ถ้าใจเราไปเพลิดเพลินกับคำสรรเสริญ เราก็ย่อมทุกข์กับคำนินทาว่าร้าย
คนเราไม่จำเป็นต้องรุ่มร้อนเสมอไปเมื่อเจอคำด่า การปฏิบัติทำให้ใจเราสงบได้ แม้จะมีเสียงด่ากระทบหู เพราะเราได้เห็นสัจธรรม สัจธรรมที่ว่าก็เช่น
มันไม่มีใครที่รอดพ้นจากคำนินทาได้
คำต่อว่าด่าทอมันเป็นโลกธรรมที่ไม่มีใครหนีพ้น
แล้วที่จริงแล้วจะทุกข์หรือไม่ทุกข์ อยู่ที่ว่าเราไปมองคำต่อว่าด่าทอว่าเป็นอย่างไร ถ้ามองในทางลบมันก็ทุกข์ ถ้ามองในทางบวกมันก็ไม่ทุกข์
อย่างผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ เคยพูดไว้ วันไหนไม่ถูกตำหนิวันนั้นเป็นอัปมงคล แปลว่าวันไหนถูกตำหนิ วันนั้นเป็นมงคล
ธรรมะทำให้เราเห็นอะไรตรงข้ามกับทางโลก ทางโลกเขาชอบคำสรรเสริญ เขารังเกียจคำต่อว่าด่าทอ ทางธรรมทำให้เราเห็นว่า คำต่อว่าด่าทอมีประโยชน์ มันทำให้เราเห็นสัจธรรมความจริงของโลกธรรมว่า มีสรรเสริญก็มีนินทา
ถ้าใจเราไปเพลิดเพลินกับคำสรรเสริญ เราก็ย่อมทุกข์กับคำนินทาว่าร้าย
คำนินทาเป็นเครื่องฝึกสติของเรา เป็นเครื่องขัดเกลาอัตตา คนที่มีอัตตาสูงอย่าว่าแต่คำต่อว่าด่าทอเลย แค่คำตักเตือนก็โมโหแล้วเพราะอัตตาสูง อัตตาหนา
#สิ่งที่จะชี้ว่าอัตตาเราบางหรือหนา ก็ตรงนี้แหละว่าเวลาเจอคำตักเตือน คำต่อว่าด่าทอ มันโกรธ มันคับแค้น อารมณ์มันพลุ่งพล่านหรือเปล่า ถ้าพลุ่งพล่านจนตัวสั่นเลย แสดงว่ายังมีอัตตาสูง แต่ถ้าเกิดว่าเจอแล้วใจสงบได้ ยิ้มได้ อันนี้เรียกว่าอัตตาเบาบาง แต่ถึงแม้อัตตาเรายังหนาอยู่ ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ข้อสำคัญคือเมื่อเราปฏิบัติธรรมก็ควรมุ่งที่จะทำให้อัตตาเราเบาบางลง ชนิดที่เรียกว่าใครต่อว่าด่าทอ เราก็ยิ้มได้ ขอบคุณเขาได้ หรือว่าสามารถที่จะเห็นสัจธรรมจากคำต่อว่าด่าทอนั้น อันนี้คือประโยชน์ของการปฏิบัติธรรม
พระไพศาล วิสาโล