ค้นหาในเว็บไซต์ :

การดับทุกข์ได้ คือ ศิลปะที่งดงามที่สุด


ขอให้เข้าใจว่า งาม มีสองความหมาย

งามตามแบบของปุถุชน
คนหนาด้วยกิเลส
มันก็มีความงามไปแบบหนึ่ง
นี่มันงามตามแบบของพระอริยเจ้า
ที่ไม่ได้เจือด้วยกิเลส
มันก็มีความงามไปอีกแบบหนึ่ง
มันจะตรงกันข้ามก็ได้
แต่ก็ยังเหมือนกันอยู่ในข้อที่ว่า
เรียกว่ามันงาม มันงาม

งาม ตามความหมายของกิเลส
นี้มันก็ลำบากหน่อย
เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ
เมื่อยึดถือแล้วมันก็ยากลำบาก
และเป็นทุกข์
ถ้างามฝ่ายพระอริยเจ้า
มันไม่มีกิเลส
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
มันจึงงามเพราะไม่มีกิเลส
และความทุกข์

ในเรื่องโลกๆ นี่เขาต้องเอากิเลสและความทุกข์ใส่เข้าไปมากๆ มันจึงจะเรียกว่างาม แต่ในเรื่องของพระธรรม ถ้าจะให้เรียกว่างามมันต้องไม่มีวี่แววของกิเลสและความทุกข์

#งามตามแบบพุทธศาสนา

คนจำพวกหนึ่งอาจจะเข้าใจผิดต่อธรรมะว่าธรรมะนี่มันไม่มีเรื่องงดงาม มันมีแต่เรื่องน่าเศร้า น่าเกลียดน่าชัง เป็นเรื่องปอน เป็นเรื่องรุงรัง เป็นเรื่องศพเรื่องผีไปเสียหมด ไม่มีความงามอะไร จนถึงกับว่าธรรมะไม่ต้องการความงาม พุทธศาสนาไม่นิยมความงาม แต่อย่าลืมว่ามันมีอยู่สองงาม ซึ่งงามที่พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ก็มีอยู่ ซึ่งเป็นความงามในความหมายของธรรมะ

เมื่อจะส่งสาวกออกไปประกาศพระศาสนา พระองค์ทรงกำชับสาวกเหล่านั้นว่า เธอจงไปแสดงธรรม ประกาศพรหมจรรย์ ให้มีความงดงามในเบื้องต้น ให้มีความงดงามในท่ามกลาง ให้มีความงดงามในเบื้องปลาย

ทำไมพระองค์จึงต้องทรงกำชับในเรื่องนี้ ก็เพราะว่าความงามนี้มันสื่อเป็นปัจจัย ที่จะผูกมัดจิตใจของผู้มาเกี่ยวข้องได้อย่างดี หรือทำให้เขาสนใจได้อย่างน้อย และพระองค์ก็ทรงมุ่งหมายถึงความงามตามแบบของธรรมะ ไม่ใช่ความงามอย่างมีกิเลส

ให้มีพรหมจรรย์ที่มีความงามเบื้องต้นท่ามกลางเบื้องปลาย ให้แสดงธรรมประกาศพรหมจรรย์นั้นน่ะให้มันมีความงามเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลาย

หลักฐานข้อนี้ก็พอแล้ว ที่อื่นๆ ก็ยังมีอีก ไม่ต้องอ้างมาก็ได้ว่าในหลักธรรมะนี้ก็มีความมุ่งหมาย ให้มีความงามและให้ใช้ความงามให้เป็นประโยชน์

#ความงามสูงสุด

ความงามสูงสุดนั้น
ก็คือภาวะหรือลักษณะ
ที่ไม่มีกิเลสและไม่มีความทุกข์
มีแต่ความสดชื่นของร่างกาย
และจิตใจที่ปราศจากกิเลส
และความทุกข์

ใครๆก็ลองคิดดูว่า มันมีความงามอะไรที่ไหนยิ่งไปกว่าความงามนี้ คือความงามที่ไม่มีกิเลสและไม่มีความทุกข์ ไม่มีวี่แวว ไม่มีร่องรอย ที่แสดงให้เห็นว่ามันมีกิเลสหรือมีความทุกข์ มันไม่ใช่งดงามด้วยสีสันหรือว่าลวดลายหรือว่ากิริยา ท่าทางอันยั่วยวน เป็นต้น แต่มันเป็นเรื่องของความสงบ ความว่าง ความเป็นอิสระจากกิเลสและความทุกข์ ผู้ใดมีจิตใจว่างจากกิเลสและความทุกข์ ย่อมรู้สึกได้เองว่าไอ้ภาวะเช่นนั้นมันมีความงามอย่างไรบ้าง เป็นความงามฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ความงามฝ่ายวัตถุ ที่อาศัยสี อาศัยเสียง อาศัยแสงอะไรต่างๆ

พุทธทาสภิกขุ

14







   

 ธรรมะไทย