ท้าวสักกะ เทพราชาแห่งตาวติงสาภูมิ ๒ เขียนโดยสืบธรรมไทย

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จักหาสิ่งใดจีรังยั่งยืนไม่มี! หลังจากมฆมานพแลสหายได้ตายจากมนุษย์ ตัวเขาได้ไปอุบัติเป็นเทพราชันย์ผู้มีชื่อเสียงเกริกไกล พระนามว่า ท้าวสักกเทวราช หรือ พระอินทร์ ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ร่วมกับเทพพระสหายอีก ๓๒ พระองค์ ส่วนนางสุธรรมา นางสุนันทา และนางสุจิตราก็ตามมาเกิดเป็นเทพมเหสี

ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่ช้างพระราชทานก็ยังตามมาเกิดเป็นเทพบุตรอีก ชื่อว่า เอราวัณเทพบุตร คราใดที่องค์อมรินทร์จักเสด็จพระราชดำเนินไปงานพิธีสำคัญๆ เทพบุตรเอราวัณก็จักเนรมิตกายเป็นช้าง๓๓เศียร เตรียมรอให้องค์จอมเทพแลเทพพระสหายขึ้นประทับเสด็จยังงานพิธีนั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระบุญญานุภาพแลพระเดชานุภาพแห่งองค์ท่าน คงมีแต่นางสุชาดาคนเดียวที่ไม่ได้ตามมาเกิดด้วย เนื่องจากพอสิ้นอายุขัยนางก็ไปเกิดเป็นนกยางอาศัยอยู่ข้างสระน้ำของซอกเขาแห่งหนึ่ง!

มฆมานพพออุบัติเป็นท้าวสักกะด้วยเทพวิสัยจึงทรงกำหนดจิตดูว่าภรรยาทั้งสี่ หลังจากตายจากมนุษย์พวกนางไปเกิดยังภพภูมิใดบ้าง? ทันใดก็ทรงทราบนางสุธรรมา นางสุนันทา แลนางสุจิตราได้ตามพระองค์มาเกิดเป็นเทพนารีอยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ด้วย มีแต่นางสุชาดาคนเดียวที่ไปเกิดเป็นนกยางอยู่ในภูมิเดรัจฉาน

ด้วยความที่ทรงรักใคร่ภรรยาผู้นี้อย่างสุดซึ้ง พอทรงเห็นนางต้องไปตกระกำลำบาก เลี้ยงชีพด้วยปาณาติบาต จอมเทพผู้มากบารมีก็ทรงรู้สึกอดสงสารนางขึ้นมาไม่ได้ อยากจักให้นางพ้นไปจากสภาพของสัตว์เดรัจฉานเสียเหลือเกิน จึงทรงดำริ “ เราน่าจักให้นางได้มา เห็นความเป็นอยู่ของชาวฟ้าชาวสวรรค์กัน เผื่อนางจักเกิดมุมานะ ยกตนให้พ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานได้! ” เมื่อทรงคิดดังนี้จึงไม่รอช้า รีบเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมายังโลกมนุษย์ทันที!

ฝ่ายนกยางสุชาดาขณะเที่ยวจิกกินปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆเห็นใครไม่รู้มายืนข้างๆก็ให้ตกใจเป็นกำลัง จึงร้องถามไป :

“ ท่านผู้นี้เป็นใครหรือ ? ไฉนจึงต่างจากสัตว์ที่ข้าพเจ้าเคยเห็น ? ”
“ ดูก่อนนางนกยาง! เรานี้มีนามว่าท้าวสักกเทวราชจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชาติที่แล้วเรา
เป็นสามีเจ้า ”
“ ท่านน่ะหรือคือจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แลเป็นสามีของข้าพเจ้าเมื่อชาติที่แล้ว ? ”
“ ถูกต้อง! เจ้าอยากรู้หรือไม่เพื่อนเจ้าอีกสามนางซึ่งก็เป็นภรรยาของเราเหมือนกัน ขณะนี้พวกนาง
มีความเป็นอยู่เยี่ยงไร? ”
“ อยากทราบเจ้าค่ะ ! ”
“ ดีแล้ว อย่างนั้นข้าจักพาเจ้าไปเห็นด้วยตาตนเอง! ”

ว่าแล้วท้าวโกสีย์ก็ทรงรวบเอานางนกยางเหาะขึ้นฟ้า มุ่งตรงสู่ยังเมืองแมนแดนสวรรค์ทันที พอถึงก็ทรงปล่อยนางไว้ที่นันทาโบกขรณี จากนั้นก็เสด็จกลับไพชยนต์ปราสาทเพื่อทรงแจ้งข่าวให้พระชายาทั้งสามได้ทราบ

เทพนารีสุธรรมา สุนันทา แลสุจิตราพอรู้พระสวามีทรงพานางสุชาดามายังดาวดึงส์เทวโลก พวกนางก็อยากจักเห็นหน้าของนางสุชาดาขึ้นมาทันใด อยากรู้ว่านางยังจักมีหน้าตาสะสวยเหมือนสมัยเป็นมนุษย์หรือไม่? ดังนั้นจึงรีบซักถามองค์เทพราชันย์ว่านางพักอยู่ที่ใด? พอทราบก็รีบพากันไปยังนันทาโบกขรณีทันที

เมื่อไปถึงเห็นนางมิได้เป็นเทพเหมือนตน หากแต่เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น! จึงอดหัวร่อขึ้นมาพร้อมกันไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังพากันพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีก

“ โอ๊ะโอ๋! นี่หรือแม่หญิงสุชาดายอดกัลยาณี ผู้มีรูปกายโสภีกว่าหญิงใด ดูผิวแม่ซิ! ช่างขาวผุดผาดเสียยิ่งนัก ไม่ว่าจักเป็นลำคอแข้งขา ตลอดทั้งองคาพยพ ล้วนหมดจดงดงาม เกินจักหาเทพนารีไหนสะคราญเทียมได้ นับเป็นบุญตาพวกเรานะที่ได้มาเห็นนางผู้เลอโฉมเช่นนี้! ” หลังจากสนุกกับการเสียดสีสามเทพนารีก็ชวนกันกลับไพชยนต์ปราสาทโดยมิได้คำนึงถึงผู้ฟังเลยว่า เขาจักคิดหรือรู้สึกอย่างไร!

ฝ่ายนกยางผู้อาภัพ ครั้นถูกเพื่อนรักที่มีอดีตชาติเป็นภรรยาร่วมกันเยาะเย้ยถากถางเอา ก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติวาสนาตน พอท้าวหัสนัยน์(พระอินทร์)ทรงกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง นางจึงขอให้พระองค์ทรงพานางกลับยังที่อยู่เดิม เพื่อจักได้ไม่ต้องถูกใครมาดูถูกเหยียดหยามอีก

องค์เทพราชาทรงทราบถึงความรู้สึกนาง จึงมิได้ทรงทัดทานแต่อย่างใด ทรงนำนางกลับมายังสระน้ำดังเดิม แต่ก่อนจากไปพระองค์ได้ตรัสถึงวิธีที่จักทำให้นางพ้นจากอัตภาพของสัตว์เดรัจฉานว่า “ ดูก่อนนางนกยาง หากเจ้าปรารถนาจักพ้นไปจากสภาพของเดรัจฉานแล้ว ก็ขอให้จงรักษาศีลห้าเอาไว้ให้มั่น จงอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเป็นอันขาด แม้จักแลกด้วยชีวิตเจ้าก็ต้องยอม! ”

นกยางสุชาดาหลังจากได้ฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกะนางก็ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อาหารจากเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยสระนี้ล้วนมีปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างชุกชุม บัดนี้ก็กลายเป็นอัตคัดขัดสน ด้วยตนไม่อาจจับปลาเป็นๆมากินได้อีก ร่างกายจากเคยอวบอิ่มมีน้ำมีนวล เรี่ยวแรงแข็งขัน ตอนนี้แม้จักให้เดินไปจิกปลาตายกิน นางก็ยังไม่มีแรงพอเลย! ได้แต่ฟุบอยู่ข้างสระน้ำมาได้สองสามวันแล้ว

ในที่สุดสังขารที่ไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงก็มิอาจจักตั้งอยู่ได้ นางจึงสิ้นใจลงในเย็นวันหนึ่ง แต่เนื่องจาก
ก่อนตายนางได้รักษาศีลห้าไว้อย่างเหนียวแน่น ยอมสละได้แม้แต่ชีวิตตน ดังนั้นพอตายจากสัตว์เดรัจฉานอานิสงส์ที่รักษาศีลจึงนำให้นางไปเกิดเป็นบุตรสาวของช่างปั้นหม้อ อาศัยอยู่ในกรุงพาราณสี

บุตรสาวช่างปั้นหม้อตั้งแต่จำความได้นางก็เริ่มรักษาศีลห้ามาโดยตลอด ทั้งที่ไม่เคยมีใครบอกว่าการรักษาศีลห้าต้องทำอย่างไร? มันเหมือนเป็นวาสนาผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนยังงัยยังงั้น! นางรักษาศีลมาจนกระทั่งอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี

วันหนึ่งท้าวสักกะได้ทรงคำนึงถึงนางสุชาดาจึงทรงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทรงทราบนางได้ไปเกิดเป็นบุตรของช่างปั้นหม้อ อาศัยอยู่ในกรุงพาราณสี ดังนั้นจึงทรงดำริ “ ถึงเวลาที่เราจักต้องลงไปสงเคราะห์นางอีกครั้งแล้ว เพื่อนางจักได้รักษาศีลห้าอย่างราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรค! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมายังโลกมนุษย์ทันที จากนั้นก็ทรงเนรมิตพระวรกายเป็นพ่อค้าชราขับเกวียนบรรทุกพืชผลอันได้แก่ ฟัก แฟง แตง น้ำเต้า มาจนเต็ม เพื่อนำไปขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับผู้คนในตลาด

แต่วิธีขายพ่อค้ารายนี้หาได้เหมือนพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปไม่ ตะแกเที่ยวตะโกนผู้ใดรักษาศีลห้ามาดีให้มารับพืชผลเหล่านี้ไปได้เลย! ไม่ต้องควักเงินควักทองออกมาซื้อหาแต่อย่างใด บรรดาผู้คนพอฟังก็ให้สงสัยกันไปตามๆกัน ต่างซักถามกันให้วุ่นว่าศีลห้ามันคืออะไร? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรรึ? แต่ก็ไม่มีใครเคยรู้เคยเห็นมาก่อนแม้แต่เพียงผู้เดียว!

จอมเทพในร่างพ่อค้าเฒ่าเขาขับเกวียนผ่านไปตั้งแต่หัวตลาดจนเกือบจักถึงท้ายตลาดก็ยังไม่มีผู้ใดมาขอเอาพืชผลเหล่านี้ไป จนถึงบ้านของช่างปั้นหม้อเสียงที่ตะโกนได้ดังไปถึงหลังบ้าน บุตรสาวนายช่างซึ่งกำลังช่วยงานบิดาพอได้ยินว่าใครรักษาศีลห้ามาดีให้มารับเอาพืชผลเหล่านี้ไป ไม่ต้องนำสิ่งใดมาแลก นางจึงวางมือรีบเดินไปดูที่ยังหน้าบ้านทันที

ขณะนั้นเกวียนสินค้าได้ผ่านบ้านนางไป นางจึงเรียกให้เขาหยุด จากนั้นก็เดินไปหาบอกว่านางนี่แหละที่เป็นผู้รักษาศีลห้ามาดี ขอเขาจงมอบฟักแฟงเหล่านี้แก่นางเถิด พ่อค้าชราพอฟังจึงถอยเกวียนมาหยุดที่หน้าบ้านนาง จากนั้นก็ขนพืชผลทั้งหมดไปเก็บไว้ยังหลังบ้าน พอขนเสร็จก็คืนร่างเป็นจอมเทพให้นางได้เห็น พร้อมกับตรัสว่า

“ ดูก่อนนางผู้เป็นบุตรแห่งคนปั้นหม้อ พืชผลที่เจ้าเห็นแท้จริงมันหาได้เป็นเหมือนเช่นฟักแฟงทั่วไปไม่! หากแต่เป็นทองคำที่เรานำมาให้กับเจ้าโดยเฉพาะ ด้วยเจ้านั้นเป็นผู้ที่รักษาศีลห้ามาดี แลศีลห้าที่เจ้ารักษานี้ เมื่อถึงกาลแตกดับมันจักนำเจ้าให้เข้าสู่ดินแดนแห่งเทวภูมิได้ เพียงแต่เจ้าต้องรักษามันเอาไว้ให้มั่น แล้วไม่ช้าเราคงพบกัน! ” ทันทีที่ตรัสจบจอมเทพผู้เกรียงไกรก็หายวับไปต่อหน้าต่อตานาง

นับจากนั้นบุตรสาวช่างปั้นหม้อก็ใช้เวลาเกือบทั้งหมดให้กับการักษาศีลแต่เพียงอย่างเดียว จวบจนหมดสิ้นอายุขัย แลด้วยอานิสงส์ของการรักษาศีล พอนางตายไปจึงไปอุบัติเป็นเทพนารีพระธิดาของ ท้าวสัมพรอสูร หรือ ท้าวเวปจิตติ (แล้วแต่จะเรียก) ผู้ครองอสูรพิภพ

ธิดาอสูรนางนี้ถือเป็นเทพธิดาที่มีมีศิริโฉมงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องโสภาเหนือนางอสูรใดๆ เนื่องจากนางรักษาศีลติดต่อกันมาถึงสองชาติสองภพ! ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของเหล่าอสูรทั้งมวล พอถึงคราวที่นางจักต้องมีคู่ ท้าวสัมพรอสูรได้มีบัญชาให้อสูรทุกตนมารวมกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้นางได้เลือกเฟ้นหาผู้ที่เหมาะสมมาเป็นคู่ครอง

เพลานั้นท้าวสักกะด้วยเทพฤทธิ์ก็ทรงทราบว่า บัดนี้ถึงเวลาที่จักไปรับเอาตัวนางสุชาดากลับมาเป็นพระชายาของพระองค์แล้ว ดังนั้นจึงมีบัญชาให้เทพมาตลีนำรถม้าเทียมม้าสินธพจำนวนหนึ่งพันตัวไปจอดรอไว้กึ่งกลางเส้นทางระหว่างอสูรพิภพกับเทพนครไตรตรึงษ์ ส่วนตัวพระองค์ได้ทรงเนรมิตพระวรกายเป็นอสูรแก่ตนหนึ่ง จากนั้นก็ทรงลอบเข้าไปในดินแดนอสูรเพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเลือกคู่ครั้งนี้!

ขณะที่นางอสุรกัญญากำลังเดินดูบรรดาอสูรที่พระบิดาเกณฑ์ให้มายืนอวดโฉมรอนางเลือก ปรากฏที่ผ่านมาหามีอสูรตนใดถูกตาต้องใจนางเลยแม้แต่เพียงตนเดียว จนกระทั่งมาถึงอสูรตนสุดท้ายซึ่งแก่เสียจนผิวหนังเหี่ยวย่น ผมเผ้าขาวโพลนไปทั้งศรีษะ ไม่ว่าจักมองมุมไหนก็หาความหล่อไม่เจอ แต่พอนางได้สบตากับเขาเท่านั้น ก็รู้ทันทีว่าอสูรตนนี้นี่แลที่นางเฝ้ารอมาเป็นเวลาช้านาน หากแม้นชาตินี้ไม่ได้เขามาเป็นคู่ นางขอยอมตายเสียดีกว่าที่จักอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

เมื่อเกิดความรู้สึกดังนี้จึงไม่รอช้า รีบยกพวงมาลัยคล้องลงบนคออสูรเฒ่าเบื้องหน้าทันที! บรรดาอสูรเมื่อเห็นพระธิดาตนเลือกเอาอสูรชราใกล้ตายมาเป็นคู่ครอง แทนที่จักเป็นพวกตนตนใดตนหนึ่ง ต่างก็รู้สึกผิดหวังกันไปตามๆกัน บ้างก็เสียดายรูปโฉมโนมพรรณของนาง ซึ่งมิได้คู่ควรกับเจ้าอสูรเฒ่าเลย เหมือนเอาดอกไม้ไปปักอยู่บนมูลโคแท้ๆ! บ้างก็โมโหโกรธา ด้วยการกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนเป็นการหยามเกียรติ์แลศักดิ์ศรีของตนที่เป็นอสูรหนุ่ม จนยากจักรับได้! ดังนั้นลานหน้าพระบรมมหาราชวังเวลานั้นจึงมีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าอสูรกันให้อื้ออึงไปหมด

ท้าวสักกะเมื่อทรงเห็นความระส่ำระสายเกิดขึ้นในหมู่อสูรก็ทรงสบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเปล่งเสียงหัวร่อออกไปจนดังลั่น จากนั้นก็ทรงเนรมิตพระวรกายกลับคืนรูปร่างเดิม พร้อมกับทรงรวบเอานางอสูรเบื้องพระ พักตร์เข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระทันที แล้วก็ไม่ทรงพูดพล่ามทำเพลง ทรงทะยานขึ้นท้องฟ้าพานางอสุรกัญญาเหาะหนีไปต่อหน้าต่อตาท่านท้าวสัมพรอสูรผู้เป็นใหญ่

ฝ่ายบรรดาอสูรที่ต่างก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตกเพราะคาดไม่ถึงจักเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พอรู้อสูรเฒ่าแท้จริงก็คือจอมเทพแห่งตาวติงสาผู้เป็นศัตรูเก่าปลอมตัวมา ก็ให้โมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่ง พากันตะโกนด่าทอจนดังลั่น จากนั้นก็ไม่รอช้า รีบทะยานขึ้นฟ้าเหาะตามท้าวโกสีย์ไปทันใด!

ย้อนมาด้านมาตลีเทพสารถี หลังจากได้รับพระบัญชาจากองค์อมรินทร์เขาก็นำรถม้าไปจอดรอไว้ตามรับสั่ง พอได้ยินเสียงเลื่อนลั่นสนั่นฟ้ามาแต่ไกลก็ทราบผู้เป็นนายกำลังหนีศัตรูมาแล้ว ดังนั้นจึงมิรอช้า รีบไสรถม้าออกไปรับหน้าทันที

จอมสวรรค์หลังจากทรงเหาะมาได้สักพักก็ทรงรู้สึกพละกำลังของตนนั้นเริ่มถดถอย เนื่องจากต้องทรงแบกเอาน้ำหนักของนางอสุรกัญญาไว้ด้วย พอทรงเห็นเทพคู่พระทัยพุ่งรถเข้ามา ฉับพลันก็ทรงกลับมามีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่น่าจักเป็นไปได้ ทรงทะยานไปยังราชรถด้วยความรวดเร็ว พอถึงก็ทรงวางนางอสูรลงยังที่ประทับ จากนั้นก็ตรัสให้เทพมาตลีออกราชรถทันที

ฝ่ายพลพรรคอสูรที่เหาะตามมาห่างๆพอเห็นระยะห่างเริ่มหด สั้นเข้าก็ทราบว่าท้าวสักกะคงจักหมดแรงแล้ว ดังนั้นจึงนึกกระหยิ่มในใจ คิดว่าครานี้แหละเจ้าเทพหัวขโมย เห็นทีคงไม่รอดไปจากเงื้อมมือพวกตนแน่! แต่พอจู่ๆระยะที่สั้นกลับยืดออกไปอีก พวกเขาจึงให้รู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น

พอเพ่งไปเห็นรถม้าพุ่งมารับ จึงรู้ที่แท้จอมเทพมากเล่ห์ได้นัดลูกสมุนเอาไว้นี่เอง อย่างนี้นี่เล่าถึงได้มีแรงเพิ่ม เมื่อเห็นดังนั้นแต่ละตนจึงไม่รอช้า พากันเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก หวังจักกวดให้ทันจอมเทพเจ้ากลให้ได้ แต่มิว่าจักเร่งกันเพียงใดระยะห่างก็หาได้สั้นเข้าไปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังยืดออกไปเรื่อยๆอีก

ด้านท้าวหัสนัยน์หลังจากได้ทรงนั่งพักเหนื่อยแล้วก็ทรงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นดังนั้นจึงทรงกลับมามีพระอารมณ์เบิกบานแจ่มใสเหมือนเดิม เพลานั้นรถม้าได้แล่นเข้าสู่เขตป่า สัมพลิวัน (ป่าไม้งิ้ว) อันเป็นที่อยู่ของเหล่าพญาครุฑ

ขณะที่องค์อมรินทร์แลนางอสูรเทวีกำลังทรงเพลินอยู่กับทัศนียภาพข้างทาง จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องประหลาดดังขึ้น ทำให้พระธิดาอสูรที่กำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัย องค์เทพราชันย์เมื่อทรงเห็นโฉมงามอันเป็นสุดที่รักหวาดวิตก จึงตรัสถามเทพคู่พระกายว่า “ ท่านมาตาลี นั่นมันเสียงอะไรรึ? ไฉนจึงฟังประหลาดอย่างนั้น?” เทพสารถีพอฟังจึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะเสียง ของลูกพญาครุฑพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระบาทคิดว่ากระแสลมราชรถคงพัดไปโดนต้นไม้ที่มันทำรังอยู่ ดังนั้นลูกน้อยของมันด้วยความตกใจจึงร้องขึ้นมา ขออย่าทรงระแวงพระทัยไปเลยพระพุทธเจ้าข้า ”

จอมสวรรค์เมื่อทรงสดับจึงทรงคำนึงขึ้น“ เพียงกระแสลมรถม้าเรายังมีอานุภาพถึงปานฉะนี้ อย่ากระนั้นเลย เราจงอย่าให้เหล่าสัตว์ต้องมาพลอยฉิบหายเพราะความเห็นแก่ตัวของเราเลย” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงตรัสกับเทพสารถี “ ท่านมาตาลี! พวกเราจงอย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับเหล่าสัตว์เลย ขอท่านจงหันหัวรถกลับเถิด เราจักขอสู้ตายกับอสูรร้ายพวกนี้เอง! ”

เทพเลขาพอฟังจึงชะลอรถม้าตามรับสั่ง จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ม้าสินธพทั้งหนึ่งพันตัวดึงหัวรถกลับ บรรดาอสูรที่ตามอยู่ลิบลิบเมื่อเห็นท้าวโกสีย์ซึ่งกำลังได้เปรียบ จู่ๆก็หยุดรถหันมาเผชิญหน้า ต่างก็ประหลาดใจกันไปตามๆกัน โดยเฉพาะอสูรผู้เป็นหัวหน้าเขารู้สึกเรื่องนี้มันมีเลศนัยชอบกล

“ ชะรอยหรือเจ้าเทพมากเล่ห์แอบซ่องสุมกำลังเอาไว้แถวนี้ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าหยุดรถ ? เห็นทีเราจักประมาทไม่ได้เสียแล้ว หึ..หึ..หึ..อสูรอย่างเขามีหรือจักตกหลุมพรางเจ้าเทพหัวอุบายได้ ไม่มีวันเสียหรอก! ”

เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงตะโกนสั่งเหล่าสมุนให้หยุดติดตามก่อน ขืนตามต่อไปอาจเสียทีให้กับศัตรูก็เป็นได้ บรรดาลูกสมุนพอฟังก็เหมือนดั่งว่าได้ยกภูเขาออกจากอก เนื่องจากแต่ละตนต่างก็อ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงหลงเหลือแล้ว ขืนให้ตามต่อเห็นทีคงต้องขาดใจตายก่อนเป็นแน่!

ฝ่ายท้าวสักกะเมื่อทรงตัดสินพระทัยจักขอสู้ตายเพราะไม่ปรารถนาจักทรงสร้างกรรมกับสัตว์ พอทรงเห็นอสูรที่ตามอย่างกระหายเลือดจู่ๆก็หยุดติดตามเสียอย่างนั้น ก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัยไม่แพ้กัน ต่างฝ่ายต่างจดต่างจ้อง ไม่มีใครกล้าบุกเข้าไป

จนผ่านไปพักใหญ่ทรงเห็นเหล่าอสูรพากันหันหลังกลับ เคลื่อนพลบ่ายหน้าสู่อสูรพิภพ พระองค์จึงทรงรู้ว่าศึกครั้งนี้เห็นทีจักคงยุติแต่เพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้เทพมาตาลีหันหัวรถกลับเทพนครไตรตรึงษ์ แต่ครั้งนี้ทรงให้ใช้เส้นทางที่อ้อมป่าสัมพลิวันไป เพื่อป้องกันมิให้กระแสลมของราชรถไปรบกวนเหล่าสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าอีก นับแต่นั้นพระองค์แลนางอสูรสุชาดาก็ทรงครองคู่อย่างมีความสุขเรื่อยมา ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้.

หมายเหตุ : ข้อปฏิบัติที่ทำให้มฆมานพได้เป็นพระอินทร์ (วัตตบท ๗ ประการ) คือ :
๑. เลี้ยงดูบิดามารดาโดยชอบ
๒.ให้ความเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
๓.ไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ
๔.กล่าววาจาไพเราะอ่อนหวาน
๕.ไม่พูดส่อเสียด
๖.ไม่เป็นคนตระหนี่
๗. ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์

สืบ ธรรมไทย



DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  665 


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย