ค้นหาในเว็บไซต์ :

เมื่อวุ่นนั้นแหละเป็นทุกข์ เมื่อว่างนั้นแหละไม่ทุกข์


ว่างจากกิเลสหรือว่างจากความทุกข์

คนเราตามธรรมดาไม่เข้าใจคำนี้ กล่าวได้ว่าแทบทั้งหมดไม่เข้าใจคำว่าว่างอย่างนี้ เพราะว่าพอพูดว่า ว่าง แล้วหมายถึงไม่มีอะไรเลย

ขอให้ครูบาอาจารย์จงจำไว้ว่า ว่างนั้นมีสองอย่าง คือ

- ว่างทางสสารทาง material อย่างหนึ่ง หมายถึงว่าไม่มีสสารอันใดปรากฏอยู่ เรียกว่าว่าง แต่เป็นว่างทางสสารไม่ใช่ว่างที่เรากำลังพูดนี้

- ว่างทาง mental หรือ spiritual นี้หมายถึงจิตว่างหรือว่างจากความรู้สึกที่เป็น #ตัวตนของตน เท่านั้น หมายความว่าถ้าตัวตนของตน ตัวกูของกูไม่โผล่มาก็คือยังว่างอยู่ จิตก็ว่างกายก็ว่างอะไรๆ ก็ว่าง แม้แต่ผัสสะก็ว่าง แม้แต่เวทนาก็ว่าง แต่ถ้าปรุงไปในทางรู้สึกเป็นตัวเป็นตนแล้วมันไม่ว่างเสียแล้ว มันเป็นตัณหา มันเป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติเสียแล้ว

ฉะนั้นคำว่าว่างที่จะไม่ทุกข์นี้ ต้องเป็นว่างทาง spiritual อย่าไปเอาว่างอย่างทาง physic หรืออะไรทำนองนั้น จึงเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณแท้

ซึ่งเรียกว่าว่าง ว่างก็ทางจิต วุ่นก็ทางจิต รู้จักคำสองคำนี้ให้ดีคือว่างกับวุ่น เมื่อวุ่นนั้นแหละเป็นทุกข์ เมื่อว่างนั้นแหละไม่ทุกข์

ฉะนั้น จิตเดิมแท้ยังว่างอยู่ ต่อเมื่อมีอะไรมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายปรุงแต่งกระทั้งเป็นตัณหาอุปาทานแล้ว เมื่อนั้นวุ่น คือ ไม่ว่าง เมื่อวุ่นนั้นแหละคือทุกข์ เมื่อว่างก็ยังไม่ทุกข์

และเพื่อประโยชน์แก่ท่านที่ไม่เคยสนใจมาก่อนอาตมาจะยกตัวอย่าง เหมือนอย่างว่าคนๆหนึ่งเป็นคนแจวเรือจ้างเลี้ยงชีวิต เขาต้องแจวเรือกลางแดดหรือทวนน้ำหรือเหน็ดเหนื่อยมาก...ในขณะใดที่เขาแจวเรือจ้าง เฉิบ เฉิบ ร้องเพลงไปพลาง ขณะนั้นถือว่าจิตของเขายังว่างจากอุปาทานว่าตัวกูว่าของกู ความรู้สึกที่นึกในใจของเขาในเวลานั้นไม่น้อมไปทางมีตัวกูของกูเลย เรียกว่าว่างจากตัวกูของกู ฉะนั้นเขาไม่เป็นทุกข์ไม่มีความทุกข์ แจวเรือ เฉิบ เฉิบ ร้องเพลงไปพลาง ได้เงินมาเลี้ยงชีวิต ไม่มีความทุกข์เลย
.
ทีนี้ถ้าเผอิญมันเป็นไปได้ว่าตาคนนั้นวันหนึ่งหรือต่อมาประเดี๋ยวหนึ่งจะเกิดมีอะไรผ่านเข้ามาในจิตใจ ทำให้คำนึงถึงความรู้สึกที่เป็นน้อยเนื้อต่ำใจอับโชคอับวาสนาเป็นตัวกูที่ยากจน เป็นของกูที่ไม่มีอะไร เป็นความเสียอกเสียใจขึ้นมา เกิดตัวกูของกูอย่างนี้แล้วเรียกว่าไม่ว่าง ฉะนั้นแกก็เป็นทุกข์ทันที งานก็ยังคงทำอย่างเดียวกัน คือแจวอย่างนั้น เรือก็ลำนั้น เวลาก็เหมือนกัน ทวนน้ำก็อย่างเดียวกัน กลางแดดก็อย่างเดียวกัน แต่ว่าถ้าจิตว่างจากตัวกูก็ไม่มีความทุกข์ ถ้าจิตวุ่นอยู่ในตัวกูก็มีความทุกข์

จึงได้ประโยคที่น่าสนใจประโยคหนึ่งว่า

ถ้าจิตว่างการงานเป็นสุข ถ้าจิตวุ่นการงานเป็นทุกข์

ขอให้จำไว้ให้ดี แม้เป็นการงานอันเดียวกัน หรือเหมือนกับว่าแม่บ้านคนหนึ่งจะถูพื้นหรือคุณนายเองจะถูพื้นก็ตามใจ ถ้าจิตวุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกสำนึกในตัวกูตัวตน ตัวกูเป็นอย่างไร ฐานะอย่างไร ของกูเป็นอย่างไรแล้ว ถูพื้นไปพลางก็ด่าคนนั้นคนนี้ด่าผีสางเทวดาไปพลาง

ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกูของกู งานถูพื้นกลับสนุกสนานหัวเราะร้าทำเพลินไปทีเดียวจนห้องไม่พอให้ถู มันยังสนุกอยู่อย่างนี้ ถ้าจิตว่างแล้วมันไม่มีความทุกข์เลย จะไปโกยท้องร่องที่เหม็นอุตุก็ได้ ไม่มีความทุกข์เลยสนุกไปหมด ถ้าจิตวุ่นแล้วแม้แต่ถูพื้นก็ไม่สนุก

แม้แต่ทำอะไรที่สนุกสนานสวยสดงดงามก็ไม่สุขไปทั้งนั้นถ้าจิตมันวุ่นอยู่ด้วยตัวกูของกู ในตัวอย่างที่กล่าวมานี้ขอให้คอยแยกเอาความหมายของคำว่าว่าง ว่าวุ่น ไว้ให้ดีด้วยตนเอง

ถ้าจิตว่างแล้วทุกอย่างเป็นสนุกไปหมด ถ้าจิตวุ่นแล้วทุกอย่างเป็นทุกข์ไปหมด นิดเดียวก็เป็นทุกข์มากมายเท่าภูเขาเลากา

พุทธทาสภิกขุ

9







   

 ธรรมะไทย