ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมและสวดมนต์ข้ามปีเพื่อความเป็นสิริมงคล 28 ธค. 56-1 มค. 57 มูลนิธินิธิกร บางปู สมุทรปราการ เยื้องวัดอโศการาม
 UMP   11 ธ.ค. 2556

1. สถานที่ตั้ง : ตรงข้ามกับสว่างคนิเวศสถาน เยื้องวัดอโศการาม เลยฟาร์มจระเข้ไปเล็กน้อย ติดริมถนน จากบางนาอยู่ด้านซ้ายมือ


DT012174

UMP

11 ธ.ค. 2556

2. บรรยากาศ :

มูลนิธินิธิกร ไม่ใช่วัด เป็นสถานที่ส่วนบุคคล ก่อสร้างแบบศิลปะชาวจีนแต่เน้นพระพุทธศาสนา ปกติจะใช้สวดมนต์แบบภาษาจีนทุกวันอาทิตย์ นอกเวลานั้นจะปิดไม่สามารถเข้าได้ และเริ่มเปิดให้ใช้สถานที่สำหรับการปฏิบัติธรรมปีนี้เป็นปีแรก ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดทุกช่วงที่มีวันหยุดยาว

นอกเวลานั้นไม่สามารถเข้ามาที่นี่ได้ เพราะประตูด้านหน้าจะปิด มีห้องนอนกว่า 30 ห้อง บนเนื้อที่ 9 ไร่ เต็มไปด้วยสวนที่ตกแต่งไว้อย่างดี อากาศร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวจะไม่มีกลิ่นมาจากโรงงานหมดกังวลเรื่องนี้ได้ มีสนามหญ้าให้กางเต็นท์ มีศาลาใหญ่ให้กางมุ้งหากไม่ต้องการนอนในห้อง มีห้องน้ำพอเพียง สามารถบรรุคนได้นับพันบนสถานที่แห่งนี้ มีถ้ำพุทโธเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่สร้างไว้สำหรับการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ



-















































********กิจกรรมในครั้งนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ร่วมปฏิบัติธรรมถึง 20 คนเท่านั้น ทางสถานที่จึงจะเปิดให้เข้าไปใช้ได้ จึงขอรบกวนผู้ที่ตั้งใจไปปฏิบัติธรรมจริงๆ โทรไปแจ้งชื่อและทิ้งหมายเลขที่ติดต่อกลับได้ หากรวบรวมถึง 20 คนจึงจะโทรไปยืนยันการจัดการปฏิบัติธรรมครั้งนี้อีกครั้ง กรุณาแจ้งชื่อภายในวันที่ 23 ธค. 56**********

1. สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติแนวไหน วิธีไหน ได้ที่แม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ท่านเป็นผู้นำปฏิบัติ และสอบอารมณ์ตัวต่อตัว รวมทั้งหากมีคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติก็จะสอนและแก้ปัญหาให้ตัวต่อตัวเช่นกัน ท่านเป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเราตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย 086 8540049 (ดีแทค) 0861009373 (วันทูคอล)

2. แจ้งชื่อลงทะเบียนได้ที่ คุณมยุรี 0864551814

หรือติดต่อท่านได้ผ่านทางเฟสบุค แม่ชีเกณฑ์ วัดป่าเจดีย์ ซึ่งท่านไม่ได้ใช้เอง แต่มีผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งอ่านให้ท่านฟังเสมอและลงข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมให้ท่าน
https://www.facebook.com/profile.php?id=100006281232950&ref=tn_tnmn



****ผู้นำปฏิบัติและผู้สอบอารมณ์******

แม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ท่านอยู่ประจำที่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม(สำนักวิปัสสนากรรมฐานขุนศึกเทพพญา) อ.เมือง จ. ร้อยเอ็ด ท่านทำหน้าที่เป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นั่น อดีตท่านเคยเป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรมที่วัดร่ำเปิง ตโปทาราม อ.เมือง จ. เชียงใหม่ หลายสิบปี และเคยเป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรมที่วัดเขาถ้ำ บางละมุง ชลบุรี 1 พรรษา และท่านจะเดินทางมาจากร้อยเอ็ดทุกครั้งที่มีการเปิดปฏิบัติธรรมที่สมุทรปราการ

การเลือกครูบาอาจารย์เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ถ้าเราเลือกผิดอาจจะทำให้หลงทางและเนิ่นช้าอาจปีเดียวหรือหลายปี แม่ชีเกณฑ์ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความสามารถภาคปฏิบัติ ภาคปริยัติท่านก็มีความแตกฉาน หากท่านใดอ่านแล้วไม่เข้าใจประโยคหรือบาลีคำใด หากท่านตอบได้ท่านก็จะยินดีตอบค่ะ



****แม่สอนปฏิบัติแนวไหนค่ะ?*****

"วิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4  มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ดับอารมณ์ได้ทันปัจจุบัน ถามว่าแนวไหนก็แนวมรรคมีองค์ 8 คุณจะเอาแนวไหนก็ได้ แต่ให้คุณเอาแนวเจริญสติปัฏฐาน 4  สติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่เฉพาะหนอ แม่เปิดกว้าง อะไรก็ได้  "

"มีผู้ปฏิบัติคนหนึ่ง เขาเล่นสมถะ จิตนิ่งเข้าฌานอยู่เป็นสิบปี แต่เขาไม่เจริญสติเลยทำให้เขาข้องอยู่นั่น เขาบริกรรมพุทโธ แม่ก็เลยบอกว่าก็เธอขาดสติและปัญญา เธอจงเจริญสติโดยเอาพุทโธนั่นแหละ "

"สติปัฏฐาน 4 กว้างคุณจะเอาวิธีกรรมใดก็ได้ คุณจะเอา 84,000 พระธรรมขันธ์มากำหนด คุณจะกำหนดเพ่งอะไร แต่จิตคุณสงบแล้วคุณต้องเจริญสติ ให้รู้เท่าทันอารมณ์มากระทบทางตาหูลิ้นจมูกกายใจ คุณจะบริกรรมอะไรก็ได้ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ก็ได้ ที่ล่อจิตคุณให้สงบก่อนแล้วทีนี้คุณแม่จะให้คุณเดินสติรู้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบัน คุณต้องมีสติไม่ใช่หรือจึงจะรู้เท่าทันใช่ไหม"

"แม่ก็มีวิธีถามของแม่เหมือนกัน ในผู้ที่ไม่มีคำบริกรรมอะไรเลย ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์วันยังค่ำนั่นแหละ ให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ว่าคุณโกรธ ว่าคุณเกลียด คุณมีโทสะ คุณมีโมโหไหม ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่คุณคิด ที่คุณปรุงแต่ง ให้รู้เท่าทันอารมณ์ ให้เจริญสติ"

"ถ้าให้เอาหนอเข้าไป เขาฝืน เขาเคือง เขาอึดอัด ก็เอาอะไรก็ได้ ที่เธอจะรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้ เธอก็ต้องเจริญสติอีกนั่นแหละ มีสติรู้ลมหายใจเข้าสั้น มีอารมณ์แผ่วเบาก็รู้ จิตเป็นปิติก็รู้ มีอารมณ์เข้ามากระทบก็รู้ ลงสติปัฏฐาน 4 อย่างเหมือนกัน เช่นหลวงปู่มั่นที่โลกเล่าลือ ท่านหลงสมาธิหลงฌานอยู่ตั้ง 20 ปี เพราะท่านไม่เจริญสติ พอท่านมาเจริญสติ ท่านก็บอกว่าเราโง่อยู่ตั้งนาน "

"คุณต้องเจริญสติตาม เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา ให้คุณรู้เท่าทันว่าเวลาทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ทางโรค ทุกข์ทางใจ ทุกข์พยาบาทอาฆาต ให้มีสติรู้เท่าทัน  ดับอารมณ์ทันจิตของคุณ ที่มันคิด ปรุงแต่ง ย่อลงมาให้คุณดูกายกับใจ รู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันแล้วก็วางได้ ตัดได้ ให้เห็นความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ดับไป เห็นทุกขัง อนิจจัง"



******ตารางการปฏิบัติธรรม*****

ตอบจากแม่ชีเกณฑ์ " เริ่มเข้าไปได้ตั้งแต่เช้าวันที่ 28 ธค. ไปถึงถ้ายังไม่กล่าวกรรมฐานก็แนะนำเดินนั่งอย่างเดียว ปฏิบัติได้เลยไม่รีรออะไรจนถึงเวลาสวดมนต์ สวดมนต์แล้วก็ปฏิบัติต่ออีกจนถึงเวลา 4 ทุ่ม คนไหนจะเอาสว่างเลยก็ไม่ห้าม ใครจะนอนเที่ยงคืนก็ไม่ห้าม จะเดินทั้งคืนก็ไม่ห้าม และวันสุดท้ายจะให้ออกศีลช่วงเช้าของวันที่ 1 มค. 57"

วันอาทิตย์ที่ 29 – อังคารที่ 31 ธันวาคม 56
- 4.30 น. ถึงห้องอบรมเพื่อเตรียมตัวทำวัตรเช้า
 - 5.00 ทำวัตรเช้า
- 7.00 รับประทานข้าวต้ม 
- 9.00 เริ่มปฏิบัติธรรม
- 11.00 รับประทานอาหาร 
- 13.00 ฝึกการปฏิบัติ (อาจมีพักเบรค /พักผ่อนอิริยาบท)
- 18.00 - 22.00 น. ทำวัตรเย็น และฝึกปฏิบัติ
****คืนวันที่ 31 จะมีสวดมนต์ข้ามปีตั้งแต่ห้าทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืนครึ่ง ในคืนนั้นใครจะปฏิบัติรับปีใหม่ถึงเช้าเลยก็ไม่ว่า ฉลองทั้งคืนเคยมาแล้ว น่าจะลองปฏิบัติทั้งคืนแทนบ้างก็ได้นะ*****

พุธที่ 1มค. (วันสุดท้ายของการปฏิบัติ)
- 4.30 น. ถึงห้องอบรมเพื่อเตรียมตัวทำวัตรเช้า
 - 5.00 ทำวัตรเช้า
- 7.00 รับประทานข้าวต้ม 
- 9.00 ฟังบรรยายการฝึกปฏิบัติพร้อมตอบคำถาม โดยแม่ชีเกณฑ์
- 11.00 รับประทานอาหาร 
- 13.00 ลาสิกขา ปิดการอบรมปฏิบัติธรรม หรือท่านใดมีความจำเป็นต้องกลับแต่เช้าก็สามารถลาศีลกลับก่อนได้



*******สิ่งที่อาจต้องเตรียมไป******

ที่นี่เปิดปฏิบัติธรรมเฉพาะกิจ ของใช้บางส่วนต้องเตรียมไปเอง หมอนนิ่มๆ เพราะที่มีเป็นหมอนแข็งแบบทางอีสาน ผ้าห่มอาจเป็นผ้าคลุมบางๆหรือผ้าขนหนูผืนใหญ่ก็ได้ ผ้าปูนอน เสื่อพอจะมีหรือใครมีรถสามารถนำติดไปได้  มุ้งมีให้ประมาณ 30 หลัง หากไม่พอมีบริการขายหลังละ 250-300 กว่าบาท ถ้ามีนำติดไปด้วยได้ค่ะ

หากใครมีเต้นท์สามารถนำไปกางนอนได้เลย เตรียมตัวไปเหมือนไปเขาใหญ่ ยกเว้นอาหารไม่ต้องนำไปค่ะ สามารถซักผ้าได้แต่ต้องนำไม้แขวนไปเอง ห้องนอนมีประมาณ 20 กว่าห้องในห้องนอนมีห้องน้ำ และสามารถนอนในศาลาใหญ่โล่งๆได้หากใครชอบลมเย็นๆ กาแฟมีให้บริการ อุปกรณ์กันยุงแบบฉีด ธูปยุง ไฟแช็ค และหากใครนำพัดลมติดรถไปด้วยจะยิ่งดีค่ะ  สำหรับชุดหากท่านใดไม่มีชุดขาวสามารถโทรไปขอยืมกับท่านแม่ชีได้ ท่านจะนำมาจากร้อยเอ็ด หรือใช้เสื้อผ้าสีอ่อนเช่นขาว ครีม หรือเป็นเสื้อขาวกับกางเกงดำก็ได้ และเตรียมใจไปเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆค่ะ



*******รวมเรื่องเล่าอารมณ์ใจผู้ปฏิบัติธรรมกับแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์*****

1. เรื่องเล่าจากคุณตั้ว http://pantip.com/topic/31339171

2.เรื่องเล่าจากแม่ชีนัน http://pantip.com/topic/31339156

3. เรื่องเล่าจากคุณมยุรี http://pantip.com/topic/31339147/comment2

4. เรื่องเล่าจากคุณญ.http://pantip.com/topic/31140880



จากคุณ เหน่ง เจ้าปัญญาประสบการณ์เล่าสู่กันฟังครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ปฎิบัติธรรมกับท่านแม่ชีเกณฑ์               

 ตอนแรกยังไม่รู้จักท่านแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ จาก วัดป่าเจดีย์เทวธรรม(สำนักวิปัสสนากรรมฐานขุนศึกเทพพญา)  หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เจอปฏิบัติธรรมในวันที่ 4-8 ธันวาคม 2556 สถานที่ มูลนิธินิธิกร เห็นว่าใกล้บ้านก่อนตัดสินใจได้โทรถามหลายที่เหมือนกัน แต่ไกลบ้านไม่สะดวก ใจคิดว่าจะเข้าร่วมปฏิบัติธรรมที่นี้ จากนั้นจึงได้โทรติดต่อคุณมยุรี เพื่อสอบถามข้อมูล รู้สึกกลัวว่าสถานที่ปฎิบัติธรรมเป็นอย่างไรเพราะไม่รู้จัก จะดีหรือไม่หนอ จะอยู่ได้หรือเปล่า อาหารจะทานได้ไหม และบอกความตั้งใจจะมาปฏิบัติธรรม ในวันที่ 4-10 ธันวาคม2556ได้ไหม

เธอได้โทรถามท่านแม่ชีให้ ท่านแม่ชีบอกว่าได้ จะมาให้วันที่ 4-10 ธันวาคม 2556 เราได้มีการพูดคุยกันเป็นครั้งแรกพอได้ยินเสียงในความรู้สึกว่า เธอเป็นคนที่น่าจะอยู่กับธรรมะมานานแล้ว แต่ในความเป็นจริง เข้ามาปฏิบัติธรรมรุ่นเดียวกัน แต่เคยติดต่อกับท่านแม่ชีทางโทรศัพท์ และจะอยู่ช่วยท่านแม่ชีในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ในใจดิฉันคิดว่าเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆเราคงมีบุญร่วมกันมาถึงได้มาเจอกัน จะที่ได้มาปฏิบัติธรรมด้วยกัน ความตั้งใจจริงจึงเกิดขึ้นไม่เปลี่ยนใจไปที่ไหนแล้ว จึงตัดสินใจมาปฏิบัติธรรมกับท่านแม่ชีเกณฑ์ที่นี้              

วันแรกที่เจอกับท่านแม่ชีเกณฑ์ ท่านสอบถามข้อมูลเบื้องตนในการปฏิบัติธรรมว่าเราเคยปฏิบัติธรรมมาก่อนหรือไม่ อย่างไร ถนัดแบบไหนก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน หลังจากนั้นท่านได้แนะนำคำสั่งสอนของพระศาสดาและกุศโลบายซึ่งเราเข้าใจได้ง่ายๆ แรงศรัทธาของท่านช่วยคนได้พ้นทุกข์ได้มากมายจริงๆ เพราะทุกคนเริ่มเสพติดกับสิ่งที่ทันสมัยไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงมากเกินไป เช่น เฟสบุ้ค ไลน์ ละคร นิยาย เหตุการณ์บ้านเมือง กับสิ่งของยั่วยุซึ่งทำให้เกิดกิเลสเป็นสิ่งที่ทำให้ จิตรับแล้วมาปรุงแต่งมากเกินไป ทำให้เกิดทุกข์ จิตยึดติดกับสิ่งของเหล่านั้น

เมื่อได้มาปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านแม่ชี จะมีการสอบอารมณ์ของเราทุกวันหลังจากปฏิบัติธรรม ประมาณช่วงบ่าย3โมง เพื่อพัฒนาการปฏิบัติธรรมของเราให้มีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งท่านจะช่วยแก้ในจุดที่เราติดขัดอยู่ ท่านบอกว่าหากผู้ปฏิบัติใหม่มีโอกาสได้สอบอารมณ์ขณะปฏิบัติธรรมจะทำให้การปฏิบัติธรรมนั้นก้าวหน้าไม่ติดขัด  เมื่อท่านมีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านตั้งใจจริง อดทน เชื่อมั่น และอย่าเบื่อหน่าย การกระทำซ้ำซาก ความเพียรทำให้เกิดสมาธิ การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ซึ่งจะนำพาชีวิตของท่านไปพบกับความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิต ให้จิตใจของเราอยู่กับความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง จิตที่ไม่ต้องปรุงแต่งก็เป็นสุขแล้ว

หลังจากได้ปฏิบัติธรรมกับท่านแม่ชีเกณฑ์เราได้อะไรกับชีวิตกลับมา
-รับรู้การเคลื่อนไหวของจิต ที่มีการเกิดและดับไป
-จิตใจแจ่มใส มีความสุขกับปัจจุบัน ทำใจได้ไม่ทุกข์กับอดีตที่ผ่านมา และอนาคตที่ยังไม่เกิด
-ปล่อยว่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมีสติ ทำให้เกิดปัญญา
-จิตที่ไม่ยึดติดกับอารมณ์ มีความสุขขึ้น นิ่งขึ้น มีสมาธิ สงบเงียบขึ้น
-ลดความกลัวใจของตนเอง ความไม่รู้สติ หลีกเลียงความขัดแย้งในใจ เมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ต้องการฟัง ปล่อยไป ไม่เอามาเป็นอารมณ์ ทำให้เราทุกข์
-รับรู้ความเป็นจริงของจิตกับอารมณ์ของเราสามารถแยกออกจากกันได้ ดับทุกข์อยู่ที่จิตของเราเอง
-สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น แปลความหมายคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ฟังพระเทศนาของท่านแม่ชี ให้มีการถาม-ตอบของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีข้อสงสัยทุกวัน
-ดีใจที่ได้เจอแม่ๆ พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้องๆ  ทั้งหลาย ที่แชร์ประสบการณ์ได้มาเล่าสู่กันฟังทำให้รู้ว่าคนมีทุกข์ อยู่ที่ใจตัวเองจริง ๆ ความสุขไม่ได้ไกลตัวเลย มีข้อเสนอแนะ ให้ข้อคิด และมีสิ่งที่เราไม่รู้ก็ได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยรู้จักก็ได้รู้จัก แนะนำสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน สาธุ
-ทำใจให้เป็นกลางไม่ไปยึดติดสิ่งของที่อยากได้แล้วไม่ได้ ความปรุงแต่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ความทุกข์ก็ไม่มี 
-เราทุกข์ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่นทำให้เราทุกข์ และเราทุกข์เพราะเราไม่รู้ ตอนนี้เรารู้ทางออกจากทุกข์แล้ว เพราะใจที่ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่ยึด กับสิ่งที่เป็นทุกข์ จะทุกข์ได้อย่างไร
 -เราสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้ให้ของท่าน ให้อย่างไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ท่านบอกให้ผู้ปฎิบัติธรรมนำอาวุธที่สอนกลับไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ทุกวัน ไม่ต้องนำกลับมาคืนท่าน            
 - ได้พบเจอคุณแม่ชีนันด้วยค่ะ ท่านใจดีมาก ท่านได้มาช่วยท่านแม่ชีเกณฑ์ เสียสละเวลาทำอาหารอร่อยให้เราทานทุกมื้อ  ขอบคุณแม่ชีนันที่ทำอาหารให้เราทานทุกมื้อ และน้ำปานะตลอด 7 วัน ทำให้คนที่มาปฏิบัติธรรมได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีความสุข ขอให้ความดีของท่านทำให้ท่านถึงพระนิพพาน เร็ว ๆนะค่ะ
-โชคดีต้อนรับปีใหม่ได้พบท่านแม่ชีเกณฑ์ ขอขอบพระคุณท่านและเจ้าของสถานที่ (คุณอาอี๊) มูลนิธิ นิธิกรให้สถานที่ที่ดีๆ สวย เงียบสงบ สะดวกสบาย สะอาด ยังมีอยู่ในจังหวัด สมุทรปราการ               

 ใกล้จะปีใหม่แล้วขอนำเสนอสิ่งดีๆให้กับชีวิตเพื่อมาปฏิบัติธรรมในวันที่ 28-1 มกราคม 2557 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ตอนรับปีมะเมีย  พ.ศ.2557 เราเกิดมาแล้วได้มาปฏิบัติธรรมครั้งหนึ่งในชีวิตก็เกินคุ้มแล้ว ทำชีวิตให้มีสุขไม่ยากอย่างที่คิด อย่าจมอยู่กับความทุกข์ มันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเศร้าหมอง เพียงท่านเปลี่ยนความคิดมันก็กิ๊กเลยค่ะ เปิดโอกาสให้กับตัวเองให้ได้พบเจอสิ่งใหม่ๆในชีวิต  

 ถ้าท่านสนใจมาปฏิบัติธรรมในช่วงปีใหม่ สวดมนต์ข้ามปีในวันที่ 28-1 มกราคม 2557 อย่าลังเลที่จะเลือกที่นี้ ท่านจะได้ในสิ่งที่คาดไม่ถึงกับชีวิตที่มีสุขเป็นอย่างไร ท่านแม่ชีเกณฑ์ ท่านต้องการถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธองค์ให้กับผู้ที่สนใจได้รู้และนำไปปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ท่านแม่ชีจะสอนคือแนวทางการปฏิบัติ สติปัฎฐานสี่ เบื้องต้น เพื่อให้รู้กาย รู้จิต รู้สติ รู้ลมหายใจ เพื่อให้เกิดปัญญา....ถ้าท่านสนใจติดต่อเบอร์โทรศัพท์ คุณมยุรี 086-455-1814



"ปัจจุบันคืออะไรค่ะ"

" ถ้าทุกข์เกิดขึ้นมาในใจ โกรธขึ้นมาในใจ ก็ให้รู้ว่ามันโกรธ แล้วก็ใช้ปัญญาดับมันทัน ทุกข์เกิดขึ้นให้รู้เท่าทันแล้วก็วางมันหรือปล่อยมันไป ก็เหมือนว่าปล่อยให้มันดับไป รู้เท่าทันมันโกรธ มันเกลียด มันพยาบาท มันอาฆาต มันพอใจ รัก ชอบ ชัง ให้คุณรู้หมด รู้แล้วคุณก็วางมัน อารมณ์มันดีคุณก็อย่าไปหลงมัน "



" คาถาพระพุทธเจ้า "

คุณแม่ท่านขจัดความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาต ความพยาบาท ท่านให้คาถา คาถาคือให้รู้แล้ววาง คาถาพระพุทธเจ้า รู้แล้ววาง รู้มันเกลียดแล้วก็วาง ถ้าใครวางได้ก็มีความสุข ใครวางไม่ได้ก็ทุกข์ร่ำไป อย่าให้ไปยึดกาย มันป่วยก็สักแต่ว่ามันป่วย



*****ประกาศรับอาสาสมัครผู้ใจบุญร่วมเป็นธรรมะบริกร ให้กับผู้ปฏิบัติธรรม ช่วงวันที่ 28 ธค. 56-1 มค. 57*******

การจัดปฏิบัติธรรมที่ผ่านมามีผู้ร่วมปฏิบัติเพียงแค่ 17 คน แต่ยาวนานหลายวัน ผู้ที่ทำอาหารเลี้ยงผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหมดมีเพียงแม่ชีนัน ท่านเดียว ท่านเดินทางมาจากร้อยเอ็ด แม่ชีทั้ง 2 ท่านต้องเตรียมทุกอย่างเองแม้เรื่องอาหารให้กับผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านเหนื่อยมากและท่านไม่ได้มีโอกาสร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านอื่นเลย จึงขอรบกวนท่านผู้ใจบุญที่เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อผู้ที่ปฏิบัติที่หวังความพ้นทุกข์ ติดต่อลงชื่อได้ที่แม่ชีเกณฑ์ ตามเบอร์ที่แจ้งไว้ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ







                    "นั่งสมาธิแล้วสั่นแบบเจ้าเข้า" 

ไปอ่านเจอข้อความทางอินเตอร์เนตจึงนำมาอ่านให้แม่ชีเกณฑ์ท่านฟัง คือผมมีปัญหานั่งสมาธิแล้วเกิดอาการสั่นนะครับ ก่อนหน้านี้ ผมไม่ได้จริงจังกับการนั่งสมาธิมากนัก ...แต่ผมพึ่งมาฝึกนั่งจริง ๆ จัง ๆ ระยะหลังมานี้เอง เบ็ดเสร็จก็ผ่านมา 1 ปี เห็นจะได้ แต่ปัญหาคือ นั่งแล้วเกิดอาการสั่นแบบเจ้าเข้านะซิครับอาการมีดังนี้ครับ... แขนสองขาจะสั่นแรงมาก ๆ ... แต่หน้าไม่สั่น... บางครั้งมือทั้งสองข้างก็สบัดขึ้นมาตบเข่าซะงั้น... บางครั้งขามันก็ร่วมสั่นกับเขาด้วย เรียกว่ามันสั่น จนตีกับพื้นเสียงดังเชียว... นึกถึงภาพเวลาคนทรงเจ้าเข้าผี อาการสั่นป็นอย่างนั้นเลยครับ... 
แม้กระทั่งตอนนั่งสมาธิแล้วกำลังสั่น ๆ ผมลองลืมตาขึ้นมาดูตัวเอง ก็ยังเห็นแขนตัวเองสั่นอยู่เลย ...งงเลย... บางครั้งสวดมนต์ไป โดยไม่ได้หลับตาแต่ประการใด ... พอเกิดสมาธิขึ้นมา ร่างกายผมก็สั่นแล้วครับ... หรือบางครั้งอยู่ในท่ายืน หรือแม้แต่ท่านั่ง แค่ลองรวมสมาธิเล่น ๆ ... มันก็สั่นได้ง่าย ๆ แล้วครับ... แถมเวลาสั่นนี้ห้ามเอาสติไปข่มให้มันหยุด ... มิฉะนั้นจะสั่นแรงกว่าเดิม...
 อาการปิติเหล่านี้มีใครเป็นบ้างครับนี้คืออาการเมื่อก่อนผมเลยต้องใช้วิธี สั่นก็ช่างมัน ไม่สนใจ ปล่อยมันไป... ทุกวันนี้ก็ดีขึ้นครับ... แต่มันก็ยังสั่นอยู่ดี ....ยังไม่หายซักที ... แต่ความแรงของการสั่น มันเบากว่าเมื่อก่อนเยอะ... คือมันจะสั่นได้ซักพัก ... เดี่ยวก็หยุดไป ... แต่อยู่ดี ๆ ก็จะสั่นขึ้นมาอีก ... ไม่รู้มันจะสั่นเมื่อไร เวลาใด ไม่สามารถบอกได้... เท่าที่สังเกตอาการสั่นของตัวเอง จะเริ่มมาช่วงท้าย ๆ ของการนั่งสมาธิ... เพราะช่วงท้าย ๆ ของการนั่งสมาธิ ผมจะเริ่มคุมสติไม่อยู่ ...ไม่รู้เกี่ยวกันหรือป่าว...
อาการปิติจากการนั่งสมาธิ ไม่ว่า จะเหน็บชา ปวดแข็ง ปวดขา นั่งแล้วหลับ ตกภวังค์ น้ำลายไหล เห็นนิมิต เห็นแสงสี รู้สึกเหมือนแขนขาหายไป ขนลุกซู่ คันตามเนื้อตามตัว ผมก็ผ่านมาหมด... เหลือเจ้าอาการสั่นนี้แหละ ทำยังไง มันไม่หายซักที

รบกวนผู้ทรงความรู้ในห้องนี้ช่วงชี้แนะหน่อยครับอาการปีติแบบนี้ มันเกิดจากอะไร และช่วยชี้ทางแก้ที่ถูกวิธีหน่อยครับ สำหรับวิธีการฝึกขอเล่าอย่างละเอียด จะได้เป็นข้อมูลประกอบ... ผมจะสวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิทุกครั้ง ... บทสวดประจำก็คือ อิติปิโส กับ ชินบัญชร (หันหน้าไปทิศตะวันตก)... จะนั่งขัดสมาธิธรรมดาบนพื้นกระเบื้องนี้แหละ... ใช้มือซ้ายและขวา วางผาดไปบนขา ... ไม่ได้ใช้วิธีวางมือขวาทับมือซ้าย แต่ประการใด...
เมื่อก่อนพยายามฝึกแบบเพ่งกสิณแต่ไม่ถูกจริต... เลยใช้วิธีดูลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มีคำ ภาวนา แต่อย่างใด... จากเริ่มแรกนั่งได้เต็มที่ 20 นาที ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น จนทุกวันนี้นั่งได้ 2 ชั่วโมง... ไม่ว่าจะกลางดึก หลังเที่ยงคืน ตอนเช้าตรู่ ตอนเที่ยง ตอนบ่าย นั่งได้ทุกเวลา แล้วแต่ความสะดวก... ผมฝึกนั่งเองไม่มีใครสอนตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ... พอออกจากสมาธิ ก็จะรีบอธิษฐาน อุทิศส่วนบุญกุศลทุกครั้งขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาตอบครับ 

สารภาพนะครับ ผมอ่านทุกความเห็น ...ที่มาตอบทุกกระทู้เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขอาการนั่งสมาธิแล้วเกิดสั่นบอกตามตรงผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรอุปมาเหมือนคนโน่นคนนี้ บอกว่าทานยาโน่นดี ทานยาตัวนี้ซิดี ... แต่มันก็แก้ไม่ตรงจุดแต่พอคุณพี่อธิบาย เหมือนชี้ทางสว่างมาก ๆ ครับขอบพระคุณมากครับ

แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่า........เป็นนิวรณ์ผสมด้วยวิบากของคุณ ทำให้มีอาการเช่นนั้น สติคุณอ่อน คุณต้องเจริญสติจนเป็นมหาสติจนข้ามพ้นมันได้ ให้เดิน 5 นาที นั่ง 5 นาที จนสติมีกำลังอย่าเพิ่งเพิ่มเวลา ถ้าหากว่า 5 นาทียังเป็นอีกให้ลดเวลาลงจนเหลือ 2 นาที ให้สติถี่ยิบและต่อเนื่องให้นานที่สุด พอกำลังจะเกิดอาการเช่นนั้นให้เปลี่ยนอิริยาบถทันที อย่าไปฝืนจมแช่อยู่เช่นนั้น คุณนั่งสมาธินานไปจมแช่อยู่ในสมาธิจนสติอ่อน 
ถ้าเรามีสติมากพอมันจะรู้ความเจ็บความปวดที่เกิดจากการนั่งนาน ต้องฝึกจนมีสติให้รู้ทันก่อนที่อาการจะเกิด ถึงมันจะเกิดขึ้นมาอย่าไปยินดียินร้ายกับมัน สติเท่านั้นที่จะแก้มันได้ คุณปล่อยให้เป็นนานเกินไป หากมีผู้แก้อารมณ์ให้ตั้งแต่เริ่มต้นจะไม่เป็นนานขนาดนี้ บางคนเป็นมากกว่านี้เช่นเอาหัวโขกพื้นหรือเอามือตบหน้าผาก ก็เพราะสติอ่อนและด้วยวิบาก แต่ไม่ต้องไปสนใจว่าวิบากอะไร อาการเหล่านี้มันไม่เที่ยงมันก็หายได้ 
สติเท่านั้นที่จะช่วยได้ ที่นั่งจะนั่งอย่างไรก็ได้จะลืมตานั่งก็ได้ถ้าอยากให้มีสติมากขึ้นส่วนเรื่องสวดมนต์หยุดไว้ก่อนแค่สั้นๆก็พอบางคนติดปิติ นิมิต สุข ฌาน มาเป็น 10 ปี ท่านก็บอกให้แก้ด้วยวิธีนี้ ให้หยุดสวดมนต์ยาวๆและนั่งสมาธินานๆก่อนเพราะจะทำให้จมในสมาธิอาการก็ไม่หาย ให้สวดมนต์สั้นๆบูชาพระรัตนตรัยและแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรแค่นั้นพอ
ให้รู้ตัวในอิริยาบถย่อยต่างๆ ลมมากระทบกายก็รู้สึก หูได้ยินเสียงก็รู้ ท่านฝากคำถามให้คุณหาคำตอบว่า
1.ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกเป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ
2. พอมันเข้าแล้วก่อนจะออกมามันหยุดก่อนหรือออกมาทีเดียวเลย 
3.เสียงมาหาหูหรือหูไปหาเสียง กลิ่นมาหาจมูกหรือจมูกไปหากลิ่น ภาพมาหาตาหรือตามาหาภาพ 
ทุกคำถามที่ให้หาคำตอบเป็นวิธีการฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันและอยู่กับตัว บางคนใช้เวลานานถึง 3 เดือน บางคนแค่ 15 วันหรือ 1 เดือนก็หาย ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเวลานั่งนั่งให้ตัวตรงหลังตรง คุณขาดสติหนักสมาธิและจมแช่อยู่นานเลยมีอาการเช่นนั้น



"แม่สอบอารมณ์ยังไงค่ะ"

"แม่จะถามว่าเป็นยังไง กำหนดบริกรรมอะไร กำหนดแล้วรู้ยังไง รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกไหม ถ้าเขาบอกว่าหายใจเข้าพุท หายในออกโธ แล้วมันยาวหรือว่ามันหยุดอยู่อึดใจกว่ามันจะออก"

"แล้วหูได้ยินเสียง กำหนดได้ยินไหม รู้ไหม เวลามีร้อนอ่อนแข็งเข้ามาถูกกาย ร้อนเย็นรู้ไหม บางคนบอกรู้ บางคนบอกหนูไม่รู้ไม่สังเกต แม่ก็บอกให้ไปสังเกตนะ "

"ถ้าเขาบอกว่าหูได้ยินเสียง  แม่ก็ถามว่าแล้วหูไปหาเสียงหรือเสียงมาหาหู เขาตอบ เอ้...หูไปหาเสีบง แม่ก็ตอบว่าลังเลไม่ได้ไปดูใหม่"

"สมมุติเขาเอาพุทโธ เวลาเขาเดินขวาพุทโธอะไรเป็นผู้พาก้าวล่ะ แม่ก็จะสอนให้เขามีสติปัญญาไหวพริบบางคนบอกจิตมันพาก้าว แล้วถ้ากายไม่ก้าวมันจะไปไหม จิตมันสั่งถ้ากายไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว แค่จิตมันสั่งได้ไหม อันนี้กายเป็นผู้เคลื่อนไหวใช่ไหม จิตเป็นผู้รับรู้ว่ากายนี้เป็นผู้เคลื่อนไหวใช่ไหม ในร่างกายมีแต่กายกับจิตใช่ไหม อะไรก็ได้ เราก็จะมีวิธีบอกเขา แต่จะถามก่อน"

"ลมหายใจเข้ารู้ไหม หายใจเบา หายใจอ่อน เหมือนไม่มีลมหายใจ มันเงียบไป มีสติรู้ไหม บางคนบอกไม่รู้เลย อย่างนั้นสติไม่มีนะ"



" โมหะสมาธิ "

มีผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เวลานั่งเขาไม่รับรู้อารมณ์อะไรเลย แม่ก็เลยถามว่า เวลาออกจากอารมณ์นั่งล่ะ ออกจากสมาธิยังโกรธอยู่ไหม เขาตอบว่าถ้ามีคนมาด่า มาว่า มาตำหนิก็โกรธอยู่ แล้วโกรธมันดับไหม  หายโกรธง่ายไหม ไม่ค่ะบางทีก็เป็นวัน อย่างนั้นก็ไม่ถูกเลย แต่วิปัสสนามีสติรู้เท่าทัน แล้วมีปัญญาเข้ามาเท่าทันมันตัดไปเลย ไม่ถึงวินาทีก็ไปแล้ว อันนี้ยังใช้ไม่ได้ ถ้าตายไปขณะโกรธจะไปไหนล่ะ 

เขารู้เรื่องภายนอกมาก เขาเล่าว่าวิญญาณมีหลายระดับ แบบนั้น แบบนี้.....แม่ปล่อยให้เขาพูดพอเบาลง แม่ก็เลยม้วนบอกเขาว่าไอ้สิ่งที่คุณรู้ ถึงรู้เห็นอะไร มันเป็นโลกีย์ ไม่ใช่โลกุตระ ถ้าโลกุตระ ละอย่างเดียว ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ไปสนใจ รู้แล้วก็วาง ไม่ใช่ไม่มีจริง สิ่งที่พูดมาก็เป็นจริง แต่สมาธิแบบนี้เป็นสมาธิหัวหลักหัวตอ ที่ไม่รู้อะไร ตายไปเป็นอรูปพรหม ไม่มีแข้ง ไม่มีขา เหมือนน้ำเต้าเหมือนก้อนหิน รู้แต่ลมแผ่วเบา อยู่เป็นล้านๆๆๆ ปี เอาไหม

แม่มีวิธีพูดไปติดอยู่ขอบมุมไหน แม่แก้ให้เขารู้ว่ามีอารมณ์มากระทบก็รู้อย่างนั้น สัมมาสมาธิต้องรู้ อยู่ในฌานก็ต้องรู้ เขาไปข้องอยู่ตรงไหน แม่มีวิธีแก้ได้ เพราะเคยผ่านมาหมดแล้ว เลยรู้ภาวะทุกอย่าง สามารถแก้จนเขาหายข้องใจได้

" สั้นๆ สติปัฏฐาน 4 ก็ให้มีสติรู้เท่าทัน จิตที่มันคิด มันปรุง มันแต่ง ย่อลงมาก็ให้รู้กายกับใจ ใจมันโกรธ มันเกลียด มันรัก มันชัง ก็ให้รู้เท่าทัน แล้วก็วางมันหรือดับมัน "



"ความฉลาดอยู่ที่ไหน"                

  บอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าตอนนี้ใจรู้สึกพอแล้ว ท่านถามว่าพอกับอะไรพอกับการปฏิบัติหรือ เรารีบตอบในทันทีว่าไม่ใช่การปฏิบัติ แต่เราพอเราไม่ต้องการฉลาดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่คิดอยากจะไปหาหนังสืออ่านเพื่อทำให้ตนเองฉลาดขึ้น ท่านถามขึ้นว่าแล้วคิดว่าความฉลาดอยู่ตรงไหน เราตอบไปภาษาซื่อว่าก็อยู่ในตัวของเรา ท่านบอกว่ายังไม่ใช่ให้ตอบให้ตรงคำถาม เราคิดคำตอบใหม่เราคิดว่าความฉลาดอยู่ที่หนังสือเพราะคิดว่าถ้าไปอ่านหนังสือแล้วจะฉลาดขึ้น ท่านก็ยังคงตอบว่าไม่ใช่ เราจึงตอบไปใหม่ว่าความฉลาดอยู่ที่จิตอยู่ในตัวของเราอยู่ที่ความมีไหวพริบ ท่านก็ยังคงตอบว่าไม่ใช่ แล้วถามกลับว่าแล้วความฉลาดอยู่ตรงไหนในตัวของเรา ครั้งนี้เราไม่ตอบแต่ถามกลับท่านว่าแล้วท่านคิดว่าความฉลาดอยู่ตรงไหน ท่านบอกหากให้ท่านตอบท่านจะตอบว่าความฉลาดอยู่ที่รู้เท่าทันปัจจุบัน ได้ยินเพียงแค่นี้เราลงให้กับคำตอบของท่านอย่างหมดใจ    

                       ใช่มองย้อนกลับไปความฉลาดหาใช่อยู่กับการอ่านมาก เราเคยอ่านมามากแต่หาช่วยตัวเองได้เมื่อมีความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส แต่สิ่งที่ท่านสอนคือให้รู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกขณะต่อเนื่องให้นานที่สุด รู้ให้ทันปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่กายและที่ใจ ทั้งดีและไม่ดี รู้แล้ววาง รู้แล้วละ รู้แล้วอย่าไปปรุงต่อ รู้แล้วอย่าไปคิดต่อ รู้แล้วดับลงทุกขณะจิต สิ่งนี้ต่างหากที่พาเราพ้นจากกองทุกข์นั้นมาได้ คำตอบของท่านทำให้การใช้ชีวิตในวันนี้มีความตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง ใจเราอยู่กับทุกการเคลื่อนไหวของกายและใจ เรารู้สึกสนุกกับทุกย่างก้าวในบ้านแม้จะเป็นบ้านแคบๆ ไม่ได้เดินจงกรมแต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่บนทางจงกรม 



   "ใบมะขาม"                                 

แม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่าใบมะขามขังน้ำได้ไหม ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เห็นใบมะขามจึงนึกอยู่นานและตอบท่านไปว่าใบมะขามไม่มีขอบจะขังน้ำได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าเหมือนจิตที่เป็นอุเบกขาอยู่เป็นกลางมันจะขังอารมณ์ได้อย่างไร เมื่อมีอะไรมากระทบทางอายตนะทั้ง 6 มันรู้แล้วก็วางไม่เข้าไปสัมผัสถึงใจเหมือนกับน้ำที่อยู่บนใบบัวขังน้ำไม่ได้ ดุจดังใบมะขามก็ไม่สามารถขังน้ำได้มีแต่จะไหลผ่านไม่ได้แทรกซึมเข้าไปในเนื้อใบมะขามเลย                                     

  ถามท่านว่าอุเบกขาทางโลกกับอุเบกขาทางธรรมต่างกันอย่างไรท่านยกตัวอย่างให้ฟังเช่นลูกดื้อไม่ยอมฟังเตือนก็แล้วจะทิ้งไปเลยก็ไม่ได้จะเปลี่ยนเขาก็ทำไม่ได้ก็ต้องอุเบกขาคือวางแบบยังมีความยินดียินร้ายอยู่ ต้องบังคับให้ตัวเองวางทั้งที่ใจยังไม่วาง วางแบบยังมีอารมณ์ปนอยู่ วางแบบนี้ยังไม่ใช่อุเบกขาที่แท้จริง วางเพราะความจำยอมแต่ใจเขายังไม่ยอม เพราะอย่างนั้นเมื่อใดที่สติอ่อนความไม่อุเบกขาจึงยังแสดงตัวอยู่                                      

อุเบกขาที่แท้จริงนั้นคือการวางที่ไม่ต้องบังคับใจไม่มีแม้อารมณ์ใดเจือปนรู้แล้วก็วางลงทันทีในขณะนั้น แต่ทุกอย่างก็ไม่เที่ยงวันใดที่ทิ้งการดูแลใจของตัวเองอารมณ์ก็เกิดขึ้นมาอีก แม่ชีเกณฑ์ท่านจึงบอกเสมออย่าได้ประมาทเราเผลอเมื่อใดมันก็ขึ้นมาเมื่อนั้น ประมาทไม่ได้ไปจนวินาทีสุดท้ายที่สิ้นลม ท่านถามว่าแล้วอย่างนี้เราจะทิ้งการปฏิบัติได้หรือ การปฏิบัติไม่ใช่แค่นั่งหรือเดินวันละชม.แต่หมายถึงทุกลมหายใจเข้าออก ในแต่ละวันหากเราไม่ได้ปฏิบัติแบบเต็มรูปแบบ อย่างน้อยๆเราต้องรู้ทุกขณะว่าใจเราเป็นเช่นไร



****ฟรีค่ะไม่มีค่าอาหารที่พัก แล้วแต่ใครจะทำบุญใส่กล่อง และแม่ชีที่ท่านทำอาหารเป็นคนชลบุรี ทำอาหารภาคกลางรสไม่จัดมาก****


 เปิดอ่านหน้านี้  1795 

แนะนำสถานปฏิบัติธรรม



  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย