ค้นหาในเว็บไซต์ :

กุสราชมหาสัตว์( ภาค ๓ ) เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

 pt  



กุสราชมหาสัตว์ ๓

หลังจากพระเจ้ากุสราชได้ทรงตอบโต้ถ้อยคำกับพระนางประภาวดีในวันนั้นแล้ว หลายวันผ่านไปก็ไม่ได้ทรงเห็นพระพักตร์ของนางอีกเลย จึงทรงเกิดความกังขาว่านางมีความรู้สึกเยี่ยงไรต่อพระองค์ ดังนั้นจึงทรงจักคิดทดสอบดู

วันหนึ่งหลังจากที่ทรงส่งพระกายาหารให้กับพระธิดาทั้งแปดจนครบทุกพระองค์พระมหาสัตว์ก็ทรงหาบกระเช้าย้อนกลับมาทางห้องของพระนางประภาวดีอีกครั้ง พอถึงก็ทรงกระทืบพระบาทลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น ถ้วยชามในกระเช้ากระทบกันดังเกรียวกราว จากนั้นพระองค์ก็ทรงแสร้งถอนพระทัยเฮือกใหญ่พร้อมกับทรงทรุดพระวรกายลงไปนอนบนพื้นทำดังประหนึ่งว่าถึงแก่วิสัญญีภาพ

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีซึ่งกำลังประทับอยู่ในห้อง พอทรงสดับเสียงโครมครามแลเสียงกระทบกันของถ้วยชาม ก็ทรงตกพระทัย จึงทรงรีบเปิดบานทวารออกมาทอดพระเนตรทันที แล้วพระนางก็ทรงเห็นพระโพธิสัตว์นอนหมดสติอยู่บนพื้น มีไม้คานที่ใช้หาบกระเช้าวางทับอยู่บนพระอุระ พอทรงเห็นก็ทรงดำริขึ้น

“ ราชากุสราช ผู้นี้ทรงเป็นผู้ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง การที่ทรงมายอมลำบากทั้งกลางวันแลกลางคืน ทำงานประดุจทาสกรรมกรเยี่ยงนี้ ก็เพราะเราเป็นเหตุ ท้าวเธอทรงเป็นถึงสุขุมาลชาติ (ผู้ดีมีตระกูล) มาแต่กำเนิด มิเคยตรากตรำงานหนักมาก่อน ครั้งนี้มาถูกไม้คานทับเอาไม่รู้จักยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่? หรือจักทรงสิ้นพระชนม์แล้ว? ” พอทรงคิดดังนี้โฉมงามแห่งแคว้นมัททะจึงเสด็จเข้าไปก้มพระพักตร์ดูว่าจอมราชันยังมีพระปัสสาสะ (ลมหายใจ) อยู่หรือเปล่า

ราชันเจ้าเล่ห์ที่ทรงแสร้งทำเป็นสลบ พอทรงเห็นพระชายาทรงก้มพระพักตร์มาก็ไม่ทรงพูดพร่ำทำเพลง ทรงเอื้อมพระหัตถ์คว้าเอาพระวรกายของนางเข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระทันที องค์เทวีมิได้ทรงคาดคิดว่าจักทรงถูกพระเจ้ากุสราชทรงกระทำเจ้าชู้ยักษ์ใส่ ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง ทรงเผลอพระองค์ผรุสวาทออกไป

“ ดูก่อนราชากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตอบ ผู้นั้นย่อมมีแต่ความเสื่อม หม่อมฉันไม่ได้รักพระองค์ พระองค์ก็จักบังคับให้หม่อมฉันรัก ก็ในเมื่อคนเขาไม่รัก ไยยังต้องการให้เขารักอีก! ” พระมหาสัตว์ครั้นทรงถูกพระชายาตรัสบริภาษแทนที่จักทรงมีพระพิโรธ ที่ไหนได้กลับทรงแย้มยิ้มเสียยังงั้น ทั้งนี้ก็เพราะเวลานี้พระทัยของจอมราชันล้วนเปี่ยมไปด้วยความปฏิพัทธ์ในสตรีที่อยู่ในอ้อมพระอุระของพระองค์อย่างสุดซึ้ง พอฟังนางบริภาษจึงตรัส

“ ดูก่อนเจ้าผู้มีวงพักตร์ดั่งเพ็ญโสม นรชนใดได้คนที่ไม่ปรารถนาตนมาเป็นคนรัก เราสรรเสริญการได้นั้นว่าเป็นสิ่งดี การไม่ได้ต่างหากที่เป็นความชั่วช้า ” พระธิดาแคว้นมัททะพอทรงสดับถ้อยคำที่เถียงแบบข้างๆคูๆ ก็ให้ทรงมีพระพิโรธขึ้นมาทันใด จึงตรัส

“ ดูก่อนราชาแห่งแคว้นมัลละ พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันหาได้ปรารถนาพระองค์ เปรียบไปก็เหมือนบุรุษโง่เขลาเอาไม้กรรณิการ์มางัดเพชรที่ฝังในหิน เหมือนผู้โง่งมเอาตาข่ายมาดักลม การกระทำทั้งสองย่อมมิอาจเป็นไปได้ ” จอมราชาเมื่อทรงสดับคำกระทบกระเทียบ ก็ทรงแสร้งพยักพระพักตร์คล้อยตาม พอนางตรัสจบจึงตรัส

“ เพชรที่เจ้าพูดคงฝังอยู่ในใจเจ้าที่แข็งกระด้างกระมัง เพราะตั้งแต่พี่เหยียบแผ่นดินสาคละมา พี่ก็ยังไม่เคยได้รับความชื่นชมจากเจ้าเลย น้องยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองพี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบใดที่น้องยังคงแสดงกิริยาเยี่ยงนี้ ตราบนั้นพี่ก็คงเป็นได้แค่พนักงานเครื่องต้นคอยทำอาหารให้เจ้าเสวย แต่เมื่อใดที่น้องยิ้มให้พี่ เมื่อนั้นแลพี่จึงจะเลิกเป็นพ่อครัว แลจักกลับมาเป็นราชากุสราชของเจ้าดัง เดิม ”

พระธิดาแห่งกรุงสาคละเมื่อทรงสดับถ้อยคำตัดพ้อของจอมราชันก็ให้ทรงอึดอัดขัดพระทัย ทรงคำนึง “ ราชากุสราชผู้นี้พอเราพูดด้วยก็ยิ่งเซ้าซี้ เห็นทีเราจักต้องแกล้งกล่าวคำมุสาวาทให้เธอจากไปด้วยอุบายดีกว่า ” พอทรงมีความคิดดังนี้โฉมพิลาสแห่งแคว้นมัททะจึงทรงแสดงกิริยาเชิดพระพักตร์เหยียดพระโอษฐ์ตรัสใส่พระมหาสัตว์

“ ข้าแต่จอมกษัตริย์ โหรแคว้นมัททะเคยทำนายหม่อมฉัน ว่าพระสวามีที่เป็นคู่แท้ของหม่อมฉันเป็นบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามราวเทพบุตร นั่นย่อมบ่งบอกว่ามิใช่กษัตริย์แห่งแคว้นมัลละแน่นอน พวกเขายังสัญญาว่าหากทำนายผิดจักยอมให้หม่อมฉันบั่นร่างออกเป็น ๗ ท่อนเลย! ”

จอมราชันพอทรงสดับแลทอดพระเนตรเห็นท่าทางการโต้ตอบของนางซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ ก็สุดจักทรงข่มความขบขันเอาไว้ได้ จึงทรงเปล่งเสียงหัวร่อออกไปเสียจนดังลั่น นั่นยิ่งทำให้โฉมงามผู้มีนิสัยพาลอยู่เป็นทุนเดิมรู้สึกเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ดังนั้นนางจึงพยายามดิ้นรนเพื่อจะให้หลุดไปจากอ้อมพระอุระของพระเจ้ากุสราชให้ได้ แต่ดูเหมือนจักไม่เป็นผล

หลังจากที่ทรงหัวเราะขบขันอย่างยกใหญ่จนเป็นที่พอพระทัยแล้ว จอมราชาจึงตรัสข่มกลับไปบ้าง “ ดูก่อนน้องหญิง โหรแคว้นมัลละก็เคยทำนายพี่เช่นกัน พวกเขาบอกว่าพระมเหสีของราชากุสราชผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ มีพละกำลังดุจคชสาร นอกจากพระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะแล้ว พระธิดาเมืองใดก็มิคู่ควรกับจอมราชันเยี่ยงพี่ได้! ”

พระนางประภาวดีครั้นทรงสดับก็ยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่รู้จักทรงโต้ตอบจอมกษัตริย์ผู้มีพระพักตร์ด้านหนานี้อย่างไร ดังนั้นจึงทรงก้มพระพักตร์ลงกัดไปที่พระกรของจอมกษัตริย์ทันใด ราชาพลัดถิ่นไม่ทรงคาดคิดว่าเทวีผู้เลอโฉมจะทรงตอบโต้ด้วยวิธีเยี่ยงเด็กเช่นนี้ จึงทรงเผลอพระองค์คลายวงพระกรออก

องค์เทวีทรงเห็นเป็นโอกาสจึงไม่ยอมช้า ทรงผลักพระอุระจอมกษัตริย์ออกไป พร้อมกันนั้นก็ทรงรีบลุกขึ้น วิ่งเข้าห้องไปทันใด แต่กระนั้นก็ยังไม่วายปิดบานทวารดังโครมใหญ่ใส่พระพักตร์พระเจ้ากุสราชเพื่อเป็นการแก้แค้น

ฝ่ายพระมหาสัตว์ครั้นทรงเห็นโฉมงามกระฟัด กระเฟียดเข้าห้องไป ก็ทรงแอบยิ้มอยู่ในพระทัย จากนั้นก็ทรงยกหาบกระเช้าขึ้นพระอังสา เสด็จกลับที่พำนักไป ซึ่งก็คือโรงเครื่องต้นนั่นเอง นับจากนั้นทั้งสองพระองค์ก็มิได้ทรงพบหน้ากันอีก เป็นเวลาถึงครึ่งค่อนปี!

กล่าวถึงพระมหาสัตว์ หลังจากทรงรับหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นพระองค์ก็ทรงได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจักต้องทรงทำพระกายาหารถวายให้กับราชวงศ์ยังไม่พอ ยังต้องทรงผ่าฟืน ล้างภาชนะน้อยใหญ่ พอล้างเสร็จก็ต้องทรงไปหาบน้ำเพื่อนำมาใช้อีก แม้แต่ยามบรรทมก็ยังต้องบรรทมอยู่ข้างรางน้ำทิ้ง ตื่นบรรทมก็ต้องทรงตื่นก่อนฟ้าสาง ต้องเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทั้งนี้ก็เพราะกามราคะความหลงใหลในรูปของพระนางประภาวดีเป็นเหตุ

จนวันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นนางค่อมเดินผ่านมาทางห้องเครื่องต้น จึงตรัสเรียกนางให้เข้ามา นางขุชชาพอได้ยินพระดำรัสเรียกแทนที่จักรีบเข้าไป ที่ไหนได้กลับเร่งฝีเท้าเดินหนีไปซะยังงั้น จอมราชันจึงรีบเสด็จตามไปทันใด พอทรงไปทันกันจึงตรัสขึ้น

“ นี่แน่ะค่อมเอ๋ย เหตุไฉนนายเจ้าจึงมีใจที่แข็งกระด้างนัก เรามาอยู่วังเจ้าก็นานโขคำถามไถ่เจ็บไข้ไม่สบายสักคำ ก็ยังไม่เคยได้ยินจากปากนาง ยกเรื่องที่หลับที่นอนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผ้าสักท่อนหมอนสักใบ เคยมีมั้ยที่นายเจ้าจักมีน้ำจิตน้ำใจหยิบยื่นมาให้ แต่นั่นก็ไม่เป็นไร เรื่องพวกนี้เราไม่ติดใจดอก ว่าแต่เจ้าเถอะ หากเราจักขอให้ทำอะไรสักอย่าง เจ้าพอจักทำให้เราได้มั้ย? อย่างพานายเจ้ามาพบเราสักครั้ง หากเจ้าทำได้เราจะให้สร้อยคอทองคำแก่เจ้าเส้นหนึ่ง ”

นางค่อมทีแรกก็ทำเป็นนิ่งไม่ยอมพูดจา แต่พอจอมกษัตริย์ตรัสว่าจะให้สร้อยคอทองคำก็ตาโตทันที รีบทูลตอบว่า“ ข้าแต่มหาราชผู้เปี่ยมเมตตา ในเมื่อพระองค์สัญญาจะให้สร้อยทองหม่อมฉันแล้ว อย่างนั้นขอพระองค์โปรดเสด็จกลับที่พักก่อนเถิด ภายในวันสองวันนี้หม่อมฉันสัญญาจักพาองค์เทวีมาพบพระองค์ให้จงได้ ขอจงทรงรอฟังข่าวดีเถิด ” พอทูลเสร็จพระพี่เลี้ยงผู้หลงใหลในสีเหลืองอร่ามของโลหะมีตระกูล ก็ขอพระราชอนุญาตลากลับไปวางแผนเพื่อพาองค์เทวีมาพบกับราชันตกยาก

สองวันถัดมานางขุชชาค่อมหลังวางแผนเรียบร้อย ก็เข้าไปทำทีเก็บกวาดทำความสะอาดห้องประทับของพระนางประภาวดีเหมือนเคย แต่ครั้งนี้นางเก็บกวาดอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ จนไม่เหลือสิ่งใดจะให้หยิบฉวยได้ แม้แต่รองพระบาทนางก็นำออกไปไว้นอกห้อง

พอทำความสะอาดเสร็จก็ลากม้านั่งตัวหนึ่งมาตั้งคร่อมธรณีประตูเอาไว้ จากนั้นก็ลากม้านั่งอีกตัวมาตั้งด้านตรงข้ามเพื่อใช้เป็นที่พาดพระบาทขององค์เทวี แล้วนางก็นั่งบนม้านั่งตัวที่คร่อมธรณีประตูพร้อมกับทูลเชิญพระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะให้เสด็จมานอนบนตักนาง เดี๋ยวนางจักสางพระเกศาให้

องค์เทวีเมื่อทรงเห็นพระพี่เลี้ยงวางม้านั่งค่อมธรณีประตูผิดแผกไปจากเดิมก็ทรงสงสัย จึงตรัสถามไฉนจึงไม่ทำในห้องเหมือนเคย พี่เลี้ยงค่อมตอบว่าตรงนี้สว่างกว่ามองเห็นง่าย ขอเทวีโปรดทรงมานอนบนตักนางโดยไวเถิด พระธิดาประภาวดีเมื่อทรงสดับจึงเสด็จเข้าไปบรรทมบนตักนาง

ระหว่างที่องค์เทวีทรงหลับพระเนตรอยู่บนตักพี่เลี้ยง มือหนึ่งนางขุชชาก็แหวกเส้นพระเกศาแสร้งทำเป็นหาไข่เหา ส่วนอีกมือก็ยกขึ้นไปรูดเส้นผมของตนซึ่งล้วนมีแต่ไข่เหาเกาะอยู่เต็ม แล้วนางก็กำเอาไข่เหาที่รูดเอาไว้ในมือ จากนั้นก็แสร้งอุทาน

“ ตายจริง! เส้นพระเกศาพระธิดาไฉนจึงมีไข่เหาเกาะอยู่ด้วยเพคะ ” ว่าแล้วนางก็แบมือที่กำไข่เหาจากศีรษะตน ให้พระธิดาทอดพระเนตร “ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อมจักจัดการให้เกลี้ยงเลย ขอพระธิดาโปรดทรงบรรทมให้สบายพระทัยเถิด ”

ขณะที่แสร้งทำเป็นแหวกเส้นพระเกศา ปากก็พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของพระมหาสัตว์ ไปต่างๆนานา “ น่าสงสารราชากุสราชจริงจริ๊ง! ทรงยอมสละได้แม้แต่ราชบัลลังก์เพื่อมาตามหาสตรีอันเป็นที่รัก แม้จักทรงลำบากเพียงใดที่ต้องทรงลุกขึ้นมาหุงหาพระกายาหารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ก็มิเคยจักทรงปริโอษฐ์บ่น ไม่เพียงเท่านั้น พอทรงทำพระกายาหารเสร็จ ก็ยังต้องทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยตะรอนไปตามตำหนักต่างๆเพื่อถวายให้กับพระภคินีของหญิงที่รักให้ครบทุกพระองค์

พอแต่ละองค์เสวยเสร็จก็ต้องทรงตามไปเก็บถ้วยชามเพื่อนำไปล้าง พอทรงล้างเสร็จจักทรงพักสักหน่อย ก็ถึงเวลาจักต้องทรงทำพระกายาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นต่อ หมุนไปวนมาอยู่อย่างนี้จนเที่ยงคืนสองยามถึงจักได้บรรทม ทั้งนี้ก็เพราะทรงต้องการจักได้เห็นหน้านางอันเป็นที่รักเท่านั้น

ค่าจ้างค่าแรงรึก็มิได้ทรงเรียกร้องแต่อย่างใด ทรงหวังเพียงคำปฏิสันถารจากหญิงคนรักเวลาบังเอิญได้พบกัน เท่านั้นก็ทรงดีพระทัยแล้ว แต่นี่แม้คำทักทายสักคำจากนางในดวงพระทัย ก็ยังมิเคยได้ยินจากปากนาง! ช่างเป็นชายชาติอาชาไนยที่น่าสงสารจริงๆ! ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคำพระพี่เลี้ยงในทำนองเห็นใจพระมหาสัตว์ก็ทรงมีพระพิโรธขึ้นมาทันใด จึงทรงลุกขึ้นจากตัก พร้อมกับทรงตวาดนางพี่เลี้ยงไปด้วยพระสุรเสียงอันดัง “ เหม่! นางขุชชา จงหุบปากของเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! การที่เจ้ามาพูดสามหาวเยี่ยงนี้ ฤามิกลัวเราจักสั่งตัดลิ้นเจ้าทิ้ง! ”นางค่อมไม่เคยเห็นพระธิดาทรงแสดงกิริยาโกรธเยี่ยงนี้มาก่อน พอเห็นเข้าก็ถึงกับตกใจเป็นกำลัง แต่เพื่อสร้อยทองอันเหลืองอร่ามบาดตาบาดใจ วันนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องกล่อมนางให้จงได้

ดังนั้นจึงตัดสินใจผลักองค์เทวีเข้าไปในห้อง จากนั้นนางก็รีบปิดบานทวารแลดึงเชือกชักลูกดาลด้านบน (กลอนประตูด้านบน) เอามาเก็บไว้กับตน พระนางประภาวดีไม่ทรงคิดว่านางค่อมจักกล้าแสดงกิริยาสามานย์ต่อพระนางเยี่ยงนี้ จึงทรงตกพระทัยจนทำอะไรไม่ถูก มารู้พระองค์อีกทีบานทวารก็ถูกลั่นดาลแล้ว มิหนำซ้ำเชือกชักลูกดาลก็ถูกนางค่อมฉวยเอาไปอีก พระนางจึงมิอาจที่จักทรงเปิดบานประตูได้ ดังนั้นจึงทรงทุบบานทวารรัวๆพร้อมกับทรงตะโกนบอกให้นางพี่เลี้ยงค่อมรีบเปิดบานทวารเป็นการด่วน

ด้านนางขุชชาเมื่อตัดสินใจแล้วก็มิอาจถอยกลับได้ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมเทวีให้คล้อยตามโดยยกเหตุผลต่างๆมาแสดงให้นางเห็น “ ข้าแต่พระแม่เจ้า อันรูปร่างพระองค์นอกจากจักดูงดงามเมื่อยามมองแล้ว ที่เหลือยังจักมีประโยชน์อันใดเล่า มันสามารถจักยังชีวิตผู้คนได้เหมือนข้าวปลารีก็เปล่า? ราชากุสราชเพียงแค่ทรงมีพระรูปโฉมไม่งดงามเท่านั้น แต่คุณสมบัติอย่างอื่นกษัตริย์ใดในชมพูทวีปจักหาญเทียบเล่า

ทรงเป็นถึงจักรพรรดิมหาราช ทรงเป็นนักปราชญ์เรืองปัญญา ทรงเป็นราชาที่มีทรัพย์มหาศาล ทรงมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ทรงมีพระทัยรักศิลปะ ทรงมีทักษะการยุทธ์ ทรงมีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์ ทรงมีความชำนาญดนตรีขับร้อง ขอพระธิดาโปรดทรงไตร่ตรองเถิด บุรุษทั่วแผ่นดินยังจักมีผู้ใดที่มีความสามารถเสมอกับจอมราชันพระองค์นี้อีกหรือ? เหตุฉะนี้ขอเทวีโปรดทรงกะทำความรักให้บังเกิดกับท้าวเธอเถิด ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคำสรรเสริญนานัปการของพระสวามีจากปากของบ่าวรับใช้คนสนิท ถ้าเป็นหญิงทั่วไปก็คงจักดีใจจนบอกไม่ถูก แต่ที่ไหนได้ พระนางกลับยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากยิ่งขึ้นไปอีกทรงตะโกนตรัสบริภาษนางค่อมอยู่ภายในห้องเสียจนดังลั่น “ เหม่!นางขุชชาค่อม เจ้านี่ช่างอกตัญญูเสียจริง เจ้าคิดจะขู่เรารึ? ”

พี่เลี้ยงค่อมพอฟังจึงตอบ “ หามิได้เพคะ หม่อมฉันมิได้ขู่ หากแต่กำลังปกป้องพระนางต่างหาก ที่ผ่านมาหากหม่อมฉันไม่ปกป้องพระองค์ เข้าไปทูลองค์เหนือหัวว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแล้วตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนก่อน พระองค์ยังจักทรงอยู่อย่างสุขสบายเยี่ยงนี้หรือ นี่ก็เพราะเห็นแก่พระพักตร์พระองค์ อย่างไรเสียเพลานี้จักเข้าไปทูลให้ทรงทราบเลยก็แล้วกัน! ”

องค์เทวีพอทรงสดับคำขู่นางค่อมก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง ทรงหวั่นเกรงว่าจักมีผู้อื่นแอบได้ยินดังนั้นจึงทรงจำพระทัยรับปากนาง แต่มีข้อแม้ ต้องขอเวลาให้พระนางได้ทรงทำพระทัยสักสิบวันหรือครึ่งเดือนก่อน

ย้อนมาทางด้านพระมหาสัตว์ หลังจากนางค่อมสัญญาว่าจะพานางอันเป็นที่รักมาพบ คืนวันนั้นราชันผู้โหยรักก็ทรงตื่นเต้นพระทัยจนถึงกับบรรทมไม่หลับ ยังมิทันจักสางก็ทรงรีบลุกขึ้นมาจัดเตรียมข้าวของเพื่อทำพระกายาหารแล้ว ระหว่างทรงปรุงอาหารก็คอยชำเลืองไปทางช่องทวารอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อไหร่หนอ นางขุชชาจะพาโฉมงามอันเป็นที่รักมาสักที เฝ้าแต่รอแล้วรอเล่า จนผ่านมื้อเช้าเข้ามื้อเที่ยง ล่วงเลยมาจนถึงมื้อเย็น ก็ยังไม่ทรงเห็นแม้เงา

ความลำบากบวกกับการพักผ่อนน้อยเพราะต้องทรงงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ อีกทั้งที่หลับที่บรรทมก็มิได้มีความสุขสบาย จึงทำให้พระหทัยที่เคยเข้มแข็งกลับอ่อนแอลง ทรงดำริว่านางค่อมผู้นี้เห็นทีคงจักพึ่งไม่ได้ แม้พระองค์จักทรงรอคอยต่อก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของพระชายาแน่ ดังนั้นจึงทรงคิดจะกลับแคว้นมัลละไปเยี่ยมพระมารดา

เพลานั้นท้าวสักกะผู้ทรงเฝ้าตามพฤติการณ์ของพระมหาสัตว์มาโดยตลอด พอทรงเห็นองค์โพธิสัตว์ทรงรู้สึกท้อพระทัยจอมเทพแห่งตาวติงสาจึงทรงดำริ“ราชากุสราชไม่ได้เห็นหน้าพระนางประภาวดีมาเป็นเวลาครึ่งปีจึงเกิดความท้อแท้ เห็นทีเราต้องทำให้เธอสมปรารถนา แล้ว”

เมื่อทรงคิดดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงทรงบัญชาให้เทพบริวารจัดตั้งขบวนทูต ๗ ขบวนอ้างว่าเป็นทูตจากกรุงสาคละเดินทางไปยังแคว้น ๗ แคว้นส่งพระราชสาสน์ให้กับราชาแต่ละแคว้นทราบว่าบัดนี้พระนางประภาวดีได้ทรงเป็นอิสสระจากพระเจ้ากุสราชแล้วแลกำลังประทับอยู่ที่กรุง
สาคละ หากพระราชาแคว้นใดปรารถนาจักรับนางไปเป็นพระชายา ก็จงรีบเสด็จมารับโดยไวเถิด

ราชาทั้งเจ็ดพอทรงทราบต่างก็ยกทัพมายังกรุงสาคละทันที เมื่อทัพทั้ง ๗ ยาตรพลมาถึงเขตพระนครชั้นนอกกษัตริย์แต่ละแคว้นถึงทราบ มิได้มีแต่ตนผู้เดียวที่ต้องการพระนางประภาวดี แต่ยังมีกษัตริย์อีกถึง ๖ แคว้นก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน ดังนั้นแต่ละพระองค์จึงทรงพิโรธโกรธกริ้วพระเจ้า มัททะกันเป็นการใหญ่ พวกเขาจึงเข้ารวมกลุ่มปรึกษากันว่าจักจัดการกับราชาองค์นี้อย่างไร

“ ดูเถิดท่านทั้งหลาย ราชามัททะนี่ช่างกระไร ตนเองมีลูกสาวอยู่คนเดียวแต่จะยกให้ลูกเขย ๗ คน ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่เหมาะสมของพระเจ้ามัททะเถิดสงสัยคงจักเห็นพวกเราเป็นทารกอมมือกระมัง จึงแกล้งหยอกล้อเยี่ยงนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราจงช่วยกันจับราชาพระองค์นี้มาลงโทษเถิด ” กษัตริย์ ทั้ง๗เมื่อเห็นตรงกัน แต่ละแคว้นจึงเคลื่อนทัพมาประชิดกำแพงเมืองกรุงสาคละทันที พร้อมกันนั้นก็ส่งพระราชสาสน์ไปยังแคว้นมัททะมีใจความว่า ให้ส่งพระนางประภาวดีมาให้แคว้นตนโดยด่วน มิฉะนั้นกรุงสาคละจักต้องเรียบเป็นหน้ากลอง

กล่าวถึงพระเจ้ามัททราชผู้ทรงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จู่ๆพอทรงสดับพระราชสาสน์ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบตรัสให้มหาดเล็กไปตามเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองมาเข้าเฝ้าเป็นการด่วน หลังจากบรรดาเสนาแม่ทัพได้ปรึกษาหารือกัน จึงทูลองค์เหนือหัวมัททราช

“ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! กษัตริย์ทั้ง ๗ เสด็จมาแคว้นเรา ก็เพราะประสงค์จักได้พระธิดาประภาวดีไปเป็นพระชายา หากพระองค์มิทรงยกเทวีให้แล้ว บรรดาท้าวเธอก็จักทรงยกทัพมาพังกำแพงเมืองเราเสียเป็นแน่ เห็นทีครานี้แคว้นเราคงไม่พ้นต้องพินาศจนมิอาจกอบกู้คืนได้แน่ พวก ข้าพระบาทเห็นว่าพระองค์ควรส่งพระธิดาประภาวดีให้กับกษัตริย์เหล่านั้นเสียเถิดพระเจ้าข้า! ”

ราชามัททะพอทรงสดับพระทัยหนึ่งก็ทรงรู้สึกสงสารบุตรสาวเสียยิ่งนัก แต่อีกพระทัยก็ให้ทรงนึกโกรธที่นางบังอาจทิ้งราชากุสราชมา ทรงคิดทบทวนอยู่ในพระทัยว่าจักทำเช่นไรดี

“ หากเรายกลูกสาวให้กษัตริย์แคว้นใดแคว้นหนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือก็คงยกทัพมาตีเมืองเราเช่นกัน แต่หากไม่ยกให้แคว้นใดกรุงสาคละก็หนีไม่พ้นจักต้องพินาศอยู่ดี เฮ้อ! ช่างเป็นเรื่องที่ยากไขเสียจริง! ทั้งนี้ก็เพราะนังลูกไม่รักดีที่ทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปมาด้วยรังเกียจว่ารูปไม่งามเท่านั้น บัดนี้เมื่อกรรมตามมาถึง เห็นทีก็คงต้องปล่อยให้นางรับผลแห่งการกระทำของตนไปแต่เพียงลำพังก็แล้วกัน! ”

พอทรงดำริดังนี้พระ ราชาธิบดีผู้ทรงเห็นความสำคัญของบ้านเมืองเหนือสิ่งอื่นใด จึงทรงจำตัดพระทัยประกาศออกไปต่อที่ประชุมขุนนางด้วยพระสุรเสียงอันดัง “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความสงบสุขของบ้านเมืองแลอาณาประชาราษฎร์ จักต้องมาก่อน ก็ในเมื่อพระธิดาประภาวดีคือต้นเหตุแห่งปัญหา ฉะนั้นเพื่อมิให้เหล่าพสกนิกรตลอดจนไพร่พลต้องมาล้มตาย เราจักสั่งประหารนางพร้อมกับตัดร่างออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้กับกษัตริย์เจ็ดแคว้น! ”

ทันทีที่จบพระราชโองการ ทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ก็ถึงกับเงียบกริบลงไปราวกับไร้ซึ่งผู้คน บรรดาเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพทั้งหลายต่างก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็หามีผู้ใดกล้าเสนอความเห็นคัดค้านไม่ นางกำนัลนางหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านนอก พอได้ยินพระราชโองการว่าให้ประหารพระธิดาประภาวดีพร้อมกับตัดเป็น ๗ ท่อน ก็ถึงกับตกใจหน้าซีด รีบวิ่งมาทูลให้องค์เทวีได้ทรงรับทราบทันที

ลำดับนั้นโฉมงามผู้มีผิวพรรณดั่งทอง ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ พอทรงสดับคำนางกำนัลก็ถึงกับสีพระพักตร์ซีดเผือด พระเนตรทั้งสองเอ่อล้นไปด้วยพระอัสสุชล รีบเสด็จไปยังตำหนักพระมารดาทันใด พอถึงก็ทรงฟูมฟายต่อพระพักตร์

“ ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์โปรดทรงจดจำดวงหน้าอันงดงาม ดวงเนตรที่สุกสกาว แลผิวพรรณที่ขาวผ่องของลูกไว้เถิด เพราะอีกไม่กี่เพลามันจักไม่ปรากฏให้ทรงได้เห็นอีกแล้ว พระบิดาจักทรงให้เพชฌฆาตประหารลูก แล้วตัดร่างของลูกออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้กับกษัตริย์ทั้งเจ็ด

กษัตริย์เหล่านั้นเมื่อทรงได้รับเนื้อหนังของลูกก็คงจักโยนมันทิ้งในป่าให้แร้งกาจิกกินกันเป็นที่สนุก ฝ่ามือที่อ่อนละมุน แผ่นเล็บที่แดงชมพู พวกเขาก็คงจักตัดทิ้งเสียแล้วโยนให้ฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดแทะกันอย่างเอร็ดอร่อย ข้าแต่พระมารดา หากกษัตริย์เหล่านั้นให้เดรัจฉานกัดกินเนื้อหนังของลูกจนหมดสิ้นแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงขอเอากระดูกของลูกจากพวกเขามาเผาด้วยเถิด

แลขอโปรดทรงปลูกสวนกรรณิการ์ไว้ในสถานที่ที่เผาศพลูกด้วย ยามใดที่ดอกกรรณิการ์เบ่งบาน ปุยหิมะเริ่มโปรยปราย กาลนั้นขอพระมารดาโปรดทรงหวนรำลึกว่าครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเคยมีบุตรสาวที่มีผิวพรรณเยี่ยงดอกไม้นี้ผู้หนึ่ง ” โฉมงามแห่งแคว้นมัททะครั้นทรงถูกมรณภัยเข้าคุกคามที่เบื้องหน้า ก็ถึงกับทรงหลั่งพระอัสสุชลพร่ำเพ้อรำพันดังราวกับคนบ้าใบ้ไร้สติ!

ฝ่ายราชามัททะเมื่อทรงตัดสินพระทัยประหารบุตรสาวแล้วก็มิอาจที่จักทรงแก้ไขกลับคืนได้ จึงรับสั่งให้ทหารไปลั่นระฆังแจ้งให้ข้าราชบริพารทั้งหมดมารวมกัน ยังลานหน้าระบรมมหาราชวัง พร้อมกันนั้นก็ทรงบัญชาให้มหาดเล็กไปตามนายเพชฌฆาตมาเข้าเฝ้า

ด้านพระมเหสีแคว้นมัททะขณะกำลังทรงฟังบุตรสาวพร่ำเพ้อรำพัน พอทรงได้รับรายงานว่าองค์เหนือหัวมัททราชมีรับสั่งให้นายเพชฌฆาตเข้าเฝ้า จึงรีบเสด็จไปยังท้องพระโรงทันที พอถึงก็ตรัสถามจอมราชา

“ ข้าแต่มหาราช พระองค์จักทรงประหารธิดาหม่อมฉัน แล้วบั่นเป็นท่อน ส่งให้กษัตริย์เจ็ดแคว้นจริงหรือเพคะ! ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับก็ทรงพยายามข่มกลั้นพระอัสสุชลมิให้หลั่งไหล ทรงแสร้งตะคอกใส่พระชายาไปด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าว

“ ดูก่อนพระชายา ก็ธิดาท่านไยมาทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปไปเสียได้ ที่ผ่านมาท้าวเธอไม่ทรงติดพระทัยเอาความกับแคว้นเรา ก็ถือว่าเป็นบุญของแคว้นอย่างยิ่งแล้ว มาบัดนี้เมื่อความพินาศกำลังจักกล้ำกลายบ้านเมืองนอกจากหนทางตายแล้ว ไม่มีวิธีอื่น พระธิดาประภาวดีจักต้องรับผลแห่งความทะนงในรูปโฉมของตนด้วยความตายสถานเดียว! ”

จอมเทวีพอทรงสดับพระดำรัสแบบตัดเยื่อใยของพระสวามี ก็เหมือนหนึ่งว่าดวงพระทัยจักขาดเสียให้ได้ ค่อยๆเสด็จกลับตำหนักดังราวกับคนไร้ซึ่งวิญญาณ เมื่อทรงมาถึงพอทรงเห็นดวงเนตรของธิดาอันเป็นที่รักเต็มเปี่ยมไปด้วยพระอัสสุชล พระนางก็ทรงหลั่งน้ำพระเนตรตามไปด้วย จนผ่านไปพักใหญ่จึงทรงมีพระดำรัสตรัสปลอบบุตรสาว

“ ลูกเอ๋ย! บิดาเจ้าไม่อาจทำตามคำขอของแม่ได้ เห็นทีวันนี้เจ้าคงไม่แคล้วต้องไปสู่สำนักแห่งพระยายมเสียเป็นแน่ บุตรคนใดไม่เชื่อฟังบิดามารดาผู้เห็นประโยชน์แห่งลูกหลาน บุตรคนนั้นย่อมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเยี่ยงนี้แล ที่ผ่านมาหากเจ้าไม่ทิ้งราชากุสราชกลับแคว้นเรา วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องเช่นนี้แน่! ประภาวดีเอ๋ย! เสียงกลองที่ดังตึงๆ เสียงช้างศึกที่แผดกึกก้อง เจ้าเห็นตระกูลไหนยิ่งใหญ่กว่าตระกูลพระสวามีเจ้าหรือไม่? เหตุไฉนเจ้าจึงจากมา?

ประภาวดีเอ๋ย! เสียงนกยูงที่กู่ขับขาน เสียงกุมารร้องรำทำเพลง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักมีความสุขยิ่งกว่าตระกูลพระสวามีเจ้าหรือไม่? เหตุไฉนเจ้าจึงจากมา? ถ้าวันนี้พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมกษัตริย์ประทับอยู่ที่นี่ มีหรือกษัตริย์ทั้งเจ็ดจักกล้ามาแสดงกิริยาที่กำแหงเยี่ยงนี้ คงจะถูกจอมราชันขับไล่เสียจนแตกกระเจิงเสียเป็นแน่ แต่เจ้ากลับทำลายเกราะคุ้มภัยของเจ้าเองแล้วอย่างนี้เจ้าจักโทษใคร? ”

พระนางประภาวดีซึ่งบัดนี้ดวงเนตรทั้งสองล้วนแดงก่ำ ครั้นทรงสดับคำพระมารดาที่ว่า “ หากวันนี้พระเจ้ากุสราชประทับอยู่ที่นี่ ” ก็เหมือนหนึ่งคนที่เดินวกวนติดอยู่ในถ้ำที่มืดมิดแล้วจู่ๆก็พลันเห็นแสงสว่างส่องเข้ามาจากปากถ้ำ ทรงอุทานในพระทัย

“ ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ในพระราชวังของเรามิใช่หรือ เช้าที่ผ่านมายังทรงนำพระกายาหารมาวางไว้ที่หน้าห้องเราเลย จำเราจักบอกความจริงให้พระมารดาทราบเสียเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนี้โฉมงามแห่งแคว้นมัททะจึงตรัสกับจอมเทวี

“ ข้าแต่พระมารดา ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระ ปรีชาสามารถ เพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ในพระราชวังของเราแล้วนี่เพคะ! ไฉนยังจักถามหาพระองค์ อีก? ” มหาเทวีครั้นทรงสดับคำบุตรสาวก็ให้ทรงรู้สึกสงสารลูกเสียยิ่งนัก ทรงคิดว่าลูกตนคงจักกลัวตายเสียจนสติเลอะเลือน จึงตรัสปลอบ

“ โถ! ลูกแม่ เจ้าคงจักกลัวตายเสียจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วกระมัง หากพระเจ้ากุสราชประทับอยู่ที่นี่จริงมีหรือแม่จะไม่รู้? อย่าว่าแต่ทรงอยู่ในวังเลย เพียงแค่พระองค์เสด็จมาถึงกึ่งทางก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมายังแคว้นเราแล้ว แลยิ่งหากทรงรู้ว่าแคว้นเรากำลังมีเรื่องคอขาดบาดตาย มีหรือพระองค์จักไม่ทรงปรากฏพระวรกายออกมาช่วยเหลือ แต่พระเจ้ากุสราชที่เจ้าเพ้อคงจักกลัวตายเสียล่ะกระมัง จึงไม่เห็นแม้เงา! ”

โฉมงามเมื่อทรงเห็นพระมารดาไม่ทรงเชื่อจึงตรัส “ หากพระมารดาทรงไม่เชื่อ อย่างนั้นขอเชิญเสด็จไปที่ช่องพระแกลแล้วทอดพระเนตรไปที่โรงเครื่องต้นเถิดเพคะ พนักงานที่ทรงพระภูษาหยักรั้ง แลกำลังทรงก้มพระองค์ล้างถ้วยชามอยู่ นั่นก็คือราชากุสราช! แหละพระองค์ก็ประทับอยู่ที่วังเรามานานถึงเจ็ดเดือนแล้วเพคะคะ! ”

ลำดับนั้นพระมเหสีแคว้นมัททะพอทรงสดับคำพูดบุตรสาว พระองค์ก็ทรงจ้องสายพระเนตรไปที่ใบหน้านางเขม็ง เสมือนหนึ่งจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ขณะเดียวกันก็ทรงค่อยๆย่างพระบาทไปยังช่องพระแกล พอถึงก็ทอดพระเนตรไปตามที่นางบอก

ทันใดก็ทรงเห็นพระมหาสัตว์ในฉลองพระองค์ที่เก่าซอมซ่อ ดูแล้วไม่ต่างจากพวกทาสกรรมกร กำลังทรงก้มพระองค์ล้างถ้วยชามอยู่ พอทรงเห็นเช่นนั้นความสงสารที่มีให้บุตรสาวมื่อครู่ก็ถึงกับปลาตหายไปจนสิ้น ทรงเปลี่ยนไปเป็นพระโมโหโกรธาแทน ทรงเผลอพระองค์ตรัสบริภาษบุตรสาวไปทันใด

“ เหม่! ประภาวดี! เหตุไฉนเจ้าจึงเป็นหญิงจัณฑาลประทุษร้ายต่อตระกูลถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นถึงธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงพูดจาเปรียบเทียบพระสวามีด้วยชนชั้นต่ำเยี่ยงทาสกรรมกรได้? ” บุตรสาวเมื่อถูกตำหนิจึงตรัส

“ หม่อมฉันหาได้เป็นหญิงจัณฑาล แลหาได้ประทุษร้ายต่อตระกูลเหมือนดั่งคำพระมารดาไม่ ที่ทรงเห็นนั้นคือราชากุสราชพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราชจริงๆเพคะ พระราชาองค์ใดสามารถเชิญพราหมณ์สองหมื่นคนให้มาบริโภคอาหารในเวลาใดก็ได้ พระราชาองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช! พระราชาองค์ใดสามารถสั่งเตรียมช้างศึกสองหมื่นเชือก รถศึกสองหมื่นคันได้ในเวลาใดก็ได้ พระ ราชาองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช! หากแต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยผิดเองว่าท้าวเธอทรงเป็นทาสกรรมกร ขอถวายพระพร! ”

พระมเหสีแคว้นมัททะเมื่อทรงสดับคำพรรณนาพระอิสริยยศของพระมหาสัตว์ด้วยอาการที่หนักแน่นจากปากลูกสาว ก็ทรงดำริ “ ฤาลูกเราจักพูดความจริง เพราะดูจากท่าทางที่นางกล่าวเหมือนจักมิได้โกหก อย่างไรเสียเราควรไปทูลให้องค์เหนือหัวได้ทรงรับทราบไว้ก่อน ท่าจักดี! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทวีจึงตรัสกับบุตรสาวว่าให้จงอยู่ที่นี่ อย่าได้ไปไหน จากนั้นพระนางก็รีบเสด็จไปยังท้องพระโรงอีกครั้ง

เวลานั้นราชามัททะกำลังทรงย่างพระบาทวนไปเวียนมาอยู่ในห้องบรรทมครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทรงตัดสินพระทัยไป ไม่ทราบว่าตนทำถูกหรือผิด ครั้นทรงเหลือบมาเห็นพระชายาเสด็จกลับมาอีกด้วยความที่ยังทรงมีพระอารมณ์ขุ่นมัว จึงตรัสไปด้วยพระสุรเสียงอันกราดเกรี้ยว

“ ดูก่อนพระชายา! หากจักมาพูดให้เราเปลี่ยนใจล่ะก็ ขอจงกลับตำหนักไปเถิด! เราขอย้ำสิ่งที่เราพูดไปแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง! ” จอมเทวีเมื่อทรงสดับคำขับไล่ก็หาได้ทรงโกรธไม่ ทรงย่างพระบาทเข้าไปใกล้พระสวามีพร้อมกับตรัสให้จอมราชาทรงเย็นพระทัยก่อนจากนั้นก็ทรงเล่าเรื่องที่บุตรสาวบอก

พระเจ้ามัททะพอทรงสดับก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้หากเป็นจริงปัญหาที่หนักอกอยู่เวลานี้ก็พอจักมีทางแก้แล้ว แต่อย่างไรก็ยังมิทรงยอม เชื่อเสียทีเดียว จึงรีบเสด็จมายังตำหนักพระมเหสีพร้อมองค์เทวี

เมื่อเสด็จมาถึงก็ทรงเห็นบุตรสาวยังนั่งร้องไห้อยู่ จึงตรัสถาม “ ดูก่อนประภาวดี ที่แม่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือไม่? ” โฉมงามซึ่งขณะนี้พระพักตร์ยังนองไปด้วยน้ำตา พอทรงสดับคำถามพระบิดาจึงตรัส “ เป็นจริงเพคะ! ” ราชามัททะพอทรงได้รับคำยืนยันจากบุตรสาวก็ให้ทรงลิงโลดพระทัย แต่เพื่อความมั่นใจจึงทรงหันไปถามนางค่อมที่หมอบข้างๆอีกครั้งว่าเป็นจริงหรือไม่

นางขุชชาไม่รอให้องค์เหนือหัวตรัสจบ รีบทูลสวนไปว่าเป็นจริงเหมือนดั่งที่พระธิดาตรัสทุกประการ พอได้รับการยืนยันจากพระพี่เลี้ยงพระเจ้ามัททราชก็ทรงรู้สึกเหมือนดังได้ยกภูเขาออกจากพระอุระ ทรงรู้สึกปลอดโปร่งพระทัยเป็นยิ่งนัก แต่พอทรงหวนนึกถึงการกระทำของพระธิดาที่เอาแต่ใจ ปิดได้แม้กระทั่งเรื่องพระเจ้ากุสราชประทับอยู่ในวังนานถึงเจ็ดเดือนโดยไม่บอกให้ทรงทราบ ก็ทรงกลับมาพิโรธใหม่ จึงทรงตวาดบุตรสาวไปด้วยพระสุรเสียงอันดัง

“ เหม่! นางลูกไม่รักดี ไฉนเจ้าจึงมิได้รู้จักดีชั่วเอาเสียเลย ราชากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้ามีทแกล้วทหารกล้ามากมายเหลือคณานับ มีช้างศึกม้าศึกมากกว่ากองทัพใด ทรงมาพำนักอยู่ที่วังเรานานถึงครึ่งค่อนปีแต่เจ้ากลับเพิ่งมาบอก เจ้าทำเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เดี๋ยวรอให้พ่อเข้าเฝ้าพระองค์ก่อนแล้วจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้า! ”

หลังทรงติเตียนบุตรสาวยกใหญ่ สมเด็จพระราชาธิบดีก็เสด็จไปยังสำนักของพระมหาสัตว์ เมื่อทรงไปถึงก็ทรงมีพระปฏิสันถารกับราชันตกยากถึงความผิดบุตรสาวที่มิได้แจ้งให้พระองค์ทราบว่าจอมกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละได้เสด็จมาถึงแคว้นพระองค์ตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว ซ้ำยังปล่อยให้จอมราชันทรงปลอมเป็นพนักงานเครื่องต้นอยู่ได้ถึงตั้งครึ่งค่อนปี ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงถึงการขอขมาอย่างจริงพระทัย ราชามัททะจึงทรงคุกเข่าก้มลงกราบพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระชามาดา (ลูกเขย) แทนบุตรสาว

พระมหาสัตว์พอทรงเห็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ทรงก้มลงกราบพระองค์ ก็ทรงรีบเข้าไปประคองให้ทรงลุกขึ้นทันที จากนั้นจึงตรัส “ หม่อมฉันมิได้ปกปิดการมาของหม่อมฉันต่อพระองค์เลยพระเจ้าข้า แลพระองค์ก็มิได้ทรงมีความผิดใดที่หม่อมฉันจักต้องงดโทษให้ ” พระเจ้ามัททะพอทรงสดับคำพระชามาดาก็ให้ทรงดีพระทัย จึงทรงขอตัวกลับยังตำหนักพระมเหสีเพื่อแจ้งบุตรสาวให้มาขอโทษพระมหาสัตว์ด้วยตนเอง

พอเสด็จมาถึงราชามัททะก็ตรัสบริภาษธิดาผู้ก่อปัญหาอีกยกใหญ่จนกระทั่งสิ้นแรงจักตรัส จากนั้นจึงรับสั่งให้นางไปกราบขอขมาต่อพระเจ้ากุสราชเป็นการด่วน “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี! เจ้าจงรีบไปขอขมาต่อพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! ดูซิพระองค์ยังจักทรงประทานชีวิตให้กับเจ้าอีกหรือไม่! ” พระนางประภาวดีครั้นทรงได้รับพระบัญชาก็มิกล้าทรงอิดออด รีบเสด็จไปยังโรงเครื่องต้นพร้อมด้วยพระภคินีทั้งเจ็ดแลเหล่านางกำนัลจำนวนหนึ่งทันที

ฝ่ายพระ มหาสัตว์พอทรงทราบนางอันเป็นที่รักจักเสด็จมา จึงทรงดำริ “ วันนี้เราจักทำลายทิฐิการทะนงตนของแม่ประภาวดีให้จงได้ คอยดูเถอะ! ” พอทรงดำริดังนี้ ทันใดนั้นจอมราชันจึงทรงใช้พระหัตถ์ขวาจับปากโอ่งน้ำขนาดสองคนโอบที่มีน้ำอยู่เต็ม ยกขึ้นสูงเสมอพระอุระ จากนั้นก็ทรงใช้พระหัตถ์ซ้ายช้อนก้นโอ่งเทน้ำในโอ่งทั้งหมดลงบนลานดินโดยรอบ ยังผลทำให้พื้นดินรอบๆบริเวณโรงเครื่องต้นกลายเป็นดินโคลนเปียกแฉะไปทั่ว พอพระชายาผู้มีผิวพรรณดั่งทองคำเสด็จมาถึง จอมกษัตริย์ก็ทรงคอยชำเลืองดูว่านางจักทรงแสดงกิริยาเยี่ยงไรเมื่อเห็นพื้นเฉอะแฉะ

แต่ครั้งนี้มันช่างเป็นที่ผิดคาด พระนางประภาวดีเมื่อทรงเห็นพื้นเฉอะแฉะแทนที่จักทรงทำทีท่าขยักแขยง ที่ไหนได้องค์เทวีกลับทรงทรุดพระองค์ก้มลงกราบจอมราชันบนพื้นที่เฉอะแฉะ ราวกับว่าทรงถวายบังคมอยู่บนผืนพรมยังไงก็ยังงั้น มิได้ทรงสนพระทัยเลยว่าฉลองพระองค์ที่งดงามจักเปรอะจักเปื้อนหรือไม่ ทรงซบพระเศียรกอดพระบาทพระมหาสัตว์พร้อมกับสะอึกสะอื้นตรัส

“ ข้าแต่จอมไท้ผู้เปี่ยมเมตตา ๗เดือนที่ผ่านมาหม่อมฉันมิเคยถวายการรับใช้พระองค์เลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว หม่อมฉันรู้สึกสำนึกผิดถึงการกระทำของตนเสียยิ่งนัก หม่อมฉันสัญญา นับแต่นี้ไปไม่ว่าพระองค์จักทรงให้หม่อมฉันทำอะไร หม่อมฉันก็จักปฏิบัติตามทุกประการ โดยจักไม่แสดงท่าทีรังเกียจให้ทรงเห็นอีกเลย ขอพระองค์โปรดทรงให้อภัยในความโง่เขลาของหม่อมฉันด้วยเถิด หากพระองค์ไม่ทรงอภัย เห็นทีพระบิดาคงจักให้เพชฌฆาตประหารหม่อมฉัน แล้วตัดร่างหม่อมฉันออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้กษัตริย์ทั้งเจ็ดเป็นแน่! ”

พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำขออภัยจากนาง ซึ่งไม่ทรงคาดคิดว่าจักทรงได้ยินคำพูดเหล่านี้หลุดจากปากหญิงอันเป็นที่รัก ก็ทรงดำริ “ ครั้งนี้หากเราไม่อภัยนาง เห็นทีนางต้องหัวใจแตกสลายเสียเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักปลอบนางให้คลายกังวลเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมราชันแห่งแคว้นมัลละจึงตรัส

“ ดูก่อนประภาวดีน้องพี่ เมื่อน้องยอมลดศักดิ์ศรีมาขอขมาพี่เยี่ยงนี้ มีหรือพี่จักไม่ให้อภัย พี่ไม่เคยโกรธเจ้าผู้มีผิวประดุจรัศมีแขเลย โปรดอย่าได้กังวล พี่ขอสัญญา นับแต่นี้ไปพี่จักไม่แกล้งเจ้าอีก ที่ผ่านมาหากพี่โกรธเจ้าจริง ด้วยความสามารถของพี่ มีหรือบ้านเมืองของน้องจักดำรงคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่เพราะพี่รักเจ้าต่างหากถึงสู้ยอมลำบากมาเป็นพนักงานเครื่องต้นคอยปรุงอาหารให้เจ้าเสวย เจ้าคงจักเห็นถึงความจริงใจที่พี่มีต่อเจ้าแล้วซินะ เอาล่ะบัดนี้เมื่อพี่ยังอยู่ทั้งคน กษัตริย์ใดยังจักกล้ามาแย่งเอามเหสีของพี่ไปอีกก็ลองดู ถ้ามันไม่กลัวว่าหัวจักหลุดจากบ่า! ”

ตรัสแล้วราชากุสราชก็ทรงก้มพระองค์ลงประครองพระชายาให้ทรงลุกขึ้น พร้อมกับบอกให้นางไปคอยอยู่บนตำหนักก่อน จากนั้นจอมราชันก็เสด็จออกจากโรงเครื่องต้นไปยังพระลานหลวง เมื่อทรงไปถึงก็ทรงประกาศบันลือสีหนาทเปล่งพระสุรเสียงกู่ก้อง จนสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งพระนคร ยัง ผลให้ชาวบ้านร้านถิ่นตลอดจนเหล่าข้าราชบริพาร ต่างพากันตระหนกตกใจ รีบเปิดหน้าต่างประตูออกมาดูกันพรึบพรับว่ามันเกิดเหตุอันใดขึ้น

จากนั้นจอมราชันก็ทรงตบพระหัตถ์ติดๆกัน พร้อมกับทรงเปล่งพระสุรเสียงประกาศก้อง “ ดูก่อนชาวสาคละทั้งหลาย เราราชากุสราชพระชามาดาแห่งแคว้นท่าน เราขอประกาศว่าจักจับเป็นกษัตริย์ทั้งเจ็ดมาให้ท่านได้ประจักษ์เต็มสองตา! ขอพวกท่านจงคอยดูเถิด ”

หลังจากที่ทรงประกาศศักดาอย่างเป็นที่เอิกเกริก จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละก็เสด็จไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามัททะเพื่อทรงขอยืมไพร่พลอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนช้างศึกม้าศึกต่อท่านพ่อตา พร้อมกับตรัสให้พระสัสสุระทรงไปสรงสนานแลพักผ่อนคลายพระอิริยาบถให้เป็นที่สำราญ ส่วนเรื่องการศึกนั้นไว้เป็นหน้าที่ของพระองค์เอง ราชามัททะพอทรงสดับคำพระชามาดาก็ให้ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงหันไปตรัสกับเหล่าข้าราชบริพารให้ทำการอุปัฏฐากจอมราชันแทนพระองค์ด้วย จากนั้นก็เสด็จขึ้นปราสาทไป

บรรดาเสนาอำมาตย์พอรับพระบัญชาก็สั่งให้ทหารกั้นพระวิสูตร (ม่าน) ล้อมโรงเครื่องต้นทันที จากนั้นก็ให้ช่างกัลบกเข้าไปตัดพระเกศาแลปลงพระมัสสุ (หนวด)ของพระมหาสัตว์ หลังจากตัดผมโกนหนวดเสร็จก็อัญเชิญพระเจ้ากุสราชให้ทรงสรงสนานชำระพระวรกาย จากนั้นเจ้าพนักงานก็ได้นำเครื่องทรงแลเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์มาแต่งให้กับจอมราชัน แล้วจึงอัญเชิญจอมกษัตริย์ให้เสด็จขึ้นสู่สีหบัญชรเพื่อทอดพระเนตรกองทัพข้าศึกที่ล้อมเมือง

ราชากุสราชเมื่อทรงยืนอยู่หน้าสีหบัญชรก็ทรงกวาดสายพระเนตรไปรอบๆพร้อมกับทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ จากนั้นจึงทรงปรบพระหัตถ์ติดๆกัน เสียงดังฉานๆๆ พร้อมกับทรงเปล่งพระสุรเสียงประกาศก้อง “ ดูก่อนชาวเมืองทั้งหลาย ขอพวกท่านจงคอยดูเราจัดการกับพวกข้าศึกเหล่านี้เถิด ”

เพลานั้นเหล่านางสนมกำนัลตลอดจนพระภคินีของพระนางประภาวดีพอทราบว่าพระ เจ้ากุสราชเสด็จขึ้นยังสีหบัญชร ต่างก็พากันเปิดหน้าต่างออกมาดูพระกิริยาท่าทางของพระองค์กันอย่างตื่นตาดื่นใจ ขณะนั้นมหาดเล็กผู้หนึ่งได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้พระเจ้ามัททะได้ทรงจัดเตรียมช้างศึกม้าศึกพร้อมไพร่พลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงบัญชามาเถิดว่าจักให้ออกศึกเมื่อใด

จอมราชันพอทรงสดับจึงเสด็จลงจากสีหบัญชรขึ้นประทับบนคอช้างใต้เศวตฉัตรที่ประดับด้วย อัญมณีหลากสีสันอันเป็นที่วิจิตร เพื่อจักทรงเตรียมไส้ช้างออกทำศึก แต่ก่อนจักทรงไสช้างออกประตูเมืองพระองค์ได้ตรัสให้ทหารไปทูลอัญเชิญพระนางประภาวดีให้เสด็จมาพบ

พอโฉมงามแห่งแคว้นมัททะเสด็จมาถึงพระองค์ก็ทรงอุ้มนางขึ้นประทับบนอาสน์ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์(ด้านหลัง) อันมีจตุรงคินีเสนา (กองกำลังพล ๔ เหล่าที่ประกอบด้วย เหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ แลเหล่าราบ) แวดล้อมเป็นกระบวนทัพ จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้เคลื่อนพลออกทางประตูเมืองด้านทิศปราจีน

ทันทีที่ทัพพระมหาสัตว์ทรงเคลื่อนพลพ้นกำแพงเมือง จอมกษัตริย์ได้ตรัสให้หยุดทัพอยู่ที่หน้ากำแพงก่อน จากนั้นก็ทรงไส้ช้างออกไปยืนอยู่หน้าไพร่พลแต่เพียงผู้เดียว ทรงกวาดพระเนตรไปมาดูทัพข้าศึกที่ตั้งประจันหน้า แล้วจู่ๆพระองค์ก็ทรงบันลือสีหนาทเปล่งพระสุรเสียงออกไปจนสะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาบริเวณแถบนั้น ยังผลให้เหล่าข้าศึกถึงกับแก้วหูอื้อกันไปตามๆกัน จากนั้นจึงทรงประกาศกึกก้องต่อเหล่าข้าศึก “ ดูก่อนเจ้าผู้มีใจบังอาจทั้งหลาย เราราชากุสราชราชบุตรแห่งพระเจ้าโอกกากราช ใครที่ยังรักตัวกลัวตายก็จงยอมสยบให้กับเราบัดเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นพวกเจ้าทุกคนจักต้องกลายเป็นผีหัวขาด! ”

กษัตริย์ทั้ง ๗ พอทรงสดับพระสุรสีหนาทที่ทรงบันลือประดุจราชสีห์คำราม แลทอดพระเนตรเห็นพระรูปกายอันสูงใหญ่กำยำเกินกว่าบุรุษทั่วไปถึงเกือบเท่าตัว ต่างก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนถึงกับพระหัตถ์อ่อน แม้แต่อาวุธที่ทรงถืออยู่ก็ยังมิอาจจักกำไว้ได้ ต้องปล่อยให้ร่วงหล่นพื้นดังเกรียวกราว

ต่างองค์ต่างไม่ยอมพูดจาให้เสียเวลา พอทรงไสช้างหันหลังกลับได้ ต่างก็หนีเอาตัวรอดกันไปคนละทิศคนละทาง ปล่อยให้เหล่าไพร่พลแตกตื่นขวัญเสีย พากันทิ้งอาวุธหนีตามผู้เป็นนาย ดังราวกับฝูงมฤคได้ยินเสียงคำรามของพญาราชสีห์ยังไงก็ยังงั้น! เกิดเป็นความโกลาหลจนกองทัพต้องระส่ำระสายไม่เป็นรูปขบวน

เพลานั้นท้าวสักกะผู้ทรงเฝ้าตามพระมหาสัตว์มาโดยตลอด เมื่อทรงเห็นราชากุสราชมีชัยเหนือกษัตริย์ทั้งเจ็ดได้อย่างราบคาบโดยมิต้องเสียเลือดเสียเนื้อ มเหสักขเทวราชก็ทรงชื่นชมในความ สามารถของพระมหาสัตว์เป็นยิ่งนัก จึงเสด็จลงจากดาวดึงส์ภพทรงมาลอยพระองค์ปรากฏยังเบื้องพระพักตร์ของจอมราชัน พร้อมกันนั้นก็ทรงมอบลูกแก้ววิเศษชื่อ “ เวโรจนะ ” ให้กับพระมหาสัตว์เป็นรางวัล

จอมกษัตริย์เมื่อทรงเห็นเทพราชาเสด็จลงจากฟากฟ้ามาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์ ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พอจอมเทพทรงยื่นลูกแก้ววิเศษมาให้ พระองค์ก็ทรงรีบยื่นพระหัตถ์ออกไปรับทันที

บัดนั้นเองปรากฏการณ์อันแสนมหัศจรรย์ก็พลันบังเกิด ทันทีที่พระหัตถ์ของพระมหาสัตว์สัมผัสกับลูกแก้ว พระพักตร์ที่ดูขี้ริ้วไม่งดงามของจอมกษัตริย์ ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นผ่องใสเรืองรองราวกับเทพบุตรจำแลงมายังไงก็ยังงั้น! ยังผลให้เหล่าไพร่พลทั้งสองฝ่ายที่เห็นปรากฏการณ์อันแสนประหลาด ต้องถึงกับตกตะลึงกันไปตามๆกัน จนมิอาจที่จักรบราฆ่าฟันกันได้อีก

หลังจากทรงมีชัยเหนือข้าศึกราชากุสราชก็ทรงนำทัพกลับเข้าเมือง จากนั้นก็ทรงบัญชาให้ทหารไปจับกษัตริย์ทั้ง ๗ กลับมา เมื่อทหารนำกษัตริย์ทั้งเจ็ดมาถึงพระมหาสัตว์ได้ทูลพระสัสสุระ “ ข้าแต่มหาราช กษัตริย์ทั้งเจ็ดนี้มีใจเหิมเกริม กล้าบังอาจยกทัพมารุกรานแคว้นพระองค์ บัดนี้พวกเขาได้ตกอยู่ใต้พระราชอำนาจแห่งพระองค์แล้ว ขอโปรดทรงวินิจฉัยเถิดว่าจักทรงลงโทษพวกเขาสถานใด! ”

ราชามัททะเมื่อทรงสดับคำพระมหาสัตว์ก็มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ทรงนิ่งอยู่ครู่ จากนั้นจึงตรัส “ ข้าแต่จอมราชัน! พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ขอพระองค์โปรดทรงเป็นผู้ตัดสินเถิด หากพระองค์ประสงค์เช่นไรก็ให้เป็นไปตามนั้น! ” พระเจ้ามัททะเพื่อจะทรงหลีกเลี่ยงมิให้ผิดพ้องหมองใจกับแคว้นทั้งเจ็ด จึงโยนหน้าที่ตัดสินมาให้พระมหาสัตว์แทน ด้านพระชามาดาก็ทรงรู้เท่าทันความคิดของพระสัสสุระ จึงทรงดำริ

“ ประโยชน์อันใดที่เราจะไปฆ่ากษัตริย์เหล่านี้เล่า การยกทัพมาของพวกเขายังถือเป็นคุณกับเราเสียอีก เพราะทำให้น้องประภาวดีหันกลับมารักเรา ฉะนั้นการมาของพวกเขาก็จงอย่าได้สูญเปล่าเลย จำเราจักยกพระภคินีทั้ง ๗ ของแม่ประภาวดีให้เป็นรางวัลตอบแทนก็แล้วกัน! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมราชาแห่งแคว้นมัลละจึงตรัส ออกไปด้วยพระสุรเสียงอันดัง

“ ดูก่อนท่านทั้งเจ็ด ในเมื่อองค์เหนือหัวมัททราชทรงมอบหมายหน้าที่ให้เราเป็นผู้ตัดสินความ พวกท่าน ฉะนั้นขอพวกท่านจงตั้งใจฟังคำตัดสินของเราให้ดี ด้วยพระราชาแห่งแคว้นมัททะทรงมีพระธิดาที่ทรงรูปโฉมอยู่ถึง ๗ นาง แลแต่ละนางต่างก็ยังไม่ทรงมีคู่หมั่นหมาย

ถึงแม้การมาของพวกท่านคราแรกจักถือเป็นโทษ แต่บัดนี้ถือว่าเป็นคุณเพราะแคว้นมัททะและแคว้นทั้งเจ็ดของพวกท่านจักได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน สมเด็จพระราชาธิบดีมัททราชทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา พระองค์จึงทรงคิดจักยกพระธิดาทั้ง ๗ ให้เป็นพระมเหสีของพวกท่าน ไม่ทราบพวกท่านเห็นเป็นเช่นไร? ”

กษัตริย์ทั้ง๗คราแรกต่างก็พากันหมดอาลัยตายอยากคิดว่าพวกตนคงไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าพรุ่งนี้แน่ แต่พอฟังคำตัดสินของพระมหาสัตว์ก็เหมือนหนึ่งว่ามัจฉาที่ถูกจับขึ้นบก แล้วจู่ๆก็ถูกจับโยนลงทะเลไปใหม่ มันช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อเสียจริงๆ! ต่างพากันทรุดพระองค์ลงถวายบังคมพระมหาสัตว์เพื่อแสดงถึงความขอบพระทัยอย่างสุดซึ้ง

หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆจบลงด้วยดี ถัดจากนั้นไม่กี่วันพระมหาสัตว์ก็ทรงขอพระราชอนุญาตราชามัททะพาพระมเหสีประภาวดีเสด็จกลับแคว้นมัลละ ระหว่างทางขณะที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ในราชรถ พระฉวีวรรณและพระรูปโฉมของจอมกษัตริย์ที่ทรงเปลี่ยนไปทำให้จอมราชันทรงดูสง่างาม จนแทบจักกล่าวได้ว่ามิได้ทรงยิ่งหย่อนไปกว่าพระชายาเลยแม้แต่น้อย!

ย้อนมาที่แคว้นมัลละ มเหสีสีลวดีพอทรงทราบข่าวการเสด็จกลับกรุงกุสาวดีของบุตรรัก พระนาง ก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศข่าวมงคลนี้ให้กับประชาชนทั่วแคว้นรับทราบ พร้อมกันนั้นก็ทรงให้ทุกครัวเรือนตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงามเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับจอมราชัน

พอขบวนเสด็จของพระมหาสัตว์เคลื่อนเข้าใกล้เขตพระนครชั้นนอก จอมเทวีก็ทรงบัญชาทหารกองเกียรติยศให้นำเครื่องราชบรรณาการตามพระองค์แลพระชยัมบดีออกไปต้อนรับพระมหาสัตว์ถึงยังเขตนครชั้นนอกด้วยพระองค์เอง เมื่อขบวนเสด็จพระ เจ้ากุสราชผ่านเข้ากำแพงเมือง พระมหาสัตว์ได้ทรงสั่งให้ทำประทักษิณพระนครเพื่อเป็นการแสดงการคารวะต่อพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง

ระหว่างที่ขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านบ้านเรือนประชาชนเหล่าผู้คนที่รอรับเสด็จต่างพากันส่งเสียงไชโยโห่ร้องกันจนสนั่นกึกก้อง เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีที่พวกเขามีให้ต่อพระราชาของตน จอมราชันครั้นทรงเห็นถึงความรักความภักดีที่เหล่าพสกนิกรมีให้ต่อพระองค์ จึงทรงประกาศให้มีการเฉลิมฉลองแลการละเล่นมหรสพสมโภชเพื่อเปิดโอกาสให้เหล่าชาวเมืองได้ชมการละเล่นกันให้เป็นสนุกสนานเป็นเวลาถึง ๗ วัน ๗ คืน

ในกาลนั้นพระเจ้ากุสราชแลพระนางประภาวดีต่างก็ทรงสมัครสมานสามัคคีรักใคร่กัน ทรงช่วยกันปกครองพระราชอาณาจักรกรุงกุสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป ตลอดพระชนมายุของทั้ง ๒ พระองค์…

พอพระศาสดาตรัสชาดกเรื่องนี้จบ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมก็บรรลุโสดาปัตติผลกลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในสายวันนั้นเอง .

หมายเหตุ :
พระเจ้าโอกกากราชในกาลนั้น ก็คือ พระเจ้าสุทโทธนะ
พระมเหสีสีลวดีในกาลนั้น ก็คือ พระนางศิริมหามายา
พระชยัมบดีราชกุมารในกาลนั้น ก็คือ พระอานนท์
นางค่อมในกาลนั้น ก็คือ นางขุชชุตตราอุบาสิกา
พระนางประภาวดีในกาลนั้น ก็คือ พระนางยโสธรามารดาของพระราหุล
และ
พระเจ้ากุสราชในกาลนั้น ก็คือ พระบรมศาสดา

ที่มาของเรื่อง .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

สืบ ธรรมไทย

ที่มา : .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

17,138






   

 ธรรมะไทย