อัฒมาสกราชา เขียนโดย สืบ ธรรมไทย


ครั้งหนึ่งก่อนที่ศาสนาของพระสมณโคดมจักปรากฏ สมัยนั้นมีบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีบ้านเรือนเป็นหลักเป็นแหล่ง อาศัยกำแพงเมืองกรุงพาราณสีทางด้านทิศอุดรเป็นที่พักกาย บุรุษผู้นี้ไม่มีความรู้ใด ได้แต่ใช้แรงกายเป็นเครื่องมือในการดำรงชีพ ไม่ว่าจักเป็นหาบน้ำแบกฟืน ตัดต้นไม้ดายหญ้า หากมีใครจ้าง เขายินดีทำให้ทั้งหมด

มีอยู่คราวหนึ่งเขาสะสมทรัพย์ได้ครึ่งมาสกไม่รู้จะเก็บไว้ไหน จึงแอบเอาไปฝังไว้ข้างกำแพงเมือง จากนั้นก็เร่ร่อนรับจ้างผู้คนไปเรื่อย จนมาถึงประตูเมืองด้านทักษิณ เลยไปได้ภรรยาอยู่ที่นั่นคนหนึ่ง ซึงก็เป็นหญิงเข็ญใจเช่นกัน สองผัวเมียต่างไม่มีความรู้ใด ดังนั้นจึงเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างผู้คนไปวันๆเหมือนกัน

วันหนึ่งตำบลที่เขาและนางอาศัยอยู่ได้จัดงานประจำปีขึ้น มีการออกร้านและว่าจ้างมหรสพจากต่างถิ่นมาแสดง บรรดาชาวเมืองที่รอเทศกาลนี้มาเป็นแรมปีต่างร่าเริงยินดี พากันประดับประดาบ้านช่องเพื่อต้อนรับเทศกาลกันอย่างคึกคัก ภรรยาบุรุษเข็ญใจเมื่อเห็นชาวบ้านต่างตั้งท่าเตรียมตัวจักไปเที่ยวงานในยามค่ำคืน จึงถามสามีขึ้นว่า“ ท่านพี่! ค่ำนี้ชาวเมืองเขาจักมีการละเล่นกัน พี่พอจักมีทรัพย์ติดตัวบ้างหรือไม่? น้องจักได้นำไปจับจ่ายเล่นหัวกับเขาบ้าง ”

ชายผู้เป็นสามีพอฟังก็นิ่งคิดอยู่ครู่ จากนั้นจึงตอบว่า“ ทรัพย์นั้นมีอยู่ดอกน้องหญิง ประมาณครึ่งมาสก แต่มันฝังอยู่ที่กำแพงเมืองทิศอุดรโน่น หากจะไปเอาก็ต้องเดินถึง ๑๒ โยชน์ทีเดียว น่าเสียดายจริงๆ! ”

ภรรยาพอฟังก็ให้แสนดีใจ รีบบอกไปว่า “ ถึงไกลก็จะเป็นไรไปเล่า? ท่านพี่รีบไปเอามาเถอะ! ที่ติดตัวน้องเวลานี้ก็มีอยู่ครึ่งมาสกเช่นกัน เดี๋ยวน้องจะนำไปซื้อดอกไม้ส่วนหนึ่ง ของหอมส่วนหนึ่ง ส่วนของพี่เอาไว้ซื้ออย่างอื่น แล้วคืนนี้เราจักได้เล่นมหรสพกับชาวบ้านให้เป็นที่สนุกสนาน เพราะนานทีจักมีสักครั้ง! ” ภรรยาผู้มีใจรักการสนุกพยายามพูดหว่านล้อมสามีเพื่อไปเอาทรัพย์มาให้นางใช้จ่าย

ถึงคราวอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลจักให้ผล บุรุษเข็ญใจพอฟังภรรยาบอกก็มีจิตยินดี รีบเดินทางไปเอาทรัพย์ทันที! ระหว่างทางเขานึกถึงความสนุกในยามค่ำก็เกิดครึ้มใจ จึงเดินไปพลางร้องเพลงไปพลางอย่างสบายอารมณ์ หลังจากเดินไปได้กว่าครึ่งเวลานั้นเป็นยามเที่ยงวันพอดี แสงอาทิตย์ที่ส่องมาต้องพื้นผิวทางหลวงหากผู้ใดมิได้สวมรองเท้าแล้วออกไปเหยียบย่ำล่ะก็? รับรองว่าต้องโดดโหยงทันที เพราะมันไม่ต่างอะไรกับขี้เถ้าในเตาดีๆนี่เอง! แต่บุรุษผู้มีมือเปล่าเท้าเปลือยกลับมิได้รู้สึกรู้สาใดๆ ซ้ำยังครวญเพลงหงุงหงิงอยู่ในลำคออีกต่างหาก

เขาเดินไปบนเส้นทางอันร้อนผ่าวจนกำลังจะผ่านหน้าพระลานหลวงอันเป็นที่ตั้งของพลับพาที่ประทับ ขณะนั้น พระเจ้าอุทยราชา กษัตริย์ผู้ครองกรุงพาราณสีกำลังประทับอยู่ในพลับพาพอดี พระองค์พอทรงเห็นท่าทางของเขาที่เดินร้องเพลงอย่างมีความสุขก็ให้ทรงรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาทันที จึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษไปเชิญตัวเขาเข้ามา พอมหาดเล็กพาเขามาถึงจึงตรัสถามไปด้วยน้ำพระเสียงที่กรุณาว่า “ ดูก่อนบุรุษ! ไฉนท่านจึงสามารถร้องเพลงได้ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุเล่า? ท่านจักไปยังที่แห่งใด? พอจักบอกให้เรารู้ได้มั้ย? ”


บุรุษเข็ญใจเมื่อฟังพระดำรัสจึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทกำลังจะไปนำทรัพย์ที่ฝังไว้ข้างกำแพงเมืองทิศอุดรกลับไปให้ภรรยาใช้จ่ายในการละเล่นมหรสพคืนนี้ พระพุทธเจ้าข้า! ” พระราชาครั้นทรงสดับก็ทรงรู้สึกสนุกสนาน จึง
ตรัสถามต่อไปอีก “ นี่แน่ะท่านผู้มีความรักในภรรยา! ทรัพย์ของท่านมีอยู่สักเท่าใด? สักพันกหาปณะได้ไหม? ” บรุษหนุ่มพอฟังจึงทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ทรัพย์ของกระหม่อมมีเพียงครึ่งมาสกเท่านั้น! ”

พระเจ้าอุทยราชาเมื่อทรงสดับก็ถึงกับทรงอุทานออกไป “ อะไรกัน! ทรัพย์เพียงครึ่งมาสกท่านก็ยอมทนฝ่าเปลวแดดเดิน ไปเอาเทียวรึ? ท่านนี่ช่างอุตสาหะจริงๆ! ” ชายเข็ญใจพอฟังจึงทูลว่า “ ขอเดชะ! ความร้อนแห่งแสงอาทิตย์ฤาจักเทียบกับความร้อนแห่งราคะความรักในภรรยานั้น หาเทียบได้ไม่! ข้าพระบาทยินดีจะไปนำทรัพย์มาให้นางใช้จ่ายในการละเล่นมหรสพคืนนี้พระพุทธเจ้าข้า ” สมเด็จพระราชาครั้นได้ทรงสดับวาจาคำอันคมคายของบุรุษเบื้องหน้าก็ถึงกับทรงพระสรวลขึ้นมาทันที ทรงรู้สึกการที่ได้โต้ตอบถ้อยคำกับบุรุษผู้นี้มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกเสียนี่กระไร ดังนั้นจึงตรัสถามไปอีก

“ ดูก่อนท่านผู้มีถ้อยคำอันไพเราะ! ขอท่านอย่าเดินฝ่าเปลวแดดให้มันเป็นที่เหนื่อยยากไปเลย เราจักให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่ท่านเอง แล้วจงรีบกลับไปหาภรรยาเพื่อเตรียมตัวสำหรับการละเล่นในคืนนี้เถิด” บุรุษเข็ญใจเมื่อฟังพระดำรัสจึงก้มลงกราบแทบเบื้องพระบาทด้วยรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้นจึงทูล “ ขอเดชะพระผู้ทรงด้วยพระเมตตา! การที่พระองค์ทรงให้ทรัพย์แก่ข้าพระบาทนั้น ก็เพราะน้ำพระทัยอันกรุณาที่ทรงมีให้ต่อพสกนิกร ดังนั้นข้าพระบาทจักขอรับทรัพย์นี้ไว้ แต่อย่างไรข้าพระบาทก็ยังจักไปเอาทรัพย์ที่ฝังไว้กลับมาเหมือนเดิม เพื่อมิให้ทรัพย์นั้นฉิบหายไปโดยเปล่าประโยชน์! ”

จอมราชาด้วยความที่ทรงเอ็นดูไม่อยากให้เขาเสียเวลาเดินทาง จึงออกพระโอษฐ์เพิ่มทรัพย์ขึ้นเป็นหนึ่งมาสก หวังจักให้เขารีบกลับไปหาภรรยา แต่บุรุษผู้มีใจมั่นคงหาได้ยอมกลับไปไม่ ยังคงยืนกรานจะไปเอาทรัพย์กลับมาเหมือนเดิม สมเด็จพระ ราชาธิบดีเมื่อทรงเห็นเขามีใจหนักแน่นไม่หวั่นไหวต่อทรัพย์ที่เพิ่ม ก็ยิ่งทรงรู้สึกเอ็นดูมากยิ่งขึ้น จึงทรงเพิ่มทรัพย์ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งถึงพันกหาปณะแต่ทว่าบุรุษเบื้องหน้าก็หาได้มีใจอ่อนลงไม่ ยังยืนยันจะไปเอาทรัพย์กลับมาให้ได้

เมื่อทรงเห็นความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ตั้งใจทำของเขา พระองค์ก็ทรงปลาบปลื้มตัวเขาจนถึงที่สุด! บัดนั้นเองโดยที่ไม่คาดคิด จอมกษัตริย์ผู้เปี่ยมพระทัยกรุณาก็ทรงลุกขึ้นจากพระแท่นที่ประทับ ทรงประกาศต่อเหล่าข้าราชบริพาร ณ ที่นั้นว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ขอพวกท่านจงพาสหายเราผู้นี้ไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดสะอ้าน ขัดสีฉวีวรรณให้ผุดผ่อง แลจงเอาเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์ตกแต่งให้เขา เสร็จแล้วรีบพากลับมาหาเราเป็นการด่วน! ”

บรรดาเสนาอำมาตย์พอฟังรับสั่งต่างก็ประหลาดใจกันไปตามๆกัน ไม่มีผู้ใดคิดว่าจอมราชันย์จักทรงรับสั่งเช่นนี้ แต่ก็หามีใครกล้าถวายคำคัดค้าน บุรุษสองนายซึ่งมีตำแหน่งต่ำสุดเมื่อเห็นท่านอำมาตย์ใหญ่พยักหน้าจึงพาชายเข็ญใจไปอาบน้ำตามรับสั่งทันที

หลังจากขัดสีฉวีวรรณเนื้อตัวที่มอมแมมจนสะอาดสะอ้าน ตัดแต่งทรงผมเล็บมือเล็บเท้าจนเรียบกริบ ราชบุรุษทั้งสองก็นำเครื่องทรงกษัตริย์มาสวมให้เขา จากนั้นจึงพากลับมาเข้าเฝ้าอีกครั้ง องค์ราชันย์เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นชายเบื้องหน้าในภาพลักษณ์ใหม่ดุจดั่งเป็นคนละคน ก็ให้ทรงสบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงรับสั่งให้เปิดประชุมเหล่าข้าราชบริพารเป็นการด่วนทันที!

เมื่อเหล่าเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองต่างมากันพร้อมหน้า สมเด็จพระราชาจึงทรงลุกขึ้นประกาศต่อที่ประชุมว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ชายที่อยู่ข้างเรานี้ถือเป็นผู้ที่มีปัญญา มีวาจาสัตย์ แลยังมีใจมั่นคงไม่กลับกลอก สมควรจักตั้งไว้ในฐานะใหญ่ ดังนั้นเราขอตั้งเขาขึ้นเป็นราชาครองกรุงพาราณสีร่วมกับเราครึ่งหนึ่ง แลถือเขาเป็นสหายนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป! ” พอจบพระบรมราชโองการก็ทรงรับสั่งให้เหล่าข้าราชบริพารเตรียมการสำหรับพระราชพิธีราชาภิเษกทันที!

นอกจากนั้นยังทรงพระราชทานนามให้เขาใหม่ว่า “ พระเจ้าอัฒมาสก” พร้อมทั้งทรงแบ่งเขตการปกครองให้ดูแล แหละพอทรงว่างจากราชกิจเมื่อใดพระองค์ก็จักเสด็จมาทรงสั่งสอนรัฏฐาภิปาลโนบายให้กับเขาด้วยตัวพระองค์เอง! จนต่อมาไม่นานพระเจ้าอัฒมาสกก็ทรงมีความชำนาญในการปกครองบ้านเมือง มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพระองค์เลย! แต่ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ล้วนแปรเปลี่ยนไปตามกฎไตรลักษณ์ โดยเฉพาะของจิตมนุษย์ มันช่างยากแท้หยั่งถึงจริงๆ!

หลังจากพระเจ้าอัฒมาสกขึ้นครองราชย์เป็นเวลาหลายปีผ่านไป วันหนึ่งพระเจ้าอุทยราชาทรงคิดถึงพระสหาย จึงทรงรับสั่งมหาดเล็กให้ไปทูลอัญเชิญราชาอดีตบุรุษเข็ญใจให้มาพักผ่อนคลายพระอิริยาบถร่วมกับพระองค์ในพระราชอุทยานหลวง หลังจากที่จอมราชาเสด็จโดยรอบพระอุทยานแล้วก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย จึงทรงล้มตัวบรรทมหลับใหลอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

เวลานั้นไม่รู้ผีร้ายตนใดได้เข้าดลจิตดลใจราชาอดีตคนแบกฟืน ทำให้เขาเกิดความคิดชั่วช้าขึ้นมา “ โอ้หนอ! การที่เราได้ครองสมบัติครึ่งหนึ่ง รู้สึกยังมิดีแท้! ด้วยจักรู้อย่างไรว่ากษัตริย์ผู้นี้จักไม่เรียกเอาสมบัติของพระองค์กลับคืนไปเล่า? อย่ากระนั้นเลย! ควรจักฉวยโอกาสอันประเสริฐนี้ปลงพระชนม์จอมราชาเสียดีกว่า จากนั้นก็สถาปนาตนขึ้นเป็นราชาแต่เพียงผู้เดียว จึงจักเป็นการดีที่สุด! ”

ฉับพลันที่บาปเกิดขึ้นราชาอดีตบุรุษเข็ญใจจึงดึงมีดสั้นขึ้นจากเอว หมายใจจักฆ่าราชาผู้แสนประเสริฐที่บรรทมอยู่ใต้ร่มไม้โดยพลัน ในห้วงความเป็นความตายนั้น! อุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลที่มีกำลังแรงกล้าก็เข้าดลจิตราชามืดบอดให้ทรงมีพระสติขึ้นมาทันที จึงทรงคำนึงขึ้น “ อหา! นี่เราเป็นบ้าอะไร? ไฉนจึงคิดทำกรรมอันใหญ่หลวงได้ถึงเพียงนี้? เดิมทีเราก็เป็นแค่คนเร่ขายแรงงาน ไร้เกียรติ์ไร้ศักดิ์ศรี แต่เพราะกุศลหนหลังจึงทำให้พระราชาผู้เปี่ยมพระเมตตาพระองค์นี้ ทรงยกฐานะจากยาจก ตั้งให้เป็นใหญ่ถึงขนาดครองเมืองครึ่งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังทรงรักใคร่ไว้วางพระทัยเป็นหนักหนา แล้วเหตุใดเราจึงจักมาเนรคุณพระองค์ได้เล่า?”

พอทรงนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่จอมราชันย์ทรงมีต่อตน พระขรรค์ที่ทรงเงื้ออยู่ก็ร่วงหล่นจากมือทันที แต่สักพักเจ้ากิเลสตัณหาก็ฉวยโอกาสเข้าครอบงำอีก ยั่วยุให้เกิดมักใหญ่ใฝ่สูง คิดจักครองราชสมบัติแต่เพียงผู้เดียว จึงก้มหยิบมีดขึ้นมา อีกครั้งหมายใจจักฆ่าจอมราชาอีก แต่อุปถัมภกกรรมที่ตั้งท่ารออยู่แล้วก็ไม่รอช้า รีบเข้ายับยั้งได้ทันท่วงทีเสียก่อน จึงพลันได้สติ แต่ผ่านไปสักพักก็เกิดความอยากอีก เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา จนพระองค์ทรงเกิดความสลดพระทัย ทรงดำริว่า

“ บัดนี้จิตเราได้ถูกกิเลสเข้าครอบงำเสียแล้ว ยามใดที่มันกำเริบก็จักพาเราให้กระทำชั่ว คิดฆ่าได้แม้แต่กระทั่งพระราชาผู้มีคุณ หากเรายังปล่อยให้เจ้ากิเลสครองใจอยู่ เห็นทีคงไม่แคล้วต้องลอบปลงพระชนม์พระราชาผู้ประเสริฐไม่วันใดก็วันหนึ่งเสียเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย! เราจงอย่าให้บาปอกุศลเข้าครอบครองใจเราได้อีกเลย! ” เมื่อทรงเกิดความไม่ไว้พระทัยในจิตแห่งตนแล้ว ราชาอดีตบุรุษเข็ญใจจึงทรงปลุกสมเด็จพระราชาให้ทรงตื่นจากบรรทม แล้วก็ทรงหมอบลงแทบบาทของจอมกษัตริย์พร้อมกับตรัสว่า“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ! ขอพระองค์ทรงลงโทษหม่อมฉันเถิดพระพุทธ เจ้าข้า!”

จอมราชาขณะบรรทมอยู่อย่างเป็นสุข อยู่ๆถูกปลุกให้ตื่นก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัย จึงตรัสถามไปว่า “ มีเรื่องใดฤาสหาย? ไฉนจึงขอให้เราลงโทษท่านเล่า? ” พระเจ้าอัฒมาสกพอทรงได้ฟังคำถาม จึงทรงเล่าเรื่องที่ตนมีจิตคิดร้ายหมายลอบปลงพระชนม์ตั้งแต่ต้นจนจบให้กับจอมราชันย์ได้ทรงทราบ พอเล่าจบแทนที่จอมกษัตริย์จะทรงพิโรธโกรธกริ้ว ที่ไหนได้กลับตรัส “ เอาเถิดสหาย ถ้าท่านปรารถนาจักเป็นราชาแต่เพียงผู้เดียว เราก็จักยกสมบัติครึ่งเราให้กับท่านก็แล้วกัน ส่วนเราขอลดฐานะเป็นเพียงอุปราชก็พอแล้ว อย่าวิตกไปเลย กลับวังกันเถอะเพื่อนรัก จักได้มีเวลาเตรียมงานกันเสียแต่เนิ่นๆ ”

ราชาอดีตบุรุษเข็ญใจเมื่อทรงเห็นถึงน้ำพระทัยอันแสนประเสริฐของพระเจ้าอุทยราชาแล้ว ก็ถึงกับทรงหลั่งน้ำพระเนตรออกมาอาบนองไปทั่วพระพักตร์ ทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไปกอดพระบาททั้งสองของพระราชาธิบดีเอาไว้จนแน่น ผ่านไปสักพักพอทรงตั้งพระสติได้จึงตรัสว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา บัดนี้ข้าพระบาทหามีความปรารถนาในราชสมบัติของพระองค์แม้แต่น้อย การที่ข้าพระบาทมีจิตคิดร้ายต่อพระองค์ ก็เพราะถูกตัณหาเข้าครอบงำ หากยังมิคิดแก้ไข ภายหน้าสืบไปเห็นทีคงต้องถูกเจ้าตัณหายั่วยุให้ก่อแต่กรรมทำแต่ชั่วไม่มีวันหยุดวันหย่อนเสียเป็นแน่ แหละพอถึงกาลแตก ดับก็คงไม่แคล้วต้องไปทนทุกข์อยู่ในอบาย!

ฉะนั้นขอพระองค์โปรดทรงรับเอาราชสมบัติของพระองค์กลับคืนไปเถิด ข้าพระบาทหาได้ต้องการมันแล้ว! ข้าพระบาทจักขอเข้าป่าไปบวชเป็นฤาษี ด้วยบัดนี้ได้เห็นซึ้งถึงภัยแห่งตัณหา เจ้าตัณหานี้หากผู้ใดครุ่นคิดถึงมัน มันก็จักเจริญงอกงามในใจผู้นั้น ทำให้เขาต้องไปสร้างบาปสร้างกรรมตามอำนาจของมัน ดังนั้นนับแต่นี้ไป ข้าพระบาทจักไม่ขอคิดถึงมันอีกเป็นอันขาด! ”

หลังจากที่ทรงกราบทูล พระเจ้าอัฒมาสกก็ทรงอัญเชิญพระเจ้าอุทยราชาเสด็จสู่พระนคร พอถึงก็ทรงรับสั่งให้ราชบุรุษออกไปป่าวประกาศว่าพระองค์จักทรงกระทำพิธีถวายพระราชสมบัติคืนให้กับสมเด็จพระราชาดังเดิม ขอให้ข้าราชบริพารตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ไม่ติดภารกิจมาประชุมพร้อมกันเพื่อเป็นสักขีพยาน

พอเสร็จพิธีก็ทรงมุ่งหน้าสู่หิมวันตประเทศแต่เพียงผู้เดียว ทรงเข้าป่าไปบวชเป็นฤษี ประพฤติพรตบำเพ็ญพรหมจรรย์อยู่ในป่าจนสำเร็จฌานสมาบัติ พอถึงกาลแตกดับด้วยอำนาจแห่งฌานที่ทรงบำเพ็ญได้ จึงนำให้พระองค์ทรงไปอุบัติเป็นพระพรหม สวยสุขอยู่บนพรหมโลกต่อไปอีกนานเท่านาน .

สืบ ธรรมไทย


DT013120  pt 
 DT013120 
 15 พ.ย. 2559 เวลา 07:47 น.
 

 เปิดอ่านหน้านี้  358 

 

 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest

 


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

สมาชิกธรรมะไทย








จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย