|
สามเณรราหุล ท่านเกิดในวรรณะกษัตริย์
ตระกูลศากยะ เป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางยโสธรา
เป็นหลานของพระเจ้าสุทโธทนะ เมืองกบิลพัสดุ์
เมื่อมีอายุได้ประมาณ
๗ ขวบ ได้ออกบวชเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา โดยออกบวชหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงเมืองกบิลพัสดุ์ได้
๗ วัน
วันนั้นท่านเข้าไปขอราชสมบัติจากพระพุทธเจ้าตามคำชี้แนะของพระมารดา
ขณะที่พระพุทธองค์พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์จำนวนมากเสด็จออกบินฆบาตอยู่ในเมือง
ราหุลกุมารติดตามไปจนถึงนิโครธารามสถานที่ประทับชั่วคราวอยู่นอกเมือง
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าท่านขอทรัพย์สมบัติที่เป็นโลกิยะจะต้องประสบกับความคับแค้นไม่มีสิ้นสุด
จึงจะให้ท่านได้ทรัพย์สมบัติที่เป็นโลกุตตระที่เที่ยงแท้ยั่งยืนทำให้ประสบกับความสุข
จึงมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ท่านด้วยวิธีแบบติสรณคมนูปสัมปทา
นับตั้งแต่วันที่บวช
สามเณรราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาอย่างมาก จะลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ลงมากองทรายเต็มกำมือ
แล้วตั้งจิตอธิฐานว่า "วันนี้ขอให้เราได้ฟังคำแนะนำสั่งสอนจากพระพุทธเจ้าและพระอุปัชฌาย์มากเท่าเมล็ดทรายในกำมือของเรานี้"
เมื่อท่านมีอายุได้
๒๐ ปี ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพลางพิจารณาตามพลาง เมื่อจบพระธรรมเทศนาท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
ท่านเป็นผู้ว่าง่ายอยู่ง่าย
ไม่ถือตนเองเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระสงฆ์
ครั้งหนึ่งพระจากชนบทจำนวนหนึ่งมาพักที่วัดเชตวัน เนื่องจากพระวินัยห้ามภิกษุนอนในที่เดียวกันกับอนุปสัมบัน
ท่านไม่มีที่นอนถึงกับไปหลบนอนในวัจกุฎี (ส้วม) ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ไปพบเข้ากลางดึกจึงนำท่านกลับมาพักที่พระคันธกุฎีของพระองค์
และทรงลดหย่อนผ่อนปรนสิกขาบทข้อที่ว่า ห้ามภิกษุอยู่ในที่มุงบังเดียวกันกับอุนุปสัมบันเกินหนึ่งคืน
ขยายเวลาออกไปเป็นสามคืน
ครั้งหนึ่ง
พระพุทธเจ้าได้ให้โอวาทแก่สามเณรราหุลเกี่ยวกับโทษของการพูดเท็จ
ทรงสอนโดยใช้สื่อเป็นขั้นเป็นตอน เหมาะแก่อุปนิสัยของเด็กเป็นอย่างยิ่ง
พระองค์ทรงจับน้ำล้างพระบาทขึ้นแล้วเทน้ำลงหน่อยหนึ่งแล้วตรัสถามว่า
"ราหุลเห็นไหม
น้ำที่เราเทลงหน่อยหนึ่งนี้" "เห็นพระเจ้าข้า"
สามเณรราหุลกราบทูล
พระพุทธเจ้า "ราหุล
คนที่พูดเท็จทั้ง ๆ ที่รู้ เทคุณความดีออกจากตนทีละนิด
เหมือนเทน้ำออกจากขันนี้"
"ราหุล
เห็นไหม น้ำเราเทออกหมดนี้" ตรัสถามอีก หลังจากทรงเทน้ำหมดขัน
"เห็นพระเจ้าข้า"
"ราหุล
คนที่พูดเท็จทั้ง ๆ ที่รู้ ย่อมเทคุณความดีออกหมด เหมือนน้ำที่เราเทออกหมดนี้"
เสร็จแล้วทรงคว่ำขนลง
ตรัสว่า "ราหุล เห็นไหมขันที่เราคว่ำลงนี้"
"เห็นพระเจ้าข้า"
"ราหุล
คนที่พูดเท็จทั้งๆ ที่รู้ ย่อมคว่ำคุณธรรมออกหมด เหมือนขันคว่ำนี้"
เสร็จแล้วทรงหงายขันเปล่าขึ้น แล้วตรัสถามว่า
"ราหุล
เห็นไหม ขันเปล่าที่เราหงายขึ้นนี้ ไม่มีน้ำเหลือเลย"
"เห็นพระเจ้าข้า"
"ราหุล
เห็นไหม ขนเปล่าที่เราหงายขึ้นนี้ไม่มีน้ำเหลือเลย"
"เห็นพระเจ้าข้า"
"ราหุล
คนที่พูดเท็จทั้ง ๆ ที่รู้ ย่อมไม่มีคุณความดีเหลืออยู่เลย
ดุจขันเปล่านี้"
สามเณรราหุลเป็นผู้กตัญญูรู้คุณยิ่ง
ครั้งหนึ่งสามเณรทราบว่า พระมารดาที่ออกบวชเป็นนางภิกษุณีประชวรโรคลม
จะสงบระงับได้ด้วยการเสวยน้ำมะม่วงผสมน้ำตาลกรวด จึงรับอาสาหามาถวาย
เข้าไปแจ้งพระสารีบุตร รุ่งเช้าพระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล
โดยให้สามเณรรอที่โรงฉันแห่งหนึ่ง ก็ได้ตามความประสงค์โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากขอ
วัตรปฏิบัติของท่านจึงควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน
พระพุทธองค์ทรงยกย่องท่านว่าเป็นเอตทัคคะในทางด้านผู้คงแก่เรียนใฝ่ศึกษา
|