ท้าวสักกะ เทพราชาแห่งตาวติงสา๒ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   12 ก.พ. 2560

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จักหาสิ่งใดจีรังยั่งยืนไม่มี หลังจากมฆมานพแลสหายตายจากมนุษย์ตัวเขาได้ไปอุบัติเป็นเทพราชันย์ผู้มีชื่อเสียงเกริกไกลไปทั่วเทวภูมิ พระนามว่า ท้าวสักกเทวราช หรือ พระอินทร์ ครอบครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ร่วมกับเทพพระสหายอีก ๓๒ พระองค์ ส่วนนางสุธรรมา สุนันทา และสุจิตรา ก็ตามมาเกิดเป็นเทพมเหสีด้วยเช่นกัน

และไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ช้างพระราชทานก็ยังตามมาเกิดเป็นเทพบุตรอีก ชื่อว่า เอราวัณเทพบุตร คราใดที่องค์อมรินทร์จักเสด็จไปงานพิธีสำคัญๆ เทพบุตรเอราวัณก็จักเนรมิตกายเป็นช้าง ๓๓ เศียรเตรียมรอให้องค์จอมเทพและเทพพระสหายขึ้นประทับเสด็จยังงานพิธีนั้น เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระบุญญานุภาพแลพระเดชานุภาพแห่งพระองค์ คงมีแต่นางสุชาดาภรรยาน้องนุชสุดที่รักเท่านั้นที่ไม่ได้ตามมาเกิดด้วย เนื่องจากพอสิ้นอายุขัยมนุษย์นางก็ไปเกิดเป็นนกยาง อาศัยอยู่ข้างสระน้ำ ข้างซอกเขาแห่งหนึ่ง!

มฆมานพพออุบัติเป็นท้าวสักกะ ด้วยเทพวิสัยพระองค์จึงทรงกำหนดจิตดูว่าภรรยาทั้งสี่หลังจากตายจากมนุษย์ พวกนางได้ไปเกิดยังภพภูมิใดบ้าง? ทันใดก็ทรงทราบนางสุธรรมานางสุนันทา แลนางสุจิตราได้ตามพระองค์มาเกิดเป็นเทพนารีอยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ด้วย คงมีแต่นางสุชาดาคนเดียวที่ไปเกิดเป็นนกยางอยู่ในภูมิเดรัจฉาน

ด้วยความที่ทรงรักใคร่ภรรยาผู้นี้อย่างสุดซึ้ง พอทรงเห็นนางต้องไปตกระกำลำบาก เลี้ยงชีพด้วยปาณาติบาต จอมเทพผู้มากบารมีก็ทรงรู้สึกอดสงสารนางไม่ได้ อยากจักให้นางพ้นจากสภาพอันทุกข์ทรมานนี้ จึงทรงดำริว่า “ เราน่าจักให้นางได้มาเห็นความเป็น อยู่ของชาวฟ้าชาวสวรรค์กัน เผื่อนางจักเกิดแรงมุมานะ ยกตนให้พ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานได้! ”

เมื่อทรงคิดดังนี้จึงไม่รอช้า จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงเสด็จลงจากเทวโลกมาปรากฏกายที่ข้างสระน้ำ ใกล้กับซอกเขาที่หากิน! ฝ่ายนกยางสุชาดาขณะกำลังเที่ยวจิกกินปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆเห็นใครไม่รู้มายืนข้างๆก็ให้ตกใจเป็นกำลัง จึงร้องถามไป

“ ท่านผู้นี้เป็นใครหรือ? ไฉนจึงต่างจากสัตว์ที่ข้าพเจ้าเคยเห็น? ”
“ ดูก่อนนางนกยาง! เรานี้มีนามว่าท้าวสักกเทวราช จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชาติที่แล้วเรา
เป็นสามีเจ้า ”
“ ท่านน่ะหรือคือจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แลเป็นสามีของข้าพเจ้าเมื่อชาติที่แล้ว? ”
“ ถูกต้อง! เจ้าอยากรู้หรือไม่เพื่อนเจ้าอีกสามนางซึ่งก็เป็นภรรยาของเราเหมือนกัน ขณะนี้พวกนาง
มีความเป็นอยู่อย่างไร? ”
“ อยากทราบเจ้าค่ะ! ”
“ งั้นดีแล้ว เดี๋ยวข้าจักพาเจ้าไปเห็นด้วยตาตนเอง! ”

ว่าแล้วท้าวโกสีย์ก็ทรงรวบเอานางนกยางเหาะขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ยังเมืองแมนแดนสวรรค์ทันที พอถึงก็ทรงไปปล่อยนางไว้ที่นันทาโบกขรณี จากนั้นก็เสด็จกลับไพชยนต์ปราสาทเพื่อทรงแจ้งข่าวให้พระชายาทั้งสามได้ทราบ

สามเทพนารีพอรู้พระสวามีทรงพานางสุชาดากลับมายังดาวดึงส์เทวโลกด้วยก็อยากจักเห็นหน้านางขึ้นมาทันใด ด้วยสมัยเป็นมนุษย์นางถือได้ว่าเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงาม ยากจักหาผู้ใดเสมอเหมือน แม้แต่พวกนางซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันก็ยังรู้สึกอดริษยาลึกๆไม่ได้ ครั้งนี้เมื่อทราบนางมาเยือนถึงดินแดนตาวติงสาภูมิจึงอดที่จักอยากเห็นหน้าไม่ได้ พอทราบนางพักอยู่ที่นันทาโบกขรณีเทพนารีทั้งสามจึงไม่รอช้า รีบพากันไปยังสถานที่นั้นทันใด

เมื่อไปถึงกลับรู้สึกผิดคาด เนื่องจากนางมิได้เป็นเทพเหมือนตน หากแต่เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นจึงอดหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังพากันพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีกว่า

“ โอ๊ะโอ๋! นี่หรือแม่หญิงสุชาดายอดกัลยาณี ผู้มีกายโสภีเหนือหญิงใด ดูผิวแม่ซิ! ช่างขาวผุดผาดเสียยิ่งนัก ไม่ว่าจักเป็นลำคอแข้งขา ตลอดทั้งองคาพยพ ล้วนหมดจดงดงาม เกินจักหาเทพนารีไหนสะคราญเทียมได้ นับเป็นบุญตาของเรานะที่ได้มาเห็นนางผู้เลอโฉมเช่นนี้! ” หลังจากสนุกกับการเสียดสีจนเป็นที่พอใจ
นางเทพอัปสรทั้งสามก็ชวนกันกลับไพชยนต์ปราสาท โดยที่มิได้สนใจสภาพของผู้รับฟังเลยว่า เขาจักคิดหรือรู้สึกอย่างไร!

ฝ่ายนกยางผู้อาภัพ ครั้นถูกเพื่อนร่วมสามีด้วยกันเยาะเย้ยถากถางเอา ก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติวาสนาของตนนัก พอท้าวสหัสนัยน์ทรงกลับมาเยี่ยมนางจึงขอให้พระองค์ทรงพานางกลับยังที่อยู่เดิม เพื่อจักได้ไม่ต้องถูกใครมาดูถูกเหยียดหยามอีก

องค์เทพราชาทรงทราบถึงความรู้สึกนาง จึงไม่ทรงทัดทานแต่อย่างใด ทรงนำนางมาปล่อยไว้ยังสระน้ำเหมือนเดิม แต่ก่อนจะกลับดาวดึงส์เทวโลกพระองค์ได้ตรัสถึงวิธีจักทำให้นางพ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานว่า “ ดูก่อนนางนกยาง! หากเจ้าปรารถนาจักพ้นไปจากสภาพของเดรัจฉานแล้ว ก็ขอให้จงรักษาศีลห้าเอาไว้ให้มั่น จงอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเป็นอันขาด แม้จักแลกด้วยชีวิตเจ้าก็ต้องยอม! ”

นกยางสุชาดาพอฟังพระดำรัสของท้าวสักกะนางก็ยึดถือปฏิบัติเรื่อยมา อาหารจากเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยสระนี้ล้วนมีปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างชุกชุม บัดนี้ก็กลายเป็นอัตคัดขัดสน ด้วยตนไม่อาจจับปลาเป็นๆมากินได้ ร่างกายจากเคยอวบอิ่มมีน้ำมีนวล เรี่ยวแรงแข็งขัน ตอนนี้แม้จักให้เดินไปจิกปลาตายกินนางก็ยังไม่มีแรงพอ!

ห้าวันมาแล้วที่นางได้แต่ฟุบอยู่ข้างสระน้ำโดยไม่มีอะไรตกถึงท้อง สังขารหากไร้ซึ่งอาหารมาหล่อเลี้ยง มันจักตั้งอยู่ได้อย่างไร นกยางสุชาดาหลังจากไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ในที่สุดนางก็สิ้นใจลงในเย็นวันหนึ่ง แต่เนื่องจากก่อนตายนางรักษาศีลห้าไว้อย่างเหนียวแน่น ยอมสละได้แม้แต่ชีวิตตนเอง พอตายจากเดรัจฉานอานิสงส์ของการรักษาศีลจึงนำให้นางไปเกิดเป็นบุตรสาวตระกูลช่างปั้นหม้อ อาศัยอยู่ในกรุงพาราณสี

บุตรีช่างปั้นหม้อนางนี้ตั้งแต่จำความได้นางก็รักษาศีลห้ามาโดยตลอด ทั้งที่ไม่เคยมีใครบอกว่าการรักษาศีลนั้นต้องทำอย่างไร? มันเหมือนกับว่าเป็นวาสนาผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนยังไงยังงั้น! นางรักษาศีลมาจนกระทั่งอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี

วันหนึ่งท้าวสักกะได้ทรงคำนึงถึงนางสุชาดาขึ้นมา จึงทรงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทรงทราบว่านางได้ตายจากนกยางแล้วไปเกิดเป็นบุตรสาวช่างปั้นหม้ออยู่ในภูมิมนุษย์ ดังนั้นจึงทรงดำริขึ้น “ ถึงเวลาแล้วที่เราจักต้องลงไปสงเคราะห์นางอีกครั้ง เพื่อนางจักได้รักษาศีลอย่างราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรค! ”

เมื่อทรงดำริดังนี้ท้าวโกสีย์จึงเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมายังโลกมนุษย์ทันใด จากนั้นก็ทรงแปลงพระวรกายเป็นพ่อค้าชราขับเกวียนบรรทุกพืชผลอันได้แก่ฟักแฟงแตงน้ำเต้ามาจนเต็ม เพื่อจักไปค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับผู้คนในตลาด

แต่ว่าวิธีขายของพ่อค้ารายนี้หาได้เหมือนกับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปไม่ ตะแกเที่ยวตะโกนว่าผู้ใดรักษาศีลห้ามาดีให้มารับพืชผลเหล่านี้ไปได้เลย ไม่ต้องควักเงินควักทองออกมาซื้อหาแต่อย่างใด บรรดาผู้คนพอได้ยินก็ให้สงสัยกันไปตามๆกัน ต่างซักถามกันให้วุ่นว่าศีลห้ามันคืออะไร? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรรึ? แต่จนแล้วจนรอดก็หาได้มีผู้ใดรู้จัก

จอมเทพในร่างพ่อค้าเฒ่าเขาขับเกวียนผ่านไปตั้งแต่หัวตลาดจนเกือบจักถึงท้ายตลาด แต่ก็หามีใครเข้ามาขอเอาพืชผลเหล่านี้ไปแม้ แต่เพียงลูกเดียว! จนเกวียนเคลื่อนมาถึงหน้าบ้านช่างปั้นหม้อเสียงที่ตะโกนได้ดังไปถึงหลังบ้าน บุตรสาวนายช่างซึ่งกำลังช่วยงานบิดาพอได้ยินว่าใครรักษาศีลห้ามาดีให้มารับพืชผลเหล่านี้ไปโดยไม่ต้องนำสิ่งใดมาแลก นางจึงวางมือจากงาน รีบออกไปดูที่ยังหน้าบ้านทันที

ขณะนั้นเกวียนสินค้าได้ผ่านบ้านนางไป ดังนั้นนางจึงเรียกให้เขาหยุด จากนั้นก็เดินเข้าไปบอกว่านางนี่แหละที่เป็นผู้รักษาศีลห้ามาดี ขอให้เขาจงมอบพืชผลเหล่านี้แก่นางเถิด พ่อค้าชราพอฟังจึงขับเกวียนกลับมาหยุดที่หน้าบ้านนาง จากนั้นก็ขนเอาพืชผลทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ยังหลังบ้าน พอขนเสร็จก็แปลงร่างกลับเป็นจอมเทพเหมือนเดิม แล้วจึงมีเทวดำรัสตรัสกับนางว่า

“ ดูก่อนนางผู้เป็นบุตรแห่งคนปั้นหม้อ ฟักแฟงที่เจ้าเห็นนี้แท้จริงมันหาได้เป็นพืชผลทั่วไปเหมือนดั่งที่เจ้าคิดไม่! หากแต่เป็นทองคำที่เรานำมาให้กับเจ้าโดยเฉพาะ ด้วยเจ้านั้นเป็นผู้ที่รักษาศีลห้ามาดี แลศีลห้าที่เจ้ารักษานี้ เมื่อถึงกาลแตกดับมันจักนำเจ้าให้เข้าสู่ดินแดนแห่งเทวภูมิได้ เพียงแต่เจ้าต้องรักษามันไว้ให้มั่น แล้วไม่ช้าเราคงพบกัน! ” ทันทีที่ตรัสจบจอมเทพผู้เกรียงไกรก็หายวับไปต่อหน้าต่อตานาง

หลังจากได้ฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกะบุตรสาวช่างปั้นหม้อก็ใช้เวลาเกือบจักทั้งหมดไปกับการรักษาศีล จวบจน กระทั่งหมดสิ้นอายุขัย แลด้วยการที่นางรักษาศีลอย่างสม่ำเสมอนี้เอง พอตายไปอานิสงส์ของการการรักษาศีลจึงนำให้นางไปอุบัติเป็นเทพนารี พระธิดาของ ท้าวสัมพรอสูร (ท้าวเวปจิตติ) ผู้ครองอสูรพิภพ

พระธิดาอสูรนางนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพนารีที่มีมีศิริโฉมงดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเทวภูมิ เนื่องจากนางรักษาศีลห้าติดต่อกันมาถึงสองชาติสองภพ ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของเหล่าอสูรทั้งหลาย
พอถึงคราวที่นางจักต้องมีคู่ ท้าวสัมพรอสูรจึงบัญชาให้อสูรทุกตนมารวมกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังเพื่อให้นางทำการคัดเลือก

เพลานั้นท้าวสักกะด้วยเทพฤทธิ์พระองค์ก็ทรงทราบว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จักต้องไปรับเอานางสุชาดากลับมาเป็นพระชายาเสียที ดังนั้นจึงมีเทวบัญชาให้มาตลีเทพบุตรนำรถม้าเทียมม้าสินธพจำนวนหนึ่งพันตัว ไปจอดรอไว้ ณ กึ่ง กลางเส้นทางระหว่างอสูรพิภพกับเทพนครไตรตรึงษ์ ส่วนตัวพระองค์ก็ทรงเนรมิตพระวรกายเป็นอสูรแก่ตนหนึ่ง จากนั้นก็ทรงลอบเข้าไปในดินแดนอสูร เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเลือกคู่ครั้งนี้!

ขณะที่นางอสุรกัญญากำลังเดินดูบรรดาอสูรที่พระบิดาเกณฑ์ให้มายืนอวดโฉมรอนางเลือก ปรากฏที่ผ่านมาหามีอสูรตนใดถูกตาต้องใจนางแม้แต่เพียงตนเดียว จนกระทั่งมาถึงอสูรตนสุดท้ายซึ่งเป็นอสูรที่แก่หง่อมเสียจนหนังเหี่ยว ผมเผ้าขาวโพลนไปทั้งศรีษะ ไม่ว่าจักมองมุมไหนก็หาความหล่อไม่เจอ แต่พอนางสบตากับเขาก็รู้ทันทีว่าอสูรตนนี้แลที่นางเฝ้าหามาช้านาน หากแม้นชาตินี้ไม่ได้เขามาเป็นคู่ นางขอยอมตายเสียดีกว่าที่จักอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

เมื่อเกิดความรู้สึกดังนี้จึงไม่รอช้า ยกพวงมาลัยได้ก็คล้องลงบนคออสูรเฒ่าเบื้องหน้าทันที บรรดาอสูรเมื่อเห็นพระธิดาตนเลือกเอาอสูรแก่ใกล้ตายมาเป็นคู่ครอง แทนที่จักเป็นพวกตนตนใดตนหนึ่ง ต่างก็รู้สึกผิดหวังกันไปตามๆกัน บ้างก็ให้เสียดายรูปโฉมของพระนางเสียเหลือเกิน ซึ่งมิได้คู่ควรกับเจ้าอสูรเฒ่าเลย มันเหมือนเอาดอกไม้สวยงามไปปักอยู่บนมูลโคแท้ๆ บ้างก็ให้โมโหโกรธา ด้วยการกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนเป็นการหยามเกียรติ์แลศักดิ์ศรีของตนที่เป็นอสูรหนุ่ม ดังนั้น ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวังเวลานั้นจึงมีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าอสูรกันให้อื้ออึงไปหมด

ท้าวสักกะเมื่อทรงเห็นความระส่ำระสายเกิดขึ้นในหมู่อสูรก็ทรงรู้สึกสบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเปล่งเสียงหัวร่อออกไปจนดังลั่น จากนั้นก็ทรงเนรมิตพระวรกายกลับคืนรูปร่างเดิม พร้อมกันนั้นก็ทรงรวบเอานางอสูรเบื้องพระพักตร์เข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระทันที แล้วก็ไม่ทรงพูดพล่ามทำเพลง ทรงอุ้มนางอสุรกัญญาได้ก็ทรงทะยานขึ้นท้องฟ้าเหาะหนีไปจากสถานที่นั้นต่อหน้าต่อตาท้าวสัมพรอสูร ที่ได้แต่ทรงตะลึงจังงังทำอะไรไม่ถูก

ฝ่ายบรรดาอสูรพอรู้อสูรเฒ่าแท้จริงก็คือจอมเทพแห่งตาวติงสาผู้เป็นศัตรูเก่าปลอมตัวมา ก็ให้โมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่ง พากันตะโกนด่าทอเสียจนดังลั่น บัดนั้นก็ไม่มีใครรอช้า รีบทะยานตัวขึ้นท้องฟ้าเหาะตามท้าวโกสีย์ไปติดๆ!

ย้อนมาด้านมาตลีเทพสารถี หลังจากได้รับพระบัญชาจากองค์อมรินทร์เขาก็นำรถม้าไปจอดรอไว้ตามรับสั่ง พอได้ยินเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นฟ้ามาแต่ไกล ก็ทราบแล้วว่าผู้เป็นนายกำลังเหาะหนีศัตรูมา ดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบไสรถม้าออกไปรับหน้าทันที จอมสวรรค์หลังจากทรงเหาะมาได้สักพักก็ทรงรู้สึกพละกำลังของตนนั้นเริ่มถดถอย เนื่องจากต้องทรงแบกเอาน้ำหนักของพระธิดาอสูเอาไว้ด้วย พอทรงเห็นเทพคู่พระทัยพุ่งรถมารับ ฉับพลันก็ทรงกลับมามีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ทรงทะยานไปยังราชรถด้วยความรวดเร็ว พอถึงก็ทรงวางนางอสูรลงยังที่ประทับ จากนั้นก็ตรัสให้มาตลีเทพบุตรออกราชรถทันที

ฝ่ายพลพรรคอสูรที่เหาะตามมาได้สักพัก พอเห็นระยะห่างเริ่มหดสั้นเข้าก็ทราบว่าท้าวสักกะคงจักหมดแรงแล้ว ดังนั้นจึงนึกกระหยิ่มในใจ “ ครานี้แหละเจ้าเทพหัวขโมย เห็นทีคงไม่รอดไปจากเงื้อมมือพวกตนแน่!” แต่พอจู่ๆระยะที่สั้นกลับยืดออกไปอีกพวกเขาจึงให้รู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น พอเพ่งตาไปเบื้องหน้าเห็นมีรถม้าพุ่งมารับท้าวสักกะจึงรู้ที่แท้จอมเทพเจ้าเล่ห์ได้นัดลูกสมุนเอาไว้ก่อนนี่เอง อย่างนี้นี่เล่าถึงมีแรงเพิ่ม เมื่อเห็นดังนั้นแต่ละตนจึงไม่รอช้า รีบเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก หวังจักกวดให้ทันจอมเทพเจ้ากลให้ได้

แต่ไม่ว่าพวกเขาจักออกแรงเพียงใดก็หาได้ทำให้ระยะที่ห่างหดสั้นเข้าไปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำกลับยืดออกไปอีก ด้านท้าวสหัสนัยน์หลังจากได้ทรงพักครู่หนึ่งพระองค์ก็ทรงรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นจึงทรงกลับมามีพระอารมณ์เบิกบานแจ่มใสเหมือนเดิม

ขณะนั้นรถม้าได้แล่นเข้าเขตของป่า สัมพลิวัน (ป่าไม้งิ้ว) อันเป็นที่อยู่ของพญาครุฑพอดี ขณะที่องค์อมรินทร์แลนางอสูรเทวีกำลังทรงเพลินอยู่กับทัศนียภาพรอบข้าง จู่ๆก็เกิดเสียงร้องประหลาดดังขึ้น ทำให้พระธิดาอสูรที่กำลังทรงดื่มด่ำกับธรรมชาติถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัย องค์เทพราชันย์เมื่อทรงเห็นโฉมงามอันเป็นสุดที่รักหวาดวิตก จึงตรัสถามเทพคู่พระทัยว่า “ ท่านมาตาลี นั่นเสียงอะไรรึ? ไฉนจึงฟังประหลาดอย่างนั้น?”

เทพสารถีพอฟังจึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! เสียงลูกพญาครุฑพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระบาทคิดว่ากระแสลมแห่งราชรถคงไปสะเทือนต้นไม้ที่มันทำรังอยู่ ดังนั้นลูกน้อยของมันด้วยความตกใจจึงร้องขึ้นมา ขออย่าได้ทรงระแวงพระทัยไปเลยพระพุทธเจ้าข้า! ”

จอมสวรรค์ครั้นได้ทรงฟังจึงทรงคำนึงขึ้น “ แค่เพียงกระแสลมรถม้าเรายังมีอานุภาพถึงปานฉะนี้ อย่ากระนั้นเลย เราจงอย่าให้เหล่าสัตว์ต้องมาพลอยฉิบหายเพราะความเห็นแก่ตัวของเราเลย! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงตรัสกับเทพสารถี “ ท่านมาตาลี พวกเราจงอย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับเหล่าสัตว์เลย ขอท่านจงหันหัวรถกลับเถิด เราจักขอสู้ตายกับเจ้าอสูรร้ายพวกนี้เอง! ”

เทพเลขาพอฟังจึงสั่งรถม้าให้ชะลอลง จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ม้าสินธพทั้งหนึ่งพันตัวดึงหัวรถกลับ บรรดาอสูรที่ตามมาลิบๆเมื่อเห็นท้าวโกสีย์ซึ่งกำลังได้เปรียบจู่ๆก็หยุดรถหันมาเผชิญหน้า ต่างก็ประหลาดใจไปตามๆกัน โดยเฉพาะอสูรผู้เป็นหัวหน้าเขารู้สึกเรื่องนี้มันมีเลศนัยชอบกล “ ชะรอยหรือเจ้าเทพมากเล่ห์แอบซ่องสุมกำลังเอาไว้แถวนี้ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าหยุดรถ เห็นทีเราจักประมาทไม่ได้เสียแล้ว หึ..หึ..หึ..อสูรอย่างเขามีหรือจักตกหลุมพรางเจ้าเทพหัวอุบายได้ ไม่มีวันเสียหรอก! ” เมื่อคิดดังนั้นจึงตะโกนสั่งให้พลพรรคหยุดการติดตามก่อน ขืนตามต่อไปอาจเสียทีให้กับศัตรูก็เป็นได้

ฝ่ายบรรดาลูกสมุนพอได้ฟังคำสั่งก็เหมือนหนึ่งว่าได้ยกภูเขาออกจากอก เนื่องจากแต่ละตนต่างก็อ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงหลงเหลือกันแล้ว ขืนให้ตามต่อเห็นทีพวกเขาคงต้องขาดใจตายเสียก่อนเป็นแน่!

ด้านท้าวสักกะเมื่อทรงตัดสินพระทัยจักขอสู้ตาย เพราะไม่ทรงปรารถนาจักทรงสร้างกรรมกับเหล่าสัตว์ พอทรงเห็นอสูรที่ตามมาอย่างกระหายเลือดจู่ๆก็หยุดการติดตามเช่นกัน ก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัยไม่แพ้กัน ต่างฝ่ายต่างจดต่างจ้อง ไม่มีใครกล้าบุกเข้าไป

จนผ่านไปพักใหญ่ทรงเห็นพวกอสูรพากันหันหลังกลับ เคลื่อนพลบ่ายหน้าสู่อสูรพิภพ พระองค์จึงทรงรู้ว่าการศึกครั้งนี้เห็นทีคงจักยุติแต่เพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้เทพมาตาลีหันหัวรถกลับเทพนครไตรตรึงษ์ แต่ครั้งนี้ทรงให้อ้อมป่าสัมพลิวันไป เพื่อป้องกันมิให้กระแสลมราชรถไปรบกวนสัตว์ที่อยู่ในป่าอีก นับแต่นั้นจอมสวรรค์แห่งตาวติงสาแลนางอสูรสุชาดา ก็ทรงครองคู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมา ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ .

หมายเหตุ : ข้อปฏิบัติที่ทำให้มฆมานพได้เป็นพระอินทร์ ( วัตตบท ๗ ประการ ) คือ :
๑.เลี้ยงดูบิดามารดาโดยชอบ
๒.ให้ความเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
๓.ไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ
๔.กล่าววาจาไพเราะอ่อนหวาน
๕.ไม่พูดส่อเสียด
๖.ไม่เป็นคนตระหนี่
๗.ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

12 ก.พ. 2560
 เปิดอ่านหน้านี้  2898 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย