Dhammathai.org
มงคลที่ ๒๔.มีความสันโดษ
ความสันโดด พอใจ ในสิ่งของ
เช่นเงินทอง ของตน แม้ล้นหลาย
เมื่อมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยสบาย
ความจนหาย เลยลับ กลับมั่งมี.
Home sitemap Dhamma World Wide Web
Contact Us
ภาษาไทย
English
 
หน้าแรก เสียงธรรม พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก : วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร
พุทธทาสภิกขุ : สวนโมกขพลาราม
หลวงปู่ชา สุภทฺโท : วัดหนองป่าพง
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิเถระ) : วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี : วัดหินหมากเป้ง
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย : วัดป่าสาลวัน
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ : วัดชลประทานรังสฤษฎิ์
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต) : วัดญาณเวศกวัน
พระพยอม กัลยาโณ : วัดสวนแก้ว
พระครูเกษมธรรมทัต : วัดมเหยงคณ์
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร : วัดถ้ำผาปล่อง
พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) : วัดประยุรวงศาวาส  วรวิหาร
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร : วัดป่าอุดมสมพร
พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป : วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่
พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ
ว.วชิรเมธี - พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธฺมโม
   
พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)


พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัล จ.สิงห์บุรี


หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน
ดาวน์โหลด
ฟังธรรม
001 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 01 A
คลิกฟัง
002 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 01 B
คลิกฟัง
003 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 02 A
คลิกฟัง
004 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 02 B
คลิกฟัง
005 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 03 A
คลิกฟัง
006 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 03 B
คลิกฟัง
007 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 04 A
คลิกฟัง
008 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 04 B
คลิกฟัง
009 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 05 A
คลิกฟัง
010 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 05 B
คลิกฟัง
011 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 06 A
คลิกฟัง
012 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 06 B
คลิกฟัง
013 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 07 A
คลิกฟัง
014 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 07 B
คลิกฟัง
015 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 08 A
คลิกฟัง
016 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 08 B
คลิกฟัง
017 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 09 A
คลิกฟัง
018 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 09 B
คลิกฟัง
019 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 10 A
คลิกฟัง
020 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 10 B
คลิกฟัง
021 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 11 A
คลิกฟัง
022 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 11 B
คลิกฟัง
023 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 12 A
คลิกฟัง
024 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 12 B
คลิกฟัง
025 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 13 A
คลิกฟัง
026 หลวงพ่อสอนกรรมฐาน 13 B
คลิกฟัง
027 กรรมฐานแก้กรรมได้อย่างไร 1
คลิกฟัง
028 กรรมฐานแก้กรรมได้อย่างไร 2
คลิกฟัง
029 การเจริญกรรมฐาน 1
คลิกฟัง
030 การเจริญกรรมฐาน 2
คลิกฟัง
031 การเจริญกรรมฐาน 3
คลิกฟัง
032 การเจริญกรรมฐาน 4
คลิกฟัง
033 การเจริญกรรมฐาน 5
คลิกฟัง
034 การเจริญกรรมฐาน 6
คลิกฟัง
035 การเจริญกรรมฐาน 7
คลิกฟัง
036 ผลกรรมตามสนอง
คลิกฟัง
037 สมถะกรรมฐาน
คลิกฟัง






Webmaster Recommended

ขอเชิญรับฟังเสียงบรรยายธรรม โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
วัดอัมพวัล จ.สิงห์บุรี



<<
+ ส า ร บั ญ เสี ย ง ธ ร ร ม + >>

 แสดงความคิดเห็น - คำแนะนำ  
[ จำนวนคนอ่าน 46933 คน ]
สวัสดีคะทุกคน
นู๋อยากจะทราบว่าการทำให้พ่อแม่เป็นห่วงนี่จะบาปมากมั๊ย
เช่นว่า นู๋มีเรื่องไม่ค่อยสบายใจแต่ก็ยังพูดให้เค้าฟัง พลอยทำให้เค้าไม่สบายใจหรือเป็นทุกข์ บางครั้งขออนุญาติเค้าไปหาเพื่อน หรือทำอะไรที่นู๋เองคิดว่าไม่ผิดอะไร เค้าจะไม่ค่อยอนุญาติเพราะ แต่นู๋ก้อจะรั้นไปให้ได้ นู๋เอง คิดว่าบอกไปอย่างน้อยให้เค้าได้รับรู้ว่านู๋ทำอะไรเป็นยังไง แต่วันก่อนคุยกะเพื่อนๆบอกว่าบาป สู้ไม่บอกดีกว่า

ใครรู้บ้างช่วยตอบให้ด้วยนะคะ ขอบคุนคะ

ลูกสาวหล้า [อุบลราชธานี] ส่งเมล์ถึง ลูกสาวหล้า [ 14 ม.ค. 2553 เวลา 11:18 น. ]

จากสุพรรณไปวัดอัมพวัลได้อย่างไร

กล้าณรงค์ ฉิมมา [สุพรรณบุรี] [ 9 ธ.ค. 2552 เวลา 16:46 น. ]

เห็นด้วยกับการไปปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวันครับ ต้องอดทนมากๆจะดีครับ

หนุ่ม [นครพนม] [ 31 ส.ค. 2552 เวลา 10:53 น. ]

ตอบคุณทนงครับว่า ที่เห็นจะเป็นคตินิมิตครับ
ตรงนี้จะเป็นได้เมื่อจิตมีสมาธิ เป็นสิ่งที่ดี อย่าตกใจเลยครับมันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเลย

สุทิน [Ayutthaya] ส่งเมล์ถึง สุทิน [ 3 ส.ค. 2552 เวลา 13:21 น. ]

ขออนูโมทนาสาธุครับ
ผมเริ่มศึกษาธรรมมะ
ก็เริ่มจากหนังสือเล่มเล็กๆของหลวงพ่อจรัญครับ
ตั้งแต่นั้นมาผมก็มาตลอด

มาโนช [นนทบุรี] ส่งเมล์ถึง มาโนช [ 8 พ.ค. 2552 เวลา 12:14 น. ]

ขอบคุณมากครับ
ได้ดาวโหลดมาฟังแล้ว
มีคุณอนันต์มาก
ขออนุโมทนาด้วยนะครับ

กิตติศักดิ์ [นครปฐม] [ 6 ก.พ. 2552 เวลา 03:46 น. ]

๑. ได้โปรดช่วยสอนการนั่งสมาธิให้ด้วย .......โดยผู้อยากรู้.... กระผมไม่มีเวลาไปวัดกับเขาเพราะต้องดิ้นรนทำมาหากิน สนใจอยากฝึกนั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบบ้าง ท่านผู้รู้ได้โปรดเมตตาให้คำแนะนำการฝึกทำสมาธิอย่างง่ายที่สุดเอาขั้นต้นหรือขั้นแรกเลย พูดง่ายๆคือกระผมไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อนได้แต่ได้ยินได้ฟังมาว่าสมาธิ..สมาธิ..จึงสนใจ เพราะที่บ้านมีห้องพระจะพยายามฝึกวันละนิดเมื่อมีเวลา ได้โปรดแนะนำแบบง่ายที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุดให้ด้วย กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
๒. อยากให้นำเอาคำเทศน์ของพระอริยะเจ้า ของเมืองไทยลงให้อ่าน การเจริญสมาธิ ฝึกวิปัสนาเป็นต้น หรือวิธีการปฏิบัติ โดยส่วนตัวได้อ่านแล้วสบายใจและนำไปฝึกฝนด้วยต้นเอง ... วิรัตน์ ไทยใหญ่ [สมุทรสาคร] [ 3 ก.ย. 2551 เวลา 10:25 น. ]
- - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - - - - - - - -
ทดลองแนวทางนี้บ้าง ถ้าสนใจ
๑. ถือหลักพุทธศาสนา เป็นศาสนาประเภท อเทวนิยม (ไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ)
๒. การได้ดวงตาเห็นธรรม มีประโยชน์ต่อตนเอง และสังคม ในเรื่อง
๒.๑ เอาชนะใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น มีประโยชน์คือ รู้จักใช้ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ= ระวัง กำจัด ฝึกหัด รักษา)ที่จะรักษาความดี ทุกๆขั้นตอน
๒.๒ ลดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์คือ เป็นผู้นำสังคม ทุกระดับชั้นที่มีประสิทธิภาพ(ลดปัญหาคอรัปชั่น รากเหง้าทุจริตแห่งประเทศไทย)
๓. เป็นการรักษาขั้นตอนการพัฒนาทางจิต (ธรรมาธิษฐาน) ตั้งแต่ คน เป็นมนุษย์ ด้วย เบญจศีล – เบญจธรรม มนุษย์ เป็น เทวดา ด้วย หิริ โอตตัปปะ เทวดา เป็นพรหม ด้วย สมาธิภาวนา (ฌาน ๔) และ พรหม เป็น อริยบุคคล ด้วย วิปัสสนาภาวนา ตามขั้นตอน สติปัฏฐาน๔ จนเข้าถึงไตรลักษณ์ อริยบุคคล แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับผู้ครองเรือน(โสดาบัน และสกทาคามี) และระดับนักบวช(พระอนาคามี และพระอรหันต์)
ภาคปฏิบัติ
(สมควรมีโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป
และนาฬิกาจับเวลาถอยหลังด้วย)
1.ไหว้พระสวดมนต์

- อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชยามิ ..... ข้าพเจ้า ขอน้อมบูชาพระพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้
- อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชยามิ.....ข้าพเจ้า ขอน้อมบูชาพระธรรมเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้
- อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชยามิ.....ข้าพเจ้า ขอน้อมบูชาพระสงฆเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้

- อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ……….(กราบ)
- สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ…………..(กราบ)
- สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ…………(กราบ)

2. บทบูชาพระรัตนตรัย

- นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ……. ( ๓ ครั้ง )
- พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
- ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ขัาพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเจ้าเป็นสรณะ
- สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆเจ้าเป็นสรณะ
- ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่สอง
- ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่สอง
- ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขัาพเจ้าขอถือเอาพระสงฆเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่สอง
- ตติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ขัาพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่สาม
- ตติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่สาม
- ตติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆเจ้าเป็นสรณะแม้ครั้งที่สาม
- อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุต ตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสานัง พุทโธ ภะคะวาติ .....พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบ ได้ด้วยพระองค์เอง ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิง ทรงสงสาร สั่งสอนผู้อื่น ให้รู้ดีรู้ชอบด้วย ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ไม่มีที่พึ่งอื่นจะยิ่งกว่า…………….(กราบ )
- สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ .....พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมคุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติตาม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเจ้า เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ไม่มีที่พึ่งอื่นจะยิ่งกว่า…………(กราบ)
- สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวาโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี-กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ .....พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ เป็นพยานในพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าปฏิบัติตามได้จริงและ มีผลประเสริฐจริง ข้าพเจ้าถึงพระสงฆเจ้า เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ไม่มีที่พึ่งอื่นจะยิ่งกว่า…..(กราบ)

3. สมาทาน เบญจศีล-เบญจธรรม

-อะหังภันเต วิสุง วิสุง ลักขณะฐายะ ติสะระเณ นะสหะ ปัญจะสีลานิยาจามิ
-ทุติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง ลักขณะฐายะ ติสะระเณ นะสหะ ปัญจะสีลานิยาจามิ
-ตติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง ลักขณะฐายะ ติสะระเณ นะสหะ ปัญจะสีลานิยาจามิ

-ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.....ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยมีเมตตา กรุณา ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
-อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.....ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา ละเว้นจากการลักทรัพย์ ด้วยมีสัมมาอาชีวะ ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
-กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.....ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ด้วยมีความสำรวมในกาม ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
-มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.....ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา ละเว้นจากการพูดเท็จ พูดหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ด้วยมีสัจจวาจา ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
-สุราเมระยะ มัชชะ ปะมะ ทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.....ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา ละเว้นจากการดื่มเครื่องดองของเมา และยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ด้วยมีสติสัมปชัญญะ ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
ด้วยการสมาทานเบญศีล-เบญธรรม ของข้าพเจ้าตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่งในวันนี้ ขออานิสงค์ที่เกิดขึ้น โปรดดลบันดาลให้ข้าพเจ้าถึงซึ่ง ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในชีวิตราชการ การงานที่ประกอบอาชีพ ตลอดจนการศึกษาเล่าเรียน ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ และอริยทรัพย์ทั้ง๗ ได้แก่ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และปัญญาและถึงพร้อมด้วยความสุข ตั้งแต่ปกติสุข สงบสุข จนถึงบรมสุข ตลอดชั่วกาลนานเทอญ
4. สมาทานกรรมฐาน

- ณ บัดนี้ข้าพเข้าขอตั้งสัจจอธิษฐาน เพื่อปฏิบัติกรรมฐาน เป็นเวลา……….นาที ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบันดาลการปฏิบัติธรรมให้ถึงซึ่งดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถพึงมีพึงได้ เพื่อประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ผู้อื่น และเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ถึงซึ่ง อรรถะ ธรรมะ ปฎิภาณ ไหวพริบ เพื่อบรรลุประโยชน์ดังกล่าว และขออานิสงค์ ที่ได้บำเพ็ญเพียร เป็นเวลา………นาที นี้ขออย่าได้มีภยันตรายใดๆ เกิดขึ้นในระหว่าง ปฏิบัติกรรมฐานครั้งนี้ด้วยเทอญ
(การบริหารเวลา ไหว้พระ สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน อยู่ท้ายรายละเอียดเพิ่มเติม)
- ภายหลังนั่งกรรมฐานครบเวลา แผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา......สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา .......จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา .......จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา ........จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ.......จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

5. แผ่ส่วนกุศล

-อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร .....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
-อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย.....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
-อิทัง เม คุรู ปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา.....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข
-อิทัง สัพพะ เทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา.....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
-อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา.....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
-อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี.....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
-อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา.....ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

6. -กราบลาพระรัตนตรัย

-อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ........(กราบ)
-สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ........(กราบ)
-สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมานิ....(กราบ)

-------จบพิธีปฏิบัติธรรมประจำวัน-------
รายละเอียดเพิ่มเติม
การเดินจงกรม และการนั่งกรรมฐาน
1. การเดินจงกรม ใช้ลมหายใจประกอบการเดินจงกรม
-หายใจเข้าลึกๆทางจมูก(เอาสติตามลมหายใจ ทำความรู้สึกเหมือนค่อยๆรินน้ำลงในแก้ว ลมหายใจจะค่อยๆขึ้นจากก้นปอดจนเต็มปอด)
-กลั้นลมหายใจ(ช่วงกลั้นลมหายใจ ใช้กับการเปลี่ยนทุกๆอริยาบท ไม่ว่ากำหนดท่ายืน กำหนดวางมือไขว้หลัง กำหนดยืน5ครั้ง กำหนดท่าเดิน3ท่า(ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ, ยกหนอ-เหยียบหนอ, และยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ) กำหนดท่าหยุด-ท่ายืน-ท่าหันกลับ จนครบเวลาดินจงกรม ให้เอาสติเปลี่ยนจากตามลมหายใจมาตามดูอาการหรือความรู้สึกของอิริยาบถนั้นๆจนสิ้นสุดอริยาบท)
-หายใจออก ใช้หายใจออกทางริมฝีปาก เอาสติจากตามดูอิริยาบถมาตามลมหายใจออกทางริมฝีปาก(ทำความรู้สึกเหมือนค่อยๆรินน้ำออกจากแก้ว คือลมหายใจจะค่อยๆระบายจากขั้วบนปอดลงไปก้นปอด) แล้วหายใจเข้าลึกๆทางจมูก
-ปฏิบัติซ้ำๆกัน ต่อเนื่องกัน เหมือนๆกัน จนครบเวลาเดินจงกรม ทุกๆขั้นตอนของอาการที่แสดงออก คล้ายการทำงานของเครื่องฉายภาพยนต์ ฟันเฟืองของเครื่องฉายจะหมุนแผ่นฟิล์มภาพยนต์ไป16 ภาพต่อ1การเคลื่อนไหว แต่ถ้าเราทำให้ฟันเฟืองหมุนแบบ slow motion ภาพที่ฉายออกมาจะแสดงอาการเคลื่อนไหวช้าๆทีละframe ทีละframe การเดินจงกรมก็คล้ายขบวนการฉายภาพยนต์แบบslow motion นั่นเอง คือนำลมหายใจ กับอิริยาบถต่างๆในท่าวางแขน-ท่ายืน-ท่าเดิน-ท่าหยุด-ท่าหัน-ท่านั่ง มาทำ slow motion จบขั้นตอนเมื่ออยู่ในอิริยาบถนั่งเรียบร้อยแล้ว
2. การนั่งกรรมฐาน
-ท่านั่งกรรมฐาน ตามมาตรฐานที่นิยมทั่วไป 3 ท่าคือ ชั้นเดียวหรือ1 ชั้น- สองชั้น และสมาธิเพชร กำหนดเพิ่มท่า พับเพียบพับข้อเท้า เพิ่มอีกหนึ่งท่า รวม4 ท่า เมื่อสลับทางด้านขวา4 ท่า และด้านซ้าย4 ท่า จึงรวมเป็น8 ท่า หลักการสอนของครูอาจารย์กรรมฐานทั่วๆไปนิยม ท่าใดท่าหนึ่ง กับการปฏิบัติ1 ครั้ง เช่นนั่งสมาธิ2 ชั้นท่าเดียวตลอด 30 นาที หรือ1 ช.ม.เป็นต้น แต่การฝึกแนว slow motion นี้ เน้นกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่นการไปวัดวันพระ(อุโบสถศีล)เพื่อทำบุญกิริยาวัตถุ3(ทาน-ศีล-ภาวนา) อุบาสก-อุบาสิกาจะต้องนั่งในกิริยาอาการเรียบร้อย คือนั่งพับเพียบ การฝึกกรรมฐานประจำวันกับท่านั่งทั้ง8 ท่า จึงประยุกต์ใช้เมื่ออยู่กับพระ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ แบบธรรมเนียมไทยๆเป็นอย่างดี
- การกำหนดอารมณ์กรรมฐาน นอกจากใช้ สัมมาวายามะ(เพียรชอบ),สัมมาสติ(ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ(ตั้งใจมั่นชอบ)เป็นมาตรฐาน โดยมีลมหายใจ(อานาปานสติ)เป็นพื้นฐานหลักแล้ว ตัวสัมมาสติจะนำมาใช้พิจารณาอารมณ์ 3หนทางคือ
1). การนึกเรื่องราวในอดีต เป็น สัญญาขันธ์ (เป็นธรรมารมณ์ประเภทสัญญารมณ์ )
2). การคิดเรื่องในอนาคต เป็น สังขารขันธ์ (เป็นธรรมารมณ์ประเภท สังขารมณ์)
3). การกำหนดในปัจจุบัน เป็น วิญญาณขันธ์(เป็นธรรมารมณ์ประเภทวิญญารมณ์)
- การนึกเรื่องอดีต(สัญญา) กับการคิดเรื่องอนาคต(สังขาร) เป็นธรรมารมณ์ประเภท นามธรรม จัดอยู่ใน อรูปฌาน ได้
- การกำหนดเรื่องปัจจุบัน(วิญญาณ) เป็นธรรมารมณ์ประเภท รูปธรรม จัดอยู่ใน รูปฌาน ได้
นึกอดีต-คิดอนาคต-กำหนดปัจจุบัน อารมณ์ใดๆที่มีกำลังแรงขณะนั้น องค์ธรรมคือสัมมาสติ จะเฝ้าตามดูอย่างเอาใจใส่ ประคับประคองด้วยอำนาจ ฌาน บุคคลที่ผ่านการปฏิบัติจนชำนาญแล้ว เรียกองค์ฌานประเภทนี้ว่า ฌานกีฬา
-สุดยอดของกรรมฐานคือ การเข้าถึง สติปัฎฐาน4 ใน กาย-เวทนา-จิต-ธรรม
- การหลับตาเป็นการปิดรูป ไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ เปิดเพียง หู-โสตะวิญญาณ-สัททารมณ์, จมูก-ฆานะวิญญาณ-คันธารมณ์, ลิ้น-ไม่มีการทำงาน, กาย-กายวิญญาณ-ผัสสารมณ์ และ ใจ-มโนวิญญาณ-ธรรมารมณ์ ทั้ง6 ทวารทำงานเพียง4 ทวาร การหลับตาจึงเป็นการทำงานของใจ(จิต-เจตสิก)โดยเฉพาะ หนักทาง สัญญา กับ สังขาร(เจตสิก50 ตัวที่เหลือ) ส่วนกาย ทำงานหลักๆทาง หูกับเสียง, และรูปกายกับการสัมผัสจากภายนอก เช่นมดกัดยุงกัด อากาศร้อน-อุ่น-หนาวเย็น เป็นต้น
-เวทนา(เวทนาขันธ์=ความรู้สึกชอบ/โลภะ/ราคะ-ไม่ชอบ/โทสะ/โกรธะ-เฉยๆ/อาการที่ทนได้เป็นปกติของบุคคลนั้นๆ) จะทำงานหนักกรณี เสียง กับ สิ่งที่มาสัมผัสร่างกาย จนเกิดอารมณ์ ชอบ-ไม่ชอบ เท่านั้น ถ้าพอทนได้ ใจ ที่มี ธรรมมารมณ์ ของ นึก กับ คิด หรือ อรูปฌาน( ที่ถูกเก็บกด เพราะตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย ทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ปกปิดการทำงานของใจโดยสิ้นเชิง) จะแสดงบทบาท ณ อริยาบทนี้
3. เป็นข้อสังเกตุประการหนึ่ง ของความขัดแย้งระหว่างพระ-ฆารวาส สายปัญญา-อภิธรรม กับพระ-ฆารวาส สายปฏิบัติมาก-ปริยัติน้อย คำตอบคือถูกทั้ง2 ฝ่าย แต่ถูกที่สุดคือ อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น ต้องไม่ตึงเกินไปทั้ง2 ฝ่าย ฝ่ายใดจะนำสาระสำคัญของ ปริยัติ และปฏิบัติ มาประยุกต์ใช้กับตนเองให้ถึงเป้าหมายมี พระนิพพาน เป็นที่สุด ก่อนเผยแผ่ยังบุคคลอื่นต่อไป อย่างไรก็ตามผู้เข้าถึง พระนิพพาน ควรเข้าใจ พระนิพพาน ให้ถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้น การสอนธรรมะในพระพุทธศาสนา จะได้ผลเพียง ตายแล้วไม่เกิด ความเกิดเป็นทุกข์ และวิปัสสนาขัดขวางการพัฒนาบ้านเมือง
4. เมื่อผู้ปฏิบัติได้เจริญสติปัฎฐาน4 ชำนาญดีแล้ว นำพระไตรลักษณ์มาพิจารณาประกอบ ว่าด้วย อนิจจัง/ความไม่เที่ยง ทุกขัง/ความทนในสภาพเดิมได้ยาก และอนัตตา/ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่บุคคลเราเขา จากความเห็นผิดแต่เดิมๆว่านี่ก็ของเรา นั่นก็ของเรา ของลูกเรา ของบ้านเรา ของจังหวัดเรา ของชาติเรา ฯลฯ ทั้งหมดที่เป็นเราก็คือ อัตตา นั่นเอง เจ้าตัวอัตตานี่แหละที่ทำให้ผู้นั้น มองสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ว่าต้องเที่ยงแท้ถาวร(นิจจัง) ต้องไม่เปลี่ยนแปลง(อทุกขัง=สุขัง) แม้ใจหนึ่งจะยอมรับว่าเป็นอนัตตา(ปัญญา/วิชชา)เพราะมองเห็นอยู่ แต่อีกใจหนึ่งรับไม่ได้เพราะสิ่งแวดล้อมมันมองเหมือนๆกัน ถ้ายอมรับจะเสียเปรียบอ่อนแอเสียศักดิ์ศรี อันเป็นลักษณะของ โมหะ/อวิชชา เข้าครอบงำ
5. ตรงนี้จึงอยู่ที่ว่าผู้ใดได้รับการพัฒนาทางจิตวิญญาณจากกระบวนการใด ถูกหรือผิด ตรงทาง หรือไม่ตรงทาง มีกัลยาณมิตร หรือบาปมิตร
6. พระพุทธองค์ทรงแยกรูป กับนาม หรือขันธ์5 เป็นส่วนๆคือ
รูป แยกเป็น4 ส่วนหยาบๆ ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ
นาม แยกเป็น4 ส่วน ประกอบด้วย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
7. นี้คือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และพิสูจน์ทราบด้วยพระปัญญาของพระองค์เองว่ารูปกับนาม ยังมิใช่เป็นหนึ่งเดียว แต่ละส่วนก็ตั้งอยู่บนกฎธรรมชาติ(ไตรลักษณ์)ทั้งสิ้น คิดง่ายๆรูป4 นาม4 รวมเป็น8 ทั้ง8 กองก็8 ทุกข์ไปแล้ว มันเป็นอนัตตา มันมิใช่ตัวตนที่ใครๆจะไปยึดไปถือ แต่พวกเราหลงผิด ไปยึดสิ่งที่มิใช่ตัวตน(อนัตตา) ว่าเป็นตัวตน(อัตตา) โลกถึงได้วุ่นวายอยู่นี่ไง...แบกทุกข์ว่าเป็นสุข ทั้งๆที่รู้ว่าทุกข์ไม่ใช่สุข จะเรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว คงไม่ผิด และทรงชี้ทางให้ปวงเวไนยสัตว์เดินตามด้วยพระมหากรุณาคุณยิ่ง พวกเราจงเดินตามและพิสูจน์ทราบด้วยตนเอง ถ้าเดินถูกทาง ก็จะพบทางพ้นทุกข์ มีบรมสุขเป็นเป้าหมายสุดยอดเป็นรางวัลเช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้มา
8. ฉะนั้นการเข้าถึงวิปัสสนากรรมฐาน(ภาคปฏิบัติ) จะเห็นไตรลักษณ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ปฏิบัติโดยต่อเนื่อง เช่นเดียวกับทุกวัน ที่ตื่นขึ้นมาต้องแปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำ นั่นแหละ เมื่อไตรลักษณ์ปรากฏชัดเจน ปราศจากข้อสงสัย แม้การเป็นอยู่ในชีวิตจริงที่ต้องลืมตา มีชีวิตร่วมกับสังคมที่หลากหลาย
9. การเจริญสติปัฎฐาน4 และเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ ในชีวิตจริง จะพิสูจน์ทราบได้ด้วยตัวเองว่า อนิจจังก็คือนิจจัง หมายความว่าความไม่เที่ยงนี้แน่นอนแน่ๆคือ เที่ยง
ทุกขังก็คืออทุกขังหรือสุขขัง หมายความว่าความทนสภาพเดิมไม่ได้อย่างไรก็ทนสภาพเดิมไม่ได้อย่างนั้น ไปกลัวอะไรกับทุกขังที่เกิดขึ้นแล้ว กับทุกขังที่กำลังเกิด และทุกขังที่กำลังจะเกิดในอนาคต เมื่อรู้สภาพความเป็นจริงหรือ สภาพความเป็นจริงปรากฏ ยิ้มได้เมื่อภัยมา จึงเป็นนิยามธรรมที่ตรงที่สุด ในเมื่อ ยิ้มคือความสุข ภัยคือความทุกข์
10. ทุกข์ของพุทธ มี2 ประเภทคือ ทุกข์ประจำ(สภาวทุกข์) กับทุกข์จร(ปกิณกทุกข์)
- ทุกข์ประจำ ได้แก่ การเกิด(ชาติ) การแก่(ชรา) และการตาย(มรณะ)
- ทุกข์จร ได้แก่ ความปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง(โลภะ) ความประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก(โทสะ) และความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก(โมหะ)
11. ถ้าทุกข์จรทั้ง3 มีแต่ความสมหวัง ประสบแต่สิ่งที่รักที่ชอบใจถูกใจ และไม่มีวันพรากจากกัน พระพุทธองค์คงจะใช้ชื่อ สุขจริง ไม่ใช่สุขจรอีกต่างหาก พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องมาตรัสรู้อะไรอีกต่อไป เมื่อสุขจริง แบบโลกๆเป็นไปไม่ได้ มันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น พวกเราจึงจำเป็นต้องรู้ ต้องเข้าใจ ต้องเข้าให้ถึง และพัฒนาๆๆๆจนกว่าชีวิตจะหาไม่
12. อาการที่ปรากฏเป็นรูปธรรมของทุกข์คือ ความคับแค้นใจ อาการคร่ำครวญ โศกเศร้า เสียใจ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
13. ทุกข์ประจำ พระบรมศาสดาแก้ไขไม่ได้ ทางโลกหรือทางวิทยาศาสตร์อาจอำพรางความแก่ได้ แต่ก็ไม่พ้นความตายแน่นอน
14. ทุกข์จร พระบรมศาสดาทรงแก้ไขได้ จากการตรัสรู้ อริยสัจจ4 ทรงค้นพบ กฎธรรมชาติโลก(ไตรลักษณ์) ทรงค้นพบ ขบวนการทุกข์(ปฏิจจสมุปปบาท) พระพุทธองค์ทรงค้นพบและจากผลการปฏิบัติด้วยพระองค์เองจนรู้แจ้งกองทุกข์ทั้งปวง จึงทรงพระมหากรุณาคุณต่อปวงเวไนยสัตว์ชี้นำทางพ้นทุกข์ เข้าถึงบรมสุข โดยไม่มีประมาณ
15. การเจริญในสติปัฎฐาน4 การเห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์ จนได้ดวงตาเห็นธรรม ผ่านขบวนการพัฒนาจิตวิญญาณจาก คน เป็นมนุษย์(เบญจศีล-เบญจธรรม) เทวดา(หิริ-โอตตัปปะ) พรหม(องค์ฌาน4/รูปฌาน/รูปพรหม/-องค์ฌาน8/อรูปฌาน/อรูปพรหม/) สู่โลกุตตรธรรม มีพระโสดาบัน พระสกะทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ตามลำดับ
16. จิตวิญญาณ ที่พัฒนาจนได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงโลกุตตรธรรม มีพระนิพพาน(บรมสุข)เป็นอารมณ์ แม้ระดับพระอริยบุคคลขั้นต้น ย่อมยังประโยชน์ตน ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล ชุมชน สังคม ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต่อสังคมโลกไม่มีประมาณ ก็เพราะลด ละ เลิก ปล่อยวาง หลุดพ้น จากอัตตา(ความเห็นแก่ตัว) ไปสู่อนัตตา(ความไม่เห็นแก่ตัว )นั่นเอง
17. นี้คือหลักการกว้างๆในการเจริญสติปัฎฐาน4 และการเข้าถึงพระไตรลักษณ์ เพื่อการหลุดพ้นจาก กามาวจรภูมิ หรือกามภูมิ(คน-มนุษย์-เทวดา) ไปสู่รูปภูมิ /รูปพรหม และ อรูปภูมิ/อรูปพรหม สุดท้ายที่ โลกุตตรภูมิ(พระโสดาบัน-พระสกะทาคามี-พระอนาคามี-พระอรหันต์) มีพระนิพพาน(บรมสุข)เป็นรางวัลสูงสุดของจิตวิญญาณในชีวิตนี้
18. อธิบายเพิ่มเติม –(1.) ถ้ามีเวลา30 นาที ให้แบ่งเวลา
- ไหว้พระสวดมนต์ และเดินจงกรม20 นาที นั่งกรรมฐาน10 นาที(ท่าที่ถนัด ท่าใดท่าหนึ่ง)
- (2.) ถ้ามีเวลา60นาที ให้แบ่งเวลา
- ไหว้พระสวดมนต์ และเดินจงกรม 20นาที นั่งกรรมฐาน40 นาที(8ท่าๆละ5นาที)
- (3.) ถ้ามีเวลา120นาที(หรือ2ช.ม.)ให้แบ่งเวลา
- ไหว้พระสวดมนต์ และเดินจงกรม 40 นาที นั่งกรรมฐาน80 นาที (8ท่าๆละ10 นาที )
- (4.) การปฏิบัติกรรมฐาน ยืดหยุ่นได้ ตามกำลัง และความเพียรของแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ข้อสำคัญคือ ควรปฏิบัติทุกวัน (อาจเป็นช่วงเช้ามืดหลังตื่นนอน จะดีมาก เพราะร่างกายพักผ่อนเต็มที่ สิ่งรบกวนจากภายนอกมีน้อย เป็นการปลุก สติ ก่อนเผชิญสถานการณ์จริง แต่ถ้าช่วงเช้ามืดไม่สะดวก อาจปฏิบัติช่วงก่อนนอนก็ได้ (จะดีน้อยกว่าเช้ามืด เพราะร่างกายอาจง่วงนอน-อ่อนเพลียจากการทำงานทั้งวัน หรือบางครั้งสติตื่นตัวทำให้นอนไม่หลับก็มี) อย่างไรก็ดี การปฏิบัติไม่มีข้อจำกัดใดๆ แล้วแต่ความถนัดหรือความพร้อมของผู้ปฏิบัติเอง ขออย่างเดียว อย่าเกียจคร้าน
พยายามปฏิบัติให้ได้ทุกวัน ด้วยความเพียร(ระวัง-กำจัด-ฝึกหัด-รักษา) และอดทน
ขยันบันทึกเวลาปฏิบัติธรรม สิ่งที่ปรากฎระหว่างปฏิบัติฯ(เท่าที่สามารถจำได้)
เป็นการป้องกันความจำเสื่อม ควรบันทึกชีวิตประจำวัน เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้(ทำแล้ว กำลังทำ จะทำ)
สักวันหนึ่ง"ปิ๊ง แว่บ" (ญาณ-ปัญญา) จะเป็นรางวัลชีวิตอย่างอัศจรรย์ สำหรับผู้มีสัจจะ
ขอให้โชคดีทุกๆท่าน


ขออภัยที่ใช้พื้นที่สิ้นเปลืองมาก กรุณาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วกัน

พลโทษรรค์ ทวีราชทรัพย์ [สมุทรสงคราม] ส่งเมล์ถึง พลโทษรรค์ ทวีราชทรัพย์ [ 29 ธ.ค. 2551 เวลา 09:30 น. ]

" หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมมโม ครูแห่งจิตวิญญาณ คนแรกของผม"
ท่านเป็นครูผู้ให้กรรมฐานองค์แรกกับผม ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ท่านเป็นนักสอบอารมณ์ชั้น๑ ใครจะเข้าถึงหลวงพ่อต้องอดทนและใจเย็น เคยแนะนำคนนับถือกันหารือปัญหาเรื่องการปฏิบัติธรรม ไปพบหลวงพ่อ ๓ ครั้ง แต่หลวงพ่อทำเหมือนไม่สนใจ ไปทีไรบอกว่าหลวงพ่อหันข้างให้ทุกครั้ง เลยหมดศรัทธา หันไปปฏิบัติแนวสันติอโศก ตั้งร้านอาหารมังสวิรัติ ที่ลพบุรี ปฏิบัติทั้งครอบครัว
ผมเองใช้เวลา ๓๐ปีจึงเข้าใจ ว่าวิชากรรมฐานจำเป็นต่อชีวิตเรามากๆ ท่านเป็นองค์แรก ที่ทำให้ผมโกรธ-เกลียดท่าน และรู้ภายหลังว่า"อัตตา"มันหนาแน่นอยู่ในตัวเรา ตั้งแต่นั้นมาจึงเข้าใจ"กิเลส"คืออะไร
ปี๒๕๔๘ ปฏิบัติธรรมโครงการ ทบ. ๗วันที่วัดอัมพวัน คิดการเดินจงกรมนอกกรอบครู โดยกำหนดลมหายใจร่วมกับการเดินจงกรม ทำนองเดียวกับการยิงปืนทางทหาร คือเมื่อเล็ง"ที่หมายนั่งแท่น"แล้ว สูดลมหายใจเต็มปอด ลึกๆ ช้าๆ "กลั้นลมหายใจ" เหนี่ยวไกปืน แล้วค่อยๆ"ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ"
การเดินจงกรมเช่นกัน ทุกอริยาบทที่มีการเคลื่อนไหว เปรียบการ"เหนี่ยวไกปืน" เมื่อหยุดการเคลื่อนไหว จึงผ่อนลมหายใจออกให้ช้าที่สุด โดยปล่อยลมทางปาก(เหมือนผิวปาก) ภาวนา"หนอ........"ในใจ
เทคนิคคือ ขณะหายใจเข้า เอาสติตามดู"ลม" ทำความรู้สึกคล้าย เติมน้ำลงแก้ว จากก้นแก้วค่อยๆขึ้นปากแก้ว เวลาขยับอริยาบท ก็เอาสติ ตามดูอาการที่ขยับ พอสุดระยะอริยาบท หายใจออกก็เอาจิตตามดู ลมหายใจที่ออกทางปาก ทำความรู้สึกคล้ายรินน้ำจากปากแก้ว ค่อยๆลงจากปากแก้วลงก้นแก้ว ใช้ลักษณะนี้จนหมดเวลาเดินจงกรม [หลักการ-ช้าๆได้พร้าเล่มงาม-slowmotion] จนถึงท่านั่ง ๆ พิจารณาลมหายใจตามปกติ โดยทำความเข้าใจว่า
" การนึก คือเรื่องอดีต เป็น สัญญา (๑/๕๒เจตสิก) [past continuous]
การคิด คือเรื่องอนาคต เป็น สังขาร (๕๐/๕๒เจตสิก เว้นเวทนาเจตสิก และสัญาเจตสิก)[future continuous]
การกำหนด คือเรื่อง ปัจจุบัน เป็น วิญญาณ หรือจิต [present continuous]"
และพัฒนาการนั่งจากท่าเดียว(สมาธิ ๒ชั้น) เป็น ๘ท่า ได้แก่ ๑.สมาธิ๒ชั้น ๒.สมาธิเพชร ๓.ท่าพับเพียบ(พับข้อเท้า) ๔.สมาธิชั้นเดียว
ท่าที ๕-๘ เหมือนท่าที๑-๔ เพียงสลับข้าง
ประโยชน์ปัจจุบัน จาก๘ ท่านั่งใช้กับ ไปทำบุญทุกวันพระ แทนนั่งพับเพียบอย่างเดียว
การแนะนำครั้งนี้มิใช่เป็นการปฏิวัติแนวทางครูโบราณแต่ประการใด เป็นผลจากการปฏิบัติต่อเนื่อง(จนกว่าชีวิตจะหาไม่) จึงคิดท่าเดินจงกรม กับการนั่งกรรมฐาน ซึ่งบังเอิญถูกจริตตนเอง
เดิมเคยมีความรู้สึกว่า จำเป็นต้องปฏิบัติกรรมฐานไหม ทำไปทำไม สายอาจารย์พุทธทาส ท่านเจ้าคุณป.อ. ปยุตฺโต ท่านว. วชิรเมธี อ.สุจินต์ บริหารวนเขต ก็ไม่เน้นเรื่องกรรมฐานนัก เน้นแต่การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐานเกิดตั้งแต่ตื่นนอน ถึงเข้านอน และสังเกตุว่าพระสงฆ์ปัจจุบัน ไม่เอาจริงเอาจังกับวันพระกันเลย หาผู้หลักผู้ใหญ่เข้าวัดวันพระ แทบไม่มีไม่มี ทั้งประเทศไทย ประเทศไทยอาจเป็น"ทิศาปาโมก"แบบอินเดียโบราณก็ได้
แนวคิด พุทธศาสตร์/พุทโธโลยี ด้วยเหตุผลทาง วิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี บนหลักการ "อเทวนิยม"
วิถีพราหมณ์ คือชาติภูมิทั้ง๓(ไตรภูมิ) ได้แก่ กามภูมิ(อบายภูมิ มนุษย์ภูมิ เทวภูมิ) รูปภูมิ(รูปพรหม) อรูปภูมิ(อรูปพรหม) เป็นบุคคลาธิษฐาน(เป็นตัวเป็นตน) มีปรมาตมัน คือนิพพานสูงสุดของพราหมณ์(อยู่ในชั้นอรูปภูมิ)
วิถีพุทธ คือชาติภูมิทั้ง๔ ได้แก่ไตรภูมิของพราหมณ์ และต่อยอดด้วยภูมิที่๔ คือ"โลกุตตรภูมิ" เป็น"ธรรมาธิษฐาน"(เป็นการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เพื่อกำจัดความพ้นทุกข์(บรมทุกข์) จากกิเลส๑๕๐๐ ตัณหา๑๐๘ ไปสู่บรมสุข บนหลักการ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว)
นิพพาน คือเป้าหมายสูงสุดทางพุทธศาสนา มี๒ ลักษณะคือ "นิพพานังปรมังสุขขัง และนิพพานังปรมังสูญญัง"
ประโยชน์ผู้ครองเรือน ที่เข้าถึง"โลกุตตรธรรม หรือได้ดวงตาเห็นธรรม" คือการลดละความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เอาชนะใจตนเอง จิตใจรู้จักพอเพียง เหมาะสำหรับผู้นำสังคม ทุกระดับชั้น
ประโยชน์ นักบวช คือพระอริยสงฆ์ ผู้รักษาพระธรรมวินัย อย่างเคร่งครัด และเผยแผ่คำสั่งสอนที่เป็นประโยชน์แก่มหาชนให้พ้นทุกข์ เพื่อรักษาพระศาสนาให้ยั่งยืนสถาพร ตลอดกาลนาน
ผู้รู้ผูกโครงสร้างพระไตรปิฎก ไว้ ๓ ลักษณะคือ
๑. พระวินัย คือข้อควรละเว้น และข้อควรปฏิบัติทางกาย วาจา ของผู้ครองเรือน และนักบวช ตั้งแต่ศีล๕(ผู้ครองเรือนทั่วๆไป) ศีล๘(อุบาสก อุบาสิกา) ศีล๑๐(สามเณร) ศีล๒๒๗(นักบวช) และศีล๓๑๑(ภิกษุณี ครั้งพุทธกาล ปัจจุบันไม่มี เนื่องจากไม่มีใครชี้ผิดชี้ถูกได้ นอกจากพระพุทธองค์)
๒. พระสุตตันปิฎก ว่าด้วยการเข้าถึงคุณธรรม ความดีงามทางจิตใจ แนวบุคคลาธิษฐาน เช่นชาดกต่างๆ(การเผยแผ่พระศาสนาในครั้งพุทธกาล อยู่ท่ามกลางวิถีพราหมณ์ และเจ้าลัทธิสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลาย จำเป็นต้องใช้กุโศลบาย ที่พราหมณ์ และเจ้าลัทธิต่างๆนิยมใช้กัน เพื่อสื่อความหมาย และความเข้าใจง่ายๆ)
๓. พระอภิธรรม เป็นปรมัตถ์ธรรม ว่าด้วยธรรมะ ล้วนๆ เป็น”ธรรมาธิษฐาน” ประกอบด้วย จิต เจตสิก รูป นิพพาน เท่านั้น
การจะเข้าถึงปรมัตถ์ธรรมได้ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ จากพระวินัย และพระสุตตันปิฎกมาตามลำดับ พระพุทธศาสนาจึงเน้นการศึกษาก่อน การปฏิบัติ ที่เรียกว่า”ปริยัติ(เข้าใจ) ปฏิบัติ(เข้าถึง) ปฏิเวธ(ผลที่ได้ สู่การพัฒนายิ่งๆขึ้น)”
ครับอย่างไรๆผมก็ได้วิชากรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ นี่แหละครับ ยิ่งปฏิบัติยิ่งเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างที่ องค์การสหประชาชาติ รับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากลของโลก รับว่าวันวิสาขะบูชา เป็นวันสำคัญของโลก และให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก
เราจะรักษาความดีเหล่านี้คู่โลกอย่างไรดีครับ

พลโทษรรค์ ทวีราชทรัพย์ [สมุทรสงคราม] [ 28 ธ.ค. 2551 เวลา 11:44 น. ]

อยากทราบตารางปฏิบัติธรรมของเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2552 แบบ 7 วัน ใครทราบบ้างช่วยตอบทีค่ะ



ที่ new-goy@hotmail.com

new-goy [ชลบุรี] ส่งเมล์ถึง new-goy [ 20 ธ.ค. 2551 เวลา 12:15 น. ]

อยากทราบตารางปฏิบัติธรรมของเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2552 แบบ 7 วัน ใครทราบบ้างช่วยตอบทีค่ะ

new-goy [ชลบุรี] ส่งเมล์ถึง new-goy [ 20 ธ.ค. 2551 เวลา 12:13 น. ]

ขอcdธรรมะของหลวงพ่อจรัญ+อาจารย์สมภพ ด้วยซิคับ ช่วยส่งมาที่วัดสวนสวรรค์ ต.หนองม่วง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี

นายทนง จันดี [ลพบุรี] ส่งเมล์ถึง นายทนง จันดี [ 19 ธ.ค. 2551 เวลา 18:43 น. ]

นอนอยู่ ปรากฏว่ามีแสงสว่างมากเจิดจร้าบนหัวทำไห้ตกใจ มันคืออะไร ครับ

สงสัย [ชลบุรี] ส่งเมล์ถึง สงสัย [ 12 ธ.ค. 2551 เวลา 13:32 น. ]

สำหรับท่านสนฺตมโน นาม
ที่แจก cd เป็นธรรมทาน นั้น ถ้าจะกรุณาช่วยสงเคราะห์ส่งเรื่อง
1.คิริมานนทสูตร พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน
2.สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังราช
3.หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
4.หลวงปู่ดุล อตุโล
5.พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
7.VCD พุทธสังเวชนียสถาน
8.พระอาจารย์อัครเดช(ตั๋น)
9.หลวงปู่เจี๊ย จุนฺโท
10.พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
14.หลวงปู่สุวัชน์ สุวโจ
15.หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
17.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
18.หลวงปู่สมชาย ฐิตฺวิริโย
20.พระครูเกษมธรรมทัต
22.พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)
24.หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
25.พระไตรปิฎกทั้ง 3 ชุด
26.ท่านพ่อลี ธมฺธโร
31.หลวงปู่จันทา ถาวโร
32.พระอานนท์ พุทธอนุชา
33.ธรรมะในธรรมบทเล่ม1-4(เรื่องราวของพระพุทธเจ้ากับบริษัท4น่าสนใจ)
34.หลวปู่เหรียญ วรลาโภ
35.หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
36.หลวงพ่อสมภพ โชติปญฺโญ
ช่วยส่งมาที่
นายชูเดช ละอองเอก
77 ถนนศรีภูมิ ต.ศรีภูมิ
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทร0815942278

ชูเดช [เชียงใหม่] ส่งเมล์ถึง ชูเดช [ 3 ธ.ค. 2551 เวลา 20:05 น. ]

วัดสาขาของหลวงพ่อจรัญในขอนแก่นสำหรับท่านที่สนใจ คือ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน เลขที่ 6 หมู่ 15 ต.บ้านค้อ อ.เมือง ขอนแก่น 40000 ไม่ไกลจากตัวเมืองค่ะ

ศศิธร [ชลบุรี] [ 2 ธ.ค. 2551 เวลา 12:38 น. ]

อยากจะไปกราบนมัสการหลวงพ่อสักครั้ง อยากให้ท่านช่วยดู เห็นหนอ ให้กระผมหน่อยครับ ผมสร้างเวรกรรมมาเยอะเหลือเกินชีวิตที่ผ่านมา เผื่อจะได้ชดใช้กรรมจากหนักเป็นเบา และชีวิตในอนาคตด้วยว่าจะเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวรับมือถูกน่ะครับ และอยากรู้ว่าแม่ของผมท่านอยู่ภพภูมิใด จะพอมีทางช่วยท่านได้บ้างไหม รวมทั้งญาติทั้งหลายของผมด้วย
แล้วจะไปหาท่านได้ยังไง นั่งรถสายไหน ผมอยู่ ศรีราชา ชลบุรีครับ ทำงานอยู่ สนามกอล์ฟแหลมฉบังอินเตอร์ฯ

เนตรนรินทร์ [สระแก้ว] ส่งเมล์ถึง เนตรนรินทร์ [ 1 ธ.ค. 2551 เวลา 21:44 น. ]

อนุโมทนาสาธุครับ

นายณัฐวุฒิ ขุนเทพ [พิษณุโลก] [ 22 พ.ย. 2551 เวลา 20:41 น. ]

ขอสั่งซื้อCD ของหลวงพ่อจรัญด้วยคะ และหนังสือกฎแห่งกรรมด้วยค่ะ เพราะได้อ่านประวัติของหลวงพ่อและคำสั่งสอนแล้วประทับใจอยากได้ทั้ง CD และหนังสือด้วยค่ะ เพื่อเป็นแนวทางการในดำเนินชีวิต โปรดแจ้งค่าใช้จ่ายด้วยค่า

จันทร์หอม วังอินต๊ะ [เชียงใหม่] ส่งเมล์ถึง จันทร์หอม วังอินต๊ะ [ 19 พ.ย. 2551 เวลา 15:04 น. ]

ไปหาหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัล จ.สิงห์บุรี ได้อย่างไร? ผู้หญิงเดินทางคนเดียวอย่างไร? ขับรถเป็นแต่ไปไหนไม่ค่อยถูก ไป-มาสะดวก-ปลอดภัย ทางไหนดี ( ตอนไปบวชชีที่จ.ชัยนาท ) และได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับหลวงพ่อจรัญมาบ้าง สนใจ อยากศึกษา อยากไปกราบ-พบ-เจอท่านมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสไปเลยสักที

น.ส.จรัสพักตร์ จังหวะเพลง [สมุทรปราการ] ส่งเมล์ถึง น.ส.จรัสพักตร์  จังหวะเพลง [ 14 พ.ย. 2551 เวลา 11:32 น. ]

นิมิตว่าหลวงปู่จรัญไม่สบายนะเจ้าคะเลยตกใจนะเจ้าคะเห็นหลวงปู่ในนิมิตใครอยู่ใกล้หลวงปู่ช่วยส่งข่าวด้วนนะคะ

กฤติกา ชูสันติภาพศิริมรรคศิริพล [สุพรรณบุรี] ส่งเมล์ถึง กฤติกา   ชูสันติภาพศิริมรรคศิริพล [ 11 พ.ย. 2551 เวลา 08:50 น. ]

กราบนมัสการหลวงพ่อจรัญ
หนูอายุ14ปีได้รู้เรื่องราวและประวัติของหลวงมาหลายอย่าง
จากพี่สาวที่ไปวัดหลวงพ่อครอบครัวหนูมีความเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อมาก หนูก็เช่นกัน วันนี้หนูเรื่องมาถามหลวงพ่ออย่างหนึ่ง
ย่าหนูพึ่งตายไปเมื่อวันที่2พ.ย.หนูเสียใจมากอยู่เหมือนกัน
จึงอยากทราบจากหลวงพ่อว่าถ้าเกิดชาติหน้าหนูอยากจะพบย่าอีก อยากจะเจอย่าอีกครั้ง หนูพยายามสร้างกุศลและความดี
หนูจะมีสิทธิ์ได้เกิดไปเจอย่าอีกไหมค่ะหนูขอเรียนถามหลวงพ่อเท่านี้ค่ะ
แล้วแต่หลวงพ่อจะพิจารณาว่าจะตอบคำถามหนูหรือไม่
ขอบคุณค่ะ

ด.ญ.กานต์พิชชา [กรุงเทพ] ส่งเมล์ถึง ด.ญ.กานต์พิชชา [ 5 พ.ย. 2551 เวลา 13:35 น. ]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม-คำแนะนำ
ข้อความ * :
 
โดย * :
E-mail :
จังหวัด * :

ใส่รหัสความปลอดภัยด้วยครับ
 
   
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ DhammaTraining ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก เพลงธรรมะ เสียงธรรม
DhammaTube พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ ธรรมะในสวน สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org