ ดูก่อนน้องหญิง พักเรื่องท้าวสักกะไว้เถิด พี่อยากทราบว่าการที่เจ้าหายไปหลายวันนี้ เจ้าได้พระโอรสกลับมาหรือไม่? ”
องค์เทวีเมื่อทรงถูกถามตรงๆก็ให้ทรงรู้สึกขวยเขินขึ้นมาจึงทรงก้มพระพักตร์ตอบพระสวามีอ้อมแอ้มว่านางได้ทรงตั้งพระครรภ์แล้ว จอมกษัตริย์ครั้นทรงสดับก็ให้ทรงลิงโลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบัญชาให้นางกำนัลรีบไปนำเครื่องบำรุงครรภ์มาถวายพระชายาเป็นการด่วน จากนั้นก็รับสั่งทหารให้ไปป่าวประกาศข่าวดีนี้ให้กับประชาชนทั่วแคว้นรับทราบ โดยให้ทุกครัวเรือนประดับประดาโคมไฟร่วมเฉลิมฉลองให้กับองค์รัชทายาทที่เพิ่งจักปฏิสนธิในพระครรภ์นี้เป็นเวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนทีเดียว!
กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งเมื่อเกิดแล้วย่อมแปรเปลี่ยนเป็นธรรมดา ครั้นถึงกำหนดทศมาสพระนางสีลวดีก็ทรงประสูติพระโอรสที่อ้วนท้วนสมบูรณ์มาให้กับพระเจ้าโอกกากราชหนึ่ง องค์ นามว่า กุสติณราชกุมาร (กุสราชกุมาร) ถัดจากนั้นอีก ๑๐ เดือนก็ทรงประสูติพระโอรสองค์ที่สองนามว่า ชยัมบดีราชกุมาร
พระกุมารทั้งสองต่างทรงเจริญพระชันษาขึ้นมาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ พระเชษฐากุสราชทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่มีพละกำลังและสติ ปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าจักทรงศึกษาศิลปะแขนงใดก็ทรงถึงซึ่งความสำเร็จไปเสียทั้งหมด ฝ่ายพระอนุชาชยัมบดีนั้นทรงได้รับยกย่องว่าเป็นบุรุษที่มีรูปงามเหนือชายใดในแผ่นดิน ครั้นพอพระเชษฐากุสราชพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษา ราชาโอกกากราชก็ทรงปรารถนาจะมอบราชสมบัติให้กับบุตรคนโต จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระมเหสีสีลวดีมาพบ เพื่อจักแจ้งพระประสงค์ให้ทราบ
เมื่อองค์เทวีเสด็จมาถึงจอมกษัตริย์จึงตรัส “ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ บัดนี้พี่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะมอบราชสมบัติให้แก่ลูกกุสราช แลจักให้เหล่านางฟ้อนมาบำรุงบำเรอความสุขให้เขาขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ แลหากลูกเราคิดชอบใจพระธิดากษัตริย์แคว้นใดในชมพูทวีป พี่ก็จะไปขอพระธิดานางนั้นให้มาเป็นมเหสีของเขา น้องเห็นเป็นเช่นไร? ” จอมเทวีเมื่อทรงสดับความปรารถนาของพระสวามีก็ทรงเห็นด้วยทุกประการ ดังนั้นพอกลับจากเข้าเฝ้าเพื่อจักทรงหยั่งเชิงบุตรชาย พระนางจึงทรงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลเรื่องการยกราชสมบัติให้กับพระราชโอรสกุสราชทรงรับทราบ
ด้านพระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับก็ทรงดำริว่าตนนั้นมีรูปไม่งาม พระธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูปหากมาเห็นก็คงจักตอบปฏิเสธเสียเป็นแน่ เรื่องอะไรจะมาทนอยู่กับสามีหน้าตาขี้ริ้ว เห็นทีเราควรอยู่เป็นโสดคอยบำรุงบิดามารดาให้มีความสุขจึงจักดีกว่า แลเมื่อท่านทั้งสองทรงสิ้นพระชนม์แล้วเราก็จักออกบวชเพื่อประกอบกิจสำหรับโลกหน้าอย่างไม่ประมาท หนทางนี้ท่าจักดีที่สุด เมื่อทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับนางกำนัล
“ ดูก่อนพี่สาว เราไม่ต้องการราชสมบัติดอก แลก็ไม่ต้องการนางฟ้อนด้วยเช่นกัน เมื่อพระชนกแลพระชนนีทรงสิ้นพระชนม์เมื่อใดเราก็จักออกบวช ขอพี่สาวจงไปแจ้งพระมารดาตามนี้เถิด ” นางกำนัลพอฟังก็ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันใด รู้สึกสงสารพระราชโอรสจับใจ โถ..คงจักทรงคิดว่าพระองค์มีรูปไม่งาม สตรีทั้งหลายคงไม่ปรารถนาในตัวพระองค์ ดังนั้นจึงคิดะอยู่เป็นโสดคอยดูแลพ่อแม่ อย่างไรก็ตามนางได้รีบกลับมาทูลพระมเหสีสีลวดีตามที่พระมหาสัตว์ตรัส
องค์เทวีพอทรงสดับก็ทรงรู้สึกสงสารบุตรชายเสียยิ่งนัก แต่เรื่องสืบทอดราชบัลลังก์เป็นเรื่องใหญ่ มิอาจ ตามใจบุตรชายได้ ดังนั้นผ่านไปสองวันพระนางจึงรับสั่งให้นางกำนัลไปถามเรื่องการยกราชสมบัติต่อบุตรชายใหม่ ซึ่งพระมหาสัตว์ก็ยังทรงยืนยันคำเดิม
เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นถึงสามครั้งสามครา จนครั้งที่สี่พระราชโอรสกุสราชจึงทรงดำริ “ ธรรมดาบุตรจะขัดขืนบิดามารดาร่ำไปนั้น หาควรไม่ จำเราจักทำอุบายให้พระมารดาทรงเปลี่ยนพระทัยดีกว่า ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปแจ้งช่างทองให้ขนทองคำจากท้องพระคลังหลวงมาที่ตำหนักพระองค์ ๒ คันรถ
เมื่อช่างทองขนทองมาถึงพระมหาสัตวจึงตรัส “ ดูก่อนท่านนายช่าง เราอยากจักได้รูปหล่อสตรีมาตั้งในห้องนอนสักองค์ ขอท่านจงนำทองคำหนึ่งคันรถไปหล่อเป็นรูปสตรีเถิด เสร็จเมื่อใดจงนำมาให้เราดู ส่วนคันที่เหลือวานท่านเข็นไปยังด้านหลังตำหนัก ”
ช่างทองพอรับพระบัญชาก็แยกเป็นสองสาย คันแรกเข็นกลับไปยังโรงหล่อ ส่วนคันที่สองก็เข็นไปยังด้านหลังตำหนักตามรับสั่ง หลังจากช่างทองกลับไปองค์รัชทายาทก็เสด็จออกจากพระตำหนักไปเสาะหาอุปกรณ์สำหรับหล่อหลอมโลหะทันที พอได้เครื่องไม้เครื่องมือครบ ก็ทรงเริ่มหล่อรูปสตรีขึ้นมาบ้าง
ธรรมดาความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ย่อมสำเร็จทุกประการ! หลังจากองค์รัชทายาททรงหล่อรูปสตรีเสร็จ รูปปั้นที่ทรงหล่อขึ้นก็มีความงามราวกับมีชีวิตจิตใจ และยิ่งเมื่อทรงนำเครื่องทรงธิดากษัตริย์มาสวมให้อีก ก็ยิ่งทำให้รูปหล่อนั้นดูคล้ายกับพระธิดาสูงศักดิ์องค์หนึ่งจริงๆ!
หลังจากตกแต่งเสื้อผ้าเครื่องประดับให้กับรูปหล่อแล้ว พระมหาสัตว์ก็ทรงเข็นรูปหล่อไปเก็บไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ จนล่วงไปเดือนเศษช่างทองจึงหล่อรูปสตรีของเขาเสร็จ แลได้เข็นรูปหล่อของเขามาแสดงต่อพระพักตร์
พระมหาสัตว์พอทรงทอดพระเนตรรูปหล่อของช่างทองก็ให้ทรงรู้สึกขัดพระทัย เนื่องจากหาได้มีความประณีตแม้แต่น้อย จึงตรัสให้เขาไปเข็นเอารูปหล่อของพระ องค์ในห้องบรรทมออกมา เพื่อจักทรงเทียบดูว่าของใครงดงามกว่ากัน ช่างทองพอรับพระบัญชาก็รีบลุกไปทันที เมื่อข้าไปในห้องบรรทมเนื่องจากพระมหาสัตว์มิได้ทรงเปิดบานพระแกลไว้ ดังนั้นภายในจึงดูสลัว ช่างทองพอเห็นรูปหล่อสตรีที่สวมเครื่องทรงธิดากษัตริย์ก็สำคัญผิดคิดว่าเป็นนางอัปสรจำแลงกายมาร่วมอภิรมย์กับพระราชโอรส จึงหน้าตาตื่นรีบกลับมาทูลพระมหาสัตว์ปากคอสั่น
“ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! ข้าพระบาทมิทราบว่าในห้องมีพระแม่เจ้าประทับอยู่จึงละลาบละล้วง ขอพระองค์โปรดทรงงดโทษให้กับข้าพระบาทด้วยเถิดพระเจ้าข้า ” พระโอรสกุสราชครั้นทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัส “ ดูก่อนนายช่าง สตรีที่ไหนรึ? ท่านเห็นนั้นคือรูป หล่อสตรีที่เราหล่อขึ้นต่างหาก หาใช่สตรีจริงๆเสียเมื่อไหร่ ขอท่านจงไปเข็นออกมาเถิด ”
ช่างทองพอฟังก็ยังแสดงอาการกลัวๆกล้าๆอยู่ แต่พอพระโอรสตรัสซ้ำเขาจึงวิ่งกลับไปอีกครั้ง ครั้งนี้พอไปถึงเขาค่อยๆยื่นมือออกไปแตะที่ผิวรูปหล่อก่อน พอสัมผัสถึงความเย็นเฉียบของเนื้อโลหะเข้าจึงยอมเชื่อว่าสตรีเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ จึงเข็นเอารูปหล่อออกมา พระมหาสัตว์พอทรงทอดพระเนตรเห็นรูปหล่อของพระองค์นั้นงดงามกว่าของช่างทองอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้ จึงรับสั่งช่างทองให้เข็นรูปหล่อของเขาไปเก็บในท้องพระคลังหลวง
จากนั้นก็ทรงบัญชาให้ทหารยกรูปหล่อของพระองค์ขึ้นตั้งบนแคร่ส่งไปยังตำหนักพระมารดา พร้อมกันนั้นก็ทรงฝากพระดำรัสให้ทหารนำไปทูลพระมารดาว่า หากแผ่นดินอันกว้างใหญ่มีสตรีที่งามเหนือรูปหล่อนี้ เมื่อนั้นแลพระองค์จึงจักทรงยอมครองเรือน!
องค์เทวีพอทรงสดับคำรายงาน แลทรงเห็นรูปหล่อที่งามเหนือคำบรรยาย ก็ให้ทรงรู้สึกท้อพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็หาทรงยอมเลิกราไม่ ทรงครุ่นคิดวิธีว่าจักทำอย่างไรจึงจักหาสตรีที่งามกว่ารูปหล่อนี้ได้ “ ฤาแผ่นดินอันกว้างใหญ่จักไร้ซึ่งสตรีที่งามกว่ารูปหล่อนี้ เป็นไปไม่ได้ ย่อมต้องมีสักนางที่งามกว่าแน่ แต่จักรู้ได้อย่างไรว่าสตรีนางนั้นพำนักอยู่ที่ไหน แว่นแคว้นใด หรือมีชื่อเรียงเสียงนามว่ากระไร? ” จอมเทวีทรงพยายามนึกหาวิธีเพื่อจักให้ได้มาซึ่งหญิงนางนี้ แต่จนแล้วจนรอดพระนางก็ยังทรงนึกไม่ออก
หลังจากที่ทรงย่างพระบาทวกไปเวียนมาอยู่ในห้องบรรทมเกือบครึ่งค่อนวันองค์อ่อนไท้ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย ดังนั้นจึงทรงคิดจักเอนพระองค์ลงบนที่บรรทม ขณะกำลังจะประทับบนที่บรรทมทันใดพระนางก็ทรงผุดความคิดขึ้น จึงทรงรับสั่งให้นางกำนัลรีบไปตามท่านอำมาตย์มาพบเป็นการด่วน
ผ่านไปสักพักก็เห็นชายวัยกลางคนผมสีดอกเลากำลังเดินหน้าตั้งมุ่งมาทางพระองค์ พระมเหสีสีลวดีพอทรงเห็นท่านอำมาตย์ก็ให้ทรงดีพระทัย พอท่านอำมาตย์มาถึงยังมิทันจะทรุดกายถวายบังคม จอมเทวีก็มีพระบัญชาให้เขารีบไปจัดเตรียมขบวนคณะทูตพร้อมเครื่องราชบรรณการ เสร็จแล้วให้นำรูปหล่อทองคำเบื้องหน้านี้ขึ้นรถม้า ปิดผ้าคลุมเอาไว้อย่าให้ผู้ใดเห็น จากนั้นให้เขาพาคณะฑูตท่องไปยังแว่นแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป หากพบพระ ธิดาแคว้นใดหรือสตรีนางใดมีรูปโฉมงดงามปานรูปหล่อ ก็จงถวายรูปหล่อนี้แด่พระราชาแคว้นนั้น แล้วให้ทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละจักขอกระทำอาวาหวิวาหมงคล(การแต่งงานที่ฝ่ายหญิงต้องย้ายมาอยู่กับฝ่ายชาย) กับพระธิดาของพระองค์ หรือสตรีแคว้นพระองค์ พร้อมกันนั้นให้เขานัดหมายวันที่จะทำพิธีให้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้รีบกลับกรุงกุสาวดีมารายงานผลให้พระนางทราบเป็นการด่วน ท่านอำมาตย์พอรับพระบัญชาก็รีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที
ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนคณะทูตแห่งแคว้นมัลละก็ออกเดินทางจากกรุงกุสาวดีท่องไปยังแว่นแคว้นต่างๆตามพระราชเสาวนีย์ เมื่อคณะทูตเดินทางไปถึงเมืองหรือแหล่งชุมชนใด พวกเขาก็จักนำดอกไม้แลเครื่องประดับมาแต่งให้กับรูปหล่อ ครั้นพอยามโพล้เพล้ก็นำรูปหล่อไปตั้งไว้ริมทางก่อนจะลงสู่ท่าน้ำ จากนั้นก็พากันแอบซุ่มคอยดักฟังคำสนทนาของผู้คน ว่าจักพูดถึงรูปหล่ออย่างไร
บรรดาผู้ที่มาอาบน้ำพอเห็นรูปหล่อสตรีตั้งอยู่บนวอ ต่างก็คิดกันว่าคงเป็นสตรีสูงศักดิ์มาอาบน้ำ หามีผู้ใดดูออกว่าเป็นรูปหล่อทองคำไม่ ต่างพากันเอ่ยปากชมว่าหญิงนางนี้ช่างมีผิวพรรณงดงามนัก แม้เทพอัปสรก็คงมิได้งามไปกว่านี้แน่ แต่ไฉนจึงมานั่งในสถานที่เช่นนี้ได้ก็มิทราบ เมืองเราไม่เคยได้ยินว่ามีสตรีที่งามปานนี้ หลังซุบซิบกันพวกเขาก็พากันลงไปยังท่าน้ำ ฝ่ายพวกอำมาตย์ที่ซุ่มอยู่ พอได้ยินชาวเมืองวิจารณ์รูปหล่อก็รู้ว่าเมืองนี้คงไม่มีสตรีที่งามเทียบเท่ารูปหล่อแน่จึงพากันเดินทางไปยังเมืองอื่นต่อ
พวกเขาเที่ยวทำอุบายลักษณะนี้ไปตามแว่นแคว้นต่างๆจนเกือบจักทั่วชมพูทวีป กระทั่งมาถึง กรุงสาคละ แคว้น มัททะ มี พระเจ้ามัททราช ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้น ราชามัททราชทรงมีพระธิดาที่มีรูปโฉมงดงามอยู่ถึง ๘ นาง โดยเฉพาะธิดาองค์โตที่มีนามว่า ประภาวดี กล่าวได้ว่าทั่วทั้งชมพูทวีปหาได้มีสตรีใดจักงามเสมอ แม้ยามราตรีในห้องอันมืดมิดหากมีนางประทับอยู่ ห้องนั้นก็ยังเรืองรองไปด้วยรัศมีที่แผ่ออกมาจากกายนาง ดุจดังแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณยังไงก็ยังงั้น!
พระธิดาประภาวดีทรงมีพระพี่เลี้ยงนางหนึ่งเป็นหญิงหลังค่อมชื่อ ขุชชา ทุกเย็นนางพี่เลี้ยงนี้จักให้หญิงรับใช้ ๘ นางถือหม้อไปตักน้ำจากท่าน้ำ นำกลับมาให้พระธิดาทรงสรงที่พระตำหนัก โพล้เพล้วันหนึ่งขณะที่เหล่านางรับใช้กำลังเดินไปตักน้ำที่ท่าน้ำเหมือนเคย หญิงรับใช้นางหนึ่งระหว่างกำลังสนทนาหยอกล้อกับหมู่เพื่อน ทันใดนางก็เหลือบไปเห็นรูปหล่อที่คณะทูตแคว้นมัลละนำมาตั้งไว้โดยบังเอิญ พอเห็นนางก็เข้าใจว่ารูปหล่อนั้นเป็นพระธิดาประภาวดีทรงแอบหนีมาสรงน้ำที่ท่าน้ำเพียงลำพัง ดังนั้นจึงพูดขึ้น
“ พวกท่านจงดูเถิด พระธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นผู้ว่ายากเสียเหลือเกิน ตรัสว่าจักทรงสรงน้ำอยู่ที่พระตำหนัก แต่ไฉนจึงมาประทับอยู่ข้างทางลงท่าไปเสียได้? ” หญิงรับใช้ที่เหลือพอฟังต่างก็หันไปมอง แล้วพวกนางก็เห็นสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่บนวอคลับคล้ายคลับคลากับพระธิดาจริงๆเหมือนดั่งที่เพื่อนนางบอก ดังนั้นจึงพากันเดิน
เข้าไป พอไปถึงนางผู้เป็นพี่ใหญ่ก็พลันพูดขึ้น
“ พระธิดาประภาวดีเพคะ เหตุไฉนจึงมาประทับอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ช่างเป็นการกระทำที่ไม่บังควรเลยนะเพคะ หากมีใครมาเห็นเข้าอาจทำให้ราชวงศ์ต้องเสื่อมเสียได้! ” ไม่เพียงแค่พูด ว่าแล้วนางก็ยื่นมือไปแตะที่พระกรขององค์เทวี แต่ทันทีที่นิ้วของนางสัมผัสกับผิวรูปหล่อเท่านั้น บัดนั้นนางก็ถึงกับสะดุ้งโหยงจนต้องยกมือหนีแทบไม่ทัน เพราะความรู้สึกที่รับมันเหมือนว่านิ้วของนางไปแตะเอาเกล็ดของหิมะยังไงก็ยังงั้น เย็นเฉียบเข้าไปถึงกระดูก
บรรดานางรับใช้พอเห็นอากัปกิริยาของพี่ใหญ่ ต่างก็หัวเราะขบขันขึ้นมาพร้อมกัน หญิงรับใช้นางหนึ่งอดปากไม่อยู่จึงร้องถามไป “ ท่านพี่เป็นอะไรรึ? ไฉนจึงตกอกตกใจถึงปานนั้น? ” ผู้เป็นพี่ใหญ่ซึ่งยังไม่คลายจากอาการหน้าซีด พอฟังหญิงรับใช้รุ่นน้องถามจึงตอบไปด้วยเสียงที่ยังสั่นอยู่ “ จักไม่ตกใจได้ยังไง พวกเจ้าดูซิ! เราสำคัญผิดคิดว่ารูปหล่อนี้คือพระธิดาประภาวดีไปเสียได้ ช่างน่าขันจริงๆ! ”
พอนางพูดจบพุ่มไม้ข้างๆก็เกิดสั่นไหวขึ้นมาทันที พร้อมกับได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน จากนั้นไม่ถึงอึดใจก็เห็นคนกลุ่มใหญ่กรูกันออกมาจากพุ่มไม้นั้น คนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ที่แท้ก็คือคณะทูตแคว้นมัลละนั่นเอง พวกเขาพอได้ยินนางพี่ใหญ่บอกตนเองเข้าใจผิด คิดว่ารูปหล่อเป็นพระธิดาประภาวดีจึงพลุ่งพล่านใจ รีบวิ่งกันออกมาจากพุ่มไม้ทันที
เมื่อเข้ามาถึงท่านอำมาตย์ได้ถามหญิงรับใช้พี่ใหญ่ ทันทีว่า “ ดูก่อนน้องหญิง ที่ท่านกล่าวว่าพระธิดาประภาวดีนั้น ท่านหมายถึงผู้ใดรึ? ” เหล่าหญิงรับใช้พอฟังคำถามท่านอำมาตย์ ต่างก็หันขวับไปมองที่หน้าเขา เหมือนดั่งจักถามว่าไฉนเขาจึงไม่รู้จักพระธิดาประภาวดี? นางผู้เป็นพี่ใหญ่ซึ่งมีความคิดอ่านมากกว่า พอเห็นลักษณะการแต่งกายที่ดูภูมิฐานของคนกลุ่มนี้จึงตอบว่า “ ก็หมายถึงพระธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราชน่ะซิ จะหมายถึงผู้ใด รูปหล่อนี้หากเปรียบกับพระโฉมขององค์เทวี ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว! ” ท่านอำมาตย์พอฟังก็ให้แสนลิงโลด รีบบอกว่าพวกตนเป็นใครมาจากไหน จากนั้นก็ขอให้นางพาพวกเขาไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามัททราชเป็นการด่วนทันที
เมื่อขบวนคณะทูตมาถึงพระราชวังกรุงสาคละมหาดเล็กได้พาพวกเขาไปยังท้องพระโรงเพื่อรอเสด็จองค์เหนือหัวมัททราช ผ่านไปสักครูราชามัททราชก็เสด็จมาถึง พอองค์ไท้ทรงขึ้นประทับเรียบร้อย ท่านอำมาตย์แห่งแคว้นมัลละจึงกราบบังคมทูล “ ข้าแต่มหาราช พระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละได้ฝากพระดำรัสมาถามพระองค์ว่าทรงพระเกษมสำราญดีฤาพระเจ้าข้า? ”
ราชามัททะซึ่งพอจักทรงทราบเรื่องคร่าวๆจากมหาดเล็ก แลทรงกำลังยินดีเป็นอย่างยิ่งที่แคว้นของตนกำลังจะได้เป็นดองกับแคว้นที่ใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป พอฟังอำท่านอำมาตย์ถามจึงทรงพยายามบังคับเสียงของพระองค์มิให้สั่นตรัสตอบท่านอำมาตย์ “ เราสบายดี พวกท่านมาเยือนแคว้นเรามีธุระอันใดรึ? ” หัวหน้าคณะทูตพอฟังจึงกราบทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชทรงมีพระประสงค์จะมอบราชสมบัติให้แก่องค์รัชทายาทกุสราช ผู้มีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์คำราม มีพละกำลังประดุจพญาคชสาร ดังนั้นจึงทรงมอบหมายพวกตนให้มาถวายบังคมแด่พระองค์ เพื่อแจ้งความประสงค์จักทรงขอพระราชทานพระนางประภาวดีผู้เป็นพระธิดาองค์โตของพระองค์ให้แก่พระราชโอรสกุสราช ไม่ทราบพระองค์ทรงมีความเห็นเช่นไร?
พอกล่าวจบตัวแทนคณะทูตก็ได้ถวายเครื่องราชบรรณาการและรูปหล่อสตรีทองคำแด่พระเจ้ามัททราช ราชามัททะพอทรงเห็นเครื่องราชบรรณาการมีเป็นจำนวนมากแถมยังมีรูปหล่อสตรีทองคำที่งดงามเกินกว่าจักพรรณนาอีก ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงดำริอยู่ภายใน “ แคว้นเล็กอย่างเราจักได้เกี่ยวดองกับแคว้นใหญ่อย่างมัลละ มันช่างเป็นเรื่องที่น่า ยินดีจริงๆ! ” ดังนั้นจึงมิอาจทรงเสแสร้งทำเป็นวางท่าได้อีก ทรงรีบตกปากรับคำทันที หัวหน้าคณะทูตเมื่อเห็นราชามัททะไม่ทรงขัดข้อง จึงแจ้งหมายกำหนดการวันที่จะมารับพระธิดาประภาวดีกลับแคว้นมัลละให้กับพระเจ้ามัททราชได้ทรงรับทราบ จากนั้นก็ขอพระราชอนุญาตลากลับแคว้นมัลละเพื่อแจ้งข่าวดีต่อพระเจ้าโอกกากราช
เมื่อกลับถึงกรุงกุสาวดีขบวนคณะทูตได้เข้าถวายรายงาน ถึงความสำเร็จของภารกิจ ยังเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าโอกกากราชและพระมเหสีสีลวดี ราชาโอกกากราชพอทรงทราบรายละเอียดก็มีรับสั่งให้จัดขบวนขันหมากเป็นการด่วนเพื่อไปรับพระธิดาประภาวดีกลับมาเป็นพระสุณิสา(ลูกสะใภ้)ทันที ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่อลังการของแคว้นมัลละก็ออกเดินทางจากกรุงกุสาวดีมุ่งตรงสู่นครสาคละ ด้านราชามัททะซึ่งไม่เคยคาดคิดว่าจะทรงได้เกี่ยวดองกับแคว้นมัลละ พอทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระเจ้าโอกกากราชพระองค์ก็ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงสั่งข้าราชบริพารให้จัดเตรียมการต้อนรับไว้อย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน
ขบวนขันหมากพระเจ้าโอกากราชหลังเสด็จรอนแรมมาเป็นเวลาค่อนเดือน ในที่สุดก็มาถึงกรุงสาคละ พระเจ้า มัททราชและพระชายาซึ่งเฝ้ารออย่างพระทัยจดจ่อ พอทหารมารายงานว่าบัดนี้ขบวนเสด็จใกล้จะมาถึงประตูวังแล้ว ทั้งสองต่างก็รีบเสด็จมารอรับพระเจ้าโอกกากราชจอมราชันที่หน้าประตูวังด้วยพระองค์เอง
หลังจากทักทายปราศรัยกันอย่างสนิทสนมทั้งๆที่เพิ่งจะเคยพบกันคราแรก ราชามัททะก็ได้อัญเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีโอกกากราช เข้าพักยังเรือนรับรองที่ได้เตรียมไว้เพื่อพักผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง ถัดจากนั้นสองวันราชวงศ์ทั้งสองแคว้นก็ทรงมีพระปฏิสันถารต่อกันและกัน ระหว่างการสนทนามเหสีสีลวดีได้ทรงปรารภ
“ ดูก่อนมหาบพิตร ตั้งแต่หม่อมฉันมาพักที่แคว้นพระองค์ นี่ก็วันที่สามแล้ว ทว่าหม่อมฉันก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของพระธิดาประภาวดีเลยเพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระธิดาประภาวดีมาเข้าเฝ้า สักครู่พระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะพร้อมด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง
โฉมงามแห่งแคว้นมัททะพอทรงมาถึงก็ทรงทรุดพระองค์ลงถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทของว่าที่พระสัสสุ (แม่ผัว) พระมเหสีสีลวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นว่าที่ลูกสะใภ้แต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จึงทรงดำริ “ พระธิดาประภาวดีนางนี้ช่างเป็นหญิงงามที่ยากจักหานางใดในแผ่นดินเทียบได้จริงๆ ส่วนบุตรเรานั้นกลับมิได้มีรูปงามเสมอนางแม้เพียงเศษเสี้ยว หากให้นางได้เห็นใบหน้าลูกเรา เห็นทีคงจักไม่ยอมแต่งงานด้วยแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักทำอุบายอะไรสักอย่าง! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทวีแห่งแคว้นมัลละจึงตรัส
“ ข้าแต่มหาราช พระธิดาท่านนั้นช่างเป็นหญิงจนงามยากจักหานางใดเทียบได้จริงๆ ควรคู่แก่พระ โอรสของหม่อมฉันเสียยิ่งนัก เพียงแต่จารีตแห่งสกุลหม่อมฉันที่มีมาแต่โบราณ มีข้อกำหนดอยู่ข้อหนึ่ง หากพระธิดาประภาวดีสามารถปฏิบัติตามได้ หม่อมฉันจักรับนางเป็นพระสุณิสาทันทีเพคะ ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับจึงตรัสถาม จารีตดังกล่าวเป็นเช่นไร? มเหสีสีลวดีเห็นสเป็นโอกาสจึงทรงอธิบาย “ อันธรรมเนียมแห่งราชวงศ์แคว้นมัลละเรา พระชายาจะพบหน้าพระสวามีในเวลากลางวันมิได้ จนกว่าจะตั้งครรภ์ หากพระธิดาประภาวดีสามารถปฏิบัติตามได้ หม่อมฉันก็จักรับนางไว้เป็นพระสุณิสาทันที ”
พระเจ้ามัททราชพอทรงสดับจึงทรงหันไปถามบุตรสาว “ ว่าอย่างไรลูกเรา เจ้าสามารถปฏิบัติได้หรือไม่? ” โฉมพิลาศแห่งแคว้นมัททะทรงเห็นข้อห้ามนี้มิได้เป็นเรื่องที่ยากอันใด จึงทรงตอบไปว่านางสามารถปฏิบัติได้ ยังผลให้ราชวงศ์ทั้งสองต่างปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก
ฝ่ายพระเจ้าโอกกากราชครั้นทรงเห็นว่าเวลานี้ทั้งสองราชวงศ์ต่างก็กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ชื่นมื่น จึงทรงถือโอกาสถวายพระราชทรัพย์อันเป็นเครื่องสินสอดแก่พระเจ้ามัททราชทันที ถัดจากนั้นสองวันจอมราชันแห่งแคว้นมัลละก็ทรงพาพระธิดาแคว้นมัททะเสด็จกลับกรุงกุสาวดี เพื่อมาเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับราชบุตรที่แคว้นพระองค์
เมื่อขบวนเสด็จกลับถึงแคว้นมัลละ จอมราชาได้มีรับสั่งให้ทหารไปประกาศข่าวดีนี้ให้กับประชาชนทั่วแคว้นรับทราบโดยทั่วกัน พร้อมกันนั้นก็ให้พวกเขาตกแต่งบ้านเรือนให้สว่างไสวเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับองค์รัชทายาทในพระราชพิธีมงคลที่จะมีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังทรงบำเพ็ญทานด้วยการตั้งโรงทานให้อาหารแก่ผู้เร่ร่อน พร้อมทั้งพระราชทานอภัยโทษให้กับนักโทษที่มีความประพฤติดีให้เป็นอิสระอีก ถัดจากนั้นสองวันก็ทรงมีพระ บรมราชโองการโปรดเกล้าให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างองค์รัชทายาทกุสราชและพระธิดาประภาวดีแห่งแคว้นมัททะโดยมีการเชิญแขกเหรื่อที่เป็นกษัตริย์ ราชนิกุล ตลอดจนพ่อค้ากระฎุมพีจากแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีปมาร่วมงาน
หลังพระราชพิธีอภิเษกสมรสไม่กี่วัน สมเด็จพระราชาธิบดีโอกกากราชก็ทรงมีพระบรมราชโองการขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ โปรดเกล้าให้พระราชโอรสกุสราชขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นมัลละแทนพระ องค์เพื่อเป็นการปลดภาระให้กับตนเอง และเพื่อเป็นการประกาศศักดาต่อแว่นแคว้นต่างๆพระองค์ ได้ทรงส่งราชทูตนำพระราชสานส์ไปแจ้งยังแคว้นทั้งหมดทั่วชมพูทวีปว่า บัดนี้แคว้นมัลละได้มีพระราชาองค์ใหม่พระนามว่า พระเจ้ากุสราช ขึ้นครองราชย์แล้ว อาณาจักรใดมีพระธิดา ขอให้ส่งพระธิดาแคว้นตนมาถวายแด่พระเจ้ากุสราช อาณาจักรใดมีพระโอรสหากหวังความเป็นมิตร ขอให้ส่งพระโอรสมาเป็นพระราชอุปัฏฐากให้กับราชากุสราช
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระสนมมากมายเป็นบริวาร ทรงปกครองประเทศด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ส่วนพระนางประภาวดีหลังพระราชพิธีราชาภิเษกไม่กี่วันพระนางก็ทรงได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้ากุสราชในเวลาถัดมา