ความทุกข์ใจมันก็เกิดขึ้นจากใจที่ปฏิเสธ ใจผลักไสสิ่งต่างๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ แม้แต่สิ่งเล็กน้อย ถ้าใจมันผลักไสแล้วก็เป็นทุกข์
แม้ว่ามันจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา เราก็ยังสามารถรักษาใจให้ปกติได้ เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำก็คือการยอมรับความจริง มันเกิดขึ้นแล้ว ป่วยการที่จะบ่น ตีโพยตีพาย โอดโอยหรือคร่ำครวญว่าทำไมต้องเป็นชั้น ทำไมต้องเกิดขึ้น ทำไมไม่เกิดกับคนอื่น ยิ่งเราโอดโอยแบบนี้ ยิ่งเราปฏิเสธผลักไสมัน เราก็ยิ่งเป็นทุกข์ เป็นการซ้ำเติมตัวเอง
เช่น ถ้าเกิดว่าเราพบว่าตัวเองป่วย แทนที่เราจะยอมรับว่า เออ..ฉันป่วยละ กลับปฏิเสธไม่ยอมรับ โอดโอย ทำไมต้องเป็นชั้น ทำไมต้องเป็นชั้น เราก็ไม่ใช่ป่วยกายเท่านั้นหรอก ป่วยใจด้วย
#คนฉลาดในเมื่อเกิดอะไรเหตุร้ายขึ้นมาก็ต้องไม่ซ้ำเติมตัวเอง แต่ว่าผู้คนจำนวนมากซ้ำเติมตัวเอง เวลาป่วยก็เลยไม่ได้ป่วยแต่กาย ใจก็ป่วยด้วย
เวลาเงินหายก็ไม่ได้หายแต่เงิน ใจก็หาย สุขภาพก็เสียเพราะว่ากลุ้มใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเงินถูกโกง สมบัติถูกขโมย เสร็จแล้วพอกลุ้มใจมากๆไม่มีสมาธิทำงาน งานก็เสีย แล้วพอหงุดหงิด คุมอารมณ์ไม่อยู่ก็ระบายอารมณ์ใส่คนรัก ใส่เพื่อน ใส่ลูกหลาน ใส่พ่อแม่ สัมพันธภาพก็เลยเสียไปด้วย อันนี้เรียกว่าซ้ำเติมตัวเอง
คนอื่นเขาขโมยได้อย่างมากก็แค่ขโมยเงิน แต่เขาไม่สามารถจะขโมยความสุขไปจากเราได้ เขาไม่สามารถจะทำให้เราเสียงานเสียการหรือเสียสุขภาพได้ แต่เพราะใจที่ตั้งไว้ไม่ถูกนั่นแหละ ที่ให้เกิดความเสียหายต่างๆตามมาอีกหลายด้าน แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักวางใจ แทนที่จะบ่นตีโพยตีพาย เราก็ยอมรับว่าเกิดขึ้นแล้ว ใจที่ไม่ผลักไสนี่ มันก็จะสามารถกลับมาเป็นปกติได้
ลองสังเกตุดู ว่าความทุกข์ ความทุกข์ใจมันก็เกิดขึ้นจากใจที่ปฏิเสธ ใจผลักไสสิ่งต่างๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ แม้แต่สิ่งเล็กน้อย ถ้าใจมันผลักไสแล้วก็เป็นทุกข์ หลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะว่าเป็นสิว ผิวตกกระ แต่บางคนทั้งที่เป็นมะเร็ง แต่ว่าเขาสามารถที่จะเป็นปกติได้ในจิตใจ
ความแตกต่างอยู่ตรงไหน ความแตกต่างอยู่ที่ว่าอันหนึ่งยอมรับไม่ได้ แต่อีกอันหนึ่งเขายอมรับได้ แม้มะเร็งมันจะเป็นโรคร้าย แต่ถ้ายอมรับได้ใจก็เป็นปกติ มันก็ป่วยแต่กาย ใจก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เมื่อเราสามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ใจมันก็จะกลับมาเป็นปกติ
และยิ่งถ้าเราสามารถที่จะมองเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรือว่ารู้จักมองในแง่บวก มันก็ทำให้เราได้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องร้าย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราแม้จะเป็นเรื่องร้าย มันมีประโยชน์กับเราทั้งนั้น ถ้ารู้จักมองหรือรู้จักใช้
มีเด็กคนหนึ่ง วัยรุ่น แกเป็นลูคีเมีย ตอนที่เป็นใหม่ๆ ก็ทุกข์ แต่ตอนหลังแกก็กลับมาเป็นปกติได้และแกก็บอกว่า โรคมะเร็งนี่มันนำสิ่งดีมาให้กับชีวิตแกหลายอย่าง เช่น
มันทำให้แกได้มีโอกาสรู้จักพระพุทธศาสนาเพราะว่าพอป่วยแล้วก็มีคนเอาหนังสือธรรมะมาให้อ่าน ความกลัวตายก็คงมีส่วนทำให้หันมาสนใจธรรมะและก็ได้รู้จักกับพระพุทธศาสนามากขึ้น
ข้อสองได้เห็นความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่ ตอนที่เป็นปกติธรรมดาก็อาจจะห่างเหินกับพ่อแม่ นอนหอพัก ไม่ได้ใกล้ชิดกัน แต่พอตัวเองป่วยแล้วพ่อแม่ก็เข้ามาดูแลใกล้ชิด เห็นความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่
ข้อสามทำให้เขาได้อ่านหนังสือมากขึ้น และก็ข้อที่สี่ทำให้เขาได้รู้จักคิดมากขึ้น เริ่มต้นจากการที่รู้จักหยุดคิด พอมาหยุดคิดแล้ว หยุดคิดในที่นี้ไม่ได้แปลว่าความคิดมันหยุด แต่หมายความว่าได้ตั้งหลักมาคิด ก็ทำให้ได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เขาบอกถ้าเขาไม่เป็นมะเร็งก็คงเหมือนเด็กอายุ 21 ทั่วไป นอนหอพัก เข้านอนตีสาม ตื่นบ่ายสาม รอเพื่อนมาเรียก มาชวนไปกินเหล้า ใช้ชีวิตแบบประมาท ไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่ระมัดระวังอะไรเลย อันนี้เขาเรียกว่าเขารู้จักเห็นประโยชน์จากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแล้วก็รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน
เพราะฉะนั้นถ้าเราวางใจแบบนี้ แม้ว่าจะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นกับทรัพย์สมบัติของเรา กับร่างกายของเรา กับงานการของเรา เราก็ยังได้กำไร นอกจากจะไม่ทุกข์แล้ว ก็รู้จักวางใจให้เป็นปกติได้ ไม่ผลักไส ไม่ปฏิเสธ ยอมรับมัน แล้วยังได้กำไรด้วย คือได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล