ค้นหาในเว็บไซต์ :

เดี๋ยวนี้คนสนใจเรื่องความถูกต้องน้อย แต่สนใจเรื่องความถูกใจมากกว่า


คนไทยทะเลาะกัน ส่วนหนึ่งก็เกิดจากอัตตารวมหมู่ ไม่ใช่อัตตาเฉพาะคน มันเป็นอัตตาที่ซับซ้อน อิงอุดมการณ์ หรือผลประโยชน์

ในทางพุทธศาสนาก็สอนไว้ ว่ามีเหตุปัจจัย 3 ประการที่ทำให้คนเราทะเลาะกัน คือ ตัณหา มานะ และทิฐิ

ตัณหาคือความยึดติดในผลประโยชน์
มานะก็คือความถือตัว ความรู้สึกว่ากูแน่
ส่วนทิฐิคือการยึดติดในความเชื่อหรืออุดมการณ์

เรื่องพวกนี้สัมพันธ์กับอัตตาแทบทั้งนั้น ถ้าเป็นในระดับกลุ่ม มันจะยิ่งทวีความซับซ้อน...

อาตมาพยายามเตือนให้คนอย่าสร้างความกลัว เกลียด โกรธ ให้แก่กัน ตอนนี้ Hate Speech เกิดขึ้นมาก แต่ไม่ใช่ hate speech ที่กระทำกับคนเฉพาะกลุ่ม แต่มุ่งเจาะจงมาที่ตัวบุคคล

เดี๋ยวนี้คนสนใจเรื่องความถูกต้องน้อย แต่สนใจเรื่องความถูกใจมากกว่า แสวงหาเรียกร้องแต่สิ่งที่ถูกใจ สะใจ ดูในเฟซบุ๊คสิ มีแต่ปุ่มกด Like หรือ “ชอบใจ” ที่จริงไม่ได้เสียหายอะไรหรอก เพียงแต่ความชอบใจ ความถูกใจมันยังไม่พอ ต้องมีความถูกต้องด้วย

ความถูกต้องเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใช้เหตุผลไตร่ตรอง ตอนนี้สังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เขาจะไม่ถามว่าคุณคิดอะไร แต่จะถามก่อนเลยว่าคุณฝ่ายไหน สิ่งที่คุณพูดไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณเป็นฝ่ายไหน

เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวด้วย ว่าสิ่งที่เราคิดและทำ อาจจะยังไม่ดีที่สุด ยังไม่แท้ที่สุด ต้องเปิดใจรับฟัง พร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ การที่จะไปสร้างความทุกข์ให้แก่คนอื่น ไปประณามเขา ไปไล่ล่าเขา ก็จะมีน้อยลง เราจะหันมาเคี่ยวกรำหรือตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเองมากขึ้น แทนที่จะไปเรียกร้องเอาจากคนอื่น

การพยายามเข้าถึงความจริงแท้ เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเรายึดติดถือมั่นว่าความเชื่อของเราเป็นความจริงแท้ เป็นคำตอบหนึ่งเดียว มันจะกลายเป็นโทษแก่ตัวเราเอง ทำให้อัตตาพองโตหรือกิเลสฟูฟ่องได้ง่าย กลับกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวเอง ทำให้เราหลงตัวลืมตน นอกจากสร้างความทุกข์แก่ผู้อื่นแล้ว ยังสร้างความทุกข์แก่ตัวเองด้วย ทางพุทธศาสนามองว่า ถ้าลุ่มหลงในอัตตา เรากำลังเบียดเบียนตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่ว่าไม่เป็นมิตรกับตัวเองเท่านั้นนะ แต่เรากำลังเบียดเบียนตัวเองเลยล่ะ

พุทธศาสนาสอนให้เราไม่เบียดเบียนตน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตนเอง หมายถึงทั้งในทางกายและทางจิตใจด้วย ซึ่งก็สัมพันธ์กับอัตตา

พระไพศาล วิสาโล

30







   

 ธรรมะไทย