นานาสาระ...วิธีทำใจเมื่อถูกทอดทิ้ง




วิธีทำใจเมื่อถูกทอดทิ้ง

โดย ดังตฤณ


ถาม
มีปัญหาของเพื่อน แต่งงานมา ๑๐ ปีแล้ว
พอผู้ชายไปทำงานไกลกัน เขาก็พบคนใหม่
เขาบอกว่าสิ่งที่เพื่อนไม่เคยให้เขาได้เลยก็คือ
ไม่ยอมจดทะเบียน ไม่ยอมมีลูก ไม่ยอมไปหางานทำ
ตอนนี้เขาก็เจอผู้หญิงคนใหม่ ไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำร่วมกัน
ทำให้เขาอยากมีอนาคต อยากทำโน่นนี่ให้
ขณะที่เพื่อนไม่เคยทำอะไรให้เขาเลย
เพื่อนก็คร่ำครวญว่า ๑๐ ปี ไม่มีความหมายเลยหรือ
แต่กับผู้หญิงคนใหม่เจอกันไม่กี่เดือน เหมือนใจผู้ชายไม่อยู่ด้วยแล้ว
ดิฉันไม่อยากให้ความหวังเพื่อน แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงให้เพื่อนได้สติขึ้นมาสักที


ตอบ
คือ ต้องการหลักที่จะให้เพื่อนได้สติใช่มั้ยครับ ได้ทำใจได้ดีขึ้น


ถาม
ใช่ เพราะว่าเพื่อนหลอกตัวเองว่าผู้ชายจะกลับมาหา
เพื่อนควรจะยอมรับว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ดิฉันบอกเพื่อนว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้
เพื่อนก็อ่านหนังสือธรรมะแต่เพื่อนบอกว่าทำไม่ได้


ตอบ
อันนี้ผมเข้าใจครับ คือเรื่องของความรู้สึกมันเป็นเรื่องที่แก้กันด้วยเหตุผลไม่ได้
หรือว่าแก้กันด้วยคำพูดอย่างเดียวมันไม่เวิร์คหรอก
ถ้าจะเอาวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาทำใจได้หรือว่าทำให้รู้สึกดีขึ้น
ต้องเปลี่ยนความรู้สึกด้วยความรู้สึกอย่างอื่น
เอาความรู้สึกอย่างอื่นมาแทนที่ซึ่งถ้าเขาไม่เต็มใจให้ความร่วมมือด้วยมันก็ยากนะครับ
ที่เราจะไปพยายามยื้อความรู้สึกในที่นี้ ก็อย่างเช่น ถ้าหากว่ามีความรู้สึกยึดติดมาก
ทำยังไงล่ะที่มันจะคลายลง ก็ต้องด้วยการเจริญสติ


แทนที่จะเอาใจไปใส่ เอาใจไปคิดถึงแฟนหรือสามี
เราก็เอาใจมาใส่ไว้กับสิ่งรอบตัวหรือสิ่งที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้น
จะเป็นอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบหรือตัวเองติดใจหรือสามารถที่จะเพลิดเพลินไปกับมัน
ยกตัวอย่างเช่นสำหรับคนทั่วไป เวลาอกหักก็มักจะไปเที่ยวไกลๆ
หรือไม่ก็ไปดูหนังไปฟังเพลงอะไรอย่างนี้ ทีนี้การดูหนังฟังเพลงหรือการไปเที่ยวไกลๆ
ตามความเป็นจริงจะเห็นว่า บางทีมันยิ่งทำให้คิดถึงแฟนเข้าไปใหญ่
เพราะว่าโดยปกติที่เคยชินมา พอใช้ชีวิตคู่ก็ไปกับคู่เสมอ
ยิ่งไปในที่ๆ ทำให้นึกถึงเขามากขึ้น แทนที่จะช่วยให้รู้สึกสบายใจหรือรู้สึกดีขึ้น
มันกลับไปตอกย้ำทำให้คิดถึงหนักเข้าไปใหญ่


เราอยู่คนเดียวหรือไปเที่ยวไหนๆ บางทีมันไม่ใช่ทางออก
แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนทั่วไปนึกว่าควรจะทำหรือว่าทำกันได้
ที่ถูกนะครับ คำแนะนำแบบเป็นขั้นเป็นตอน
ก็คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะเปลี่ยนความรู้สึกแบบเก่าๆ
ให้ไปเป็นความรู้สึกแบบใหม่อย่างสิ้นเชิง
อย่างเช่นถ้าหากว่าไม่เคยไปทำบุญคนเดียว ขอให้ทดลองดู
ทำบุญคนเดียวไม่ใช่เอาเพื่อนไปด้วย
เอาเพื่อนไปแล้วบางทีมันเหมือนกับรู้สึกมีใครคนหนึ่งเห็นใจเราอยู่
ต้องประคับประคองเราอยู่


ถ้าไปคนเดียวมันได้ความรู้สึกว่า เออ...เราต้องยืนให้ได้นะ
เราต้องเดินให้ได้นะ แล้วก็ต้องสู้หน้าสู้โลกให้ได้นะ
แล้วถ้าหากว่าตั้งจุดเริ่มต้นตรงนี้ได้ ทำความเข้าใจตรงนี้ได้ว่า
เราไปคนเดียวเพื่อที่จะเอาความรู้สึกดีๆ แบบเดี่ยวๆ มาใหม่ มาแทนที่ของเก่าที่มันเป็นคู่
เพื่อนคุณก็จะพบว่า การที่ไปทำบุญคนเดียวแล้วอธิษฐานว่า
ขอให้ความรู้สึกที่เป็นความสุขความสบายใจ
ต่อให้มีขึ้นสักวูบนึงหรือสัก ๕ นาที
ก็ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะได้สบายใจกับการได้อยู่คนเดียว
หรือทำความรู้สึกดีๆ ให้ตัวเองได้
ถ้าหากว่าอธิษฐานอย่างนี้ในทุกครั้งที่ไปทำบุญคนเดียว
ไม่ว่าจะไปที่วัดหรือไปปล่อยสัตว์ หรือว่าไปช่วยคนอนาถา
หรือไปสงเคราะห์คนชราอะไรต่างๆ แล้วคิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ


เพื่อนคุณจะพบด้วยความอัศจรรย์ใจเลยว่า ภายในไม่กี่วันหรือภายในอาทิตย์เดียว
ความรู้สึกมันจะต่างไปเลย ต่างมาจากข้างใน
พบว่าตัวเองสามารถที่จะมีความสุขได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง
ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความรู้สึกไปโยงไปผูกกับคนอื่น
ลองดูนะ ตรงนี้ถ้าเพื่อนไม่ให้ความร่วมมือมันก็ยาก
แต่ถ้าหากเขาให้ความร่วมมือ คุณจะพบว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
อันนี้ผมเห็นผลมาหลายต่อหลายคนเลยนะครับ แล้วมันเวิร์คเสมอ


ขนาดคนที่คิดจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ขนาดคนที่รู้สึกว่าตัวเองทรมานเหลือเกิน
มันไม่สามารถที่จะลืมเขาได้ หลับก็ฝัน ตื่นก็ยังนึกถึงฟุ้งซ่านไม่หยุด
แค่ไปทำบุญคนเดียวไม่กี่ทีด้วยการตั้งจิตอย่างนี้ ไม่ใช่ด้วยการที่ไปหวังว่า
บุญคงทำให้เขากลับใจแล้วก็กลับมาหาเรานะ ไม่ใช่นะ
ต้องไปด้วยการตั้งจิตว่า เราอยู่คนเดียวได้ เราทำบุญคนเดียวได้
แล้วก็มีความสุขอยู่ตามลำพังได้ ด้วยความรู้สึกอย่างนี้เท่านั้น มันถึงจะแทนที่ความรู้สึกเดิม


แล้วถ้าหากว่าเขาสามารถทำใจได้จริง มีความสุขอยู่กับตัวเอง
มันก็ประหลาดนะ คือมันจะมีเรื่องมหัศจรรย์อยู่เสมอเกิดขึ้นได้
คือว่าไอ้ความสุขความสบายใจนั้น ที่ลืมเขาได้แล้ว
มันอาจจะกลายเป็นดึงดูดเขากลับมาก็ได้ เพราะว่าคนที่มีความสุขมากกว่าเดิม
มันเหมือนคนที่เปลี่ยนไป การที่เราเปลี่ยนไป การที่เราแปลกไป ไม่ใช่คนอมทุกข์
ไม่ใช่คนเดิมที่จะมีกระแสผลักหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้เขาเบื่อหน่าย
มันอาจจะกลายเป็นแรงดึงดูด มันอาจจะกลายเป็นพลังที่ทำให้เขาเกิดความสำนึกผิด
แต่ถ้าเขาไม่สำนึกผิด อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้หลักประกันคือใจของตัวเอง
ใจใหม่ที่มีความสุขกว่าเดิม มีความรู้สึกที่นับถือตัวเอง
อยู่กับตัวเองได้ แล้วก็เป็นสุขกับตัวเองได้นะครับ



ที่มา... http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=67:2009-05-27-10-19-08&catid=41:dungtrins-answer&Itemid=59




DT0329

ลูกโป่ง

 เปิดอ่านหน้านี้  2165 


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย