อย่าบ้าบุญกันนักเลย เอาความรู้ไปดับทุกข์บ้างได้ไหม
1. ทำบุญทำกุศลต้องเพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น
การทำบุญให้เป็นบุญ ทำกุศลให้เป็นกุศลนั้น ต้องทำไปในลักษณะที่ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ถ้าทำไปเพื่อเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ไม่เป็นบุญเป็นกุศลที่แท้จริงเลย เป็นบุญเป็นกุศลอย่างหลอกลวง อย่างมายา อย่างชนิดที่จะจับผู้นั้นเองใส่ลงไปในนรก คือ ความร้อนใจ ความเป็นทุกข์
ความวิตกกังวล กลัวจะหมดบุญ กลัวจะไม่มีบุญ กลัวจะหมดกุศล อะไรเหล่านี้ เป็นต้น เป็น #คนเมาบุญ อย่างที่เรียกกันว่า #บ้าบุญ เมาบุญ ทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัวก็ไม่ประสพบุญที่ตรงไหน นี่คือโทษของการยึดมั่นถือมั่นอย่างผิด ๆ ในเรื่องบุญเรื่องกุศล
ทำบุญทำกุศลด้วยความสำคัญผิดคือทำบุญด้วยอวิชชา ทำบุญด้วยโมหะ จึงไม่เป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมาได้
จึงควรจะเข้าใจกันเสียใหม่ให้ดี ๆ ว่า #แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญหรือกุศลนั้นก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น
บุญก็เหมือนเงิน พอยึดมั่นว่าของตนก็เท่าไหร่ เมื่อไร ก็เป็นทุกข์เท่านั้นและเมื่อนั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น แต่ว่าให้ทำไปให้เจริญ ให้งอกงาม ให้ก้าวหน้า แล้วบุญนั้นก็จะช่วยทำลายความยึดมั่นถือมั่น
ยกตัวอย่างเช่นเราบริจาคทาน ทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็จะทำโดยคิดว่าลงทุนไปบาทหนึ่งนี้จะได้สวรรค์จะได้วิมานเท่านั้นเท่านี้ แล้วก็มีความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ ในสิ่งที่จะได้มาจากการกระทำ ว่าถ้าตายแล้วจึงจะได้วิมานจะได้สวรรค์อย่างนี้ก็เอาดี อย่างนี้เรียกว่าทำไปเพื่อความยึดมั่นถือมั่น มันก็เพิ่มความโลภความหลงมากขึ้น แล้วจะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ได้อย่างไรกัน?
ทีนี้อีกคนหนึ่งทำบุญให้ทานโดยคิดว่า ความขี้เหนียวนี้เป็นข้าศึกศัตรู ความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นข้าศึกศัตรู เราจะทำลายความขี้เหนียวหรือความยึดมั่นถือมั่นเหล่านี้เสีย จึงให้ทาน เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ให้ทานไปเท่าไหร่ ก็ทำลายความขี้เหนียวหรือความยึดมั่นถือมั่นได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นคนมีกิเลสเบาบางลงทุกทีตามลำดับของการที่ให้ทาน การทำบุญให้ทานของบุคคลผู้นั้น จึงได้ผลสมตามความปรารถนา คือ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์
เมื่อได้พิจารณาดูทั้ง ๒ อย่าง ๒ ทางเปรียบเทียบกันดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่ามันต่างกัน และคนเราทำบุญทำกุศลโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นก็ได้ และจะเป็นบุญกุศลที่แท้จริง และจะทำลายความยึดมั่นถือมั่นให้หมดไป
2. ความรู้เพื่อดับทุกข์ - การไม่ยึดมั่นถือมั้น
เราจะต้องยึดมั่นถือมั่นในชีวิตของเราหรือไม่?
ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็รัก หวงแหนกันนักกันหนา ไม่อยากให้ตาย ไม่ยอมตาย แต่เราจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น
#ผู้ใดยึดมั่นถือมั่นในชีวิตของตนแล้วจะมีความทุกข์ขึ้นมาทันที อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องกลัวตาย และความกลัวตายนั้นก็จะทรมานจิตใจไปทุกหนทุกแห่งทุกเวลา หาความสุขไม่ได้
ท่านจึงได้สอนไว้ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่ในสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของตน เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น ก็เป็นไปตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัยของมัน เรารู้จักทำ รู้จักใช้ รู้จักประพฤติให้เข้ารูปเข้าร่างกันกับธรรมชาติ กำหนดมาอย่างไร ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างไร ก็สามารถจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์และไม่เป็นทุกข์ทรมานได้
แต่พอเราทำผิดข้อนี้ เช่น ไปยึดว่าเป็นของกูเข้าเท่านั้น ก็จะนอนไม่หลับแล้ว จะกลัวตายโดยอาการมากมายหลายอย่างหลายประการ
กลัวผี กลัวเสือ กลัวคน
กลัวโรคภัยไข้เจ็บสารพัดอย่าง
ซึ่งทำให้เกิดการเป็นทุกข์และทรมาน นอนก็ไม่หลับสนิทเพราะเป็นห่วง ว่ามันจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เป็นอันว่าแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้เราก็มีได้โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น มีชีวิตได้โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่เป็นความทุกข์ ถ้ามีชีวิตโดยมีความยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ตลอดเวลา
ช่วยกันศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ให้ยิ่งขึ้นไป ตามหลักของพระพุทธศาสนา คือตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า
สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ
ธรรมคือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่นดังนี้ ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ เมื่อไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์แล้ว ก็ไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ คนเราจึงอยู่ด้วยความผาสุก และเรียกบุคคลชนิดนี้ว่า อริยบุคคล คือคนที่ไม่จมอยู่ในกองทุกข์
พุทธทาสภิกขุ
- -
“เคยมีคนเอาเงินผ้าป่าไปกองเป็นแสนๆ ท่านก็พูดกับคนทำบุญว่า อย่าบ้าบุญกันนักเลย เอาความรู้ไปดับทุกข์บ้างได้ไหม ท่านอาจารย์นำธรรมจากพระพุทธเจ้ามาให้มวลชน แต่มวลชนอาจไม่ชอบ เพราะไม่ถูกใจ ท่านไม่ได้พูดให้ถูกใจคน ท่านพูดตามธรรมชาติ วิวัฒนาการจากใจคนเข้าไปสู่ในธรรมชาติเท่านั้นเอง"
คำบอกเล่าของ พระสิงห์ทอง เขมิโย
พระอุปัฏฐาก ท่านพุทธทาส
#90ปีสวนโมกขพลาราม #สงบเย็นและเป็นประโยชน์