นาคราชผู้อาภัพ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   5 ส.ค. 2556

ครั้งหนึ่งสมัยที่สมเด็จพระศาสดากัสสปะยังคงประกาศสัจธรรมอยู่ สมัยนั้นอายุมนุษย์หากจักนับเป็นจำนวนปีเหมือนยุคปัจจุบัน มนุษย์ยุคนั้นจะมีอายุยืนยาวถึง ๒ หมื่นปีทีเดียว ขณะที่ พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพพุทธศาสนาถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือคนตลอดจนอินทร์พรหมยมยักษ์ พวกเขาต่างก็ได้รับคุณประโยชน์จากหลักธรรมคำสอนด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

สัตว์ตนใดพอจักมีปัญญาหน่อยก็สามารถเข้าถึงซึ่งมนุษย์สมบัติ ตนใดมีปัญญามากขึ้นไปอีกก็ได้ครองสวรรค์สมบัติหรือไม่ก็พรหมสมบัติ แลตนใดหากมีปัญญาแก่กล้าถึงที่สุด สามารถดับประหารเสียซึ่งกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้ เขาก็สามารถครอบครองสิ่งอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนานั่นคือพระนิพพานสมบัติ ตัดขาดจากชาติภพไปเลย ไม่ต้องกลับมาเกิดให้มันยุ่งยากอีก แต่ทั้งนี้ใครจะได้ขั้นใดก็ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของเจ้าตัวเองว่าจะมีมากมีน้อยเพียงไหน ดังนั้นสรรพสัตว์ยุคนั้นจึงต่างชุ่มชื่นในธรรมกันโดยถ้วนหน้า

ครั้งนั้นยังมีบุรุษผู้หนึ่ง เขามีใจเลื่อมใสในหลักธรรมคำสอนขององค์พระศาสดากัสสปะเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งมิทราบว่าเป็นด้วยบุญหรือกรรมอยู่ๆเขาเกิดรู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องราวทางโลกขึ้นมา ปรารถนาจักออกไปจากกองทุกข์ในวัฏสงสาร จึงสละเพศฆราวาสเข้ามาบวชเป็นพุทธบุตรภายใต้ร่มเงาพระศาสนา

หลังจากอุปสมบทภิกษุรูปนี้ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญสมณธรรมอย่างยิ่งยวด หวังจักขจัดกิเลสที่มีในใจให้หมดไปให้ได้ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดท่านก็ไม่อาจพัฒนาจิตใจให้เจริญก้าวหน้าได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่อาศัยนั้นไม่เอื้อต่อการเจริญพระกรรมฐานก็เป็นได้ ดังนั้นท่านจึงคิดหาสถานที่อันสงบเงียบตามป่าตามเขาเพื่อจะปฏิบัติธรรมยังความเพียรให้ถึงที่สุด!

หลังจากตัดสินใจจึงจ้างเรือลำหนึ่งให้ล่องไปตามลำน้ำเสาะหาสถานที่อันเป็นสัปปายะเหมาะต่อการบำเพ็ญภาวนา ระหว่างนั่งเรือเนื่องจากไม่มีสิ่งใดทำ ท่านจึงเผลอยื่นมือออกไปราน้ำเล่นเพลินๆโดยมิได้มีความคิดใด แต่เนื่องจากท้องน้ำบริเวณนั้นมีต้นตะไคร่น้ำขึ้นอยู่หนาแน่น ขณะที่มือราน้ำจู่ๆท่านก็รู้สึกว่านิ้วไปโดนอะไรสักอย่างลักษณะลื่นๆนิ่มๆ ด้วยความตกใจจึงยกขึ้นมาดู ทันใดก็เห็นที่นิ้วมีใบตะไคร่น้ำติดอยู่ใบหนึ่ง พอเห็นท่านก็พลันได้สติทันที พร้อมกับคิดอยู่ในใจว่าตนได้ต้องอาบัติข้อห้ามพรากของเขียวออกจากต้นเข้าแล้ว

แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างเดินทางไม่สะดวกต่อการปลงอาบัติ ดังนั้นท่านจึงคิดว่าเอาไว้ขึ้นฝั่งเมื่อใดค่อยไปหาเพื่อนภิกษุมาแสดงอาบัติก็แล้วกัน แต่เหตุการณ์มันหาได้เป็นดั่งคิดไม่ ขณะนั้นเรือน้อยได้แล่นผ่านถ้ำแห่งหนึ่งพอดี ตั้งอยู่บนเชิงเขา ห้อมล้อมด้วยขุนเขาแลราวป่า พอเห็นเข้าท่านก็รู้สึกชอบใจ จึงสั่งคนเรือให้หยุดเรือ หลังจากชำระค่าโดยสารได้ท่านก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบคว้าบาตรคว้าย่ามลงจากเรือปีนขึ้นไปยังถ้ำที่เห็นทันที

เมื่อขึ้นไปถึงก็พบว่ามันเป็นถ้ำที่สะอาดสะอ้าน เหมาะจักใช้เป็นที่บำเพ็ญภาวนาจริงๆ หน้าถ้ำหันเข้าหาทิศทางลม ฉะนั้นจึงไม่มีกลิ่นอับกลิ่นชื้นเหมือนถ้ำทั่วไป หลังจากสำรวจจนทั่วท่านก็ยิ่งพออกพอใจ จึงตัดสินใจจะใช้ถ้ำนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม พอมาเจอสถานที่ถูกใจจิตใจก็พลันปลอดโปร่งโล่งสบาย จนลืมไปว่าตนนั้นต้องอาบัติ และที่สำคัญยังไม่ได้ปลงอาบัติด้วยต่างหาก!

นับจากขึ้นฝั่งมาท่านก็ตั้งหน้าปฏิบัติธรรมแต่เพียงอย่างเดียว มิได้มีใจลดเลี้ยวไปนึกถึงเรื่องใด วันคืนจะผ่านไปเท่าไรท่านก็ไม่เคยสนใจจดจำ จนกาลเคลื่อนผ่านจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นร้อยปี พันปี จนถึงสองหมื่นปี! ตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึงสองหมื่นปีนี้หากคิดอย่างเราๆท่านๆก็คงคิดว่าภิกษุรูปนี้คงต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วแน่นอนโดยมิต้องสงสัย แต่ว่าในความเป็นจริงมันกลับมิได้เป็นเช่นนั้น

ระยะเวลาสองหมื่นปีมันไม่ได้ทำให้ท่านสำเร็จมรรคผลแต่อย่างใด ท่านยังคงเป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดาเหมือนดังเราท่านทั้งหลาย ไม่มีปัญญาญาณหรือว่าความหยั่งรู้ใดที่จักไปกำจัดกิเลสให้สิ้นไปจากหัวใจได้ อาจเป็นเพราะบารมีสิบของท่านยังไม่แก่กล้าพอ หรือเป็นเพราะกรรมเก่าที่สร้างเอาไว้ตั้งแต่ครั้งไหนไม่ทราบย้อนมาให้ดอกออกผลก็สุดจักเดา ดังนั้นท่านจึงไม่อาจบรรลุธรรม

พอถึงคราวจักละธาตุขันธ์เหตุการณ์ที่ล่วงอาบัติไว้จึงผุดขึ้นในมโนทวาร คอยเผาผลาญจิตใจมิให้สงบ และก็ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร ท่านได้ถึงกาลสิ้นใจในช่วงเวลานั้นพอดี! การตายในขณะที่จิตกำลังเศร้าหมองทุกท่านก็น่าจักทราบกันดี ภพใหม่ที่จะไปเกิดมันจักเป็นสุคติไปได้อยางไร? ฉะนั้นพอกายแตกดับ จิตท่านก็ไปอุบัติในท้องของเดรัจฉานตระกูลแห่งพญานาคทันที

พญานาคผู้มีอดีตชาติเป็นพระภิกษุเมื่อเจริญวัยขึ้นมาก็รู้ว่าตนนั้นต่างจากเพื่อนพญานาคทั่วไป เขาสามารถที่จะระลึกชาติได้ รู้ว่าชาติที่ผ่านมาตนเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อน ดังนั้นกิริยาที่แสดงจึงไม่เหมือนกับพญานาคทั้งหลาย

เขาสามารถควบคุมความโกรธได้ดีกว่าที่พญานาคตนใดจักพึงกระทำได้ เขามีความสุขุมสำรวม สุภาพอ่อนน้อม เกินกว่าพญานาคตนใดจักพึงมี ยิ่งกว่านั้นหากพูดถึงเรื่องรูปร่างหน้าตา เขาก็เป็นพญานาคที่มีหน้าตาคมสันสง่างามเหนือพญานาคใดๆในบาดาลพิภพ ( เพิ่งจะรู้ว่าพญานาคก็มีสวยมีหล่อเหมือนกัน) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขาเคยบวชเป็นพระมาก่อนก็เป็นได้ ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติอันพิเศษเหล่านี้ที่พญานาคทั้งหลายไม่มี

แหละพอท้าวนาคราชผู้เป็นราชาแห่งนาคสิ้นชีพลง บรรดานาคทั้งปวงต่างก็เห็นพ้องต้องกันยกให้เขาขึ้นเป็นราชาองค์ใหม่ปกครองบนาคพิภพต่อจากราชาองค์ก่อนทันที นอกจากนั้นยังตั้งชื่อให้เขาว่า “ พญาเอรกปัตตนาคราช ”

พญาเอรกปัตตนาคราชหลังขึ้นครองราชย์แทนที่ชีวิตจะมีความสุข เพราะเป็นถึงราชาแห่งนาค ที่ไหนได้เขากลับมิได้เป็นดังนั้น บ่อยครั้งที่นาคบริวารเห็นเขาเศร้าหมองไม่สดชื่นเหมือนที่ควรเป็น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความสามารถพิเศษที่ระลึกชาติได้นั่นเอง ที่ทำให้เขาต้องเป็นเช่นนี้!

ทุกครั้งที่เขานึกถึงอดีตชาติขึ้นมาคราใด จิตใจก็จักโศกเศร้าเสียใจทุกครา เพราะทั้งๆที่เคยเกิดเป็นถึงมนุษย์ มิหนำซ้ำยังได้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แถมยังถือศีลปฏิบัติธรรมมาถึงสองหมื่นปี แต่ไฉนเขาจึงมามีอัตภาพที่ต่ำต้อยด้อยค่าถึงปานฉะนี้ ต้องมาถือกำเนิดเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งถือว่าเป็นชาติภพที่ต่ำทรามห่างไกลจากมรรคผลนิพพานเป็นอย่างยิ่ง! ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ได้? เขามักจักถามตัวเองอยู่เนืองๆ จึงเป็นผลสืบเนื่องทำให้จิตใจต้องทุกข์ตรม มิเคยจะแช่มชื่นสุขสมเหมือนกับพญานาคตนอื่นเขา

เขาเฝ้าแต่รอว่าเมื่อใดจะมีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ที่ในโลกนี้สักที วันนั้นคงจักเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุด เขาจะเข้าไปกราบพระองค์ เขาจะขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้เขาฟัง เขาจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมใหม่ เพื่อขจัดความเศร้าในใจให้หมดสิ้น แลความปรารถนาอื่นๆอีกมากที่เขาวาดฝันไว้โดยหารู้ไม่ว่าการที่ตนถือกำเนิดเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้น แม้จักพากเพียรกระทำความดีเพียงใด หรือจักตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมเพียงไหน มันก็ไม่อาจทำให้เขาเข้าถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้ในขณะที่ยังมีอัตภาพเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่! แต่สิ่งเหล่านี้มันคือความหวังเดียวเขาที่จะทำให้เขามีพลังในการต่อสู้ชีวิตต่อไปได้!

จนวันหนึ่งเขาได้ผุดความคิดขึ้นมาว่า “โอ้หนอ! การที่อาตมามัวแต่รออยู่ถ่ายเดียวคงมิเป็นการดีแท้ เพราะจักรู้อย่างไรเล่าว่าบัดนี้บนโลกมนุษย์ได้มีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้แล้วหรือไม่? อย่ากระนั้นเลย ควรจักขึ้นไปดูด้วยตาตนเองจึงจักเป็นการดีที่สุด! ” เมื่อคิดดังนี้เขาจึงชวนนาคมานวิกาผู้เป็นธิดาขึ้นมายังโลกมนุษย์โดยพลัน จากนั้นก็ไปลอยตัวแผ่พังพานอยู่อยู่เหนือผืนน้ำของคงคามหานที มีนาคเทวีแปลงกายเป็นหญิงงามยืนร้องเพลงอยู่บนเศียรอีกทีหนึ่ง เกิดเป็นภาพอัศจรรย์สะกดตรึงผู้คนให้มามุงดูกันจนเนืองแน่นไปทั้งสองฝากแม่น้ำ เนื้อหาในเพลงที่นางนาคสาวขับขานเป็นคำถามปริศนาถามกับผู้คนรอบข้างว่า :

“ ผู้เป็นใหญ่เยี่ยงไรหนอ จึงได้ชื่อพระราชา
พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงได้ชื่อมีพระเศียรเต็มไปด้วยธุลี
พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงได้ชื่อมีพระเศียรปราศจากธุลี
ผู้เป็นพาล มีพฤติการณ์เยี่ยงไรหนอ ”

สองพญานาคพ่อลูกเฝ้าถามปัญหาผู้คนอยู่อย่างนี้เรื่อยมาในทุกๆวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ จนกาลล่วงผ่านไปถึงหนึ่งพุทธันดรก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ จนกระทั่งสมเด็จพระสมณโคดมบรมครูเราท่านได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

วันหนึ่งก่อนรุ่งอรุณขณะที่พระองค์ทรงปฏิบัติพุทธกิจเหมือนเคย คือทรงเล็งพระญาณสอดส่องดูว่าเช้านี้จักมีสัตว์ตนใดเข้าข่ายบรรลุธรรมบ้าง ทันใดก็ทรงเห็นภาพของบุรุษนามว่า อุตร ปรากฏขึ้นในมโนทวาร บุรุษผู้นี้หลังจากฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วเขาจะบรรลุโสดาปัตติผล จากนั้นจักเป็นคนไปไขปริศนาที่ผู้คนตอบไม่ได้มาเป็นเวลาช้านานให้กับประชาชนทั้งหลายได้ทราบกัน

พอทรงทราบดังนั้นครั้นถึงปัจจุสมัยพระองค์จึงเสด็จไปประทับรออยู่ที่โคนไม้ข้างทางก่อนจักลงสู่ฝั่งแม่น้ำ จากนั้นไม่นานก็ปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากกำลังมุ่งมายังที่ซึ่งพระองค์ประทับ บุคคลเหล่านี้แต่ละคนต่างก็ใคร่ไปดูความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของพญานาคพ่อลูกที่กำลังทำการแสดงอยู่นั่นเอง และในจำนวนนี้ก็มีอุตรมานพร่วมทางมากับเขาด้วยผู้หนึ่ง

ขณะขบวนกำลังจะผ่านโคนไม้ที่ประทับสมเด็จพระศาสดาได้ทรงเรียกให้อุตรหยุดอยู่ก่อน บุรุษหนุ่มซึ่งกำลังเดินตามผู้คนพอได้ยินพระดำรัสจึงหันไปมอง ทันใดก็เห็นโคนไม้ข้างทางห่างจากทางเดินออกไปไม่มากมีสมณรูปหนึ่งกำลังมองมาที่ตน ผิวพรรณจากที่เห็นนั้นช่างผ่องใสเป็นประกายเสียนี่กระไร กิริยาหรือก็ดูสงบสำรวมชวนให้เกิดศรัทธาเสียยิ่งนัก พอคิดดังนั้นเขาจึงแยกตัวจากกลุ่มเดินเข้าไปหาท่าน ตั้งใจว่าจะสนทนากับท่านสักหน่อยคงไม่น่าจักเสียเวลามาก

พอเข้าไปใกล้เท่านั้นเขาก็ต้องตกตะลึงจนถึงกับพูดอะไรไม่ออก ด้วยคาดไม่ถึงว่าสมณเบื้องหน้าจักเป็นพระสมณโคดมผู้ที่ผู้คนเลื่องลือว่าทรงเป็นศาสดาเอกของโลกไปได้! ดังนั้นจึงรีบก้มลงกราบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงเห็นกิริยาอันนอบน้อมของเขาจึงตรัสว่า “ ดูก่อนอุตร เธอจักไปยังที่แห่งใดฤา? พอจักบอกให้เรารู้ได้มั้ย? ”

บุรุษหนุ่มพอฟังพระดำรัสจึงกราบทูลว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระวิสุทธิ์ ข้าพระบาทประสงค์จักไปชมความครึกครื้นของผู้คนแลปรารถนาจักได้ยลโฉมนางนาคมานวิกา ที่ผู้คนเลื่องลือว่างามราวเทพนารี ณ ริมฝั่งคงคามหานทีพระพุทธเจ้าข้า ” สมเด็จพระชินสีห์ครั้นได้ทรงสดับถ้อยพาทีของเขาก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงทรงมีพระพุทธดำรัสตรัสกับเขาว่า “ ดูก่อนอุตร เมื่อเธอจักไปดูนาคมานวิการ้องเพลงถามปัญหาผู้คนก็ดีแล้ว อย่างนั้นขอเธอจงฟังกถาที่เราจักแสดงต่อไปนี้ให้ดี เพื่อเธอจักได้ไปตอบคำถามของนางได้ ”

อุตรมาหนุ่มพอฟังดังนั้นจึงรีบพริ้มตาทันใด สงบจิตสำรวมใจรอฟังพระธรรมเทศนาที่พระองค์จักทรงแสดงโปรดทันที หลังฟังธรรมจบเขาก็บรรลุโสดาปัตติผล กลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในสายของวันนั้นเอง จากนั้นจึงขอพระราชอนุญาตทูลลาไปตอบคำถามของนางนาคมานวิกาเป็นลำดับต่อไป

เมื่อไปถึงชายฝั่งปรากฏสองฟากแม่น้ำเวลานั้นได้มีผู้คนจำนวนมากมามุงดูกัน จนเนืองแน่นล้นหลาม จนเขาไม่อาจฝ่าเข้าไปให้ถึงชายฝั่งได้ เพื่อจะเข้าไปตอบคำถามของนางนาคเทวี เขาจึงกล่าวคำขอทางขึ้น “ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงเปิดทางให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าจักขออาสาเป็นตัวแทนพวกท่านเข้าไปตอบคำถามของนางนาคนี้เอง เพื่อให้นางรู้ว่าคำถามที่ไม่มีผู้ใดตอบได้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน บัดนี้มีผู้ที่มีปัญญาสามารถตอบคำถามของนางได้แล้ว ”

บรรดาผู้ที่ออกันอยู่เมื่อเห็นบุรุษหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์ กล่าวคำพูดด้วยถ้อยคำอันขึงขัง ก็ให้รู้สึกประหลาดใจกันไปตามๆกัน แต่อย่างไรพวกเขาก็ยอมเปิดช่องให้อุตรผ่านเข้าไปจนถึงชายฝั่งแม่น้ำได้

เมื่อเข้าไปถึงเขาได้แหงนหน้าสบตากับนางนาคสาวเพื่อรอฟังคำถามจากนาง โดยมิได้แสดงอาการสะทกสะท้านให้เห็นแต่อย่างใด ฝ่ายนาคเทวีผู้มีรูปโฉมโสภีราวเทพธิดา เมื่อเห็นบุรุษเบื้องหน้ามิได้เกรงกลัวต่อศักดานุภาพแลฤทธานุภาพแห่งตนก็ให้รู้สึกนิยมอยู่ในที จากนั้นจึงเอื้อนวจีเป็นบทเพลงร้องถามไป

นาคมานวิกา : “ ผู้เป็นใหญ่เยี่ยงไรหนอ จึงชื่อว่าพระราชา? ”
อุตรมานพ : “ ผู้ที่ไม่ถูกอารมณ์ทั้งมวลอันมีรูปารมณ์เป็นต้นเข้าครอบงำทวารทั้ง ๖ จึงได้
ชื่อว่าพระราชา ”
นาคมานวิกา : “ พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงชื่อว่ามีพระเศียรเต็มไปด้วยธุลี? ”
อุตรมานพ : “ พระราชาใดที่ยังมีความรักใคร่พอใจในอารมณ์ต่างๆ ย่อมได้ชื่อว่ามี
พระเศียรเต็มไปด้วยธุลี ”
นาคมานวิกา : “ พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงชื่อว่ามีพระเศียรปราศจากธุลี? ”
อุตรมานพ : “ พระราชาใดที่ไม่มีความรักใคร่พอใจในอารมณ์ต่างๆ ย่อมได้ชื่อว่ามี
พระเศียรปราศจากธุลี ”
นาคมานวิกา : “ ผู้ที่ชื่อว่าพาล มีพฤติการณ์เยี่ยงไรหนอ? ”
อุตรมานพ : “ ผู้ใดยังมีความกำหนัดพอใจในอารมณ์ต่างๆอยู่ ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าพาล ”

คำถามที่นางเฝ้าถามผู้คนมาเป็นเวลาช้านานแต่ไม่เคยมีใครตอบได้ บัดนี้ได้ถูกบุรุษเบื้องหน้าเฉลยคำตอบออกมาได้อย่างถูกต้องฉะฉานจนเกิดเป็นเสียงโห่ร้องทุกครั้งที่เขาตอบคำถามนาง ยังผลให้นางนาคสาวรู้สึกเสียหน้าแลขัดใจขึ้นมาทันที ดังนั้นพอสิ้นเสียงร้องของผู้คนนางจึงกล่าวกับอุตรมานพว่า

“ ดูก่อนบุรุษหนุ่ม คำตอบที่ท่านเฉลยนั้นแม้จักถูกทั้งหมดก็จริง แต่ก็เป็นเพียงแค่คำถามบทแรกเท่านั้น ทว่าจากอดีตจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่เคยมีใครตอบได้เหมือนท่าน ในเมื่อท่านสามารถตอบคำถามบทแรกของเราได้ก็ดีแล้ว อย่างนั้นเราจักขอถามคำถามบทที่สองต่อท่านในเพลานี้เลยก็แล้วกัน แลจักขอดูซิว่าท่านยังจักพอมีความสามารถตอบคำถามบทที่สองของเราได้หรือไม่!” ว่าแล้วนาคเทวีก็เอื้อนวจีเป็นบทเพลงปริศนาที่สองถามอุตรมานพทันที

นาคมานวิกา : “ อะไรหนอที่พาให้คนพาลลอยไปในวัฏสงสงสาร? บัณฑิตจักขจัดสิ่งนั้นได้ด้วย
อะไร? ผู้ที่ชื่อว่าเกษมจากโยคะ มีได้ด้วยอาการเยี่ยงไร? ”
อุตรมานพ : “ สิ่งที่พาให้คนพาลลอยไปในวัฏสงสารก็คือห้วงน้ำทั้ง ๔ อันได้แก่กามเป็นต้น
บัณฑิตย่อมตัดห้วงน้ำนี้ได้ ด้วยความเพียรโดยชอบ บุคคลที่ชื่อว่าเกษมจาก
โยคะ ก็เพราะจิตเขาปราศจากซึ่งโยคะ ”

ทันทีที่สิ้นเสียงของบุรุษหนุ่มปรากฏมีเสียงฟาดหางโครมใหญ่ ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งผืนน้ำแถบนั้น ก่อให้เกิดเป็นคลื่นยักษ์ซัดกระแทกชายฝั่งทั้งสองข้าง จนตลิ่งพังทลายลงในพริบตา

บรรดาผู้ที่อออยู่แถวหน้าเพราะอยากจักเห็นการแสดงให้ถนัดตา พอพื้นที่เหยียบอยู่ยุบตัวลง ต่างก็พากันร่วงหล่นลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวทันที ส่วนพวกแถวหลังที่ไม่สามารถเบียดขึ้นไปได้ พอเห็นแถวหน้าประสบชะตากรรมเช่นนั้นก็ให้รู้สึกว่าตนนั้นช่างโชคดีเสียนี่กระไร กลับหลังหันได้ก็ไม่มีใครรอช้า ต่างคนต่างโกยอ้าวออกไปกันไปคนละทิศคนละทาง จนเกิดเป็นความสับสนอลหม่านไปทั่วทั้งสองฟากแม่น้ำ

สาเหตุที่จู่ๆก็เกิดคลื่นยักษ์พัดเสียจนตลิ่งพังก็เพราะพญาเอรกปัตนาคราชเมื่อฟังคำตอบของอุตรมานพแล้วเขาเกิดพลุ่งพล่านใจ จึงลืมตนฟาดหางอันโตใหญ่ลงบนผืนน้ำ ยังผลทำให้เกิดเป็นคลื่นใหญ่นั่นเอง พอเห็นผู้คนต่างกระเสือกกระสนว่ายน้ำหนีตายเขาถึงได้สติ รีบแผ่พังพานไปโอบเอาคนเหล่านั้นขึ้นมาบนบกทันที จากนั้นจึงแปลงกายเป็นมนุษย์เข้าไปหาอุตรหนุ่มเพื่อจักถามเขาว่าทราบคำตอบเหล่านี้มาได้อย่างไร

อุตรมานพได้เล่าถึงที่มาของคำตอบให้เขาทราบ พร้อมกันนั้นก็เสนอตัวเป็นผู้นำทางหากเขาปรารถนาจักไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค ยังความปลาบปลื้มใจให้กับพญานาคสองพ่อลูกเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายบรรดาผู้คนพอเริ่มคลายจากฝันหนีดีฝ่อเมื่อเห็นบุรุษหนุ่มแลพญานาคพ่อลูกจักไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระศาสดา พวกตนซึ่งไม่มีภารกิจใดจักต้องกระทำจึงรีบตามไปด้วยทันที

หลังจากเดินไปได้สักพักก็เห็นโคนไม้ที่ประทับปรากฏอยู่ไม่ไกล ท้าวนาคราชพอเห็นเขาก็รีบหยุดเท้าทันที ค่อยๆย่อตัวก้มลงกราบ จากนั้นก็แยกจากกลุ่มเดินไปยังร่มไม้อีกร่มหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่ประทับมากนัก ปล่อยให้อุตรนำขบวนผู้คนไปเข้าเฝ้าแต่เพียงลำพัง ขณะที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้เขาก็เอาแต่จ้องพระพักตร์ของจอมมุนีแต่เพียงถ่ายเดียว มิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา จากนั้นก็หลั่งน้ำตาจนเจิ่งนองทั้งใบหน้า

สมเด็จพระชินสีห์เมื่อทรงเห็นอากัปกิริยาท้าวนาคราช จึงทรงมีพระดำรัสตรัสถามเขาว่า “ ดูก่อนนาคราช ท่านมีความเศร้าใจในเรื่องใดฤา ไฉนจึงเอาแต่หลั่งน้ำตา? ” พญาเอรกปัตตนาคราชพอฟังจึงกราบทูลว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ข้าพระบาทหวนนึกถึงอดีตชาติขึ้นมาจึงร้องไห้พระพทุธเจ้าข้า เดิมทีข้าพระบาทเคยบวชเป็นภิกษุในศาสนาของสมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้าซึ่งก็ทรงพระมหากรุณาธิคุณเยี่ยงเดียวกับพระองค์ในเพลานี้พระพุทธเจ้าข้า แต่ครั้งนั้นข้าพระบาทได้เผลอล่วงอาบัติไปโดยไม่ตั้งใจ ไปเด็ดเอาใบตระไคร่น้ำหลุดขาดมาใบหนึ่ง แต่แทนที่จักรีบปลงอาบัติเสีย ที่ไหนได้ข้าพระบาทกลับปล่อยเสียจนตนเองหลงลืม มานึกได้อีกทีก็ตอนจักสิ้นใจ ซึ่งมิอาจแก้ไขอันใดได้

ฉะนั้นพอสิ้นชีพไปกรรมจึงส่ง ผลให้มาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานตระกูลแห่งพญานาค ดั่งที่พระองค์ทรงเห็นอยู่เพลานี้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระบาทปรารถนาจักได้ฟังธรรมมาเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่พุทธันดรที่ล่วงผ่านก็ยังมิเคยได้มีโอกาสสดับตรับฟังพระสัทธรรมเลย เพิ่งจักมีวันนี้นี่แลที่ได้ทัศนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่ยังทรงมีพระสรีระร่างกายตัวตนจริงๆ ข้าพระบาทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพระองค์จักทรงเมตตาแสดงพระธรรมเทศนาโปรดสัตว์เดรัจฉานผู้อาภัพอับวาสนาเยี่ยงข้าพระบาทแลธิดานี้ด้วยพระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระชินสีห์ ครั้นได้ทรงสดับถ้อยพาทีที่แสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของท้าวนาคราชพระองค์จึงทรงเมตตาแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเขา โดยเนื้อหาใจความที่ทรงแสดงครั้งนั้นหากจักสรุปโดยย่อก็คือ :

การเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งเป็นไปโดยยาก
การมีชีวิตอยู่จนสิ้นอายุขัยของสัตว์ เป็นสิ่งเป็นไปโดยยาก
การได้สดับตรับฟังพระสัทธรรม เป็นสิ่งเป็นไปโดยยาก
การอุบัติของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งเป็นไปโดยยาก

ครั้นสมเด็จพระศาสดาทรงแสดงธรรมจบบรรดาผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็พากันบรรลุคุณธรรมกันเป็นจำนวนมากในสายของวันนั้นเอง ฝ่ายพญาเอรกปัตตนาคราชทั้งๆที่ตนเป็นผู้ปรารถนาจักเห็นพระองค์ยิ่งกว่าผู้ใด มิหนำซ้ำยังมีใจเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุด แต่เขาแลธิดากลับมิได้ประโยชน์ใดๆจากการเทศนาครั้งนั้นเลย เนื่องจากตนนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งถือว่าเป็นชาติภพที่ต่ำทรามอาภัพอับวาสนา ไม่มีสติปัญญาพอจักเข้าใจในหลักธรรมคำสอนที่ลึกซึ้งได้ จึงได้แต่หลั่งน้ำตาอำลาพระศาสดากลับไปใช้ชีวิตของตนต่อไป ตามยถากรรม .

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นแล้ว ทุคติภูมิอย่างภูมิเดรัจฉานแม้สัตว์ตนนั้นจะมีฤทธิ์เดชเพียงใดหรือมีศักดานุภาพเพียงไหน แต่เขาก็หาได้มีปัญญาขจัดทุกข์ภัยออกไปจากจิตใจของตนได้ ตราบใดที่เขายังมีอัตภาพเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่! ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ปรารถนาจักไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในภูมินี้ ก็ขอจงรีบหมั่นสร้างแต่คุณงาม หมั่นกระทำแต่ความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจะได้ไปเกิดในภพภูมิสูงๆ จะได้ไม่ต้องมาทนโศกาอาดูรเหมือนกับพญานาคราชตนนี้ .

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

5 ส.ค. 2556
 เปิดอ่านหน้านี้  3944 

   ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย