การเกิดบ่อยๆนี้ย่อมเป็นทุกข์ : หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

คนเรามันไม่เข็ดไม่หลาบเพราะอะไรเล่า
เพราะว่ามันระลึกถึงชาติหนหลังก็ไม่ได้เลย
แล้วเกิดมาในชาตินี้ เมื่อมันระลึกถึงชาติหนหลังไม่ได้
มันก็คล้ายๆกับว่าเราแต่หนหลังนู่นเราไม่ได้ประสบความทุกข์
ความเดือดร้อนอะไรเพราะกิเลสตัณหานี้เลย

เนื่องจากว่ามันระลึกไม่ได้


นี้ล่ะคนเราเหตุที่มันจะไม่ค่อยเบื่อหน่ายต่อโลกสงสารอันนี้นะ
แต่สำหรับผู้ที่แม้จะระลึกชาติหนหลังไม่ได้ก็ตาม
หากว่าได้ถือเอาพระพุทธเจ้านั้นเป็นเครื่องคิดเป็นเครื่องพิจารณาแล้ว
มันก็ย่อมเห็นทุกข์เห็นภัยในวัฏสงสารนี้ได้เหมือนกัน

เพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงระลึกชาติหนหลัง
ของพระองค์ได้คณนานับไม่ถ้วนเลยอย่างนี้

ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
การเกิดมาบ่อยๆนี้ย่อมเป็นทุกข์


พระองค์จึงได้เปล่งอุทานอันนี้ออกมา
ก็เพราะว่าพระองค์ระลึกไปในชาติหนหลังไปโน่น
พบตั้งแต่เรื่องยุ่งยาก เรื่องวุ่นวาย เรื่องขัดข้อง
อะไรต่ออะไรแห่งชีวิตที่เป็นมาในสงสารนั้นน่ะ

โดยเฉพาะพระเทวทัตได้ผูกอาฆาตกับพระพุทธองค์
ตั้งแต่คราวเป็นพ่อค้าลูกปัดด้วยกันโน่นมา
ตั้งแต่นั้นมาพระองค์เทียวเกิดเทียวตายมาชาติไหน
พระเทวทัตก็เกิดมาเจอกันเข้าก็เมื่อได้ช่องทาง
ก็ทำลายพระองค์ไปอย่างนี้ เมื่อไม่ได้โอกาสก็ทำไม่ลง ทำไม่ได้
พระองค์ก็ได้ประสบความวุ่นวายเดือดร้อน
กับเรื่องพระเทวทัตผูกอาฆาตจองเวรมาในสงสารนับชาติไม่ถ้วน

นอกจากพระเทวทัตแล้วก็คงจะมีคนอื่นอยู่บ้างแหละ
เออ เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นแหละพระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสรุปลงว่า
ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ การเกิดมาบ่อยๆเนี่ยมันเป็นทุกข์หลาย
เราควรเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นแหละ
เมื่อเราเชื่ออย่างนั้นแล้ว มันก็จะเป็นเหตุให้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ

จะต้องพิจารณาดูตัวของตัวเอง ว่ามันมีเหตุปัจจัยอะไร
ที่ทำจิตให้เป็นทุกข์เดือดร้อนวุ่นวายอยู่นี้
คนเรานี่เมื่อทบทวนดูรู้กันทั้งนั้นแหละ รู้เรื่องตัวเองนะ
แต่มันเมื่อมันไม่คิดไม่ทบทวนดูแล้วมันก็ไม่รู้

เรื่องมันเป็นอย่างนั้น

ถ้าคิดทบทวนดู เออ..เมื่อวันวานนี้
เราได้ไปโกรธให้คนนั้นนะ เราผูกใจเจ็บอยู่กับคนนั้นมา
ก็เพราะเหตุนั้นจิตเราจึงร้อนจึงวุ่นวายอยู่นี่
นี่ยกตัวอย่างว่ามันย่อมนึกได้ เราไปด่าเขาคนนั้นคนนี้
ให้เจ็บอกเจ็บใจมา บาปกรรมอันนี้ก็มา..
มาทำใจของเราให้วุ่นวายเดือดร้อน
นี่เมื่อนึกทบทวนแล้วมันก็มองเห็นได้มันเป็นอย่างนั้น
เมื่อมองเห็นได้อย่างนั้นมันก็มองเห็นโทษของกิเลสเหล่านั้น
ก็เพียรพยายามละมันไป ไม่ให้มันครอบงำจิตใจต่อไปอีก

เจริญเมตตากรุณาให้มากเข้าไปแล้ว
กิเลสเหล่านั้นมันก็ห่างไกลจากดวงจิตนี้ไป

เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว การที่เราพากเพียรพยายามบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆหมู่นี้
ให้เกิดให้มีขึ้นในใจก็เพื่อที่จะให้ใจนี้มันสงบนั้นแหละ
การบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆก็หมายความว่า "บำเพ็ญบุญกุศล" นั่นเองน่ะ
เมื่อบุญกุศลเกิดขึ้นในใจ ใจก็ย่อมมีกำลังเข้มแข็ง
สามารถเอาชนะกิเลสที่มันจะมาครอบงำจิตนั้นได้

แต่ว่าเอาชนะไปได้ชั่วคราวนะ มันยังชนะเด็ดขาดยังไม่ได้
แต่ถ้าเราเอาชนะมันได้ชั่วคราว มันกิเลสมันสงบลงบาดนิ
ใจมันก็สงบลงไปตามกันเลย
มันเป็นอย่างนั้นเรื่องมันน่ะ


ดังนั้นน่ะ ใจนี้ถ้าไม่มีบุญคุณอันนี้เป็นกำลังแล้ว
มันย่อมสู้กับกิเลสไมได้เลยขอให้พากันเข้าใจ
เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วก็อย่าพากันประมาท
ให้ทำความดีด้วยกาย ด้วยวาจา ตลอดถึงใจไปพร้อมกันเลย
เมื่อบุญกุศลความดีมันแก่กล้าขึ้นมันจะทำใจให้สงบ
ให้หนักแน่นไป เมื่อใจสงบตั้งมั่นด้วยดีแล้ว
ปัญญามันก็ค่อยเกิดขึ้นไปโดยลำดับน่ะทีนี้นะ

คิดอะไรพิจารณาอะไรก็เห็นแจ้งไปในสิ่งนั้นตามเป็นจริง

...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด"



DT017019

จำปาพร

 เปิดอ่านหน้านี้  56 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย