กุสราชมหาสัตว์( ภาค ๓ ) เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

กุสราชมหาสัตว์ ๓

องค์มเหสีพอทรงสดับก็ทรงรู้สึกสงสารบุตรสาวเป็นอย่างยิ่ง ทรงคิดว่านางคงจักกลัวความตายเสียจนสติเลอะเลือนแล้วเป็นแน่ ดังนั้นจึงตรัสปลอบว่า “ โถ! ลูกแม่ เจ้าคงจักกลัวตายเสียจนสติเลอะเลือนแล้ว หากพระเจ้ากุสราชเสด็จมาจริงทำไมแม่จะไม่รู้เล่า? แค่พระองค์เสด็จมาถึงกึ่งทางก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมายังแคว้นเราแล้ว แต่พระเจ้ากุสราชที่ลูกว่านั้นคงจักกลัวตายกระมัง จึงมิกล้าปรากฏกายให้เห็น! ” พระราชธิดาประภาวดีพอทรงสดับจึงตรัสว่า “ หากพระมารดาไม่ทรงเชื่ออย่างนั้นขอจงเสด็จไปที่บานพระแกลแล้วทรงทอดพระเนตรไปที่โรงเครื่องต้นซิเพคะ พนักงานเครื่องต้นที่ทรงพระภูษาหยักรั้ง แหละกำลังทรงก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ นั่นก็คือพระเจ้ากุสราชที่ลูกเอ่ยถึง แหละพระองค์ก็ทรงประทับอยู่ที่นี่เป็นเวลาถึงเจ็ดเดือนแล้วเพคะ! ”

ลำดับนั้นองค์พระมเหสีพอทรงสดับคำพูดบุตรสาวจึงทรงเพ่งสายพระเนตรไปที่ใบหน้านาง ขณะเดียวกันก็ทรงค่อยๆย่างพระบาทไปยังบานพระแกล พอเสด็จถึงก็ทรงทอดพระเนตรไปตามที่พระราชธิดาตรัส บัดนั้นก็ทรงเห็นพระมหาสัตว์ทรงกำลังล้างหม้ออยู่ดังว่า พอทรงเห็นดังนั้นพระมเหสีแห่งแคว้น มัททะก็ถึงกับทรงเผลอพระองค์ตรัสบริภาษลูกสาวด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า “ ประภาวดี! เจ้านี่ช่างเป็นหญิงจัณฑาลประทุษร้ายต่อตระกูลเสียนี่กระไร เจ้าเกิดในตระกูลพระเจ้ามัททราชเหตุใดจึงเปรียบพระสวามีเยี่ยงทาสเล่า? ” องค์เทวีเมื่อทรงถูกตำหนิจึงตรัสว่า “ หม่อมฉันหาได้เป็นหญิงจัณฑาล แลหาได้เป็นหญิงประทุษร้ายต่อตระกูลเหมือนดั่งพระมารดาตรัสไม่ ที่ทรงเห็นนั้นคือพระเจ้ากุสราช พระโอรสของพระเจ้าโอกกากราชจริงๆเพคะ พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญให้พราหมณ์สองหมื่นคนมาบริโภคอาหารเวลาใดก็ได้ พระราชาพระ องค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช พระราชาพระองค์ใดทรงสั่งทหารให้จัดเตรียมช้างศึกได้สองหมื่นเชือก จัดเตรียมรถศึกได้สองหมื่นคันในเวลาใดก็ได้ พระราชาพระองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยผิดเองว่าพระองค์ทรงเป็นทาส ขอถวายพระพร! ”

มเหสีแคว้นมัททะเมื่อทรงสดับคำพรรณนาถึงพระอิสริยยศของพระมหาสัตว์จากพระราชบุตรีด้วยพระอาการที่หนักแน่นขึงขัง ไม่ทรงสะทกสะท้านแต่อย่างใด ก็ทรงดำริขึ้น“ ฤาลูกคนนี้จักกล่าวความจริงแก่เรา ดูจากท่าทางขึงขังที่นางพูด ดูเหมือนว่านางจักมิได้โกหก เห็นทีเราควรไปทูลให้เสด็จพี่รับทราบไว้ก่อนท่าจักดี ” พอทรงดำริดังนั้นจึงรีบเสด็จไปยังท้องพระโรงกราบทูลให้ราชามัททะทรงทราบทันที

พระราชาธิบดีพอทรงสดับจึงรีบเสด็จมายังพระตำหนักของพระชายาทันใด เมื่อเสด็จมาถึงเห็นบุตรสาวที่ไม่รักดียังนั่งร้องไห้อยู่ จึงตรัสถามไปว่า“ ดูก่อนประภาวดี! สิ่งที่แม่เจ้ากล่าวมาเป็นจริงหรือไม่? ” พระราชธิดาพอทรงสดับจึงกราบทูลว่า “ เป็นจริงเพคะ ” เมื่อทรงได้ยินดังนั้นก็ทรงแช่มชื่นพระทัยขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ทรงยอมเชื่อเสียทีเดียว ทรงหันไปตรัสถามนางค่อมที่หมอบอยู่ว่าเป็นจริงหรือไม่ นางขุชชาพอฟังรีบยืนยันไปว่าเป็นจริงทุกประการตามที่พระราชธิดาตรัส พอได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นจากพระพี่เลี้ยงจอมราชาจึงตรัสบริภาษบุตรสาวว่า “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี! ไฉนเจ้าจึงเป็นผู้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย พระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้ามีทแกล้วทหารกล้ามากมายนัก มีช้างศึกม้าศึกมากกว่ากองทัพใด ทรงมาพำนักที่ยังพระราชวังเราตั้งแต่เจ็ดเดือนที่แล้วแต่เจ้ากลับเพิ่งมาบอกให้พ่อทราบ เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เดี๋ยวรอพ่อเข้าเฝ้าพระองค์เสร็จก่อน แล้วจะมาคิดบัญชีกับเจ้า! ”

ครั้นทรงติเตียนบุตรสาวแล้วพระราชามัททะก็รีบเสด็จไปยังสำนักของพระมหาสัตว์โดยพลัน ทรงมีพระปฏิสันถารกับจอมราชันย์ถึงความผิดบุตรสาวที่มิได้แจ้งให้พระองค์ทราบว่าพระมหาสัตว์ได้เสด็จมาถึงแคว้นมัททะตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว แลได้ทรงปลอมพระองค์เป็นพนักงานเครื่องต้น เพื่อเป็นการแสดงถึงการขอโทษอย่างจริงพระทัย ราชามัททะจึงทรงคุกเข่าก้มลงกราบพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระชามาดา (ลูกเขย) แทนบุตรสาว พระมหาสัตว์พอทรงเห็นพระสัสสุระ(พ่อตา)ทรงก้มกราบตน ก็ทรงรีบเข้าไปประคองให้ลุกขึ้นทันที จากนั้นได้ตรัสกับพ่อตาว่า “ หม่อมฉันมิได้ปกปิดข่าวการมาของหม่อมฉันต่อพระองค์เลยพระเจ้าข้า แลพระองค์ก็มิได้ทรงมีความผิดใดที่หม่อมฉันจักต้องงดโทษให้ ” พระเจ้ามัททะพอทรงสดับคำพูดของพระเจ้ากุสราชก็ทรงให้ดีพระทัย จึงเสด็จกลับยังพระตำหนักของพระชายาพร้อมกับตรัสให้พระนางประภาวดีไปกราบขอโทษพระมหาสัตว์ว่า “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี เจ้าจงรีบไปขอขมาโทษต่อพระเจ้ากุสราชบัดเดี๋ยวนี้! ดูซิว่าพระองค์จักทรงประทานชีวิตให้เจ้าหรือไม่ ” พระนางประภาวดีครั้นสดับพระดำรัสของพระบิดา จึงพร้อมด้วยพระภคินีทั้งเจ็ดและบรรดานางบริจาริกาเป็นจำนวนมาก พากันเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์โดยพลัน

ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ได้ทรงคำนึงอยู่ในพระทัยว่า “ วันนี้เราจักทำลายทิฐิของแม่ประภาวดีให้จงได้ จักต้องให้นางหมอบลงบนโคลนใกล้กับเท้าเราให้ได้ คอยดูเถอะ! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงทรงเทน้ำลงบนดินรอบๆบริเวณที่ประทับจนเกิดเป็นปลักโคลนน้อยๆขึ้นมา พอพระนางประภาวดีเสด็จมาถึงจักทรงก้มลงกราบขอโทษ ก็จำต้องทรงหมอบลงในปลักโคลนใกล้พระบาทของพระมหาสัตว์โดยปริยาย เพลานั้นพระนางประภาวดีผู้มีผิวพรรณดั่งเทพธิดา เมื่อพระวรกายทรงเปื้อนเปรอะโคลนพระนางกลับมิได้ทรงรู้สึกขยักแขยงแม้แต่น้อย ทรงซบพระเศียรลงกอดพระยุคลบาทของพระเจ้ากุสราชพร้อมกับตรัสขออภัยโทษต่อพระองค์ว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ราตรีตลอดเจ็ดเดือนที่ล่วงไปหม่อมฉันมิเคยได้อยู่รับใช้พระองค์เลย หม่อมฉันรู้สึกสำนึกผิด ฉะนั้นจักขอชดเชยความผิดนี้ตามแต่พระองค์จักทรงบัญชา ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธโกรธกริ้วหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอปฏิญาณว่านับแต่นี้ไปหม่อมฉันจะไม่รังเกียจเดียดฉันในรูปโฉมพระองค์แม้แต่น้อย หากพระองค์ไม่ทรงอภัยหม่อมฉัน เห็นทีพระบิดาคงจักตรัสให้นายเพชฌฆาตประหารหม่อมฉัน แล้วตัดแบ่งเป็นท่อนส่งไปให้กษัตริย์ทั้งเจ็ดเป็นแน่! ” ราชากุสราชเมื่อทรงสดับคำขออภัยโทษจากพระชายาก็ทรงดำริขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่ให้อภัยนางเห็นทีนางคงจักต้องหัวใจแตกสลายเป็นแน่ จำเราจักปลอบใจนางให้คลายความกังวลเสียถิด ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนประภาวดี เมื่อน้องขอมามีหรือที่พี่จักไม่ทำตาม พี่ไม่เคยโกรธน้องเลยนะ เจ้าผู้มีผิวประดุจรัศมีจันทร์ โปรดอย่ากังวลเลย พี่ขอสัญญาแต่นี้ต่อไปพี่จักไม่กลั่นแกล้งเจ้าอีก ที่ผ่านมาถ้าพี่โกรธเจ้าด้วยความสามารถของพี่มิใช่อวดตน บ้านเมืองของเจ้ามีหรือที่จักดำรงอยู่ได้จนถึงป่านนี้ แต่เพราะพี่รักเจ้าต่างหากจึงสู้ยอมทนลำบากมาเป็นพนักงานเครื่องต้นปรุงอาหารให้เจ้าเสวย เจ้าคงจักเห็นในความรักของพี่แล้วนะ เอาล่ะบัดนี้เมื่อพี่ยังอยู่ทนโท่กษัตริย์เหล่าใดยังจักใจกล้ามาแย่งชิงเอาพระมเหสีของพี่ไปอีกก็ลองดู ถ้ามันไม่กลัวหัวหลุดจากบ่า! ”

เมื่อทรงมีพระดำรัสดังนี้จอมราชันย์กุสราชก็เสด็จลงไปยังพระลานหลวงประดุจราชสีห์ย่างกราย ทรงประกาศบันลือสีหนาทเปล่งพระสุรเสียงกู่ร้องสนั่นกึกก้องไปทั่วพระลานหลวง จากนั้นได้ทรงตบพระหัตถ์พร้อมกับทรงมีพระดำรัสตรัสกับชาวเมืองที่ออกมาดูว่า “ ดูก่อนชาวสาคละนคร เราราชากุสราชพระชามาดาแห่งแคว้นมัททะ บัดนี้เราจักจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ ให้ท่านทั้งหลายได้ประจักษ์เห็นเต็มสองตา! ” หลังจากทรงประกาศศักดานุภาพต่อหน้าชาวเมืองแล้ว จอมกษัตริย์ก็เสด็จกลับมายังเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้ามัททะเพื่อจักทรงขอยืมไพร่พลแลอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนช้างศึกม้าศึกต่อพระราชาธิบดีว่า “ ข้าแต่ท่านพระสัสสุระ ขอพระองค์โปรดเสด็จไปทรงสรงสนาน แลพักผ่อนคลายพระอิริยาบถให้เป็นที่สบายพระทัยเถิด เรื่องการศึกไว้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเอง! ” ราชามัททะพอทรงสดับดังนั้นก็ให้ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงหันไปตรัสกับเหล่าอำมาตย์ให้ช่วยทำการอุปัฏฐากจอมราชันย์แทนพระองค์ด้วย จากนั้นจึงเสด็จกลับขึ้นปราสาท

บรรดาอำมาตย์พอรับพระบัญชาต่างก็พากันจัดแจงกั้นพระวิสูตรล้อมรอบประตูห้องเครื่องต้นทันที จากนั้นก็ให้เจ้าพนักงานช่างกัลบกเข้าไปตัดพระเกศา ปลงพระมัสสุ (หนวด) แล้วเชิญเสด็จพระเจ้ากุสราชไปทรงสรงสนานชำระพระเศียรเกล้า หลังจากทรงสรงน้ำเสร็จเจ้าพนักงานได้นำเครื่องทรงแลเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์มาแต่งให้กับพระองค์ จากนั้นจึงอัญเชิญพระมหาสัตว์เสด็จขึ้นสู่สีหบัญชรเพื่อทรงทอดพระ เนตรทัพข้าศึกที่ยกมาล้อมเมือง จอมราชาเมื่อทรงยืนอยู่หน้าสีหบัญชรได้ทรงมองออกไปรอบๆพร้อมกับทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ จากนั้นก็ทรงปรบพระหัตถ์อยู่ฉานๆ แล้วจึงตรัสว่า “ ท่านทั้งหลายจงคอยดูเราจัดการกับพวกข้าศึกเหล่านี้เถิด ” บรรดานางสนมนางกำนัลเมื่อทราบว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จขึ้นยังสีหบัญชร ต่างก็พากันเปิดหน้าต่างออกมาดูท่าทางที่พระองค์ทรงเยื้องกรายแลปรบพระหัตถ์กันอย่างตื่นตาตื่นใจ

เพลานั้นมหาดเล็กได้มาถวายรายงานว่าบัดนี้พระเจ้ามัททะได้ทรงจัดเตรียมช้างศึกพร้อมไพร่พลให้กับพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอทรงสดับดังนั้นพระมหาสัตว์จึงเสด็จลงจากสีหบัญชร แล้วทรงขึ้นประทับบนคอช้างซึ่งมีเศวตฉัตรประดับด้วยอัญมณีอันวิจิตรตระการตา ก่อนจักทรงไสช้างออกศึกพระองค์ได้ตรัสให้ทหารไปพาพระนางประภาวดีมาพบพระองค์ พอพระนางมาถึงพระองค์ก็ทรงให้องค์เทวีเสด็จขึ้นประทับบนอาสน์ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์(ด้านหลัง) อันมีจตุรงคินีเสนา ( กองทัพที่ประกอบด้วยกำลังพล ๔ เหล่า คือ เหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ และ เหล่าราบ ) แวดล้อมเป็นกระบวนทัพ จากนั้นจึงเสด็จออกศึกทางประตูด้านทิศปราจีน

กองทัพของพระมหาสัตว์พอเคลื่อนพลออกพ้นกำแพงเมืองจอมกษัตริย์ได้ตรัสให้หยุดทัพ อยู่ที่หน้ากำแพงก่อน จากนั้นพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรดูทัพข้าศึกที่ตั้งประจันหน้าพร้อมกับทรงเปล่งพระสุรสีหนาท ออกไปว่า “ ดูก่อนเจ้าผู้มีใจบังอาจทั้งหลาย เราคือราชากุสราชพระราชบุตรแห่งพระเจ้าโอกกากราช ใครที่ยังรักชีวิตอยู่ก็จงยอมอ่อนน้อมให้กับเราเสียบัดนี้เถิด! ” กษัตริย์ทั้ง ๗ พอทรงทอดพระเนตรเห็นพระรูปร่างอันสูงใหญ่กำยำเกินกว่าบุรุษทั่วไปถึงเท่าตัว พระสุรสีหนาทที่ทรงบันลือประดุจราชสีห์คำราม ต่างก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนถึงกับพระหัตถ์พระบาทอ่อน แม้แต่พระขรรค์ที่ทรงถืออยู่ก็ยังปล่อยให้ร่วงหล่นพื้นดังเกรียวกราว แต่ละองค์ต่างไสช้างหันหลังกลับหนีแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง ราวกับฝูงมฤคได้ยินเสียงคำรามของพญาราชสีห์ปานฉะนั้น ฝ่ายไพร่พลทั้งหลายเมื่อเห็นผู้เป็นนายของตนต่างก็รักตัวกลัวตาย หนีเอาตัวรอดไปแต่เพียงผู้เดียว ก็พากันแตกตื่นเสียขวัญ พากันทิ้งอาวุธหลบหนีกันให้ชุลมุนวุ่นวาย จนกองทัพเกิดความระส่ำระสายไม่เป็นรูปขบวน

เพลานั้นท้าวสักกะจอมเทพผู้ทรงเฝ้าติดตามพระมหาสัตว์มาโดยตลอด เมื่อทรงทอด พระเนตรเห็นราชากุสราช ทรงมีชัยเหนือกษัตริย์ทั้งเจ็ดโดยมิได้เสียเลือดเสียเนื้อแม้แต่เพียงหยดเดียว ก็ให้ทรงชื่นชมยินดีในความสามารถของพระมหาสัตว์เป็นอย่างยิ่ง จึงเสด็จลงจากเทวโลกมาปรากฏยังเบื้องพระพักตร์จอมราชันย์ จากนั้นได้ทรงยื่นลูกแก้ววิเศษชื่อ “ เวโรจนะ ” ให้แก่พระองค์เพื่อเป็นรางวัล พระมหาสัตว์พอทรงเห็นจอมเทพเสด็จจากฟ้าลงมาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์ ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปรับลูกแก้ววิเศษนั้น พอพระหัตถ์ของพระองค์สัมผัสกับลูกแก้วเท่านั้น บัดนั้นเองพระพักตร์จากที่ขี้ริ้วอัปลักษณ์ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นผ่องใสงดงามเกินกว่าบุรุษผู้ใดในแผ่นดินจักเทียบได้!

หลังทรงมีชัยชนะเหนือข้าศึกราชากุสราชก็ทรงนำทัพเสด็จกลับเข้าเมือง จากนั้นได้ทรงบัญชาให้ทหารไปจับตัวกษัตริย์ทั้งเจ็ดกลับมา พอทหารนำตัวพวกเขามาถึง ซึ่งล้วนถูกมัดด้วยฉลองพระองค์ที่ทำจากผ้าสาฎกของพวกเขาเองมาเข้าเฝ้ายังเบื้องพระพักตร์ จอมกษัตริย์จึงตรัสกับพระสัสสุระว่า “ ขอเดชะ! กษัตริย์ทั้ง ๗ แคว้นนี้กล้าบังอาจยกทัพมารุกรานแคว้นพระองค์ บัดนี้พวกเขาได้ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งพระองค์แล้ว ขอพระองค์ทรงวินิจฉัยเถิดว่าจักทรงลงโทษพวกเขาสถานใด จักให้ตกไปเป็นทาสหรือจะทรงประหารเสีย ก็ตามแต่พระทัยเถิดพระเจ้าข้า! ” ราชามัททะพอทรงสดับคำของพระชามาดาจึงตรัสว่า

“ ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ตัดสินเถิด หากพระองค์ประสงค์เช่นไรก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด ” พอพระเจ้ามัททะทรงโยนหน้าที่นี้มาให้พระองค์ พระมหาสัตว์จึงทรงดำริว่า “ ประโยชน์อะไรเล่าที่เราจะไปฆ่ากษัตริย์เหล่านี้ การยกทัพมาของพวกเขาถือว่าเป็นคุณกับเราเสียด้วยซ้ำ เพราะทำให้น้องประภาวดีหันกลับมารักเรา อย่ากระนั้นเลย การมาของพวกเขาก็จงอย่าได้เปล่าประโยชน์เลย เราจักยกพระภคินีของน้องประภาวดีที่มีอยู่ถึง ๗ พระนางให้เป็นรางวัลแก่พวกเขาก็แล้วกัน! ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งเจ็ด ในเมื่อองค์เหนือหัวมัททะทรงมอบหมายให้เราเป็นผู้ตัดสินความผิดพวกท่าน ฉะนั้นเราจักขอตัดสินพวกท่านดังนี้ เนื่องจากพระราชาแคว้นมัททะทรงมีพระราชธิดาซึ่งทรงรูปโฉมอยู่ถึง ๗ พระนาง แลแต่ละพระนางก็ยังไม่ทรงมีคู่หมั่นหมาย การมาของท่านทั้งเจ็ดเบื้องแรกถือเป็นโทษต่อแคว้นมัททะ แต่บัดนี้ถือว่าเป็นคุณ เพราะแคว้นเราและแคว้นพวกท่านจักได้สร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน พระราชาธิบดีมัททราช ทรงมีพระประสงค์จักขอเป็นทองแผ่นเดียวกันกับพวกท่านโดยจักทรงยกพระธิดาทั้ง ๗ ให้เป็นพระมเหสีของพวกท่านองค์ละนาง ไม่ทราบท่านทั้งเจ็ดเห็นเป็นประการใด? ” บรรดากษัตริย์เมื่อแรกต่างก็พากันหมดอาลัยตายอยาก คิดว่าพวกตนคงจักมิได้อยู่เห็นแสงพระอาทิตย์ในเช้าวันพรุ่งนี้เป็นแน่ แต่พอได้ฟังคำตัดสินของพระมหาสัตว์เท่านั้น ก็เหมือนดั่งมัจฉาที่ถูกจับขึ้นบก แล้วจู่ๆก็ถูกจับโยนลงไปในทะเลใหม่ มันช่างเป็นเรื่องที่ยากจักเชื่อเสียจริงๆ! ต่างพากันถวายบังคมขอบพระทัยพระมหาสัตว์กันอย่างยกใหญ่

หลังจากทรงจัดการเรื่องราวในแคว้นมัททะเสร็จสิ้น พระมหาสัตว์ก็ทรงพาพระชายาประภาวดีเสด็จกลับแคว้นมัลละพร้อมกับพระองค์ ขณะที่ทั้งสองประทับนั่งคู่กันอยู่ในพระราชรถ พระฉวีวรรณและพระรูปโฉมของจอมกษัตริย์ที่ทรงเปลี่ยนไปทำให้พระองค์ทรงดูสง่างามทัดเทียมกันกับพระชายา จนแทบจักกล่าวได้ว่ามิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและกันเลย

ฝ่ายพระมเหสีสีลวดีทันทีที่ทรงทราบข่าวการเสด็จกลับของพระราชบุตร พระนางก็ทรงรับสั่งให้ทหารออกไปตีฆ้องป่าวประกาศถึงข่าวมงคลนี้ พร้อมกันนั้นก็ทรงรับสั่งให้ชาวเมืองตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนตนให้เป็นที่สวยงาม จากนั้นก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารถือเครื่องบรรณาการเป็นจำนวนมากตามเสด็จพระนางแลพระชยัมบดีออกไปต้อนรับพระมหาสัตว์ถึงยังนอกพระนคร เมื่อขบวนเสด็จผ่านเข้ากำแพงเมืองกุสาวดีพระมหาสัตว์ได้ทรงรับสั่งให้กระทำประทักษิณพระนคร จากนั้นตรัสให้มีการละเล่นมหรสพสมโภชเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ในกาลนั้นพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีต่างก็ทรงสมัครสมานสามัคคีกัน ทรงช่วยกันปกครองพระราชอาณาจักรกรุงกุสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองสืบมา ตลอดพระชนมายุของทั้ง ๒ พระองค์

ครั้นพระศาสดาตรัสชาดกเรื่องนี้จบ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมวินัยรูปนั้นก็บรรลุโสดาปัตติผล กลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ณ ที่ประชุมสงฆ์ในสายวันนั้นเอง .

หมายเหตุ :

พระเจ้าโอกากราชในกาลนั้น ก็คือ พระเจ้าสุทโทธนะ
พระมเหสีสีลวดีในกาลนั้น ก็คือ พระนางศิริมหามายา
ชยัมบดีราชกุมารในกาลนั้น ก็คือ พระอานนท์
นางค่อมในกาลนั้น ก็คือ นางขุชชุตตราอุบาสิกา
พระนางประภาวดี ก็คือ พระนางยโสธรามารดาของพระราหุล
พระเจ้ากุสราชในกาลนั้น ก็คือ พระบรมศาสดา

ที่มาของเรื่อง .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  705 

  ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย