กุสราชมหาสัตว์๑ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

กุสราชมหาสัตว์ ๑

สมัยหนึ่งขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารพระอารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ได้ทรงปรารภถึงภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ยินดีในธรรมวินัย มีใจใคร่จะสึกว่า “ เราได้ยินว่ากุลบุตรชาวสาวัตถีผู้หนึ่งได้ถวายตนเข้ามาบรรพชาในพระศาสนาแล้ว ขณะบิณฑบาตเห็นสตรีนางหนึ่งแต่งกายงดงามก็ถือเอานิมิตนั้นมาครุ่นคิด จนหมดความยินดีในพรหมจรรย์ ปล่อยให้จีวรเศร้าหมอง เล็บงอกยาว ไม่หลับไม่ฉัน กระทั่งร่าง กายผ่ายผอมเต็มไปด้วยเส้นเอ็น อุปมาดั่งเทวบุตรเห็นนิมิต ๕ ประการที่บ่งบอกว่าตนใกล้ถึงกาลจะจุติแล้วฉันใดก็ฉันนั้น ” ภิกษุทั้งหลายพอฟังพุทธดำรัสก็รีบไปพาตัวภิกษุรูปดังกล่าวมาเข้าเฝ้าทันที

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงเห็นภิกษุผู้ปรารถนาใคร่จะสึกกราบลงแล้วเงยหน้าขึ้น จึงตรัสถามเขา “ ดูก่อนภิกษุ เราได้ยินว่าเธอจะสึกหรือ?” ภิกษุรูปดังกล่าวพอฟังจึงกราบทูลว่า “ จริงพระพุทธเจ้าข้า ” สมเด็จบรมครูพอทรงสดับจึงทรงมีพุทธบรรหารประทานแก่เขาว่า “ ดูก่อนสมณ เธอจงอย่าปล่อยให้กิเลสครอบงำดวงจิตเลย ธรรมดามาตุคามนั้นเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เธอจงห้ามจิตมิให้รักใคร่ในมาตุคามเถิด แลจงยินดีในพระศาสนา บุรุษใดแม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่ฤทธิ์ของเขาต้องเสื่อมไปก็เพราะมีจิตรักใคร่ในมาตุคาม สุดท้ายต้องถึงความพินาศก็เพราะมีมาตุคามเป็นเหตุ ” เมื่อตรัสดังนี้แล้วพระองค์ก็ทรงนิ่งเฉย ภิกษุทั้งหลายเมื่อต้องการจะทราบความโดยละเอียด จึงอาราธนาให้พระองค์ทรงยกตัวอย่างประกอบ พระองค์จึงทรงนำเอาอดีตนิทานมาทรงแสดงต่อที่ประชุมสงฆ์นั้นว่า

ในอดีตนานมาแล้วมีพระราชาองค์หนึ่งพระนามว่า พระเจ้าโอกกากราช ครองกรุงกุสาวดี แคว้นมัลละ พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ท้าวเธอมีพระมเหสีพระนามว่า สีลวดี เป็นใหญ่กว่าสนมใดในจำนวนทั้งหมด ๑๖,๐๐๐ นาง พระนางสีลวดีไม่ทรงมีพระโอรสแลพระธิดา ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ชาวเมืองไม่พอใจ วันหนึ่งพวกเขาได้มารวมกันร้องเรียนต่อพระราชาว่าบ้านเมืองจักถึงกาลพินาศ หากพระองค์ไม่ทรงมีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์

พระราชาทรงชี้แจงชาวเมืองว่าพระองค์ทรงใช้หลักธรรมในการปกครองแผ่นดินไฉนบ้านเมืองจึงจักพินาศเล่า? แต่เหล่าประชาชนกราบทูลว่าแม้พระองค์จักทรงเป็นทศพิธธรรมราชาก็จริง แต่การที่ทรงไม่มีรัชทายาทอาจเป็นเหตุให้ชนเหล่าอื่นคิดช่วงชิงเอาพระราชสมบัติได้ แล้วก็จักนำไปสู่ความพินาศล่มจมของบ้านเมือง ฉะนั้นขอพระองค์จงทรงขวนขวายให้ได้ซึ่งพระโอรสเถิด พระราชาพอทรงสดับจึงตรัสถามว่าแล้วพระองค์ต้องทรงทำอย่างไร เหล่าพสกนิกรทูลว่าอย่างแรกพระองค์ต้องทรงอนุญาตให้นางสนมรุ่นเล็กออกจากวังไปมีความสัมพันธ์กับบุรุษอื่นก่อน จากนั้น ๗ วันค่อยเรียกมาถามว่านางได้บุตรหรือไม่ หากไม่ก็ทรงให้คนต่อไปทดลองดู ไล่ไปเรื่อยๆจนถึงสนมรุ่นกลางแลรุ่นใหญ่ บรรดาสนมที่มีอยู่อย่างมากมายเหลือคณานับจักต้องมีสักนางที่มีบุญ สามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้เป็นแน่ ครานั้นพระองค์ก็จักทรงได้รัชทายาทสืบสันตติวงศ์สมดังปรารถนา

พระราชาหลังทรงฟังคำแนะนำของเหล่าประชาชนก็ทรงปฏิบัติตาม แต่ถึงจะส่งสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางไปมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่นจนสิ้น ทว่าก็หาได้มีนางใดจักให้กำเนิดบุตรกับพระองค์เหมือนดั่งตามที่ประชาชนว่า ดังนั้นราชบัลลังก์ของแคว้นมัลละจึงยังคงไร้ซึ่งรัชทายาทสืบสันตติวงศ์เหมือนเดิม

ฝ่ายบรรดาชาวเมืองเมื่อเห็นว่ากาลก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้วแต่พระราชาก็ยังไม่ทรงมีรัชทายาทเสียที ฉะนั้นจึงพากันเข้ามาร้องเรียนใหม่ ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์ได้ทรงทำตามที่พวกเขาบอกจนไม่เหลือแม้แต่สนมสักนางแล้ว แต่ก็หาจักมีนางใดให้กำเนิดพระโอรสกับพระองค์ได้ บรรดาชาวเมืองพอฟังจึงปรึกษากัน จากนั้นได้ทูลว่าสนมเหล่านั้นคงจักเป็นผู้ทุศีลเสียเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่มีบุญให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้ ขอพระองค์อย่าทรงท้อถอยเป็นอันขาด พระนางสีลวดีผู้เป็นอัครมเหสีนั้นทรงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์เชื่อว่าพระนางต้องทรงสามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้แน่ ขอทรงโปรดทดลองอีกครั้งเถิด

จอมกษัตริย์เมื่อทรงสดับก็ให้ทรงรู้สึกปวดร้าวพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เพื่อบ้านเมืองจำต้องทรงตัดพระทัยปล่อยให้พระมเหสีอันเป็นที่รักทรงทดลองดู ดังนั้นพอพวกชาวเมืองกลับไปพระองค์จึงทรงรับสั่งให้ทหารออกไปป่าวประกาศทั่วพระนคร นับจากนี้ ๗ วันพระองค์จะทรงอนุญาตให้พระนางสีลวดีออกจากวังไปเลือกบุรุษที่นางพึงใจให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ บุรุษใดปรารถนาจักได้รับการถูกเลือก ให้มาประชุมพร้อมกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังในเช้าวันนั้น!

ครั้นถึงเช้าวันที่ ๗ จอมราชาได้ทรงรับสั่งให้นางกำนัลตกแต่งประดับประดาพระมเหสีด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จากนั้นทรงมีบัญชาให้ทหารเปิดบานทวารพระบรมมหาราชวังอัญเชิญพระนางเสด็จไป ด้วยเดชะแห่งศีลที่องค์เทวีได้ทรงรักษา ทันทีที่พระนางทรงย่างพระบาทพ้นบานประตูของพระบรมมหาราชวังภพของท้าวสักกะก็เกิดอาการเร่าร้อนขึ้นมาทันใด

จอมเทพผู้ลือนามพอทรงเห็นดังนั้นจึงทรงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทรงทราบว่าบัดนี้พระนางสีลวดีกำลังจะทรงเสียสละตนเองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อบ้านเมือง ปรารถนาจักให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราช จึงทรงดำริว่า “ เราควรจักให้พระนางได้พระโอรสสมปรารถนาเถิด แต่ผู้ใดฤาจึงจักสมควรเป็นพระโอรสของพระนาง? ในดาวดึงส์เทวโลกนี้มีมั้ยหนอ? ” ทันใดก็ทรงเห็นภาพนิมิตของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งซึ่งถึงกาลใกล้จักจุติจากภพดาวดึงส์ไปบังเกิดยังเทวโลกชั้นสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นท้าวเธอจึงรีบเสด็จไปยังวิมานของพระมหาสัตว์พร้อมเทพผู้ติดตามทันที พอถึงก็ตรัสกับเทพโพธิสัตว์ว่า

“ ดูก่อนท่านผู้เป็นดั่งเรา ขอท่านจงลงไปเกิดยังภพมนุษย์โดยถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมเหสีพระเจ้าโอกกาก ราชเถิด ” แลเพื่อจักทรงทำให้พระโพธิสัตว์ยอมรับในเทวบัญชา จอมเทพมเหสักข์จึงทรงหันมาตรัสกับเทพผู้ติดตามว่า “ ถึงท่านก็เช่นกัน จงลงไปเกิดเป็นพระโอรสของพระนางสีลาวดีร่วมกับพระมหาสัตว์ด้วยเถิด ” หลังจากที่ทรงรับสั่งดังนั้นแล้วจอมเทพแห่งตาวติงสาก็เสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมาปรากฏกาย ณ ลานหน้าประตูพระบรมมหาราชวังในร่างของพราหมณ์แก่ผู้หนึ่งทันใด

เวลานั้นที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังล้วนคลาคล่ำไปด้วยเหล่าบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษน้อย บุรุษใหญ่ ไล่ไปจนถึงบุรุษวัยใกล้เมรุ ทุกคนต่างพากันมาอวดโฉมรอให้พระนางสีลวดีคัดเลือกเป็นคู่อภิรมย์กันให้สลอน คนเหล่านั้นพอเห็นท้าวสักกะในร่างพราหมณ์แก่ก็มายืนรอกับด้วยเหมือนกัน ต่างก็พากันหัวเราะพร้อมกับพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานา พราหมณ์เฒ่าเมื่อถูกเหล่าวัยฉกรรจ์ต่างดูถูกดูแคลนก็พลันมีโมโห จึงตอบโต้บุรุษเหล่านั้นด้วยเสียงที่สั่นไปว่า

“ ดูก่อนเจ้าพวกผู้เยาว์! กายเราถึงมันจักแก่ก็จริง แต่ความกระชุ่มกระชวยมันหาได้แก่ตามไปด้วยเสียเมื่อไหร่ ครั้งนี้เราจักพาพระนางสีลวดีไปกับเราให้ได้ ขอพวกท่านจงคอยดูเถอะ! ” บุรุษทั้งหลายพอฟังต่างก็หัวเราะขบขันกันเป็นการใหญ่ แต่ทว่าพราหมณ์เฒ่าหาสนใจไม่ เขากำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรจึงจักมิให้ศีลของพระนางสีลวดีต้องด่างพร้อย ทันใดนั้นเองจู่ๆเขาก็ตะโกนขอทางด้วยเสียงอันดังว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงหลีกทางให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด ” พูดจบก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม พุ่งตัวขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับอาชาชำนาญศึกยังไงยังงั้น หาได้มีอาการงกๆเงิ่นๆเหมือนดั่งเมื่อครู่ไม่

บรรดาชายฉกรรจ์ที่ออขวางอยู่ไม่ได้ระวังตั้งตัวพอถูกพราหมณ์เฒ่าเบียดใส่ ต่างก็กระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทางราวกับถูกคลื่นยักษ์กระแทกใส่ยังไงยังงั้น หามีผู้ใดสามารถต้านทานกำลังของพราหมณ์ชราได้ เพียงพริบตาเขาก็ขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าสุดได้อย่างง่ายดาย! ขณะนั้นพระนางสีลวดีได้เสด็จมาถึงเบื้องหน้าพราหมณ์เฒ่าพอดี ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้าเอาข้อพระหัตถ์ของพระนางไว้ จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบจูงพระนางออกจากประตูเมืองหายลับไปทันที!

ฝ่ายบรรดาบุรุษที่ยังยืนงงกันเป็นไก่ตาแตกไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์มันเร็วมาก มารู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าไม่มีร่างของพราหมณ์เฒ่าและพระนางเทวีอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว จึงพากันผรุสวาทกันไปต่างๆนานา “ ดูเถิดท่านผู้เจริญ! พราหมณ์แก่ได้พาเอาพระเทวีผู้ทรงรูปโฉมไปแล้ว ตาเฒ่านี่ช่างไม่รู้เลยว่าสิ่งใดควรฤามิควรแก่ตน ถึงพระนางเทวีก็เช่นกัน มิได้ทรงขวยเขินเลยว่าพราหมณ์แก่คราวปู่ได้พาตนไป มันช่างน่าแค้นใจจริงๆ! ” ด้านพระเจ้าโอกกากราชที่ทรงเฝ้าดูอยู่ทางช่องพระแกล ครั้นทรงเห็นพราหมณ์เฒ่าพาพระมเหสีไปก็ทรงเสียพระทัยไม่แพ้กัน

กล่าวถึงท้าวสักกะในร่างของพราหมณ์ชรา หลังจากทรงพาพระนางสีลวดีออกจากประตูเมืองก็ทรงพานางมุ่งมายังเรือนไม้ที่ทรงเนรมิตไว้แล้วก่อนหน้านี้ พอมาถึงก็ทรงเชื้อเชิญให้พระนางขึ้นเรือน ลำดับนั้นพระเทวีได้ตรัสถามจอมเทพว่า “ นี่เรือนของท่านหรือ? ” ท้าวเธอทรงตอบว่า “ใช่แล้วน้องนาง กาลก่อนพี่อยู่ตัวคนเดียว บัดนี้มีน้องมาอยู่ด้วย ฉะนั้นพี่ต้องไปหาข้าวสารมาเพิ่มก่อน ขอน้องจงพักบนเครื่องลาดนี้เถิด ” ไม่เพียงแค่พูด ว่าแล้วท้าวสุรบดีก็ทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มแตะไปที่พระวรกายของพระมเหสีสีลวดีทันใด

บัดนั้นเองเหตุการณ์อันแสนประหลาดก็บังเกิดขึ้น ทันทีที่พระนางถูกพระหัตถ์แห่งท้าวสักกะลูบไล้ก็ทรงเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาโดยพลัน เพียงไม่ถึงอึดใจก็ทรงเผลอบรรทมหลับไปอย่างไม่ได้สติ ลำดับนั้นท้าวโกสีย์ได้ทรงอุ้มพระนางเหาะขึ้นฟ้ามุ่งตรงสู่ยังดาวดึงส์ภพ พ อถึงก็ทรงวางพระนางลงเหนือทิพอาสน์อันประดับไปด้วยสัตพิธรัตน์แก้วเจ็ดประการในไพชยนต์ปราสาท จนผ่านไป ๗ วันพระนางถึงได้ทรงตื่นจากบรรทม พอทรงลืมพระเนตรขึ้นมาทรงเห็นห้องบรรทมล้วนตกแต่งด้วยสิ่งของที่ไม่เคยทรงเห็นบนโลกมนุษย์มาก่อน ก็ทรงทราบว่าพราหมณ์ชราผู้นี้คงไม่ใช่มนุษย์เสียเป็นแน่ เห็นทีจักเป็นท้าวสักกะจำแลงกายมา ดังนั้นจึงทรงลุกจากพระแท่นบรรทมเสด็จออกมายังนอกวิมาน

เพลานั้นท้าวอมรินทร์ทรงประทับอยู่บนพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ซึ่งตั้งอยู่ที่โคนต้นปาริฉัตร แวดล้อมไปด้วยเหล่านางฟ้า องค์เทวีพอทรงเห็น จึงเสด็จเข้าไปถวายบังคม จากนั้นก็ทรงลุกไปประทับยืนอยู่ด้านข้าง ลำดับนั้นท้าวสักกะได้ตรัสกับพระนางว่า “ ดูก่อนสีลวดีน้องรัก พี่จะให้พรน้องหนึ่งอย่าง ขอน้องจงขอมาเถิด ” พอฟังดังนั้นพระนางจึงทรงทูลว่า “ ขอเดชะพระองค์ผู้ฤทธิ์ ขอพระองค์โปรดทรงประทานพระโอรสองค์หนึ่งให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ ” ท้าวสหัสนัยน์พอฟังจึงตรัสว่า “ ดูก่อนน้องพี่ อย่าว่าแต่พระโอรสเพียง ๑ พระองค์เลย พี่จะให้เจ้า ๒ พระองค์ก็แล้วกัน แต่พระโอรสทั้งสองนี้องค์หนึ่งจักเป็นผู้ทรงปัญญาแต่รูปร่างไม่งดงาม อีกองค์หนึ่งจักมีรูปร่างสวยงามแต่หาปัญญามิได้ พระโอรสทั้งสองนี้เจ้าปรารถนาคนไหนก่อนฤา? ”

มเหสีสีลวดีพอทรงสดับจึงทรงทูลว่า “ ขอเดชะ หม่อมฉันต้องการพระโอรสที่มีปัญญาก่อนเพคะ ” ท้าวสักกะครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “ ดูก่อนเทวี เจ้าจักได้ตามที่เจ้าต้องการ แลนอกจากพรที่เราให้เจ้าแล้วเรายังจักประทานสิ่งของให้เจ้าอีก ๕ อย่างได้แก่ หญ้าคาทิพย์ ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตรทิพย์ ๑ แลพิณโกกนท ๑ แก่เจ้าด้วยเช่นกัน” หลังจากตรัสแล้วจอมเทพแห่งตาวติงสาก็ทรงพาพระนางสีลวดีเสด็จลงจากภพดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ พอถึงก็ทรงวางพระนางลงบนพระแท่นบรรทมของพระเจ้าโอกากราช ทรงค่อยๆลูบพระนาภี(ท้อง)ของพระนางด้วยพระอังคุฐ(นิ้วหัวแม่มือ)ขึ้นและลง จากนั้นก็เสด็จกลับยังดาวดึงส์เทวโลก หลังท้าวโกสีย์เสด็จกลับไปพระโพธิสัตว์เทพบุตรก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระเทวีทันใด องค์มเหสีสีลวดีทรงทราบว่าบัดนี้พระนางได้ทรงตั้งพระครรภ์แล้ว!

เช้ารุ่งขึ้นเมื่อพระเจ้าโอกกากราชทรงตื่นจากบรรทมทรงเห็นพระชายาบรรทมหลับอยู่ข้างๆก็ให้ประหลาดใจ จึงตรัสถามพระนางว่า “ ดูก่อนพระชายา นี่เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดฤา ใครเป็นคนพาเจ้ามารึ? ” พระเทวีทูลว่า “ หม่อมฉันมาถึงตั้งเมื่อคืนเพคะ ท้าวสักกเทวราชทรงพาหม่อมฉันมาส่ง ” องค์ราชาครั้นทรงสดับก็ให้ทรงคลางแคลงพระทัย จึงตรัสว่า “ ดูก่อนเทวี เราเห็นเจ้าถูกพราหมณ์แก่พาไปไฉนจึงมากล่าวความเท็จกับเราเล่า? ” มเหสีสีลวดีทรงทูลว่า “ ขอพระองค์โปรดทรงเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ องค์อมรินทราธิราชทรงพาหม่อมฉันไปยังดาวดึงส์เทวโลก แล้วทรงพาหม่อมฉันมายังโลกมนุษย์จริงๆเพคะ ” แต่ถึงกระนั้นจอมราชาก็ยังไม่ทรงเชื่อ

ดังนั้นพระเทวีจึงทรงแสดงของวิเศษ ๕ อย่างที่ท้าวสักกะทรงประทานให้ พระราชาธิบดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งของเหล่านั้นจึงยอมทรงเชื่อ จากนั้นได้ตรัสถามมเหสีสีลวดีว่า “ ดูก่อนพระชายา พักเรื่องท้าวสักกะไว้ก่อนเถิด เราอยากทราบว่าเจ้าได้บุตรหรือไม่? ” พอจอมกษัตริย์ตรัสดังนั้นพระเทวีจึงทรงทูลว่า “ ข้าแต่มหาราช บัดนี้หม่อมฉันได้ตั้งพระครรภ์แล้วเพคะ! ” จอมราชาพอทรงสดับก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบัญชาให้นางกำนัลรีบนำเครื่องบำรุงพระครรภ์มาถวายแก่พระนางเป็นการด่วน

จำเนียรกาลผ่านไป ครั้นครบกำหนดทศมาสพระนางสีลวดีก็ได้ทรงประสูติพระโอรสองค์จ้ำม่ำให้กับพระเจ้าโอกกากราชพระนามว่า “ กุสติณราชกุมาร (กุสราชกุมาร) ” ถัดจากนั้นอีกสิบเดือนก็ทรงประสูติพระโอรสองค์ที่สองพระนามว่า “ชยัมบดีราชกุมาร ” พระราชกุมารทั้ง ๒ ต่างทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ พระโอรสกุสราชนั้นทรงมีพระปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าจักทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ใดก็ถึงความสำเร็จทั้งหมด

ครั้นเมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษาพระเจ้าโอกกากราชก็ทรงปรารถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระนางสีลวดีมาเข้าเฝ้า “ ดูก่อนพระชายา พี่ตัดสินใจจะมอบราชสมบัติให้ แก่พระโอรสองค์ใหญ่ของน้อง แลจักให้นางฟ้อนทั้งหลายมาบำรุงบำเรอเขาขณะที่เราทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ จักได้เห็นลูกของเราครอบครองราชย์สมบัติอย่างมีความสุข ก็ลูกของเราจักคิดชอบใจพระธิดากษัตริย์ใดในชมพูทวีป พี่ก็จะไปขอพระธิดาองค์นั้นมาสถาปนาให้เป็นพระมเหสีของเขา น้องเห็นเป็นอย่างไร? ” พระเทวีครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “ หม่อมฉันเห็นด้วยเพคะ ”

หลังจากเข้าเฝ้าองค์เหนือหัวองค์มเหสีสีลวดีก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้นางกำนัลนางหนึ่งไปทูลเรื่องดังกล่าว แก่พระโอรสกุสราชเพื่อจักทรงหยั่งเชิงดู พระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับถ้อยคำของนางกำนัลก็ทรงดำริว่าตนนั้นมีรูปร่างไม่งดงาม พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูปหากมาเห็นเข้าก็คงจักต้องตอบปฏิเสธเป็นแน่ เรื่องอะไรจะมาทนอยู่กับพระสวามีผู้มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เห็นทีเราควรจะอยู่เป็นโสดคอยบำรุงบิดามารดาผู้ยังทรงพระชนม์ชีพให้มีความสุขดีกว่าพอท่านทั้งสองสวรรคตเราก็จักออกบวชเพื่อประโยชน์แห่งโลกหน้าน่าจักเป็นการดี!

เมื่อทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับนางกำนัลว่า “ ดูก่อนพี่สาว เราไม่ต้องการพระราชสมบัติ ไม่ต้องการนางฟ้อน พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตแล้วเราจักออกบวช! ” นางบริจาริกาพอฟังพระดำรัสจึงรีบกลับมาทูลให้พระมเหสีทรงทราบ องค์เทวีพอทรงสดับก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พอผ่านไปสองสามวันพระนางก็ทรงให้นางกำนัลไปถามพระโอรสกุสราชอีก แต่พระมหาสัตว์ก็ยังทรงยืนยันคำเดิม เป็นอยู่อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา พอครั้งที่สี่กุสราชกุมารได้ทรงดำริว่า “ ธรรมดาลูกจะขัดขืนพ่อแม่อยู่ร่ำไปนั้นหาควรไม่ จำเราจักต้องทำอุบายอะไรสักอย่างให้พระมารดาทรงเปลี่ยนพระทัย ”

เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงให้มหาดเล็กไปขนเอาทองคำจากท้องพระคลังหลวงมาสองรถเข็น เอามาเก็บไว้ที่ตำหนักพระองค์ จากนั้นก็ให้เขาไปตามช่างทองมาพบ พอช่างทองมาถึงพระองค์ได้ตรัสกับนายช่างว่า “ ดูก่อนท่านนายช่าง เราอยากจักได้รูปหล่อสตรีทองคำมาตั้งไว้ในห้องนอนเรา ขอท่านจงเอาทองคำเบื้องหน้านี้ไปหล่อเป็นรูปสตรีขึ้นมาโดยด่วนเถิด เสร็จแล้วจงรีบนำมาให้เราดู ” นายช่างพอฟังจึงรีบเข็นรถทองคำคันหนึ่งจากไป ฝ่ายพระราชโอรสพอนายช่างออกไปพระองค์ก็ทรงเข็นรถทองคำที่เหลืออีกคันไปยังด้านหลังพระตำหนักเพื่อจักหล่อเป็นรูปสตรีบ้าง!

ธรรมดาความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ย่อมสำเร็จสมดังประสงค์ รูปปั้นสตรีที่พระราชโอรสกุสราช ทรงหล่อขึ้นมาจึงมีความงดงามเหนือรูปหล่อใดๆทั้งหมดที่เคยมีมา พอพระองค์ทรงหล่อเสร็จก็ทรงนำเอาเครื่องทรงของราชธิดากษัตริย์มาใส่ให้กับรูปหล่อนั้น จากนั้นก็ทรงเข็นรูปหล่อมาเก็บไว้ในห้องบรรทม จนกระทั่งนายช่างทองได้หล่อรูปสตรีของเขาเสร็จและเข็นเอารูปหล่อของตนมาให้พระองค์ทรงทอดพระเนตร พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า “ ดูก่อนนายช่าง ขอท่านจงไปเข็นเอารูปหล่อสตรีที่ตั้งอยู่ในห้องนอนเรามาเทียบกับของท่านดูซิว่าของใครสวยกว่ากัน ” ช่างทองพอฟังจึงรีบลุกไปตามรับสั่ง

เมื่อเข้าไปในห้องบรรทมเขาเห็นรูปหล่อสตรีที่สวมเครื่องทรงของพระราชธิดากษัตริย์ ก็สำคัญว่าเป็นนางเทพอัปสรนางหนึ่งมาร่วมอภิรมย์กับพระโอรส จึงไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะ รีบกลับมาทูลพระมหาสัตว์ว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทไม่ทราบว่ามีพระแม่เจ้าพระองค์หนึ่งประทับอยู่ในห้องบรรทม จึงมิกล้าละลาบละล้วงพระพุทธเจ้าข้า! ” พระราชโอรสกุสราชพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัส “ ดูก่อนนายช่าง ท่านจงเข้าไปเถิด สตรีที่ท่านเห็นนั้นคือรูปหล่อทองคำที่เราหล่อขึ้นมา ขอท่านจงไปนำออกมาเถิด ” นายช่างพอฟังจึงกลับเข้าไปอีกครั้ง

ครั้งนี้พอถึงเขาก็ค่อยๆยื่นมือไปแตะที่ผิวรูปหล่อ พอสัมผัสถึงความเย็นเฉียบของเนื้อโลหะจึงยอมเชื่อว่าสตรีเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ ดังนั้นจึงเข็นเอารูปปั้นนั้นออกมา พระมาสัตว์เมื่อทรงเห็นรูปหล่อของพระองค์นั้นงดงามกว่าของนายช่างอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้จึงทรงรับสั่งให้เขานำรูปหล่อของเขาไปเก็บไว้ในท้องพระคลังหลวง จากนั้นทรงให้ทหารยกเอารูปหล่อของพระองค์ขึ้นวางบนแคร่ส่งไปยังตำหนักพระมารดา พร้อมกันนั้นก็ทรงฝากพระดำรัสไปบอกกับพระนางว่า หากแผ่นดินอันกว้างใหญ่ยังมีสตรีที่งดงามเหมือนดังรูปหล่อนี้ พระองค์จักทรงอยู่ครองเรือนตามความประสงค์ของพระนาง!

องค์เทวีพอทรงทอดพระเนตรเห็นรูปหล่อที่มีความงดงามเหนือคำบรรยาย พร้อมกับพระดำรัสที่พระราชบุตรทรงฝากทหารมา พระนางก็หาได้ทรงยอมแพ้ไม่ ทรงย่างพระบาทวนไปเวียนมาอยู่ในห้องบรรทมเป็นเวลาพักใหญ่ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปตามท่านอำมาตย์มาพบ เมื่อท่านอำมาตย์มาถึงพระนางก็ทรงมีพระบัญชาให้เขาจัดขบวนทูตนำรูปหล่อนี้ขึ้นรถม้า พร้อมกับปิดผ้าคลุมไว้อย่าให้ผู้ใดเห็น จากนั้นให้เขาท่องไปยังเมืองต่างๆทั่วชมพูทวีป หากพบพระราชธิดากษัตริย์ใดมีรูปร่างงดงามปานรูปหล่อ ก็จงถวายรูปหล่อนี้แด่พระราชาเมืองนั้น แล้วกราบทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละจักกระทำอาวาหวิวาหมงคล (การแต่งงานแบบฝ่ายหญิงย้ายมาอยู่กับฝ่ายชาย)พร้อมกันนั้นให้เขากำหนดวันนัดหมายกับทางเมืองนั้นให้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้รีบกลับกรุงกุสาวดีมารายงานให้พระนางทราบ หัวหน้าอำมาตย์พอได้รับมอบหมายหน้าที่ก็รีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

ขบวนคณะทูตได้ท่องไปตามแว่นแคว้นต่างๆตามพระราชเสาวนีย์ พอถึงราชธานีใดก็ตกแต่งรูปหล่อนั้นด้วยเครื่องประดับแลดอกไม้ ยกขึ้นตั้งบนวอทองคำ แล้วนำไปตั้งไว้ริมทางก่อนจะลงไปยังท่าน้ำในเวลาโพล้เพล้ จากนั้นก็แอบดักฟังถ้อยคำของผู้ที่มาอาบน้ำคุยกัน บรรดาผู้ที่มาอาบน้ำครั้นเห็นสตรีนั่งอยู่บนวอต่างก็ไม่มีผู้ใดคิดว่าเป็นรูปหล่อ จึงพากันเอ่ยปากชมเชยว่าแม่หญิงนางนี้ช่างมีผิวพรรณงดงามเสียนี่กระไร แม้เทพอัปสรก็คงมิได้งามเกินไปกว่านี้แน่ ไฉนจึงมาอยู่ในที่เยี่ยงนี้ได้? ในเมืองเราไม่น่าจักมีสตรีที่งามปานนี้ เห็นทีคงจักเป็นสตรีมาจากเมืองอื่นเสียเป็นแน่ หลังจากซุบซิบกันพวกเขาก็พากันหลีกไป พวกอำมาตย์ที่แอบอยู่พอได้ยินดังนั้นต่างก็ลงความเห็นว่าเมืองนี้คงไม่มีสตรีที่งามเท่ารูปหล่อแน่ ดังนั้นจึงพากันออกเดินทางไปยังเมืองอื่นต่อ พวกเขาเที่ยววางอุบายในลักษณะนี้ไปตามเมืองต่างๆ

จนกระทั่งมาถึง กรุงสาคละ เมืองหลวงของแคว้น มัททะ ซึ่งปกครองโดย พระเจ้ามัททราช ราชามัททะพระองค์นี้ทรงมีพระราชธิดาอยู่ถึง ๘ พระนาง แต่ละพระนางต่างก็ทรงรูปโฉมงดงามจนเป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะพระราชธิดาองค์โตที่มีพระนามว่า ประภาวดี นั้นยิ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามกว่าทุกพระองค์ แม้ยามราตรีภายในห้องอันมืดมิดที่มิได้ตามประทีปโคมไฟก็ยังเรืองรองไปด้วยแสงที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของพระนาง ดุจดังแสงของพระอาทิตย์อ่อนๆ

พระราชธิดาประภาวดีทรงมีพระพี่เลี้ยงนางหนึ่งเป็นหญิงหลังค่อม ทุกเย็นพี่เลี้ยงค่อมนี้จักสั่งให้หญิงรับใช้ ๘ นางถือหม้อไปตักน้ำที่ท่าน้ำมาให้พระราชธิดาสรงสนาน โพล้เพล้วันหนึ่งขณะที่นางรับใช้ทั้งแปดกำลังจะลงไปที่ท่าน้ำ ทันใดนั้นหญิงรับใช้นางหนึ่งก็เห็นรูปหล่อทองคำที่คณะทูตเมืองกุสาวดีแสร้งทำเป็นตั้งไว้ นั่งอยู่บนวอข้างทาง พอเห็นเข้านางก็เข้าใจว่าเป็นพระราชธิดาประภาวดีแอบเสด็จมาสรงน้ำโดยไม่บอกให้พวกตนทราบ จึงพูดขึ้นว่า “ พวกท่านจงดูเอาเถิด พระราชธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นผู้ว่ายากเสียจริง ตรัสว่าจักทรงสรงน้ำอยู่ที่พระตำหนัก ไฉนจึงมาประทับอยู่ที่หนทางจะลงไปสู่ท่าน้ำเล่า? ” ขณะที่พูดมือก็ชี้ไปยังที่รูปหล่อ บรรดาหญิงรับใช้ทั้งเจ็ดเมื่อเห็นดังนั้นจึงพากันเดินเข้าไปยังวอที่พระธิดาประทับ

เมื่อไปถึงนางผู้เป็นหัวหน้าจึงกล่าวว่า “ พระราชธิดาประภาวดีเพคะ ไฉนจึงมาประทับอยู่ ณ ที่นี้เล่า ช่างเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลย เพราะจักทรงทำให้ราชวงศ์ต้องได้รับความอับอายได้นะเพคะ! ” ว่าแล้วนางก็ยื่นมือเข้าไปแตะที่แขนรูปหล่อ ทันทีที่มือของนางสัมผัสกับผิวรูปหล่อก็ต้องถึงกับสะดุ้งจนยกมือหนีแทบไม่ทัน เนื่องจากมันช่างเย็นเยือกราวกับจับเกล็ดของหิมะยังไงยังงั้น บรรดานางรับใช้เมื่อเห็นอากัปกิริยาของพี่ใหญ่ต่างก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน นางหนึ่งซึ่งเป็นคนช่างเจรจาได้ถามไปว่า “ ท่านพี่เป็นกระไรรึ? ไฉนจึงต้องสะดุ้งด้วยเล่า? ” ผู้เป็นพี่ใหญ่พอฟังจึงตอบว่า “ จักไม่สะดุ้งได้ยังไง พวกเจ้าดูซิ! เราสำคัญผิดคิดว่ารูปหล่อนี้คือพระราชธิดาประภาวดีไปเสียได้ ช่างน่าขันเสียจริง! ”
ทันทีที่นางพูดจบเหล่าคณะทูตที่ซ่อนกายอยู่ ต่างก็พากันออกมาจากที่ซ่อนทันใด อำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้าได้ถามนางว่า “ ดูก่อนแม่นาง ที่ท่านกล่าวว่าพระราชธิดาประภาวดีนั้น ท่านหมายถึงผู้ใดฤา?” หญิงรับใช้ผู้เป็นหัวหน้าตอบว่า “ ก็หมายถึงพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราชที่ทรงพระนามว่าประภาวดีนะซิ จะหมายถึงผู้ใดได้ รูปหล่อนี้หากเปรียบกับพระรูปโฉมของพระนาง ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว! ” พวกอำมาตย์พอฟังดังนั้นก็ให้ดีใจ รีบบอกความเป็นมาของพวกตนให้นางผู้เป็นหัวหน้ารับทราบ จากนั้นก็ขอร้องให้นางพาพวกตนไปเข้าเฝ้าพระราชามัททราชทันที

เมื่อมาถึงพระราชวังกรุงสาคละมหาดเล็กได้พาพวกเขาไปยังท้องพระโรงเพื่อรอเสด็จองค์เหนือหัวมัททราช หลังจากที่จอมราชาได้ทรงทราบเรื่องเพียงไม่นานก็เสด็จมาถึง พอพระองค์ขึ้นประทับเรียบร้อยคณะราชทูตทั้งหมดก็พร้อมใจกันถวายบังคม จากนั้นผู้เป็นหัวหน้าจึงกราบทูลว่า “ ข้าแต่มหาราชเจ้า พระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละของข้าพระองค์ได้ฝากพระดำรัสมาตรัสถามว่า พระองค์ทรงพระสำราญดีฤาพระเจ้าข้า? ” จอมราชาพอทรงสดับจึงตรัสว่า “ เราสบายดี พวกท่านมาแคว้นเรามีประสงค์ใดรึ?” หัวหน้าอำมาตย์ได้กราบทูลว่าพระราชาของตนมีพระประสงค์จะมอบราชสมบัติให้แก่องค์รัชทายาทกุสราช ผู้มีพระสุรเสียงก้องกังวานคล้ายดั่งราชสีห์ มีพละกำลังประดุจช้างสาร จึงส่งพวกตนมาถวายบังคมแด่พระองค์ โดยมีพระประสงค์จักขอพระราชทานพระนางประภาวดีผู้เป็นพระราชธิดาของพระองค์ ให้แก่พระราชโอรสกุสราช ไม่ทราบพระองค์ทรงมีความเห็นเช่นใด?

พอกล่าวจบหัวหน้าทูตแคว้นมัลละก็ได้เป็นตัวแทนถวายเครื่องราชบรรณาการและรูปหล่อทองคำแด่พระเจ้า มัททราช ราชามัททะครั้นทรงได้รับเครื่องราชบรรณาการเป็นจำนวนมากและรูปหล่อสตรีทองคำก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงดำริขึ้น “ แคว้นเล็กอย่างเราจักได้เกี่ยวดองกับแคว้นใหญ่อย่างมัลละ ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ! ” จึงทรงตอบตกลงคณะทูตไป หัวหน้าคณะทูตพอฟังดังนั้นจึงแจ้งหมายกำการวันที่จะมารับพระราชธิดาประภาวดี ให้กับจอมกษัตริย์ได้ทรงรับทราบจากนั้นจึงกราบทูลลาพระองค์กลับแคว้นมัลละเพื่อรีบไปทูลให้พระเจ้าโอกกากราชได้ทรงรับทราบเป็นการด่วน

หลังจากท่านอำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้าคณะทูตได้กลับมาถึงกรุงกุสาวดี แลได้ถวายรายงานแด่พระเจ้าโอกกากราชแล้ว จอมราชันย์ก็ทรงรับสั่งให้จัดขบวนขันหมากอย่างยิ่งใหญ่เพื่อไปรับเอาตัวพระราชธิดาประภาวดีมาเป็นพระสุณิสา(ลูกสะใภ้) ทันที ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนเสด็จที่โอฬารตระการตาก็ออกเดินทางจากแคว้นมัลละมุ่งสู่แคว้นมัททะ ฝ่ายราชามัททะเมื่อทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระเจ้าโอกกากราช พระองค์ก็ทรงจัดเตรียม การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่รอไว้ไม่แพ้กัน

หลังขบวนขันหมากของพระเจ้าโอกากราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแลได้เข้าพักเป็นที่เรียบร้อย ถัดจากนั้นสองสามวันระหว่างที่ราชวงศ์ทั้งสองกำลังทรงมีพระปฏิสันถารกัน มเหสีสีลวดีก็ได้ทรงปรารภขึ้นว่า “ ดูก่อนมหาบพิตร ตั้งแต่หม่อมฉันมาพักที่แคว้นพระองค์นี่ก็สองสามวันแล้ว แต่หม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นพระราชธิดาประภาวดีเลยเพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระราชธิดาประภาวดีมาเข้าเฝ้า สักพักพระนางพร้อมด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงก็เสด็จมาถึงยังท้องพระโรง

พอมาถึงองค์เทวีก็ทรงทรุดพระองค์ลงถวายบังคมยังเบื้องพระยุคลบาทของว่าที่พระสัสสุ (แม่ผัว) มเหสีแคว้นมัลละพอทรงทอดพระเนตรเห็นว่าที่ลูกสะใภ้แต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จึงทรงคำนึงขึ้น “ พระราชธิดานางนี้ช่างเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามจนยากจักหานางใดในแผ่นดินเทียบได้ ส่วนโอรสเรากลับมิได้มีรูปร่างเสมอนางแม้เพียงเศษเสี้ยว ถ้านางได้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของลูกเราเห็นทีคงจักไม่คิดจักแต่งด้วยเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักต้องทำกลอุบายอะไรสักอย่างแล้ว! ”

เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสกับพระเจ้ามัททะว่า “ ข้าแต่มหาราช พระราชธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียเหลือเกิน คู่ควรแก่พระโอรสของหม่อมฉันเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่จารีตประเพณีแห่งสกุลหม่อมฉันที่มีสืบมานั้นมีข้อกำหนดอยู่ ถ้าพระธิดาจักประพฤติตามได้หม่อมฉันก็ยินดีที่จักรับพระนางไว้เพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงตรัสถามถึงจารีตที่ว่านั้นเป็นเช่นไร? มเหสีสีลวดีจึงทรงอธิบายว่า

“ ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมเนียมของราชวงศ์แคว้นมัลละพระชายาจะพบหน้าพระสวามีในเวลากลางวันมิได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์เมื่อใด เมื่อนั้นแลจึงจักพบได้หากพระราชธิดาประภาวดีทรงสามารถทำตามประเพณีของแคว้นหม่อมฉันได้ หม่อมฉันก็จักรับพระนางไว้เป็นพระสุณิสาทันที! ” ราชาแคว้นมัททะพอทรงสดับจึงหันไปตรัสถามราชบุตรีว่า “ ดูก่อนลูกเรา เจ้าสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่? ” พระนางประภาวดีพอทรงสดับจึงทรงตอบว่านางสามารถปฏิบัติได้ พอได้รับคำตอบดังนั้นทั้งพระเจ้าโอกกากราชแลมเหสีสีลวดีก็ให้ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงถวายพระราชทรัพย์จำนวนมหา ศาลที่เป็นเครื่องสินสอดแด่พระเจ้ามัททราช จากนั้นก็ทรงรับเอาพระนางประภาวดีเสด็จกลับสู่แคว้นมัลละ

เมื่อมาถึงกรุงกุสาวดีพระองค์ได้ทรงประกาศให้ตกแต่งประดับประดาพระนครให้สว่างไสว ทรงปลดปล่อยนัก โทษให้เป็นอิสระ ทรงกำหนดวันอภิเษกสมรส แลที่สำคัญ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้พระราชโอรสกุสราชขึ้นเป็นกษัตริย์ หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแคว้นมัลละได้ส่งราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทั่วชมพูทวีปว่าบัดนี้แคว้นมัลละได้มีพระราชาองค์ใหม่ ราชอาณาจักรใดที่มีพระธิดาขอให้ส่งพระธิดาตนไปถวายแด่พระเจ้ากุสราช ราชอาณาจักรใดมีพระโอรสหากหวังความเป็นมิตรกับพระเจ้ากุสราชแล้วขอจงส่งพระโอรสตนไปเป็นพระราชอุปัฏฐาก ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ส่วนพระราชธิดาประภาวดีพอทรงผ่านพระราชพิธีอภิเษกสมรส ไม่นานพระนางก็ได้ถูกสถาปนาขึ้นเป็นพระอัครมเหสีของกษัตริย์พระองค์ใหม่

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงเป็นพระอัครมเหสีพระนางก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระสวามีในยามกลางวันเลย แม้พระมหาสัตว์ก็เช่นกัน ตั้งแต่อรุณรุ่งจวบจนพระอาทิตย์ตกดินพระองค์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระชายาเลยเหมือนกัน จนวันหนึ่งราชากุสราชโพธิสัตว์ก็ไม่อาจจักทรงหักห้ามความปรารถนาแห่งพระทัยได้ จึงเสด็จไปพบพระมารดาเพื่อทูลขอให้พระนางทรงอนุญาตให้พระองค์ได้ทรงพบหน้าพระชายาในยามกลางวันได้ แต่มเหสีสีลวดีพอทรงสดับจึงทรงห้ามว่าอย่าได้ทรงกระทำตามพระทัยเป็นอันขาด รอจนกว่าจะได้พระโอรสสักพระองค์ก่อนค่อยพบกัน

แต่ว่าความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมีกำลังมากเกินจะห้ามใจได้ ดังนั้นราชากุสราช จึงทรงรบเร้าพระมารดาไม่หยุดหย่อน ในที่สุดพระเทวีก็มิอาจทนการรบเร้าได้ จึงตรัสว่า “ ดูก่อนลูกแม่ ถ้าเจ้าไม่อาจหักห้ามใจได้ ยังงั้นเจ้าจงปลอมตัวไปคอยอยู่ที่โรงช้างก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะพาพระชายาเจ้าไปยังที่นั่น แล้วจงดูเสียให้พอใจ แต่จำไว้ อย่าให้นางรู้ตัวเป็นอันขาด! ” พระมหาสัตว์พอทรงสดับก็ให้แสนลิงโลดพระทัย ทรงรับสั่งให้ทหารไปเอาเสื้อผ้าของคนเลี้ยงช้างมาทันใด จากนั้นก็ทรงปลอมพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้างปะปนอยู่ในโรงช้าง

หลังจากราชากุสราชเสด็จกลับ พระมเหสีสีลวดีก็ทรงมีรับสั่งให้ทหารไปทำความสะอาดโรงช้างเป็นการด่วน จากนั้นสักพักพระนางพร้อมด้วยพระสุณิสาก็เสด็จไปยังโรงช้างหลวง เพลานั้นพระเจ้ากุสราชในเครื่องทรงของคนเลี้ยงช้าง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระชายาเสด็จพระราชดำเนินมาข้างพระมารดาก็ทรงเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงทรงหยิบเอามูลช้างก้อนหนึ่งที่อยู่บนพื้น ขว้างไปที่พระชายา พระนางประภาวดีเมื่อถูกคนเลี้ยงช้างแกล้งปามูลช้างใส่ก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสกับตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวว่า “ เหม่! เจ้าผู้บังอาจ เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสียบัดนี้ คอยดูเถอะ! ” ตรัสแล้วพระนางก็ทรงหันมาทูลพระสัสสุให้ลงโทษคนเลี้ยงช้างผู้นี้ทันที

มเหสีสีลวดีทรงเกรงว่าเรื่องราวจักบานปลาย จึงทรงโผเข้าไปกอดพระสุณิสาพร้อมกับทรงปลอบโยนว่า “ โถ..อย่าขุ่นเคืองไปเลยลูกแม่ ไฉนจึงจักเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเล่า? ” ตรัสพลางก็ทรงใช้พระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์(หลัง)ของพระสุณิสาไปพลาง พร้อมกันนั้นก็ทรงถลึงพระเนตรมองไปทางพระมหาสัตว์ ถัดจากนั้นอีกสองสามวันพระ เจ้ากุสราชก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระพักตร์ของพระนางประภาวดีอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้าพระมารดาเหมือนเคย พระเทวีมิอาจที่จักทนการรบเร้าได้จึงตรัสให้เสด็จไปรออยู่ที่โรงม้า แลพอพระชายาประภาวดีเสด็จไปถึงโรงม้าก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแกล้งด้วยอาการเดิมคือเอามูลม้าปาใส่ และก็ต้องทรงเป็นภาระของพระนางสีลวดีอีกที่จักต้องทรงทำการปลอบประโลมกันเป็นการใหญ่

อยู่มาวันหนึ่งพระนางประภาวดีก็ทรงอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระมหาสัตว์บ้าง จึงเสด็จไปหาพระสัสสุเพื่อจักทรงขอร้องให้พระนางพาตนไปพบพระสวามี แต่มเหสีสีลวดีก็ทรงห้ามไว้ว่าอย่าได้ทรงกระทำผิดจารีตเลย ดังนั้นจึงสงบไปได้พักหนึ่ง แต่พอผ่านไปสองสามวันพระนางก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระพักตร์ของพระสวามีอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้ากับพระสัสสุ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดมเหสีสีลวดีก็ทรงอดรนทนไม่ไหว จึงตรัสกับพระสุณิสาว่า “ ดูก่อนลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาจักเห็นพระสวามีจริงๆ อย่างนั้นวันพรุ่งนี้เจ้าจงเปิดสีหบัญชรคอยดูเอาเถิด ราชากุสราชพระสวามีเจ้าพร้อมเหล่าทหารองครักษ์จักกระทำประทักษิณพระนครในวันพรุ่งนี้! ”

พอทรงสดับดังนั้นพระชายาประภาวดีก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบเสด็จกลับพระตำหนักไปทันที พอพระราชธิดาแคว้นมัททะเสด็จกลับ มเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศทั่วพระนคร พรุ่งนี้เช้าราชากุสราชจะเสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชน ขอให้ชาวเมืองทั้งหลายตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนตนให้สวยงาม จากนั้นก็ทรงให้นางกำนัลไปทูลพระชยัมบดีราชกุมารผู้เป็นพระอนุชาว่าให้ทรงเครื่องต้นของกษัตริย์ แลให้ประทับนั่งบนหลังช้างคู่กับพระเจ้ากุสราชในเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย โดยให้พระ ชยัมบดีประทับนั่งบนอาสน์ด้านหน้า ส่วนราชากุสราชจักประทับบนอาสน์ด้านหลังในการเสด็จประทักษิณเลียบพระนครในเช้าวันพรุ่งนี้

เช้ารุ่งขึ้นทั้งพระสัสสุและพระสุณิสาก็ทรงพากันเสด็จไปประทับรออยู่ที่สีหบัญชรเพื่อทรงรอชมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค ลำดับนั้นเมื่อขบวนเสด็จผ่านมาถึงด้านหน้าของพระบรมมหาราชวัง มเหสีสีลวดีได้ตรัสกับพระนางประภาวดีว่า “ ประภาวดีลูกแม่ เจ้าจงดูความสง่างามแห่งพระสวามีเจ้าเถิด ” พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระชยัมบดีซึ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามประทับนั่งด้านหน้า ก็สำคัญว่าทรงเป็นราชากุสราชพระสวามีของพระองค์ จึงทรงรู้สึกโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แต่พอทรงเหลือบไปเห็นทหารที่นั่งบนอาสน์ด้านหลังซึ่งมีใบหน้าแสนจะขี้ริ้ว ความสุขเมื่อครู่ก็ให้เหือดหายลงไปราวกับปลิดทิ้ง เนื่องจากทรงจำได้ว่าเจ้าผู้นี้ก็คือตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวนั่นเอง และยิ่งทรงเห็นเขาโบกไม้โบกมือแสดงอาการยั่วเย้าให้ พระนางก็ยิ่งทรงขัดเคืองพระทัยมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงตรัสถามกับพระสัสสุว่า

“ เสด็จแม่เพคะ ไฉนควาญช้างผู้นั่งด้านหลังพระเจ้ากุสราชจึงเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียเหลือเกิน มิได้ยำเกรงพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์แม้แต่น้อย บังอาจแสดงกิริยาที่มิควรในงานพระราชพิธีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? ผู้ใดฤาที่เป็นคนจัดให้บุคคลผู้ไม่มีสง่าราศีเช่นเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างคนนี้ขึ้นไปนั่งบนอาสน์ข้างหลังพระเจ้าแผ่นดินได้? ” องค์มเหสีผู้เป็นพระสัสสุพอทรงสดับคำถามของพระสุณิสา เพื่อต้องการจะปิดบังฐานะของพระมหาสัตว์ จึงเสตรัสว่า “ ดูก่อนลูกแม่ ธรรมดาการระวังป้องกันด้านหลังของพระราชานั้น มิอาจมองข้ามได้ ถึงหน้าตาเจ้าผู้นี้จะดูขี้ริ้ว แต่ฝีมือของเขานั้นยากจักหาผู้ใดเทียมได้! ”

พระสุณิสาพอทรงสดับก็ให้ทรงเริ่มรู้สึกแปลกพระทัย จึงทรงครุ่นคิดว่า “ เหตุไฉนเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างผู้นี้จึงได้รับการปกป้องเสียเหลือเกิน ขนาดแสดงกิริยาสามหาวปานนี้ยังไม่ได้รับการลงโทษอีก หรือเขาจะเป็นตัวราชากุสราชเอง ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้คงจักมีพระพักตร์ที่แสนน่าเกลียดเป็นแน่ ฉะนั้นจึงไม่ยอมแสดงพระ องค์ให้เราเห็นเสียที ” พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงก้มพระพักตร์ลงกระซิบกับนางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงที่อยู่ข้างๆว่า “ ดูก่อนพี่ค่อม ขอพี่จงไปสืบให้รู้ทีว่าพระเจ้ากุสราชประทับบนอาสน์ด้านหน้าหรือว่าด้านหลังกันแน่ หากผู้ใดลงจากหลังช้างก่อนคนนั้นก็คือราชากุสราช! ”

นางค่อมพอรับบัญชาจึงรีบปลีกกายไปซุ่มอยู่ข้างโรงช้างทันที หลังขบวนพยุหยาตราเสด็จจนรอบพระนครแล้วก็วกกลับไปที่โรงช้าง พอถึงโรงช้างแทนที่พระชยัมบดีราชกุมารซึ่งประทับอยู่ด้านหน้าจักเสด็จลงก่อน ที่ไหนได้เจ้าควาญขี้ริ้วผู้มีกิริยาสามหาวกลับเป็นผู้ลงก่อน จากนั้นพระชยัมบดีราชกุมารจึงเสด็จตามลงมาทีหลัง พระมหาสัตว์เมื่อทรงลงจากหลังช้างแล้วด้วยพระอุปนิสัยที่เป็นคนรอบครอบ ก็ทรงหันไปมองรอบๆตามความเคยชิน จึงทรงเห็นนางค่อมที่เฝ้าแอบมองอยู่ พอทรงเห็นเข้าก็ทรงทราบทันทีว่านางมาด้วยจุดประสงค์ใด จึงทรงรับสั่งให้ทหารไปพาตัวนางมาพบ เมื่อทหารนำนางมาถึงพระองค์ได้ตรัสกับนางว่าห้ามนำเรื่องที่เห็นนี้ไปบอกให้พระนางประภาวดีทรงรับทราบเป็นอันขาด มิฉะนั้นศีรษะนางอาจไม่ได้อยู่บนบ่า นางค่อมด้วยความเกรงพระอาญาจึงรีบรับปากทันใด พอกลับไปถึงจึงทูลผู้เป็นนายว่าพระเจ้ากุสราชที่ประทับด้านหน้าเสด็จลงก่อน พระชายาประภาวดีพอทรงสดับดังนั้นก็ทรงให้คลายพระกังวล

วันต่อมาพระมหาสัตว์ก็ทรงเกิดความปรารถนาจะทอดพระเนตรพระนางประภาวดีอีก จึงทรงเข้าไปรบเร้าพระมารดา มเหสีสีลวดีย่อมไม่อาจที่จักทรงพระทัยแข็งต่อราชบุตรได้ จึงตรัสให้ทรงไปซ่อนตัวอยู่ในสระนิลุบลก่อน เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระชายาไปชมสระบัว พอคล้อยหลังองค์ราชากุสราชองค์เทวีก็เสด็จไปยังตำหนักของพระสุณิสาเพื่อจักชวนพระนางเสด็จประพาสอุทยานหลวงด้วยกัน หลังจากพระสัสสุและพระสุณิสาเสด็จพระราชดำเนินจนทั่วพระราชอุทยานหลวงแล้ว ทั้งคู่ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย เพลานั้นบังเอิญเสด็จมาถึงสระบุณฑริกพอดี พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยโกมุทชาติหลากสีสันต่างพากันเอนไหวไปตามแรงลม บวกกับพลิ้วน้ำที่ใสราวกระจกเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามสาย ความเมื่อยล้าที่มีก็พลันมอดมลายลง ทรงปรารถนาจะสรงน้ำขึ้นมาทันใด ดังนั้นจึงตรัสชวนเหล่าพระพี่เลี้ยงให้ลงเล่นน้ำในสระด้วยกัน

ระหว่างที่ทรงสรงน้ำอย่างสนุกสนานสายพระเนตรก็ทรงเหลือบไปเห็นดอกจงกลนีดอกหนึ่งซึ่งมีสีสันสวยงามเกินดอกใด จึงทรงใคร่จะเก็บเอามาเชยชม ดังนั้นจึงทรงค่อยๆเอื้อมพระหัตถ์ออกไป บัดนั้นพระเจ้ากุสราชผู้ทรงเฝ้าจับจ้องทุกท่วงท่ากิริยาของพระชายา พอทรงเห็นพระนางทรงเอื้อมพระหัตถ์มาก็ทรงเผลอพระองค์นึกสนุก คิดจักทรงหยอกล้อพระชายาเล่น จึงทรงโผล่พระพักตร์ออกจากใบบัวคว้าเอาพระหัตถ์ของพระนางไว้ พร้อมกับทรงเปล่งเสียงร้องว่า “ เราคือราชากุสราช! ” ฝ่ายพระนางประภาวดีไม่ทรงคาดคิดว่าจักมีผู้ใดแอบซ่อนอยู่หลังใบปทุมมา จู่ๆถูกใครไม่รู้เข้ามาจับมือถือแขนก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง แลยิ่งทรงเงยพระพักตร์มาเจอหน้าตาคนจับเข้า ก็ยิ่งสำคัญผิดเข้าไปใหญ่ คิดว่าเป็นยักษ์เป็นมารมาจับ พระองค์จึงถึงกับทรงวิสัญญีภาพหมดสติไปในบัดดล เกิดเป็นความโกลาหลขึ้นมาจนพระมเหสีสีลวดีต้องให้เหล่าพระพี่เลี้ยงอุ้มพระนางกลับพระตำหนัก

หลังจากทรงฟื้นพระสติแลทรงคิดทบทวนพระนางก็ทรงทราบว่าผู้ที่จับพระนางนั้นก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างที่มีใบหน้าขี้ริ้วที่นั่งบนอาสน์ด้านหลังของพระราชานั่นเอง เขาผู้นี้เห็นทีจักต้องเป็นพระเจ้ากุสราชแน่ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าทำตามอำเภอใจได้ถึงปานนี้! พระนางไม่ทรงปรารถนาจะมีพระสวามีผู้มีพระพักตร์แสนจะน่าเกลียดอย่างนี้ จึงทรงคิดจักหนีไปจากแคว้นมัลละ ดังนั้นจึงตรัสให้เหล่าพระพี่เลี้ยงไปเตรียมราชรถแลข้าวของไว้ให้พร้อม สองยามคืนนี้พระนางจะหนีไปจากแคว้นนี้ เหล่าพระพี่เลี้ยงพอได้รับพระราชเสาวนีย์จึงรีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

การเตรียมการของพวกนางได้ถูกจับตาจากทหารคนสนิทที่พระเจ้ากุสราชทรงส่งไปอารักขา ดังนั้นเขาจึงนำความเข้ากราบทูลให้พระองค์ได้ทรงรับทราบ พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำบอกของทหารจึงทรงใคร่ครวญขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่อนุญาตให้นางกลับแคว้นตน เห็นทีนางคงจักต้องอกแตกตายเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรปล่อยให้นางกลับไปก่อน หลังจากนั้นค่อยไปพานางกลับทีหลัง น่าจักเป็นการดี ” พอทรงดำริดังนั้นจึงตรัสให้ทหารไปบอกยามรักษาการณ์ประตูวังว่าอย่าได้ขัดขวางขบวนเสด็จของพระชายาเป็นอันขาด ปล่อยให้พระนางเสด็จไปดังนั้นพอถึงยามเที่ยงคืนขบวนเสด็จของพระชายาประภาวดีจึงเสด็จออกจากเมืองไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรคใดๆทั้งสิ้น!

เหตุที่พระนางประภาวดีมิได้ทรงมีความยินดีรักใคร่ในพระเจ้ากุสราชแม้แต่น้อยทั้งๆที่ทรงเป็นพระชายา ก็เพราะอำนาจแห่งแรงอธิษฐานจิตที่พระนางทรงตั้งความปรารถนาไว้ในชาติปางก่อนนั่นเอง ถึงพระมหาสัตว์ก็เหมือนกัน ที่ทรงเกิดมามีพระพักตร์ไม่งดงามก็เป็นเพราะอำนาจแห่งวิบาก (การให้ผลของกรรม) ที่ทรงทำไว้เมื่อชาติที่แล้วเช่นกัน เรื่องของทั้งสองพระองค์หากจะเท้าความถึงปฐมเหตุ ต้องย้อนกลับไปในอดีตชาติ

ในอดีตอันเนิ่นนานก่อนจักถึงยุคปัจจุบัน ครั้งนั้นยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองพาราณสีสักเท่าไหร่ หมู่บ้านนี้มีตระกูลที่สนิทสนมรักใคร่กันอยู่สองตระกูล ตระกูลหนึ่งมีบุตรชาย ๒ คน อีกตระกูลหนึ่งมีบุตรสาว ๑ คน ตระกูลที่มีบุตรชายนั้นพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นได้ทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นคนน้อง เมื่อถึงวัยที่บุตรของทั้งสองตระกูลจักต้องมีคู่ ตระกูลฝ่ายชายได้ไปสู่ขอลูกสาวอีกฝ่ายให้มาเป็นภรรยาของบุตรชายคนโต โดยฝ่ายหญิงแต่งเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  857 

  ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย