ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเนื่องในวันมาฆะบูชา 13-16 กพ. 57 ที่มูลนิธินิธิกร บางปู สมุทรปราการ เยื้องวัดอโศการาม
 UMP   9 ม.ค. 2557

1. สถานที่ตั้ง : ตรงข้ามกับสว่างคนิเวศสถาน เยื้องวัดอโศการาม เลยฟาร์มจระเข้ไปเล็กน้อย ติดริมถนน จากบางนาอยู่ด้านซ้ายมือ
(ไม่มีค่าใช้จ่ายแล้วแต่จะทำบุญค่ะ)

DT012174

UMP

9 ม.ค. 2557





2. บรรยากาศ :

มูลนิธินิธิกร ไม่ใช่วัด เป็นสถานที่ส่วนบุคคล ก่อสร้างแบบศิลปะชาวจีนแต่เน้นพระพุทธศาสนา ปกติจะใช้สวดมนต์แบบภาษาจีนทุกวันอาทิตย์ นอกเวลานั้นจะปิดไม่สามารถเข้าได้ และเริ่มเปิดให้ใช้สถานที่สำหรับการปฏิบัติธรรมปีนี้เป็นปีแรก ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งจะจัดทุกช่วงที่มีวันหยุดยาว

นอกเวลานั้นไม่สามารถเข้ามาที่นี่ได้ เพราะประตูด้านหน้าจะปิด มีห้องนอนกว่า 30 ห้อง บนเนื้อที่ 9 ไร่ เต็มไปด้วยสวนที่ตกแต่งไว้อย่างดี อากาศร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวจะไม่มีกลิ่นมาจากโรงงานหมดกังวลเรื่องนี้ได้ มีสนามหญ้าให้กางเต็นท์ มีศาลาใหญ่ให้กางมุ้งหากไม่ต้องการนอนในห้อง มีห้องน้ำพอเพียง สามารถบรรุคนได้นับพันบนสถานที่แห่งนี้ มีถ้ำพุทโธเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่สร้างไว้สำหรับการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ












































































"การเปิดอบรมการปฏิบัติธรรม ครั้ง 6 มูลนิธินิธิกร โดยแม่ชีเกณฑ์ 13 กพ.-16 กพ. 57"

ครั้งนี้จะรับเพียง 49 คนเท่านั้นและจะไม่มีการรับเพิ่ม (ขณะนี้มีผู้ลงชื่อจองแล้ว 14 คน) และมีเงื่อนไขดังนี้

1. ปิดวาจาทุกคน ไม่กินกาแฟ(เพื่อให้ได้สัมผัสกับสติที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง) ไมโล โอวัณติน โกโก้ น้ำผลไม้กล่อง ทานได้ ไม่นอนกลางวัน ห้ามใช้โทรศัพท์
2. แม่ชีเกณฑ์ ท่านจะเป็นผู้นำปฏิบัติและดูแลเองอย่างใกล้ชิด 24 ชม. ยกเว้นตอนนอน และสอบอารมณ์ทุกคนด้วยตัวของท่านเอง
3. ต้องมาเข้าร่วมขั้นต่ำ 3 วันเต็มหรืออยู่เต็ม 4 วัน จะลากรรมฐานในวันอาทิตย์ 16 กพ. บ่าย 3 โมงเป็นต้นไป
4. เปิดให้จองผ่านทางเฟสบุคของแม่ชีเกณฑ์ก่อน แล้วจึงนำไปเผยแพร่ข้างนอกต่อไป
5. จองชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 2 กพ. 57 โดยแจ้งชื่อและเบอร์ที่ติดต่อกลับได้ผ่านทางข้อความ เฟสบุค ของแม่ชีเกณฑ์ และผู้ใดที่ไปไม่ได้ต้องโทรมายกเลิก เพื่อจะเปิดโอกาสให้คนอื่น และหลังจากวันนั้นจะนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆต่อไป
6. ท่านใดที่ต้องการไปช่วยงานแม่ชีเกณฑ์ ไม่ครบเต็ม 3 วันก็มาลงชื่อได้เช่นกันค่ะ
7. ท่านใดที่ต้องการนำอาหารไปเลี้ยงผู้ปฏิบัติธรรม แจ้งชื่อได้ที่แม่ชีเกณฑ์
8. สอบถามรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติม แนวทางการสอน ได้ที่แม่ชีเกณฑ์ 11.00 น. เป็นต้นไป ช่วงค่ำตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไป 0868540049(ดีแทค) 0861009373(วันทูคอล)
9. ครั้งนี้แม่ชีเกณฑ์ท่านจะดูแลอย่างเข้มข้น ท่านจะเป็นผู้ให้สัญญาณระฆัง เวลาทานอาหาร ให้พักแค่ 20 นาทีแล้วท่านจะให้สัญญาณไปรวมกันที่ถ้ำพุทโธ เพื่อทำการปฏิบัติ และเริ่มสอบอารมณ์ที่ถ้ำพุทโธทีละคนบ่าย 2 โมง จนถึง 2 ทุ่ม
10. ท่านใดที่ไม่ต้องการสวดมนต์ท่านก็อนุญาติแต่ต้องปฏิบัติแทน
13. สิ่งของมีค่าห้ามนำติดตัวไป จะได้ไปไม่เป็นเครื่องกังขาเวลาปฏิบัติ
14. มีความสำรวมในทุกอิริยาบถ แม้กระทั่งตอนกิน ไม่ให้เสียเวลาไปกับมันมาก

15.********* ยืนยันการเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง วันที่ 8 กพ. 57 ที่ คุณอุ๊ 0936977060 24 ชม.******

16. สำหรับผู้ที่จะไปร่วมปฏิบัติธรรมสั่งจองเต้นท์มุ้งพร้อมกับลงชื่อได้เลยค่ะ ราคาหลังละ 250-300 บาท
17. ท่านผู้ใดต้องการทำบุญเลี้ยงอาหารผู้ปฏิบัติธรรม จะนำอาหารมาเอง หรือร่วมเป็นปัจจัยก็ได้ วันละ 2,500 บาท 2 มื้อ เช้ากับกลางวัน ติดต่อได้ที่แม่ชีเกณฑ์ค่ะ




****ผู้นำปฏิบัติและผู้สอบอารมณ์******

แม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ท่านอยู่ประจำที่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม(สำนักวิปัสสนากรรมฐานขุนศึกเทพพญา) อ.เมือง จ. ร้อยเอ็ด ท่านทำหน้าที่เป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นั่น อดีตท่านเคยเป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรมที่วัดร่ำเปิง ตโปทาราม อ.เมือง จ. เชียงใหม่ หลายสิบปี และเคยเป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรมที่วัดเขาถ้ำ บางละมุง ชลบุรี 1 พรรษา และท่านจะเดินทางมาจากร้อยเอ็ดทุกครั้งที่มีการเปิดปฏิบัติธรรมที่สมุทรปราการ

การเลือกครูบาอาจารย์เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ถ้าเราเลือกผิดอาจจะทำให้หลงทางและเนิ่นช้าอาจปีเดียวหรือหลายปี แม่ชีเกณฑ์ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความสามารถภาคปฏิบัติ ภาคปริยัติท่านก็มีความแตกฉาน หากท่านใดอ่านแล้วไม่เข้าใจประโยคหรือบาลีคำใด หากท่านตอบได้ท่านก็จะยินดีตอบค่ะ



1. สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติแนวไหน วิธีไหน ได้ที่แม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ท่านเป็นผู้นำปฏิบัติ และสอบอารมณ์ตัวต่อตัว รวมทั้งหากมีคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติก็จะสอนและแก้ปัญหาให้ตัวต่อตัวเช่นกัน ท่านเป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเราตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย 086 8540049 (ดีแทค) 0861009373 (วันทูคอล)

2. แจ้งชื่อลงทะเบียนพร้อมหมายเลขโทรกลับผ่านทางเฟสบุคชื่อ แม่ชีเกณฑ์ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งท่านไม่ได้ใช้เอง แต่มีผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งอ่านให้ท่านฟังเสมอและลงข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมให้ท่าน
https://www.facebook.com/profile.php?id=100006281232950&ref=tn_tnmn

3. การปฏิบัติธรรมในครี้งนี้เปิดรับเพียง 49 คน ซึ่งขณะนี้มีผู้แจ้งชื่อจองแล้ว 11 คน แจ้งชื่อจองได้ภายในวันที่ 2 กพ. 57




****แม่สอนปฏิบัติแนวไหนค่ะ?*****

"วิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4  มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ดับอารมณ์ได้ทันปัจจุบัน ถามว่าแนวไหนก็แนวมรรคมีองค์ 8 คุณจะเอาแนวไหนก็ได้ แต่ให้คุณเอาแนวเจริญสติปัฏฐาน 4  สติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่เฉพาะหนอ แม่เปิดกว้าง อะไรก็ได้  "

"มีผู้ปฏิบัติคนหนึ่ง เขาเล่นสมถะ จิตนิ่งเข้าฌานอยู่เป็นสิบปี แต่เขาไม่เจริญสติเลยทำให้เขาข้องอยู่นั่น เขาบริกรรมพุทโธ แม่ก็เลยบอกว่าก็เธอขาดสติและปัญญา เธอจงเจริญสติโดยเอาพุทโธนั่นแหละ "

"สติปัฏฐาน 4 กว้างคุณจะเอาวิธีกรรมใดก็ได้ คุณจะเอา 84,000 พระธรรมขันธ์มากำหนด คุณจะกำหนดเพ่งอะไร แต่จิตคุณสงบแล้วคุณต้องเจริญสติ ให้รู้เท่าทันอารมณ์มากระทบทางตาหูลิ้นจมูกกายใจ คุณจะบริกรรมอะไรก็ได้ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ก็ได้ ที่ล่อจิตคุณให้สงบก่อนแล้วทีนี้คุณแม่จะให้คุณเดินสติรู้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบัน คุณต้องมีสติไม่ใช่หรือจึงจะรู้เท่าทันใช่ไหม"

"แม่ก็มีวิธีถามของแม่เหมือนกัน ในผู้ที่ไม่มีคำบริกรรมอะไรเลย ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์วันยังค่ำนั่นแหละ ให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ว่าคุณโกรธ ว่าคุณเกลียด คุณมีโทสะ คุณมีโมโหไหม ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่คุณคิด ที่คุณปรุงแต่ง ให้รู้เท่าทันอารมณ์ ให้เจริญสติ"

"ถ้าให้เอาหนอเข้าไป เขาฝืน เขาเคือง เขาอึดอัด ก็เอาอะไรก็ได้ ที่เธอจะรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้ เธอก็ต้องเจริญสติอีกนั่นแหละ มีสติรู้ลมหายใจเข้าสั้น มีอารมณ์แผ่วเบาก็รู้ จิตเป็นปิติก็รู้ มีอารมณ์เข้ามากระทบก็รู้ ลงสติปัฏฐาน 4 อย่างเหมือนกัน เช่นหลวงปู่มั่นที่โลกเล่าลือ ท่านหลงสมาธิหลงฌานอยู่ตั้ง 20 ปี เพราะท่านไม่เจริญสติ พอท่านมาเจริญสติ ท่านก็บอกว่าเราโง่อยู่ตั้งนาน "

"คุณต้องเจริญสติตาม เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา ให้คุณรู้เท่าทันว่าเวลาทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ทางโรค ทุกข์ทางใจ ทุกข์พยาบาทอาฆาต ให้มีสติรู้เท่าทัน  ดับอารมณ์ทันจิตของคุณ ที่มันคิด ปรุงแต่ง ย่อลงมาให้คุณดูกายกับใจ รู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันแล้วก็วางได้ ตัดได้ ให้เห็นความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ดับไป เห็นทุกขัง อนิจจัง"




"แม่สอบอารมณ์ยังไงค่ะ"

"แม่จะถามว่าเป็นยังไง กำหนดบริกรรมอะไร กำหนดแล้วรู้ยังไง รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกไหม ถ้าเขาบอกว่าหายใจเข้าพุท หายในออกโธ แล้วมันยาวหรือว่ามันหยุดอยู่อึดใจกว่ามันจะออก"

"แล้วหูได้ยินเสียง กำหนดได้ยินไหม รู้ไหม เวลามีร้อนอ่อนแข็งเข้ามาถูกกาย ร้อนเย็นรู้ไหม บางคนบอกรู้ บางคนบอกหนูไม่รู้ไม่สังเกต แม่ก็บอกให้ไปสังเกตนะ "

"ถ้าเขาบอกว่าหูได้ยินเสียง  แม่ก็ถามว่าแล้วหูไปหาเสียงหรือเสียงมาหาหู เขาตอบ เอ้...หูไปหาเสีบง แม่ก็ตอบว่าลังเลไม่ได้ไปดูใหม่"

"สมมุติเขาเอาพุทโธ เวลาเขาเดินขวาพุทโธอะไรเป็นผู้พาก้าวล่ะ แม่ก็จะสอนให้เขามีสติปัญญาไหวพริบบางคนบอกจิตมันพาก้าว แล้วถ้ากายไม่ก้าวมันจะไปไหม จิตมันสั่งถ้ากายไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว แค่จิตมันสั่งได้ไหม อันนี้กายเป็นผู้เคลื่อนไหวใช่ไหม จิตเป็นผู้รับรู้ว่ากายนี้เป็นผู้เคลื่อนไหวใช่ไหม ในร่างกายมีแต่กายกับจิตใช่ไหม อะไรก็ได้ เราก็จะมีวิธีบอกเขา แต่จะถามก่อน"

"ลมหายใจเข้ารู้ไหม หายใจเบา หายใจอ่อน เหมือนไม่มีลมหายใจ มันเงียบไป มีสติรู้ไหม บางคนบอกไม่รู้เลย อย่างนั้นสติไม่มีนะ"




"รู้ปัจจุบันที่แม่ว่าคืออะไรค่ะ"

" ถ้าทุกข์เกิดขึ้นมาในใจ โกรธขึ้นมาในใจ ก็ให้รู้ว่ามันโกรธ แล้วก็ใช้ปัญญาดับมันทัน ทุกข์เกิดขึ้นให้รู้เท่าทันแล้วก็วางมันหรือปล่อยมันไป ก็เหมือนว่าปล่อยให้มันดับไป รู้เท่าทันมันโกรธ มันเกลียด มันพยาบาท มันอาฆาต มันพอใจ รัก ชอบ ชัง ให้คุณรู้หมด รู้แล้วคุณก็วางมัน อารมณ์มันดีคุณก็อย่าไปหลงมัน "




*******สิ่งที่อาจต้องเตรียมไป******

ที่นี่เปิดปฏิบัติธรรมเฉพาะกิจ ของใช้บางส่วนต้องเตรียมไปเอง หมอนนิ่มๆ เพราะที่มีเป็นหมอนแข็งแบบทางอีสาน ผ้าห่มอาจเป็นผ้าคลุมบางๆหรือผ้าขนหนูผืนใหญ่ก็ได้ ผ้าปูนอน เสื่อพอจะมีหรือใครมีรถสามารถนำติดไปได้  มุ้งมีให้ประมาณ 30 หลัง หากไม่พอมีบริการขายหลังละ 250-300 กว่าบาท ถ้ามีนำติดไปด้วยได้ค่ะ

หากใครมีเต้นท์สามารถนำไปกางนอนได้เลย เตรียมตัวไปเหมือนไปเขาใหญ่ ยกเว้นอาหารไม่ต้องนำไปค่ะ สามารถซักผ้าได้แต่ต้องนำไม้แขวนไปเอง ห้องนอนมีประมาณ 20 กว่าห้องในห้องนอนมีห้องน้ำ และสามารถนอนในศาลาใหญ่โล่งๆได้หากใครชอบลมเย็นๆ กาแฟมีให้บริการ อุปกรณ์กันยุงแบบฉีด ธูปยุง ไฟแช็ค และหากใครนำพัดลมติดรถไปด้วยจะยิ่งดีค่ะ  สำหรับชุดหากท่านใดไม่มีชุดขาวสามารถโทรไปขอยืมกับท่านแม่ชีได้ ท่านจะนำมาจากร้อยเอ็ด หรือใช้เสื้อผ้าสีอ่อนเช่นขาว ครีม หรือเป็นเสื้อขาวกับกางเกงดำก็ได้ และเตรียมใจไปเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆค่ะ




***ติดตามอ่านอารมณ์ใจจากผู้ปฏิบัติธรรมได้ที่****

https://www.facebook.com/profile.php?id=100006281232950&ref=tn_tnmn




"บัวบาน 4 เหล่า"

แม่ชีเกณฑ์ท่านเปรียบคนกับบัวบาน 4 เหล่าที่อยู่ในน้ำให้ฟังว่า

บัวเหล่าที่ 1 บานอยู่ใต้น้ำขึ้นมาแค่คืบก็ถูกปลา เต่า กินเป็นอาหาร อยู่ใต้น้ำก็เหมือนอยู่กับกิเลส ดุจเหมือนคนที่มืดมน จะบอกว่าอันนี้เป็นบาป ไม่เคยฟัง มีอบายภูมิเป็นที่ตั้ง กินเหล้า เมายา เสเพล บ้าผู้หญิง ตีฆ่า ปล้นจี้ ไม่รู้จักทำบุญทำทาน โมหะเข้าครอบงำ บาปเต็มตัวบุญไม่เคยทำ คนพวกนี้เหมือนบัวใต้น้ำเป็นเหยื่อของกิเลส เป็นเหยื่อของโมหะที่ถูกเข้าครอบงำ ตายไปเป็นเดรัจฉานอย่างเดียว

บัวเหล่าที่ 2 บานติดกับน้ำขึ้นมาแต่ยังไม่พ้น มีโอกาสตกเป็นอาหารของปลาของเต่าเหมือนกับคนที่ยังรู้จักทำบุญทำทานบ้าง รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักเก็บ รู้จักทาน แต่ยังไม่พ้นกิเลส ยังมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของกิเลสอยู่

พวกเหนือขึ้นมาอีกเป็นระยะที่ 3 สูงขึ้นเหนือน้ำแต่ไม่มากนัก ยังมีโอกาสถูกปลาหรือสัตว์ที่กะโดดสูงๆได้เอาไปเป็นเหยื่อได้ เหมือนกับคนที่รู้จักมาถือศีล มาภาวนา รู้จักทาน ศีล ภาวนา รู้จักทำสมาธิ เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ออกจากตัวเอง ถึงแม้จะไม่ได้วางความทุกข์ตลอด แต่สามารถละได้เป็นระยะ

บัวระดับที่ 4 สูงโด่งขึ้นมาเหนือน้ำ รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของเต่า ของปลา เปรียบเหมือนคนที่ไม่มีวันที่จะกลับคืนไปสู่พื้นปฐพีอีก ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เหนือทุกอย่างแล้ว มีแต่จะคอยระมัดระวัง จนจะล่วงหล่นลงไปเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ไม่เกาะไม่เกี่ยวกับใคร มีแต่แมลงเล็กๆน้อยๆมาตอมเอาเกสรไป ก็เหมือนผู้ที่มีสติปัญญาคอยระมัดระวังอารมณ์ที่จะเข้ามาเท่านั้นเอง

ถามท่านว่าบัวที่อยู่ใต้น้ำบานได้ด้วยหรือ ท่านบอกว่าบานได้ถ้ามันแก่ มันถึงอายุของมัน แต่มันไม่สวยไม่มีสีสัน และไม่เคยโผล่พ้นน้ำมาให้เห็น เพราะมันตกเหยื่อของสัตว์ที่อยู่ในน้ำไปเสียก่อน




" ฝากข้อคิดต้อนรับปีใหม่ หรือปีเก่าที่กำลังจะส่งท้าย เห็นตัวเองเมื่อไหร่ ก็จะพ้นทุกข์เมื่อนั้น แม่ขออวยพรให้พิจารณาธรรมนี้อย่างเนือง ๆ นะ "

ถามแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าทำไมท่านจึงบอกว่าเห็นตัวเองเมื่อไหร่ ก็จะพ้นทุกข์เมื่อนั้น ท่านบอกว่าเมื่อเห็นใจตัวเองก็จะเห็นว่าตัวเองยึดติดอะไรอยู่ ลาภยศสรรเสริญ ความยินดี ความยินร้าย ความพอใจกับกิเลสอันพาปรุงแต่ง มันรู้จักพอไหม ถ้าเห็นใจตัวเอง มันจะเห็นว่าตัวเองกำลังเกาะ กำลังยึดอัตตาตัวตนตัวเองนั่นแหละ เรามาหลงโลกธรรม 8 มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสุขก็ต้องมีทุกข์ เรามายึดนี่เอง เหตุที่มันพาทุกข์


เราเห็นตัวเอง เราเข้าใจตัวเอง เราระวังตัวเองไม่ให้ไปยึดกับอารมณ์ใดๆ ทั้งดีทั้งชั่ว คำว่าดีกับชั่วรวมกันหมด พยาบาท อาฆาต มองย้อนตัวเองว่าเวลาไปนอนเจ็บ วันหนึ่งจะต้องเป็นของเรา วันคืนล่วงไปๆ เราทำอะไรอยู่ บุญกุศลทำไปบ้างไหม สมบัติที่จะไปวันข้างหน้ามีไหม จะเวียนว่าตายเกิดเป็นมนุษย์หรือจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

เห็นตัวเองเห็นยังไง เห็นวัฏการเวียนว่ายตายเกิด แล้วเห็นโทษที่จิตมันเข้าไปยึด เวลาโกรธมันก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าพยาบาทอาฆาตก็ไปเป็นสัตว์ดุร้าย ที่จะไปเป็นคนก็เป็นคนที่ร้าย ตายไปก็ยังร้ายอีก เราเคยสลดสังเวช เราเคยมาก่อน อันนี้ว่าเราเห็นตัวเองแล้วเห็นทุกข์ เห็นเหตุที่เกิดทุกข์เมื่อไหร่ก็จะพ้นทุกข์เมื่อนั้น




"ความยินดียินร้าย"

วันหนึ่งแม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าเราต้องละความยินดียินร้ายลงให้ได้ ถ้ายังมีความยินดียินร้ายภพชาติก็ไม่มีวันหมด ท่านบอกเพียงสั้นๆ เคยเห็นในหนังสือสวดมนต์พึงละความยินดียินร้ายในโลกลงเสียได้ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม จนสังเกตเห็นว่าเวลาโกรธ ที่มันเกิดง่ายและบ่อยในหลายๆเรื่องเพราะมันมีทุนเดิมในใจอยู่แล้ว มีความไม่ชอบอยู่แล้ว มันจึงง่ายต่อการปรุงแต่ง พอตาเห็นมันก็เกิดทันที เริ่มเข้าใจสิ่งที่ท่านพูด ตราบใดเรายังมีความยินร้ายอยู่ในใจ คงต้องใช้คำว่าโกรธหนอๆๆ อยู่ร่ำไป เราต้องดับที่ต้นเหตุ

แต่ไม่เข้าใจทำไมต้องละความยินดีด้วย วันหนึ่งไปจ่ายเงินกู้ที่ธนาคาร ยื่นเงินให้เจ้าหน้าที่พร้อมสมุด เขายื่นสมุดมาให้ก่อน เปิดดูมีเงินโอนเข้ามาแสดงว่าถูกรางวัล ดีใจเดินออกจากธนาคารทันที ผ่านไปเกือบครึ่งชม.นึกขึ้นได้ ใบเสร็จอยู่ไหน ย้อนกลับเข้าไปใหม่ โชคดีที่พบและเจ้าหน้าที่รับเงินไปแล้ว บอกแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าความยินดีร้ายกว่าความยินร้ายเสียอีก มันทำให้เราขาดสตินานกว่าความยินร้าย เวลาโกรธเรายังรู้ตัวและรีบวางลงทันที ความยินดีเหมือนของเย็น เราพอใจทำให้ขาดสติลืมโน่นลืมนี่ ถ้าตายขณะนั้นคงแย่ มีแต่ความหลง

เริ่มเข้าใจสิ่งที่ท่านพูด ทำไมต้องละทั้งยินดีและยินร้าย นี่คือทุนเดิมที่มีในใจเรา มันง่ายต่อการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกนานา ไม่ต้องสงสัยเลยพอเจอเหตุการณ์นี้ทำไมจึงยังไม่ชอบอยู่ร่ำไป ทำไมเจอคำนี้จึงชอบอยู่อย่างนั้น ความยินดียินร้ายพาให้ใจเราไปยึดไปเกาะ หากตายขณะนั้นเราจะไปเกิดกับสิ่งนั้น แม่ชีเกณฑ์ท่านมักจะไม่บอกว่าทำไม ท่านจะให้เราพบกับตัวเองว่าทำไม ท่านบอกว่าถ้าท่านบอกก็จะไม่จำ แต่ถ้าเจอกับตัวเอง เข้าใจกับตัวเองจะจำได้อย่างที่ไม่มีวันลืม




"ความฉลาดอยู่ที่ไหน"

บอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าตอนนี้ใจรู้สึกพอแล้ว ท่านถามว่าพอกับอะไรพอกับการปฏิบัติหรือ เรารีบตอบในทันทีว่าไม่ใช่การปฏิบัติ แต่เราพอเราไม่ต้องการฉลาดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่คิดอยากจะไปหาหนังสืออ่านเพื่อทำให้ตนเองฉลาดขึ้น ท่านถามขึ้นว่าแล้วคิดว่าความฉลาดอยู่ตรงไหน เราตอบไปภาษาซื่อว่าก็อยู่ในตัวของเรา ท่านบอกว่ายังไม่ใช่ให้ตอบให้ตรงคำถาม เราคิดคำตอบใหม่เราคิดว่าความฉลาดอยู่ที่หนังสือเพราะคิดว่าถ้าไปอ่านหนังสือแล้วจะฉลาดขึ้น

ท่านก็ยังคงตอบว่าไม่ใช่ เราจึงตอบไปใหม่ว่าความฉลาดอยู่ที่จิตอยู่ในตัวของเราอยู่ที่ความมีไหวพริบ ท่านก็ยังคงตอบว่าไม่ใช่ แล้วถามกลับว่าแล้วความฉลาดอยู่ตรงไหนในตัวของเรา ครั้งนี้เราไม่ตอบแต่ถามกลับท่านว่าแล้วท่านคิดว่าความฉลาดอยู่ตรงไหน ท่านบอกหากให้ท่านตอบ ท่านจะตอบว่าความฉลาดอยู่ที่รู้เท่าทันปัจจุบัน ได้ยินเพียงแค่นี้เราลงให้กับคำตอบของท่านอย่างหมดใจ

ใช่มองย้อนกลับไปความฉลาดหาใช่อยู่กับการอ่านมาก เราเคยอ่านมามากแต่หาช่วยตัวเองได้เมื่อมีความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส แต่สิ่งที่ท่านสอนคือให้รู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกขณะต่อเนื่องให้นานที่สุด รู้ให้ทันปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่กายและที่ใจ ทั้งดีและไม่ดี รู้แล้ววาง รู้แล้วละ รู้แล้วอย่าไปปรุงต่อ รู้แล้วอย่าไปคิดต่อ รู้แล้วดับลงทุกขณะจิต สิ่งนี้ต่างหากที่พาเราพ้นจากกองทุกข์นั้นมาได้

คำตอบของท่านทำให้การใช้ชีวิตในวันนี้มีความตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง ใจเราอยู่กับทุกการเคลื่อนไหวของกายและใจ เรารู้สึกสนุกกับทุกย่างก้าวในบ้านแม้จะเป็นบ้านแคบๆ ไม่ได้เดินจงกรมแต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่บนทางจงกรม




"หลังงอ"

ดูรูปถ่ายแม่ชีเกณฑ์กับผู้ปฏิบัติธรรมขณะนั่งสมาธิ เห็นมีเพียงท่านที่นั่งหลังตรง ท่านบอกว่าเวลานั่งให้ยืดหลังให้ตรงอย่าให้งอเพราะจะทำให้ปวดหลัง ช่วยให้ไม่ง่วง และสติตั้งมั่น ในเวลาปกติก็พยายามยืดหลังให้ตรง อย่าให้งอ กระดูกที่งอจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง ทำตามที่ท่านบอก เวลานั่งสมาธิจะคอยดูว่าหลังงอไหม กลายเป็นว่าสติมาจดจ่อที่นี่ เป็นเรื่องดี พอหลังตรง ลมหายใจเข้าสะดวกยาวถึงท้อง หายใจโล่งขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัด และไม่รู้สึกแล้วว่าต้องบังคับลมหายใจ กลับเห็นลมเข้าลมออกของเขาเองกลายเป็นแค่คนดูเฉยๆ

บางทีขี้เกียจและลืมโดยเฉพาะในชีวิตปกติ เมื่อเห็นคนแก่หลังงอก้มหน้าเดินจนเกือบถึงพื้น เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น จึงพยายามฝืนความขี้เกียจของตัวเอง

บอกท่านว่าเวลานั่งสมาธิหรือนั่งสวดมนต์นานๆ จะไม่รู้ตัวว่าขาชา มารู้สึกตอนลุก ขาชามากจนลุกไม่ได้ ท่านบอกว่าจมอยู่ในสมาธิมากเกิน ถ้ามีสติขาชาเล็กน้อยก็จะรู้ตัวแล้ว หาใช่เรื่องดี ขาชาเพราะเลือดไหลไปเลี้ยงขาไม่ได้ แก่ตัวไปอาจทำให้เป็นอัมพฤกอัมพาต ใช่ว่าตั้งใจจะนั่งให้ถึงชม.แล้วห้ามขยับตัว หากขาชาให้ขยับขาได้ ไม่ใช่ให้ทนอยู่อย่างนั้น เปลี่ยนขาเราก็มีสติรู้ตัวต่อเนื่องก็เป็นสมาธิเหมือนกัน

ถามแม่ชีท่านว่าแล้วคนที่อ้วนมากหรือคนที่เอาขาทับกันไม่ได้ให้นั่งอย่างไร ท่านบอกว่าไม่ต้องยกขามาทับกันก็ได้ ให้วางขาบนพื้นในรูป 3 เหลี่ยม หรือนั่งแล้วขาชามากขยับขาไว้แบบนี้ก็ได้ สำหรับคนที่นั่งนานไม่ได้ ปวดเข่า ปวดหลัง ก็ให้นั่ง 5 นาที 10 นาทีแล้วลุกขึ้นเดิน หรือเดินมากไม่ได้ก็ให้เดิน 5 นาที 10 นาทีแล้วนั่ง ช่วยให้ไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดมากและไม่ทำให้จมในความคิดมากเกินไป ช่วยกระตุ้นให้สติมีกำลังตื่นตัวมากขึ้น เรื่องฟุ้งซ่านก็จะหายไป แต่ต้องใช้เวลา เมื่อดีขึ้นแล้วค่อยเพิ่มเวลาขึ้นทั้งเดินทั้งนั่ง







"อสรพิษ"

เล่าให้แม่ชีเกณฑ์ท่านฟังว่าเวลาขับรถ มักจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทั้งที่เป็นเวลาที่มีสติมากที่สุด เจอรถจอดขวางทาง รถขับช้า รถผิดเลนส์ อารมณ์ขึ้นมาทันที บีบแตรใส่เขาด้วยความมีอารมณ์ ถามท่านว่าทำอย่างไรจึงจะบีบแตรไปแบบไม่มีอารมณ์ปนไปด้วย ท่านบอกว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะสติเราช้ากว่าใจ พอตาเห็นใจก็ถูกปรุงแต่งทันที ห้ามไม่ทันจนเกิดเป็นอารมณ์ขึ้นมา

ท่านบอกว่าถ้าตายขณะนั้น จะไปเกิดเป็นสัตว์ดุร้ายหรืออสรพิษ เช่น งูเห่า งูจงอาง หมาบ้า เสือ ตะขาบ แมงป่อง คงเคยเกิดเป็นงูเห่ามาก่อน จึงมีใจที่ร้ายเช่นนั้น พร้อมที่จะฉกกัดทุกคนที่ไม่พอใจ มันเกิดเพราะยังมีอัตตาตัวตนอยู่ข้างใน เห็นไหมของข้างนอกวางได้แต่ของข้างในมันยังไม่ขาด เราต้องเห็นโทษเห็นภัยมันอย่างแท้จริง จึงจะขาดจากมันได้

ถามท่านว่าแล้วทำอย่างไรจึงจะห้ามมันทัน ท่านบอกว่าต้องให้สติถี่ยิบทันกับสิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้ง 6 ให้สติหนาแน่นประดุจกำแพงปูน แค่รูขุมขนไม่พอเพราะความมีตัวตนมันแทรกขึ้นมาได้ทุกรูขุมขน ท่านแนะวิธีดึงใจให้ช้าลงและให้มีสติมากขึ้น ด้วยการกำหนด เห็นหนอๆๆ ได้เย็นหนอๆๆ คิดหนอๆๆ กำหนดทุกอิริยาบถเท่าที่จะกำหนดได้ หากไม่ทันโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องกำหนด โกรธหนอๆๆเพื่อดึงขามันไว้

การหนอเป็นการสะกัดกั้นความปรุงแต่งต่อ เช่นตาเห็นหากเรากำหนดทันมันก็จะไม่ไปต่อ ว่าเธอทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะหยุดอยู่แค่นั้น หรือหูได้ยิน เราก็กำหนดได้ยินหนอๆๆ ไม่อย่างนั้นมันจะคิดต่อว่าเขาว่าเราหรือเปล่า ท่านบอกว่าแค่รู้ทัน มันแค่ห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้น ถ้าวันใดสติอ่อนกำลัง มันก็จะโกรธขึ้นมาอีก ถามท่านว่าแล้วทำอย่างไรให้มันขาดไปเลย ท่านบอกว่าเราต้องเห็นโทษเห็นภัยของความมีอัตตาตัวตนอย่างแท้จริง มันจึงจะขาดไปได้ ปัญญาที่เกิดในขณะเดียวกันกับสติที่สมบูรณ์เท่านั้นที่จะตัดขาดได้

ถามท่านอีกว่าแล้วจะทำอย่างไรให้สติถี่ยิบและเร็วขึ้นอย่างที่ท่านว่า ท่านบอกว่าความต่อเนื่องคือเรื่องใหญ่และสำคัญมาก หากต้องทำงานให้แบ่งเวลาปฏิบัติบ้างทุกวัน วันละเล็กน้อยเพื่อความต่อเนื่อง ไปทำงานก็ต้องเจริญสติต่อไม่ให้ขาด ต้องรู้ทุกขณะที่มีอารมณ์มากระทบใจ โดนตำหนิรู้สึกอย่างไร หิวเป็นยังไง เห็นผู้ชายผู้หญิงรู้สึกอย่างไร ขับรถไปรถติดเป็นยังไง นั่งนานเป็นยังไง ไม่กินกาแฟเป็นยังไง เห็นอาหารแล้วเป็นอย่างไร เห็นเงินในกระเป๋ารู้สึกยังไง ถึงบ้านแล้วเป็นยังไง ให้รู้ไปจนกระทั่งหลับ ตื่นขึ้นมาก็ให้รู้ต่อ ความต่อเนื่องจะทำให้สติมีกำลัง ในคนทำงานต้องใช้เวลา เดือนหรือ 3 เดือนจิตจึงจะมีกำลังขึ้นมา

เราตั้งใจแล้วที่จะทำตามท่านบอก จะขยันกำหนดไม่ขี้เกียจไม่ขี้ลืม ไม่อิดออดอ้างโน่นอ้างนี่เพราะไม่อยากทำ เราทนกับนิสัยอันเลวร้ายของตัวเองไม่ได้แล้ว ตายไปไม่แคล้วเป็นงูเห่าแน่นอนหากปล่อยไว้เช่นนี้



"สติไม่ทันกับใจ"

บอกกับท่านว่าเราใจร้อนเวลาขับรถ เป็นเหตุให้ไม่พอใจทุกครั้งที่ขับรถ ท่านบอกให้ใช้สติ ปัญญาเข้ามาดับมัน แต่ก็ยังไม่ทัน ปัญญาสอนตัวเองมักมาทีหลัง โกรธไปก่อนแล้ว ท่านบอกว่านั่นเพราะจิตมันไปเร็วกว่าสติ

ท่านถามว่าเวลาเดินจงกรมเดินอย่างไร เราบอกเดินหยุด 3 จังหวะช้าๆ ท่านบอกให้เดิน ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ วันถัดมาท่านให้เดิน 4 จังหวะ คือ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เราหายไป 2 วันหาจังหวะให้ลงตัว บอกท่านว่าพูดติดๆกันไม่ได้ ต้องพูด ยกส้น.....หยุดไปนิด.....แล้วพูดว่าหนอ ยกหยุดไปแล้วก็หนอ เดินจงกรม1 ชม.ได้แค่ 2 รอบ ไม่เหลือเวลาสำหรับนั่งสมาธิ

เราบอกท่านว่าวันแรกเห็นจิตมันดิ้น มันถูกขัดใจไม่ได้ตามใจมัน วันที่ 2 ม้นเริ่มหยุดดิ้นแต่ก็ยังไม่เย็น เมื่อผ่านไป 3 วัน พบว่าการเดินมี 5 จังหวะ ท่านจึงบอกว่าจริงๆแล้วมี 6 จังหวะคือ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เหยียบหนอ เมื่อเริ่มเดิน 6 จังหวะวันแรกเดินได้แค่ 1 รอบ วันที่ 2 ของการเดิน 6 จังหวะใจของเริ่มเย็นลงไม่ร้อนเหมือนวันแรก เมื่อกลับบ้านเริ่มหนอมากขึ้น โดยไม่ต้องบังคับใจตัวเอง ซ้ายหนอ ขวาหนอ ยกหนอ ก้มหนอ เงยหนอ คิดหนอ เห็นหนอ

ผ่านไปเกือบอาทิตย์บอกท่านว่าการหนอนี้เหมือนทางลัด จะก้มเงยหยิบจับบิดหมุนก้าวเดิน รู้สึกตัวได้ง่ายขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อนพยายามแทบตายแต่ยังไม่รู้ทั่วตัว ใครๆก็คิดว่าการหนอช้า ในชีวิตปกติจะไปทันการณ์ได้อย่างไร มัวแต่หนอมันก็ดับไปแล้ว ท่านบอกว่าหากเรามีสติที่ช้าการหนอจะทำให้จิตเราช้าลง เมื่อสติกับจิตทันกันก็จะมีการหยุดยั้งคิดก่อนที่จะทำอะไรลงไป ก่อนจะโกรธเราก็จะมีสติตามทันหยุดยั้งอารมณ์ไว้ได้

เราเห็นคุณค่าของการหนอแล้วในวันนี้ ท่านไม่ได้บังคับให้ทำแต่เราเต็มใจทำเพราะเห็นว่านี่คือวิธีที่จะแก้นิสัยใจร้อนลงได้ อาจต้องทนกับไฟที่เผาตัวเองหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ท่านบอกว่าการหนอเป็นการฝึกให้เราทนกับไฟที่เผาลนจิตใจเราให้ได้ ผลจากการเดิน 6 จังหวะและหนอช้าๆ ปวดขามาก ปวดไปทั้งตัว นั่นเพียงแค่ชม.เดียว แต่ตอนนี้เราผ่านมาได้แล้ว ทุกอย่างเป็นเครื่องทดสอบความตั้งใจจริงๆ




"ของวิเศษอยู่ที่ใจ"

วันหนึ่งได้ยินคนคุยกันเรื่องศาสนากำลังเสื่อม เรากลับรู้สึกตรงข้าม เรากำลังรู้สึกว่าศาสนาเจริญขึ้นต่างหาก เจริญขึ้นที่ใจของเรา สว่างกระจ่างจ้าอยู่ข้างในนี้ ไม่รู้เลยว่าศาสนาพุทธเข้าไปอยู่ข้างในเสียตั้งแต่ตอนไหน แต่ก่อนนั้นเรารู้สึกว่าศาสนาพุทธอยู่ที่หนังสือ ที่พระ ที่วัด ที่ครูบาอาจารย์ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าศาสนาพุทธได้เกิดขึ้นที่ใจเสียแล้ว เราไม่ต้องการหนังสือและ CD ธรรมะอันใดอีกเพราะทุกอย่างมีครบแล้วที่ใจดวงนี้

และมีอีกวันที่เห็นความกล้าหาญของตัวเอง วันที่ถอดสิ่งที่ห้อยคอมาตลอด บอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่า เราไม่ต้องการสิ่งวิเศษหรือของขลังอันใดอีก เพราะของวิเศษที่สุดที่จะคุ้มครองเราได้อยู่ที่ใจดวงนี้แล้ว ท่านบอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า 84,000 พระธรรมขันธ์ รวมลงคือใจดวงนี้ดวงเดียว ไม่มีอันใดวิเศษเท่าใจดวงนี้แล้วหากเราทำให้เขาปกป้องเราได้

สิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนี้เพียงแค่ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ท่านเป็นเพียงผู้ตอบ แนะแนวทางและเตือนเมื่อผิด ท่านมักจะให้การบ้านให้ไปดูเอง เช่น ท่านถามว่าเวลาได้ยินเสียงคิดว่าเสียงมาหาหูหรือหูไปหาเสียง นี่เป็นเพียงบางส่วนของเรื่องที่ผ่านมา ท่านให้ความกระจ่างในอีกหลายเรื่องทั้งเรื่องในใจและนอกใจ ท่านย้ำเสมอให้มีสติอยู่กับตัว อย่าประมาทเพราะความตายมาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ท่านจะสอดแทรกให้เห็นถึงความไม่เที่ยงในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความทุกข์และความบังคับมันไม่ได้ดั่งใจในชีวิตประจำวัน ท่านชึ้ให้เห็นถึงโทษของมันที่เกิดขึ้นกับใจ

สุดท้ายท่านเน้นย้ำให้เห็นถึงความยินดียินร้าย ท่านบอกว่าตราบใดยังมีความยินดียินร้ายอยู่ไม่มีวันที่จะหมดภพหมดชาติได้ เวลาโกรธ ท่านกลับสอนว่าหากมีปัญญาพอ เราจะมองเหตุการณ์นั้นหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างพิจารณาให้ละเอียดขึ้น ให้เห็นถึงความแตกต่างของเขาและเรา ให้เห็นความเสมอภาค ให้เห็นข้อด้อยของตัวเอง ให้เตือนตนเองด้วยตัวเอง

เราไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนมีปัญญา เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ท่านเมตตาอบรมสั่งสอน ขณะนี้ใจของเราอยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้ไปอยู่ที่ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นอีกแล้ว




"สิ่งแรกที่เปลี่ยนตัวเอง"

เริ่มแรกที่ปฏิบัติกับแม่ชีเกณฑ์ ท่านจะมีคำถามให้เราไปหาคำตอบ จากคำถามของท่านเราเห็นอย่างหนึ่งที่ท่านไม่ได้บอก คำถามของท่านทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนไป เราจึงรู้ว่าที่ผ่านมาทำไมเราอยากโน่นอยากนี่ โกรธง่าย อะไรกระทบก็ไปตามนั้น เพราะเราส่งใจออกไปข้างนอกและตามไปโดยไม่รู้ตัวตลอดเวลา หาเหตุมานานแล้วทำไมเป็นเช่นนั้น ทำไมห้ามไม่ได้

ท่านถามเรื่องเสียงทำให้เราเห็นว่าเวลาได้ยินเสียงก็ส่งใจไปไว้ที่คนพูด เห็นภาพก็ส่งใจไปไวัที่ของ ได้กลิ่นก็ส่งใจไปไว้ที่กับข้าว เราพยายามฝืนสิ่งที่เคยทำมาตลอดชีวิต เวลาได้ยินเสียงเราเอาใจไว้ที่หูตัวเอง เห็นภาพก็เอาใจไว้แค่ตา ได้กลิ่นก็เอาไว้แค่จมูก ผ่านไปทำเช่นนี้จนชิน เวลาได้ยินคนคุยกันใจเราก็ยังอยู่ข้างใน เห็นรถบนถนนใจเราก็ยังอยู่ข้างใน เกิดอะไรขึ้นใจเราก็ยังอยู่ข้างใน นี่คือจุดแรกที่เราเปลี่ยนตัวเองคือการไม่ส่งใจออกไปข้างนอก ท่านบอกว่าเคล็ดลับอยู่ตรงนี้นี่เอง เข้าใจตัวเองเห็นจุดของตัวเอง เอาใจออกไปเกาะทำไม ทำไมไม่ไว้กับตัวเองล่ะ ทุกข์ก็เพราะอย่างนี้แหละ




"ทำไมจึงต้องสอบอารมณ์ทีละคน"

มีคนถามว่าทำไมแม่ชีเกณฑ์ท่านต้องสอบอารมณ์ทีละคน ให้รวมกลุ่มกันคุยไม่ได้หรือ และการสอบอารมณ์เป็นอย่างไรเหมือนคุยปกติไหม เราตอบไปว่าแม่ชีเกณฑ์ท่านบอกเสมอ ผู้สอบอารมณ์นั้นจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ยังเดินทางอยู่ เห็นชัดจากตัวเอง ตอนแรกไม่ได้คุยกับท่าน ตอนนั้นเริ่มไปปฏิบัติที่วัดแล้ว มีแต่ความตั้งใจแต่ยังไม่มีหนทาง พอเริ่มเดินแบบเอาจริง กลับพบปัญหาว่าเดินแบบเดิมที่ทำมานานแล้วไม่ทำให้เราสงบลงเลย ยิ่งเดินยิ่งคิด แต่แบบไหนหนอที่เหมาะกับเรา เราไม่มีความรู้อะไร ไม่เคยไปอบรมที่ไหน แล้วใครจะให้คำตอบเราได้ พระที่วัดท่านก็บอกให้เดินแบบปกติ แต่ในใจเรารู้สึกว่าไม่ใช่

เมื่อมีโอกาสได้คุยกับแม่ชีเกณฑ์ ท่านจึงบอกลองแบบนี้สิ เมื่อลองแล้วเห็นผลเราจึงโทรหาท่านอีก คราวนี้ท่านจะมีคำถามให้เราไปสังเกตดูเช่น เสียงมาหาหูหรือหูไปหาเสียง ท่านมีวิธีสอนให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าไม่ไปตามความคิดที่ฟุ้งซ่าน เมื่อได้เริ่มปฏิบัติจริง เราจะมีทั้งสิ่งที่จะเล่าให้ท่านฟังและสิ่งที่จะถามท่าน ล้วนแต่เรื่องที่เกิดบนทางจงกรมหรือนั่งสมาธิ โดยเฉพาะเริ่มแรกที่นั่งสมาธิแล้วหายเงียบสงบเรานึกว่าดีเป็นอย่างนั้นอยู่ 2 อาทิตย์จนมีโอกาสถามท่านจึงหลุดมาได้

เมื่อมาเจออาการโงกง่วงก็ท่านอีกที่ให้คำแนะนำ แรกๆเรื่องที่คุยจะเป็นเรื่องนอกกายของที่พะรุงพะรัง อยู่รอบตัว เมื่อเราวางสิ่งของนอกกายได้แล้ว คราวนี้ก็ถึงเรื่องละเอียดอ่อนที่ฝังอยู่ในใจ จนถึงวันนี้ใจของเราเปลี่ยนไปราวกับคนละคน เราไม่รู้สึกว่าโลกนี้โหดร้ายและไม่ได้รู้สึกว่ามันน่าอยู่ ท่านบอกเสมอผู้สอบอารมณ์สำคัญที่สุด หากเจอผู้ที่ชี้นำได้ถูกทางเราก็จะเดินทางพ้นจากทุกข์ได้เร็ว เป็นบุญของเราที่มีโอกาสได้คุยกับท่าน ในช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงปีความทุกข์ใจที่มีมานานหลายปีมะลายหายไปสิ้น มองไปข้างในเราเห็นเพียงใจว่างเปล่า ไม่มีใครหรือสิ่งใดอยู่ในนั้น

และอีกคำถามหนึ่งที่อื่นเขามีผู้สอบอารมณ์ไหม ท่านบอกว่าที่ไหนเข้าปฏิบัติยาวๆ จะมีผู้สอบอารมณ์ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าหลวงปู่เลื่อนอาจารย์ของท่านก็สอบอารมณ์ท่านเช่นนี้ ท่านเคยบอกจะช่วยงานหลวงปู่เลื่อนเพื่อตอบแทนพระคุณท่าน แต่หลวงปู่เลื่อนกลับบอกให้ตอบแทนคุณพระพุทธศาสนา ก็เท่ากับตอบแทนคุณท่านแล้ว



" ไม่เคยฝึกสติมาก่อนค่ะ "

แม่ก็จะพานั่ง พาเดิน ให้ดูทุกอิริยาบถ ถ้าไม่เดิน ไม่นั่ง คุณจะทำงานก็ให้รู้เท่าทัน ขณะนี้คุณอยู่กับปัจจุบันไหม จิตของคุณออกไปที่อื่นไหม คุณจะทำอะไร จะคิดอะไร คุณโกรธ คุณเกลียด คุณรัก คุณชอบ ก็ให้คุณรู้เท่าทัน ให้คุณรู้เท่าทันที่จิตมันคิด มันปรุง มันแต่ง




   "ใบมะขาม"                                 

แม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่าใบมะขามขังน้ำได้ไหม ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เห็นใบมะขามจึงนึกอยู่นานและตอบท่านไปว่าใบมะขามไม่มีขอบจะขังน้ำได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าเหมือนจิตที่เป็นอุเบกขาอยู่เป็นกลางมันจะขังอารมณ์ได้อย่างไร เมื่อมีอะไรมากระทบทางอายตนะทั้ง 6 มันรู้แล้วก็วางไม่เข้าไปสัมผัสถึงใจเหมือนกับน้ำที่อยู่บนใบบัวขังน้ำไม่ได้ ดุจดังใบมะขามก็ไม่สามารถขังน้ำได้มีแต่จะไหลผ่านไม่ได้แทรกซึมเข้าไปในเนื้อใบมะขามเลย                                      

ถามท่านว่าอุเบกขาทางโลกกับอุเบกขาทางธรรมต่างกันอย่างไรท่านยกตัวอย่างให้ฟังเช่นลูกดื้อไม่ยอมฟังเตือนก็แล้วจะทิ้งไปเลยก็ไม่ได้จะเปลี่ยนเขาก็ทำไม่ได้ก็ต้องอุเบกขาคือวางแบบยังมีความยินดียินร้ายอยู่ ต้องบังคับให้ตัวเองวางทั้งที่ใจยังไม่วาง วางแบบยังมีอารมณ์ปนอยู่ วางแบบนี้ยังไม่ใช่อุเบกขาที่แท้จริง วางเพราะความจำยอมแต่ใจเขายังไม่ยอม เพราะอย่างนั้นเมื่อใดที่สติอ่อนความไม่อุเบกขาจึงยังแสดงตัวอยู่                                      

อุเบกขาที่แท้จริงนั้นคือการวางที่ไม่ต้องบังคับใจไม่มีแม้อารมณ์ใดเจือปนรู้แล้วก็วางลงทันทีในขณะนั้น แต่ทุกอย่างก็ไม่เที่ยงวันใดที่ทิ้งการดูแลใจของตัวเองอารมณ์ก็เกิดขึ้นมาอีก แม่ชีเกณฑ์ท่านจึงบอกเสมออย่าได้ประมาทเราเผลอเมื่อใดมันก็ขึ้นมาเมื่อนั้น ประมาทไม่ได้ไปจนวินาทีสุดท้ายที่สิ้นลม ท่านถามว่าแล้วอย่างนี้เราจะทิ้งการปฏิบัติได้หรือ การปฏิบัติไม่ใช่แค่นั่งหรือเดินวันละชม.แต่หมายถึงทุกลมหายใจเข้าออก ในแต่ละวันหากเราไม่ได้ปฏิบัติแบบเต็มรูปแบบ อย่างน้อยๆเราต้องรู้ทุกขณะว่าใจเราเป็นเช่นไร




"วิธีแก้อาการโงกง่วงโยกไปโยกมา"

เริ่มแรกของการปฏิบัติเมื่อผ่านเรื่องการเดินจงกรมมาได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องการนั่งสมาธิที่ยังไม่ดีนัก เริ่มแรกนั่งแล้วเงียบหาย ตัวก็หาย สถานที่ก็หาย ตอนแรกคิดว่าดีเพราะไม่ฟุ้งซ่าน แต่รู้สึกไม่มั่นใจ ถามแม่ชีเกณฑ์ท่านว่านั่งแบบนี้ถูกไหม ท่านบอกว่าไม่ได้แล้ว หายเงียบไปแบบนั้นหาใช่ดีไม่ การนั่งสมาธิที่ดีต้องมีสติรู้กายรู้ใจอยู่ครบถ้วน ต้องตื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หายไปไหน ท่านบอกว่าขณะกำลังเกิดภาวะเช่นนั้น ให้แก้ด้วยการลุกเดิน อย่าปล่อยให้ดิ่งหายไปแบบนี้                เมื่อไม่หายไปไหนกลับมาเจออีกภาวะหนึ่งคือโงกง่วงโยกไปโยกมา น่าอายมากหากใครมาเห็น แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าเพราะสติมันอ่อนเลยทำให้เสียการทรงตัว ให้เราสำรวจว่าเป็นเพราะร่างกายเราเหนื่อยอ่อนเพลียไหม หรือจะเป็นนิวรณ์ไม่เหนื่อยไม่เพลีย แต่พอเริ่มนั่งก็เริ่มง่วง อันนี้เป็นนิวรณ์แล้ว กลับมาดูตัวเองอาจจะใช่ปกติแล้วเวลาบ่าย 2 ของทุกวัน เราจะงีบหลับ แต่นี่เราไม่ได้นอน และพบว่าหลังอาหารเที่ยง เราจะรู้สึกง่วงอย่างหนัก              เมื่อเริ่มเห็นจุดที่จะแก้การโงกง่วงของตัวเองได้แล้ว จึงเปลี่ยนเวลาการกินอาหารให้เสร็จก่อนเที่ยง ประมาณบ่ายโมงเขาจะง่วงพอดี นอนเสียครึ่งชม.ก่อนไปปฏิบัติธรรม  ทำให้อาการโงกง่วงหายไปและท่านยังบอกอีกว่าอย่าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นมันจะติดเป็นนิสัย เราต้องขัดมัน ถ้ามันโงกง่วงให้เราลุกเดินทันที อย่านั่งต่อต้องฝืนลุกขึ้นมา                เมื่อผ่านอาการโงกง่วงมาแล้ว หากนั่งนานเกินไปจะมีการจมแช่อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ระยะหลังท่านให้นั่ง 5 นาที เดิน 5 นาที เพื่อไม่ให้จมแช่ทั้งขณะเดินและขณะนั่ง นั่ง 5 นาทียังไม่ทันง่วงและไม่จมในความคิด เดิน 5 นาทีก็ยังไม่ทันออกนอกวัด ทำแบบนี้แล้วทำให้มีความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดตอน แต่กว่าจะแก้ได้ไม่ใช่แค่วันเดียวนะ เราใช้เวลาร่วมๆ 3 เดือนกว่าจะแก้ได้                ถามท่านว่านั่งสมาธิลืมตาได้หรือไม่เพราะหลับตาแล้วจะพาหลับ ท่านบอกว่าจะลืมตาก็ได้ขอให้มีสติรู้ตัวอยู่ เราก็เลยนั่งหลังตรงและลืมตา หากวันไหนง่วงทั้งเดินและนั่งจนเอาไม่อยู่ จะด้วยสภาพร่างกายหรือสภาพอากาศ เราแก้ด้วยการจับไม้กวาดกวาดใบไม้ไปจนหมดชม. ดีกว่าทนนั่งง่วงเดินง่วงอยู่อย่างนั้น           ถามแม่ชีเกณฑ์ท่านว่ามีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง บางทีคิดไปข้างหน้า บางทีคิดไปข้างหลัง แม่ท่านบอกว่าพอมีความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุดเช่นกำลังจะก้าวเท้าลงหากเห็นมันก็หยุดคาอยู่อย่างนั้น เราทำตามที่ท่านบอกแล้วเราก็เห็นมันดับลงไป และอีกวิธีหนึ่งที่ท่านแนะนำเวลาที่ฟุ้งมากๆให้กำหนดไปเลยคิดหนอ คิดหนอ หลายๆครั้ง หรืออยากหนอ อยากหนอ ถ้ามันอยากขึ้นมา จะช่วยให้หายฟุ้งได้            แม้ขณะนี้จะไม่ดีเลิศมากนักแต่เบาบางจากความฟุ้งซ่านไปมาก เสียงข้างในเงียบขึ้นมากเหลือเพียงแต่เสียงภายนอก แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าผู้ใดไปร่วมปฏิบัติธรรมไม่ได้ หากมีปัญหาอารมณ์ใจท่านยินดีจะให้คำแนะนำผ่านทางโทรศัพท์




        "ที่ตรงนี้ดีไหม"                 

มีคนถามแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าที่ตรงนี้ทำเลดีไหม ซื้อแล้วจะขาดทุนไหม บอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าเขาอยู่ในพื้นที่ย่อมน่าจะรู้ดีกว่าท่าน จะมาถามท่านทำไม ท่านบอกใช่คนที่ไม่รู้ธรรมจะเป็นเช่นนั้น ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะทำอะไรต้องคอยถามคนอื่น                ท่านตอบไปว่าที่เขาดีอยู่แล้วไม่เคยด่าใคร จะไปว่าเขาไม่ดีได้อย่างไร เราซื้อไปก็บอกกล่าวมาขออยู่อาศัย เจ้าที่ก็เหมือนผู้ใหญ่ในบ้านที่อยู่มาก่อนเรา เราแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนแผ่เมตตาให้ก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ท่านสอนให้พิจารณาด้วยเหตุผลไม่ใช่ทำไปด้วยความหลง               ท่านบอกว่าผู้ใดที่ยังบนบานศาลกล่าว ขอโน่น ขอนี่ ขอพรกับพระจันทร์ ดวงดาว ภูเขา เครื่องบูชา ศาลพระภูมิ ยึดถือเครื่องรางของขลัง ถ่ายพลัง รับพลัง ยึดถือคาถาต่างๆ เชื่อร่างทรง ยังเป็นความเชื่อแบบพราหมณ์ เป็นการเชื่อนอกศาสนาพุทธ พระพุทธองค์ไม่เคยบอกให้ยึดถือสิ่งเหล่านี้ การหนีทุกข์ด้วยวิธีนี้ไม่ใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ภูมิธรรมขั้นแรกคือพระโสดาบันก็ไม่ให้ยึดถือสิ่งเหล่านี้          ถามท่านว่าหากเขาทุกข์ให้ทำเช่นไร ท่านบอกหากไม่สบายก็ไปหายากิน หากไม่มีเงินก็ทำมาหากิน หากกลัวคุณไสย์ก็ทำจิตให้มีสติแล้วจะมีพลังป้องกันตัวเอง แล้วเรื่องทุกข์ใจทำอย่างไรเล่า ท่านถามกลับพระพุทธองค์สอนให้ขอพรหรือ แค่นั้นจะช่วยได้หรือ เราตอบไปว่าพระพุทธองค์สอนให้เราหาเหตุแห่งทุกข์แล้วจึงจะดับทุกข์ได้ ท่านบอกว่าหากจะอธิฐานให้อธิฐานสัจจะบารมี เช่นหากข้าพเจ้าหายป่วย ข้าพเจ้าจะบวชรักษาศีลเป็นต้น หรืออธิฐานถึงความดีที่ตนเองได้สะสมมา              เราเป็นอีกคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ขอพรกับพระจันทร์ทรงกรด ขอพรกับดาวตก ขอพรกับศาลพระภูมิ ขึ้นรถก็ขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรถ ห้อยของกันคุณไสย์ สวดคาถาป้องกันภัย เพียงแต่ไม่ยุ่งกับร่างทรงและไม่ซื้อหวยตีความฝัน มีพระเครื่องและผ้ายันต์ เชื่อตากระตุก ใส่สายสิญจ์ สวดคาถาต่างๆ  ในรถมีสายสิญจ์และพระเครื่อง เพียงแต่ไม่มีพวงมาลัย                เมื่อปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่องวันละนิด ใจค่อยๆวางไปเองทีละอย่าง เขารู้ของเขาเองว่าสิ่งนี้ไม่ควรไปยึดถือ เราจะเป็นผู้ถามท่านเองว่าอันนี้วางได้ไหม อันนี้ไม่ทำได้ไหม เพราะอะไรที่วางได้ เพราะรู้สึกเป็นภาระที่ใจ ยึดเกาะอะไรอยู่ใจจะไม่เอาวางทิ้งทันที เพราะมันรู้แล้วว่าการยึดเกาะเป็นทุกข์ มันขยาดกลัวไม่เอาอีก คำที่จำไว้เสมอยึดเกาะคือภพชาติ หากจะถามว่าแล้วไม่ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์หรือ ใช่ใจเราไม่ได้ยึด แต่เป็นใจที่เป็นเนื้อเดียวกัน มีอยู่โดยที่ไม่ต้องยึด               เราค่อยๆวางไปทีละอย่างตามความรู้สึกของใจ ใจเกาะอะไรก็วางอันนั้น เรารู้แล้วว่าไม่มีสิ่งใดที่วิเศษไปกว่าใจที่พร้อมไปด้วยสติสมาธิและปัญญา แค่สิ่งผิดปกติเล็กน้อยเขาก็รู้ได้ ไม่ใช่มีญาณวิเศษแต่เพราะความมีสติรอบคอบละเอียดละออช่างสังเกตุ เป็นเครื่องบอกต่างหาก เราไม่หวั่นเกรงภัยธรรมชาติ ไม่กลัวความโชคร้าย ไม่กลัวอดตาย ถ้ามีสติดีแล้วเกิดเหตุนั้นจริงก็จะผ่านไปได้              ใจที่เข้าใจใจของตัวเองจึงค่อยละสิ่งที่เคยถือมา เราสละของทุกอย่างออกหมด ไม่ยึดเครื่องบูชาต่างๆ เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริงแท้เกิดขึ้นแล้วในใจดวงนี้       
           



"ทำไมต้องไปที่วัด"

มีคนถามว่าทำไมต้องไปปฏิบัติที่วัดให้ยุ่งยาก ทำที่บ้านก็ได้ มันก็ถูกของเขาแต่เรายังตอบไม่ได้ว่าทำไม เราเข้าไปเดินจงกรมในป่า ลึกเข้าไปอีก มีทางเดินโล่งๆอยู่ในนั้น ตรงนั้นไม่มีกุฏิ มีแต่พื้นดินและต้นไม้             เราเล่าให้แม่ชีเกณฑ์ท่านฟังว่าเราพบความแตกต่างของการปฏิบัติที่บ้านและในป่าที่วัดแล้ว ในป่าไม่มีพัดลมเมื่อร้อนก็ต้องทน ในป่าไม่มีที่นอนเมื่อง่วงก็ต้องทน ในป่าไม่มีของกินเมื่อหิวก็ต้องทน           อยู่บ้านเราตามใจกิเลส หิวขึ้นมาก็เดินไปที่ตู้เย็นเอาของออกมากิน หรือเดินไปรู้สึกร้อนก็เปิดแอร์แค่พัดลมไม่พอ ยิ่งง่วงหนักๆไม่ทนเลยเดินไปที่หมอน และที่บ้านมีแต่ความคุ้นเคยขาดความระแวดระวังภัย ไม่มีความตื่นตัว แต่ในป่ามีสัตว์ร้ายเราจะเผลอไม่ได้           ถึงตอนนี้เราจะมีคำตอบตอบคนนั้นแล้วแต่เราไม่คิดจะบอกเขา เพราะคำตอบนี้แจ้งอยู่ในใจเราเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว จนกระทั่งเวลาแห่งฝนตกมาถึง เราต้องเดินอยู่เพียงระเบียงเล็กๆหน้ากุฏิที่เคยคิดว่าแคบเดินไม่ได้ แต่กลับเดินได้เป็นปกติ เราคิดได้แล้วว่าที่นี่เดินได้ ที่บ้านกว้างกว่านี้อีกทำไมจะเดินไม่ได้ เรารู้แล้วว่าการเดินจงกรมไม่ได้อยู่ที่สถานที่ อยู่ที่ใจต่างหาก           แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าแรกๆก็ต้องหาสถานที่ เพราะทำอยู่ที่บ้านใจเรายังไม่ได้ แต่เมื่อมันเข้าใจแล้วที่ไหนก็เป็นวัดได้ หากมีเหตุไปไม่ได้เราเริ่มทำบ้านให้เป็นวัดได้แล้ว




"อะไรที่จะฆ่าตัวตนให้ขาดลงได้"

ก่อนหน้านั้นจะเล่าให้แม่ชีเกณฑ์ท่านฟังท่านเสมอ เวลาขับรถตัวตนมักจะขึ้นมา พักหลังไม่บีบแตรใส่รถคันที่ช้าแล้ว แต่ในใจก็ยังมีอารมณ์เกิดขึ้น หรือจะบีบแตรขอทางก็ยังมีอารมณ์ปนออกไป เดินช้าก็แล้วแต่ยังฆ่าใจที่ร้อนนี้ไม่ได้เลย ถามท่านว่าอะไรจะฆ่าตัวตนให้ขาดลงได้ ท่านบอกว่าตัวตนมันฝังลึกอยู่ในจิตอยู่ในสันดานจะเอาออกได้ ต้องใช้ปัญญาให้เห็นโทษเห็นภัยมันอย่างแท้จริง ถามว่าแล้วปัญญาอะไรจะทำให้ละมันได้ ความเมตตาปรานีเห็นอกเห็นใจเข้าใจเขาเข้าใจเรานั่นไง และท่านยังบอกว่าแค่เห็นโทษเห็นภัยเฉยๆก็ยังไม่ขาด จะให้ขาดไปเลยต้องใช้สติที่ต่อเนื่องจนเป็นลูกโซ่และหนาแน่นเหมือนกำแพงปูนจนเป็นมหาสติ และปัญญาที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกันโดยฉับพลันเท่านั้นจึงจะตัดมันขาดได้

เตือนตัวเองเสมอตายขณะเกิดอารมณ์อย่างนี้ไปเกิดเป็นงูพิษแน่ กระทั่งวันหนึ่งต้องขับรถทางไกลเข้ากรุงเทพฯ นานมากที่ไม่ได้ขับรถไกลเช่นนี้ ขณะขับเจอสิบล้อแซงโดยไม่เปิดไฟ สิบล้อเบียด แต่ยังใจเย็นได้เพราะคิดได้ว่าที่เรามีของใช้ไม่ขาดมืออยู่นี้ก็ไม่ใช่เพราะพวกเขาหรือ เรามีโอกาสแซงมากกว่าเขาตั้งหลายครั้งเขาเป็นรถใหญ่แซงยากเราควรจะให้โอกาสเขา เจอคันที่ขับช้าก็เข้าใจในสภาพรถของเขาของก็หนักรถก็เก่า เขาก็ไม่อยากขับช้าแต่ภาวะมันจำเป็น

การขับรถครั้งนั้นทำให้รู้แล้วว่าความเมตตาปรานีเข้าใจหัวอกของเขานี่เองที่ฆ่าตัวตนลงได้ เป็นการขับรถทางไกลครั้งแรกที่ไม่มีอารมณ์เสียทั้งขาไปและขากลับ เพราะขับด้วยความปรานีต่อรถทุกคันที่ร่วมเส้นทาง หากเราคิดอย่างนี้ได้ใจก็จะเย็นลง แต่กว่าจะเตือนตัวเองเช่นนี้ได้ท่านก็สอนให้เห็นอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่วันใดประมาท สติอ่อน รีบจนลืมนึกถึงหลักความจริงความร้อนใจทนไม่ได้ก็เข้ามาครอบงำ เมื่อเจอรถที่ช้ามากนำหน้า

นึกย้อนไปถึงการขับรถครั้งนั้นขับไปแบบเงียบๆ ไม่เปิดเพลงไม่กินกาแฟไม่ง่วงไม่คิดสิ่งใด ใจจดจ่ออยู่กับการขับรถและคอยสังเกตทุกอย่างอย่างระแวดระวังภัย สติตั้งมั่นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชม.ไม่แว่บไปเรื่องอื่นเลย เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นในขณะนั้นคือการสอนตัวเองให้เข้าใจรถคันอื่น และเห็นว่าความเมตตาปรานีจะทำให้เราฆ่าอัตตาตัวตนลงได้ จากการเห็นในครั้งนั้นความโกรธในใจมีน้อยมาก ทั้งชีวิตปกติและตอนขับรถออกถนนหรือในตลาด แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าเพราะมันเห็นจุดแล้วมันจึงไม่ขึ้นมาอีก

วันหนึ่งแม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่าจิตที่เป็นอุเบกขาเป็นเช่นไร ตอบท่านไปว่าจิตที่ไม่ยินดียินร้ายต่อทุกเหตุการณ์ที่เข้ามา วันถัดมาต้องขับรถผ่านเส้นทางเดิมที่เราเคยร้อนใจ เจอรถช้าอีกเช่นเคย สังเกตใจตัวเองไม่มีแม้สักนิดที่มันจะขึ้นมา จึงได้คำตอบไปตอบท่านใหม่ว่า จิตที่เป็นอุเบกขาคือจิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งต่อสิ่งที่เข้ามากระทบทางตา ทางหู หรือที่เรียกว่าทางอายตนะทั้ง 6 เป็นคำตอบที่เหมือนมาจากหนังสือแต่เป็นคำตอบที่รู้จากเหตุการณ์จริง ท่านบอกว่าทุกสิ่งล้วนมีอยู่ในธรรมชาติแล้วแต่ว่าเราจะมองเห็นไหม ทุกคำตอบล้วนมีอยู่ในใจเราไม่ต้องไปเปิดหนังสือเลยแค่อ่านลงที่ใจดวงนี้

จากเหตุการณ์นี้มองเข้าไปอีกทำไมจึงไม่มีอารมณ์ขึ้นมา เพราะมันเห็นโทษเห็นภัยของอารมณ์โกรธแล้ว โกรธขึ้นมาก็เหมือนมีไฟมาเผาให้แสบร้อน มันรู้แล้วมันจึงวางลงทันทีในขณะนั้น แต่ช่วงไหนทิ้งการปฏิบัติไปยุ่งกับเรื่องอื่น จะเห็นเลยว่าเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ใจจะทนไม่ได้ต้องพยายามหาทางแซงขึ้นไป แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าแม้จะเคยขาดไปแล้ว แต่สิ่งนี้ไม่เคยตายมันมีอยู่ประจำธาตุขันธ์ สติอ่อนกำลังเมื่อใดมันก็ขึ้นมา ท่านบอกว่าสิ่งที่ยากกว่าการทำให้จิตเป็นอุเบกขา คือการรักษาจิตให้เป็นอุเบกขาอยู่อย่างนั้น เราจะประมาทไม่ได้แม้สักวินาทีเดียวไปตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต




"คล่องแคล่วว่องไว"

แม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่า ทุกวันนี้รู้เท่าทันอารมณ์ ดับอารมณ์ทันอยู่ไหม จึงตอบท่านไปว่ายังไม่ผ่าน แต่ไม่ขังและไม่หนักเหมือนเดิม ท่านก็ว่าเหมือนขี้เยื่อปลิวมาแล้วก็ปลิวไปไม่ทำให้ขัดเคืองมาก แต่อย่าไปประมาท ตั้งจิตให้มันคล่องแคล่วว่องไว ถามท่านว่าฝึกอย่างไรให้คล่องแคล่วว่องไว ท่านก็ตอบว่ามีสติรู้เท่าทัน มีปัญญาทันมันนั่นแหละ อย่าให้มันขังอารมณ์ การรู้เท่าทันนั่นแหละเขาเรียกว่าคล่องแคล่วว่องไวทันต่อเหตุการณ์ ให้ปัญญามันตัดทันดับทัน



"เมล็ดอะไรที่หว่านลงพื้นแล้วไม่เกิดทั้งทางโลกและทางธรรม"

แม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่า เมล็ดอะไรที่หว่านลงพื้นแล้วไม่เกิดทั้งทางโลกและทางธรรม
ผู้ปฏิบัติธรรม : หากตอบทางโลกหมายถึงเมล็ดที่ฝ่อแล้วรดน้ำพรวนดินเพียงใดก็ไม่มีวันงอกเป็นต้นขึ้นมาได้อีก หากตอบทางธรรมหมายถึงใจที่หมดสิ้นกิเลสแล้ว ไม่เหลือเชื้อใดที่จะพาไปเกิดเป็นภพเป็นชาติได้อีก

แม่ชีเกณฑ์ท่านตอบว่าใช่เมล็ดลีบหรือเมล็ดที่ฝ่อแล้วหมดเชื้อที่จะไปงอกเป็นต้นใหม่ได้อีกก็เหมือนใจที่หมดเชื้อแห่งกิเลสตัณหาก็ไม่สามารถพาไปเวียนว่ายตายเกิดได้อีก



"ที่นี่เป็นมากกว่าผู้มาปฏิบัติธรรม"

เล่าให้แม่ชีเกณฑ์ท่านฟังว่า พอทุกคนเห็นภาพห้องน้ำและรู้ว่าต้องตักถ้าส้วมเต็ม เขาถอยหนีกันหมด ท่านบอกว่าท่านแค่ล้อเล่นเพื่อทดสอบใจ จริงๆแล้วห้องน้ำที่ดีก็มี กุฏิที่มีห้องน้ำในตัวก็มี ไม่มีห้องน้ำก็มี ที่เห็นเป็นห้องน้ำรวม

ท่านเล่าว่าท่านไม่ยอมให้เขามาเทถนนในวัด รักษาสภาพที่เป็นดินเป็นทรายไว้เหมือนที่มันเคยเป็นมา เพราะการเดินบนพื้นดินด้วยเท้าเปล่าเป็นการปรับธาตุในร่างกาย พื้นดินจะดูดสารพิษออกจากกาย ทำให้ร่างกายปรับตัวสมดุลขึ้น เป็นการบำบัดรักษาโดยธรรมชาติ

ถามท่านว่าท่านให้ผู้ปฏิบัติธรรมทำอะไรบ้าง ท่านบอกว่าท่านจะให้ตื่นตั้งแต่ตีสาม ไม่มีการสวดมนต์ ตื่นแล้วให้ปฏิบัติเลย เช้าขึ้นมาท่านก็จะให้ผู้ปฏิบัติธรรมแม้จะเป็นผู้หญิงก็ตาม สะพายบาตรออกบินฑบาตรเข้าไปในหมู่บ้านตามหลังหลวงพ่อไป เราจะได้สัมผัสกับคุณค่าแห่งการให้ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจเราให้อ่อนโยนขึ้น และรู้ค่าในอาหารที่เขาใส่บาตรมา

กลับมาทานอาหาร 8 โมงเช้า ถ้าใครจะทาน 2 มื้อก็ให้เก็บไว้เอง จะทานในบาตรหรือนอกบาตรก็ได้ จะใช้ช้อนหรือใช้มือก็ได้ ถ้ามาน้อยวันท่านจะไม่ให้ทำอะไรเลย ให้ปฏิบัติอย่างเดียว จะในห้องหรือตามมุมใดมุมหนึ่งของป่าไผ่แล้วแต่จะเลือกเอา ท่านจะสอบอารมณ์ให้ทุกวัน เวลาไหนก็ได้ที่สะดวก

ชีวิตที่นี่เป็นมากกว่าแค่ผู้มาปฏิบัติธรรม คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากแล้วในสมัยนี้ และได้สัมผัสกับคำว่าให้ที่มาจากคนที่เราไม่เคยรู้จัก ซึ่งโอกาสเช่นนี้หาได้ยากในเมืองใหญ่ สัมผัสกับความประทับใจสักครั้งหนึ่งในชีวิตได้ที่นี่ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด



"จิตที่เป็นอุเบกขาเป็นเช่นไร"

วันหนึ่งแม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่าจิตที่เป็นอุเบกขาเป็นเช่นไร ตอบท่านไปว่าจิตที่ไม่ยินดียินร้ายต่อทุกเหตุการณ์ที่เข้ามา วันถัดมาต้องขับรถผ่านเส้นทางเดิมที่เราเคยร้อนใจ เจอรถช้าอีกเช่นเคย สังเกตใจตัวเองไม่มีแม้สักนิดที่มันจะขึ้นมา จึงได้คำตอบไปตอบท่านใหม่ว่า จิตที่เป็นอุเบกขาคือจิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งต่อสิ่งที่เข้ามากระทบทางตา ทางหู หรือที่เรียกว่าทางอายตนะทั้ง 6 เป็นคำตอบที่เหมือนมาจากหนังสือแต่เป็นคำตอบที่รู้จากเหตุการณ์จริง ท่านบอกว่าทุกสิ่งล้วนมีอยู่ในธรรมชาติ แล้วแต่ว่าเราจะมองเห็นไหม ทุกคำตอบล้วนมีอยู่ในใจเรา ไม่ต้องไปเปิดหนังสือเลยแค่อ่านลงที่ใจดวงนี้



"มานพ 16 ถามปัญหาพระพุทธเจ้า ตอนที่ 1"

อชิตะ พราหมณ์ : " โลกคือหมู่สัตว์อันอะไรปิดบังไว้ ย่อมไม่เห็นตามปรากฎ ตามเหตุอะไร พระองค์ย่อมตรัสอะไรว่าเป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลก อะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น"

พระพุทธองค์ : "โลกคือหมู่สัตว์อันอวิชชาปิดบังไว้ ย่อมไม่เห็นปรากฏเพราะความอยากมีประการต่างๆ เราตถาคต กล่าวความอยากว่า เป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลกนั้น ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น
"



"มาณพ 16 ถามปัญหาพระพุทธเจ้า ตอนที่ 2"

อชิตมาณพ : "กระแสคือความอยากทั้งหลาย ย่อมหลั่งไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง อะไรเป็นจุดทำบนเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องปิดกระแสเหล่านั้น กระแสเหล่านั้นอันผู้ปฏิบัติจะสละเสียได้ด้วยธรรมอะไร"

พระพุทธองค์ : "กระแสคือความอยากทั้งหลายเหล่าใดในโลกนี้ สติเป็นจุดทำบนเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เราตถาคตย่อมกล่าวว่าสติเป็นเครื่องปิดกระแสเหล่านั้น กระแสเกล่านั้นอันผู้ปฏิบัติจะละเสียได้ด้วยปัญญา"



 เปิดอ่านหน้านี้  1681 

แนะนำสถานปฏิบัติธรรม



  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย