ค้นหาในเว็บไซต์ :

ผู้มีปัญญาเข้าใจความเชื่อว่าเป็นสักแต่ว่าความเชื่อ และตระหนักด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอว่าตนอาจเป็นฝ่ายผิดก็ได้ และจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อนั้น อย่างนี้เรียกว่า เชื่อเป็น


หลวงพ่อชาเคยตั้งคำถามกับลูกศิษย์ว่า “ถูกเป็นไหมล่ะ” คำว่า เป็น ในประโยคนี้บอกอยู่ในตัวว่าท่านไม่ได้ถามเรื่องวิธีหาเฉลยของปัญหา หลวงพ่อใช้คำว่า ‘เป็น’ เหมือนในคำถามว่า “ท่านว่ายน้ำเป็นไหม” “ท่านใช้แผนที่เป็นไหม” คือหลวงพ่อถามลูกศิษย์ถึงท่าทีต่อการเป็นฝ่ายถูก

ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วถือว่าเราเหนือคนที่เป็นฝ่ายผิดแสดงว่าเรา ‘ถูกไม่เป็น’ ถ้าเรารู้สึกโกรธ ขัดเคืองใจ หรือเศร้าหมองกับทุกคนที่มีความคิดเห็นที่ผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็แสดงว่าเรา ‘ถูกไม่เป็น’

อีกหนึ่งคำถามที่เราอาจเสริมคำถามของหลวงพ่อชาได้คือ: “เราเชื่อในสิ่งที่เรายังไม่ได้พิสูจน์จนชี้ชัดเป็นไหม” คำถามนี้แม้ไม่ได้เป็นคำถามที่กระชับเท่าของหลวงพ่อ แต่เป็นคำถามที่สำคัญเหมือนกัน คือถ้าเรายึดเอาดื้อๆ ว่าความรู้สึกอันแรงกล้าว่าเราเป็นฝ่ายถูกนั้นเป็นสิ่งเดียวกันกับการรู้แน่ชัดว่าเราเป็นฝ่ายถูก นั่นคือเราจะยืนอยู่บนฐานอันคลอนแคลน

ถ้าความเชื่อมั่นในความคิดของเรานั้นรุนแรงถึงขนาดที่เราปฏิเสธข้อโต้แย้งที่เห็นต่างจากความคิดของเรา โดยไม่รับฟังความเห็นของคนอื่นด้วยความเคารพ เราก็กลายเป็นคนเขลา

ผู้มีปัญญาเข้าใจความเชื่อว่าเป็นสักแต่ว่าความเชื่อ และตระหนักด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอว่าตนอาจเป็นฝ่ายผิดก็ได้ และจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อนั้น อย่างนี้เรียกว่า เชื่อเป็น

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

12







   

 ธรรมะไทย