"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ณ บ้านลานเสียงธรรม ซ.นาคนิวาส 40 ลาดพร้าว 71 กรุงเทพฯ  29 เม.ย. - 2 พ.ค. 59"

"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ณ บ้านลานเสียงธรรม ซ.นาคนิวาส 40 ลาดพร้าว 71 กรุงเทพฯ  29 เม.ย. - 2 พ.ค. 59"

1. ครูบาอาจารย์ผู้สอนการปฏิบัติและผู้สอบอารมณ์ : คุณแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ จาก วัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ท่านมีประสบการณ์สอนกรรมฐาน และสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรม มากว่า 43 ปี ท่านเปิดกว้างสอนได้ทุกแนวการปฏิบัติ ทั้งมีคำบริกรรม ไม่มีคำบริกรรม และผู้เริ่มใหม่ที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน รวมทั้งแก้ไขผู้ปฏิบัติธรรมที่กำลังมีปัญหาทั้งแบบพิสดารและทั่วไป

2. สถานที่ปฏิบัติธรรม : บ้านลานเสียงธรรม เลขที่ 7/44 หมู่ 4 ซอย นาคนิวาส 40, ลาดพร้าว 71 กรุงเทพฯ  ดูแผนที่และบรรยากาศภายในบ้านลานเสียงธรรม ได้ที่..... http://pantip.com/topic/34940481

สอบถามการเดินทางได้ที่  เฟสบุค บ้านลานเสียงธรรม https://web.facebook.com/BanLanSeiyngThrrm/?ref=ts&fref=ts หรือ คุณวรรณ 094-4966844  , คุณหยก 092-2611635

3.เงื่อนไขการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม:  เข้าปฏิบัติได้ตามวันและเวลาที่ตนเองสะดวก งดกาแฟ  ปิดวาจาทุกคน งดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด งดอ่าน งดเขียน ไม่เน้นการสวดมนต์ ไม่เน้นการนั่งสมาธินานๆ เน้นให้ปฏิบัติเดินนั่งทั้งวัน  ตื่นตี 3 เข้านอน 4 ทุ่ม ได้สอบอารมณ์ตัวต่อตัวหากมีเวลาเพียงพอหรือมีเรื่องสำคัญจริงๆ พักทานอาหาร 30  นาที ห้ามหลังแตะพื้นในเวลากลางวัน 

4.การเตรียมตัว : ชุดขาวหรือเสื้อผ้าสีอ่อน ของใช้ส่วนตัว มุ้ง เต้นท์มุ้ง ยาทากันยุง ไฟฉาย ผ้าปูรองนั่งที่พักอาจไม่เพียงพอ ท่านใดมีเต้นท์ขอให้นำไปด้วย ไม่มีค่าใช้จ่าย อาหารเป็นมังสวิรัติทั้งหมดทุกมื้อ  ***ยินดีต้อนรับทั้งชาย หญิง สาวประเภทสอง เยาวชน และผู้พิการที่ดูแลตัวเองได้***

5. อ่านแนวทางการสอนและการสอบอารมณ์ของคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่...

      - http://pantip.com/topic/34940481
       - เฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว  https://web.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-1502603876685810/?ref=hl

6. การลงทะเบียน : แจ้งชื่อจริง นามสกุล ชื่อเล่น วันเดินทางไปและกลับ จน.คน ได้ที่ 
คุณวรรณ 094-4966844 หรือทางเฟสบุค  https://mobile.facebook.com/wan.cg?__nodl&_rdr (ส่งข้อความได้เลย โดยไม่ต้องสมัครเป็นเพื่อน)

7. สอบถามการปฏิบัติกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่  062-1270465(12call) , 0868540049(dtac) 10.00-22.00 น. สามารถไปปฏิบัติกับคุณแม่ได้ที่ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม บ.โคกสูง ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 



สถานที่ตั้ง : บ้านลานเสียงธรรม ลาดพร้าว ลาดพร้าว 71 กรุงเทพมหานคร 40000
โทรศัพท์ : 0944966844
DT012174  UMP 
 DT012174 
 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:43 น.
 


"แผนที่บ้านลานเสียงธรรม"

สอบถามการเดินทางได้ที่  เฟสบุค บ้านลานเสียงธรรม https://web.facebook.com/BanLanSeiyngThrrm/?ref=ts&fref=ts หรือ คุณวรรณ 094-4966844  , คุณหยก 092-2611635



ความคิดเห็นที่ 1  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:44 น. 


"บรรยากาศในบ้านลานเสียงธรรม"



ความคิดเห็นที่ 2  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:51 น. 




ความคิดเห็นที่ 3  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:52 น. 




ความคิดเห็นที่ 4  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:52 น. 


     

ความคิดเห็นที่ 5  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:53 น. 




ความคิดเห็นที่ 6  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:54 น. 




ความคิดเห็นที่ 7  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:55 น. 




ความคิดเห็นที่ 8  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:56 น. 




ความคิดเห็นที่ 9  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:57 น. 




ความคิดเห็นที่ 10  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:58 น. 


"เงื่อนไขการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม"

เงื่อนไขการปฏิบัติธรรมคือ งดกาแฟ  ปิดวาจาทุกคน งดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด งดอ่าน งดเขียน ไม่เน้นการสวดมนต์ ไม่เน้นการนั่งสมาธินานๆ เน้นให้ปฏิบัติเดินนั่งทั้งวัน  ตื่นตี 3 เข้านอน 4 ทุ่ม สอบอารมณ์ตัวต่อตัว พักทานอาหารแค่ 30 นาที ห้ามหลังแตะพื้นในเวลากลางวัน


ความคิดเห็นที่ 11  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:58 น. 


"การเตรียมตัว"

ของใช้ส่วนตัว ยาประจำตัว ยาทากันยุง ไฟฉาย มุ้ง เต้นท์มุ้ง หากท่านใดมีเต้นท์ขอให้นำไปด้วย เพราะที่พักอาจไม่เพียงพอ ชุดขาว หากท่านใดไม่มี คุณแม่ท่านไม่ให้ไปซื้อ ใช้เสื้อผ้าสีอ่อน เช่น เสื้อขาว กางเกงดำ กางเกงเทาก็ได้ สำหรับผู้หญิงขอขายาว ไม่เอาสามส่วน สี่ส่วน และที่สำคัญที่สุด คือเตรียมตัวและใจมาให้พร้อม โดยเฉพาะท่านที่ติดกาแฟ คุณแม่ท่านห้ามแอบเอามา ให้อมลูกอมธรรมดาแทนได้ 




ความคิดเห็นที่ 12  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:59 น. 


"ประวัติคุณแม่ชีเกณฑ์ตอนที่ 11....... ใช้กรรมเก่า" 

สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีก หลวงปู่บอกว่าลูกชีกรรมเก่า ทำไมกรรมเยอะขนาดนี้ สตินะ ลูกชีต้องเจริญสติ สติตัวเดียวเท่านั้นแหละจะช่วยลูกชีได้ แล้ววิบากกรรมเก่าก็โหมเข้ามา แม่นึกถึงแต่คำของหลวงปู่ ท่านให้เรามีสติแล้วจะผ่านได้ อะไรเข้ามาแม่ก็ว่าเอาเถิดเรายอมแล้ว เราพร้อมที่จะชดใช้แล้ว เกิดอะไรขึ้นแม่กำหนดอย่างเดียว แล้วแม่ก็ผ่านมาได้ จนวันหนึ่งไปเฝ้ากุฏิให้คุณแม่บุญเกื้อ เป็นกุฏิไม้สูงๆ จะเดินไปตรงไหนก็ร้อนนั่งก็ร้อน ปวดหัวจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ หน้าขึ้นเป็นหนองเป็นสิว อาการเลือดเป็นพิษกำเริบขึ้นมามีแต่ความเจ็บปวด แม่ก็กำหนดรู้หนอๆ ไม่ได้กินยาอะไร เวทนาเกิดขึ้นก็เพ่งใส่ มันออกไปแต่เดี๋ยวก็กลับมา แม่ก็ว่าเอาเถอะคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา ถ้าเราตายไปในขณะนี้เดี๋ยวนี้เราก็ยอม 

หน้าเป็นตุ่มเป็นหนอง เส้นผมทุกรูขุมขนเป็นหนองผุดขึ้นมา เอามือไปจับหัวไม่ได้เลย ได้แต่รู้หนอๆ เจ็บหนอๆ เดินก็ไม่ได้ นั่งก็ไม่ได้ นอนลงกลิ้งไปตรงไหนก็ร้อนตรงนั้น แม่ก็เลยกำหนด เราจะไม่หนีกรรม เจ้าเวรนายกรรมเอ๋ยจงมาเอาเราเถิด อยากได้ตรงไหนก็เอาเผาผลาญให้เราแตกเป็นเสี่ยงๆ จะเอาก็เอาเถิด เราจะไม่ต่อสู้แล้วเราพร้อมที่จะตายแล้ว แม่น้อมไปถึงโยมพ่อโยมแม่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระอรหันต์เจ้า ครูบาอาจารย์ ลูกไม่เสียดายชีวิตไม่เสียชาติที่ได้เกิดมา คุณบิดามารดาที่เสียสละให้ลูกได้มาปฏิบัติ ได้เห็นวิบากแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว ลูกไม่สงสัยอันใดอีก กรรมนี้ต้องชดใช้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็หาช่วยอันใดเราได้เลย เราพร้อมแล้วเอาเถิด จิตเราไม่ได้ยินดียินร้ายไม่ได้กังวล เราไม่พึงปราถนาในกายหยาบเราพร้อมแล้วที่จะตาย จะเอาตรงไหนก็เอาเลยไม่ต่อสู้แล้ว กำหนดรู้อย่างเดียว มันก็ค่อยๆเบาลง ความร้อนค่อยๆสลายไป แต่อาการปวดหัวร้อนในกายยังมี แม่ก็กำหนดรู้ 

ผ่านไปหลายชม. จนเกือบเที่ยงคืนแม่น้อมจิตนึกถึงบุญกุศลที่ได้ทำและยินดีที่จะชดใช้วิบาก ขอชดใช้วิบากให้มันสิ้นกรรมในภพนี้ ไม่ขอต่อสู้อะไร รู้แล้วว่ากรรมเพราะไปทำอะไร จะไม่ทำซ้ำอีก ขอชดใช้ไม่ต่อสู้และจะไม่โกรธไม่พยาบาทไม่อาฆาต เราอโหสิ ท่านก็อโหสิให้เราด้วย ที่เราได้กระทำกรรมไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน เราหลงเราโง่เพราะความอยากเพราะความหลง อวิชชาเข้าครอบงำ สิ่งเหล่านี้จะไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว น้อมจิตพิจารณาความเจ็บปวดแล้วจิตก็ดีดออก จิตแว่บเกิดปิติที่ตัวเองพ้นวิบาก เวลานั้นประมาณห้าทุ่มครึ่ง จิตหลุดออกไปก็รู้ ออกไปทางไหนก็รู้ จิตออกไปเห็นกายตัวเอง แม่ก็ว่ากายาเอ๋ยมีแต่รังของโรค เธอพาเรามาสร้างวิบาก เราขอบคุณเธอนะ เราก็คงจบสิ้นกัน เราคงไม่หวนกลับมาหาเธออีก เราคงจะไม่กลับมาคืนกายหยาบอีกยืนพิจารณาอยู่อย่างนั้น 

แล้วมีคนมานิมนต์แม่ไปนรกก็ไม่เหมือนคน มีขาเป็นไก่ ตัวเหมือนไก่แต่หน้าเป็นคน จนเกือบ 6 โมงเช้าจิตแม่ก็กลับเข้าร่าง แม่มีสติรู้หมดตั้งแต่ไปและกลับมา เข้ามาในร่างกายยังไงแม่ก็รู้ พอฟื้นตื่นขึ้นมาเวทนาไม่มีเหลือเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ใจเงียบเย็น ไม่หิวข้าวไม่หิวน้ำ เย็นเหมือนน้ำแข็ง ประคองตัวเองลุกขึ้นนั่งสมาธิ ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สวรรค์ นรกไม่มีอีก มีแต่ความอเน็จอนาถในสิ่งที่ตัวเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์ วันนั้นไม่ทานข้าวเลย น้ำถ้าไม่หิวก็ไม่ทานไม่มีความอยาก นั่งตัวตรง ตัวเบาเหมือนปุยนุ่น หนังหัวที่เจ็บหน้าที่เป็นสิวเป็นตุ่มใสๆ มันยุบหมดเอามือลูบคลำก็ไม่เจ็บ นั่งสมาธิต่อตัวเบาหวิวจิตใจเย็นเหมือนน้ำแข็ง ไม่มีอาอารมณ์อะไรเข้ามา มีแต่จิตเป็นสมาธิกับปัญญาที่ใคร่ครวญไตร่ตรองเหตุผลสิ่งที่ล่วงมาแล้วทั้งวิบากที่ได้รับ 

นั่งเข้าสมาธิเห็นอาการเกิดดับของพระไตรลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเราห้ามไม่ได้ เราเกิดมาด้วยแรงกรรม จิตเท่านั้นเองที่พามาเวียนว่ายตายเกิด จะมาสู่ภาวะตัวต่ำ ตัวดำ ตัวสูง ตัวงามเพราะกรรมนั่นเอง มันแจกแจงทางธรรม อยู่ด้วยเอกัคคตาจิตเป็นหนึ่งมีสติอันสมบูรณ์ไม่มีส่ายไปหาอารมณ์ อารมณ์อันใดก็ไม่มีสอดส่ายเข้ามาเงียบสนิท หูได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่มีโกรธไม่มีเกลียด เราต้องทำใจเป็นกลางเราจะยินดียินร้ายไม่ได้ ถ้าเรายินดียินร้ายในสิ่งใดอยู่แปลว่าเราก็เป็นภพเป็นชาติเมื่อนั้น ไม่ว่าอารมณ์จะดี ไม่ว่าอารมณ์จะเย็น ไม่ว่าอารมณ์จะสุขเราเกาะไม่ได้มันเป็นภพ 

จิตเข้าสู่อุเบกขาเห็นอาการเกิดดับของรูปนาม นี่หรือพระไตรลักษ์เห็นแต่ท่านเทศน์ว่าพระไตรลักษณ์เกิดดับๆ อารมณ์อะไรเข้ามาก็อุเบกขา หูได้ยินเสียงตากระทบรูป ไม่มีความรำคาญไม่มีความยินดี รู้แล้ววางอุเบกขา จิตเป็นหนึ่งใสสะอาด วันนั้นไม่ทานข้าวไม่ลุกไม่เดิน นั่งพิจารณาอย่างเดียว ปิติก็ไม่มีพอปิติเกิดขึ้นอุเบกขาทันที ไม่ได้ถ้าเกิดปิติก็จะเป็นภพเป็นชาติ จิตเป็นกลางเป็นอย่างนี้เองใคร่ครวญไตร่ตรองเวียนว่ายตายเกิดไม่มีอีกแล้วมันกลัวแล้ว น้อมจิตถึงบิดามารดาผู้มีพระคุณ นึกถึงคุณแม่บุญเกื้อ พระคุณของท่านล้นเหลือ เราไปบ่นท่านด่าท่านในใจ ทั้งๆที่ท่านมีพระคุณ ปรุงแต่งไปได้ยังไง ระลึกถึงคำพูดตัวเองจนน้ำตาไหล ท่านกลับมาต้องคาราวะท่าน ต้องกราบเท้าท่านขอขมาท่าน มันผิดไปแล้วเพราะมันโง่มันหลงมันไม่รู้ มันเอาคืนไม่ได้มันผ่านไปแล้ว เราจะเอาน้ำลายที่ถ่มลงดินคืนไม่ได้แล้ว ต่อไปเราก็รำลึกถึงพระคุณท่านรับใช้ท่านเท่าที่ตัวอยู่ที่นี่ นึกถึงครูบาอาจารย์ท่านผู้มีพระคุณอันล้นเหลือ สักระยะมันก็สลัดมีแต่อาการไม่เกาะอารมณ์ เห็นพระไตรลักษณ์เกิดดับๆ สองสามวันไปทานข้าวที 

หลวงปู่ให้คนมาเรียก ไม่ไปสอบอารมณ์กับหลวงปู่สองสามวัน นั่งอย่างเดียวนึกว่าตัวเองรู้แล้วเลิศแล้ว หลวงปู่ท่านบอกว่าไม่หิวข้าวก็ต้องกินนะ มันมีไส้เดี๋ยวมันจะเป็นกระเพาะ สิ่งที่เลิศกว่านั้นยังมีอีก ก็เลยเดินไปหยิบเอาองุ่นอยู่ลูกเดียว ทุกคนทักก็ไม่ว่าอะไร ปากก็หนักเหมือนหินมาทับไว้เพราะมันอยู่ในสมาธิอันแก่กล้า บอกหลวงปู่ว่าไม่มีอารมณ์อะไรจะพูดเลยหลวงปู่ มีแต่กายกับจิตกับสติกับสมาธิเเป็นหนึ่งเท่านั้นเอง กับปัญญารู้พระไตรลักษณ์เกิดดับ หลวงปู่ก็ว่านานไปก็อย่าไปยึดไปติดวางมันนะ พิจารณาดูไปมันจะเที่ยงมั้ย ไม่มีอะไรเที่ยงค่ะหลวงปู่ มีแต่ทุกข์ขังอนิจจาอนัตตา เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป พระไตรลักษณ์เกิดดับๆ หลวงปู่บอกว่าลูกชีเอาให้มันสิ้นสุดนะ ไม่ต้องกลับมาเกิดแล้ว ลูกชีพ้นวิบากแล้ว กรรมเก่ามันช่างหนักหนาพ้นสักที ห้าสิบๆ หลวงปู่นึกว่าลูกชีจะไม่พ้นเสียแล้ว

ติดตามอ่านประวัติของคุณแม่ชีเกณฑ์ทั้งหมดได้ที่....http://pantip.com/topic/32013264



ความคิดเห็นที่ 13  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 12:59 น. 


"นั่งแล้วสัปหงกมาก ตัวเอนไปเอนมา "

มีคนเล่าให้คุณแม่ฟังว่า ปฏิบัติไปพอจิตสงบ มีอาการสัปหงก บางทีตัวยืด ตัวยาว หรือตัวผอม ตัวสูง มีคนบอกว่าคือฌาน 3 ทีนี้มีความยินดี มีความสุข มีความปิติเกิดขึ้น มีคนบอกว่ากำลังจะขึ้นฌาน 4 เขาสัปหงกมาก ตัวเอนไปเอนมา จนรำคาญไม่พ้นสักที ทำอย่างไรจึงจะพ้นไปได้ 

ท่านก็ว่าฌานอะไร ฌานโลกีย์นะสิ มันเป็นนิวรณ์ เป็นอาการของปิติ ไม่ใช่ฌาน ปิติที่มีตัวยืด ตัวเอน โยมเป็นผู้มีสติอ่อน สติคุมตัวเองไม่ได้ สติ สมาธิ ปัญญา มันอ่อน จิตมันลงภวังค์ เมื่อลงภวังค์มันก็เกิดนิวรณ์ ไปพอใจในความสุขนั้น เมื่อติดอยู่ในความสุขนั้น มันก็ไม่อยากออกมารับรู้อารมณ์ภายนอก สติมันอ่อนตัวมันก็โยกไปโยกมา

คนที่เคยมีความทุกข์ พอจิตสงบมันก็ไม่เดิน มันก็เลยติดอยู่ ท่านยกนิวรณ์ 5 ให้ฟัง ให้แก้แล้วให้เจริญสติ เจริญปัญญา มันสงบมันเข้าสู่ภวังค์ ไม่ใช่ฌาน 3 ฌาน 4 มันเป็นนิวรณ์ มันเป็นปิติ ขณะที่ว่าเห็นตัวยืด ตัวเบา สมาธิมันหนักขณะนั้น ขณะที่มันนิ่ง จิตมันลงลึก มันไม่พิจารณาอารมณ์ข้างนอก 

เขาถามท่านว่าทำอย่างจึงจะพ้น ท่านแนะแนวในสติปัฏฐาน 4 1. กาย 2. เวทนา 3. จิต 4. ธรรม ธรรมารมณ์ท่านแยกออกเป็น 5 อย่าง พระพุทธองค์ท่านเรียกว่าเป็นธรรมารมณ์อย่างเดียว อารมณ์ที่มากระทบกับเรา ยินดียินร้าย (ชอบใจ ไม่ชอบใจ ) ง่วง ฟุ้ง สงสัย นิมิต จิตมันนิ่ง จิตมันเข้าสู่ปิติ มันเห็นความสงบ มันสุข มันก็ชอบใจ ท่านถามเขาว่าจิตมันพอใจอยู่เนืองนิจใช่ไหม เขาตอบว่าใช่ ท่านถามอีกว่า อารมณ์ที่ชอบใจเป็นนิวรณ์ไหม 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะไม่พ้นและบรรลุธรรมไปได้ก็ด้วยนิวรณ์ 5 ท่านบอกวิธีแก้ให้ เขาบอกว่านั่งนานไม่ได้เพราะปวดหลัง ท่านบอกท่านไม่ให้นั่งนาน ให้นั่ง 5 นาที เดิน 5 นาที เขาขอเดินอย่างเดียว ท่านบอกได้ ถ้าเหนื่อยก็นั่ง ไม่ต้องนานแล้วลุกขึ้นเดิน เมื่อสติมีกำลังก็ค่อยเพิ่มเวลาเอาทั้งนั่งและเดิน


ความคิดเห็นที่ 14  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:00 น. 


"เวลานั่งสมาธิ ควรกำหนดอย่างไรค่ะ"

ผู้ที่บริกรรมพุทโธ หายใจเข้าก็จับดูพุท หายใจออกก็โธ 
ผู้ที่พอง หายใจเข้าก็ดูอาการท้องพอง หายใจออกก็ดูอาการท้องยุบ 
ผู้ที่ไม่ปรากฏพองยุบ เห็นแต่อาการลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็ดูแต่อาการและให้มีสติระลึกรู้ประคองตั้งจิตไว้

คำว่าประคองคือ มีสติให้ต่อเนื่อง ให้เห็นว่าขณะนี้ ที่เรากำลังบริกรรมพองหรือยุบ จิตของเราวิ่งออกไปหาอารมณ์อื่นมั้ย มีอารมณ์พอใจ และอารมณ์ยินร้าย เข้ามาแทรกในจิตเรามั้ย

ถ้าเข้ามาแทรกก็พิจารณาว่า รู้หนอ ๆ หรือกำหนดไปตามอาการที่มันคิด ที่มันมีความรู้สึก คิดถึงอะไรก็คิดหนอ ๆ อย่างเดียวก็ได้

ถ้าหงุดหงิด ก็หงุดหงิดหนอ ๆ ทุกข์ก็ทุกข์หนอ ๆ มีความทุกข์ มีความคับแค้นใจ นิวรณ์ 5 ชอบใจ ไม่ชอบใจ ง่วง ฟุ้ง สงสัย 6 คือนิมิต ให้กำหนดอารมณ์ที่อยู่ในใจ แล้วให้กลับมาดูพอง ดูยุบ พอหูได้ยินเสียง ก็ได้ยินหนอ ๆ แต่ให้หยุดพอง หยุดยุบ ให้ไปกำหนดแต่อาการที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็กลับมาดูพองยุบ

สงบก็รู้ว่าสงบ ไม่สงบก็รู้ว่าไม่สงบ รู้สึกเห็นอาการทุกอย่างในกาย เวทนาเกิดขึ้น เจ็บปวดก็รู้ มีสติรู้ว่า เออ มันเป็นธรรมดาของมัน พระพุทธองค์ท่านชี้แนวโลกุตตระ รู้อะไรละอย่างเดียว ไม่ยึด ไม่ติด ไม่เกาะ เพราะการยึด การติด เป็นภพเป็นชาติ

ผู้ใดที่เข้าฌานเพื่อระงับจากนิวรณ์ทั้งหลายได้ง่าย มันก็ยังเป็นณานที่ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เป็นณานโลกีย์ที่ยังยึด ยังติดอยู่ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ออกมาถึงรู้ ถ้าตายจะไปอยู่ในอรูปพรหม ไม่มีหู ไม่มีตา จมูกก็ไม่มี มีช่องเล็กๆ เหมือนน้ำเต้า มีรูให้ลมออกจากตรงนั้น มีแต่ความรู้สึกอย่างเดียว ตั้งอยู่เหมือนก้อนหิน ไม่กระดุกกระดิกหลายหมื่นปี ออกจากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดอีก

ทำไมไม่มีแข้งไม่มีขา เพราะตอนนั่งเข้าณาน รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่ความรู้สึกลมหายใจเข้าลมหายใจออก อะไรมาต้องกายก็ไม่รับรู้ หูได้ยินเสียงไม่รับรู้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีกายหยาบอยู่ จำเป็นต้องรู้ตัวทั่วพร้อม เราถึงจะทำลายขันธ์ได้ พระพุทธองค์ท่านไม่สรรเสริญ เพราะทำให้เราไปยึด ไปเกาะไปติดอยู่ เมื่อถึงเวลามันก็จะเป็นไปเองจากสมาธิที่มีสติ และจะเป็นณานที่เป็นสัมมา มีสติครบถ้วนบริบูรณ์



ความคิดเห็นที่ 15  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:01 น. 


"หนูจะตามดูลมหายใจขณะนั่งสมาธิ ยังไงค่ะ คุณแม่"  

ขณะที่เราหายใจเข้า รู้ว่าขณะนี้จิตของเราอยู่กับปัจจุบันอารมณ์มั้ย ให้รู้ว่าลมหายใจเข้ามันยาวขนาดไหน เหมือนแม่ให้บริกรรม "พอง" ดูสิมันสุดตรงไหน มีอาการพองอยู่ตรงไหน แล้วมันมีลักษณะอย่างใด 

หายใจเข้าไปให้เต็มปอด ดูว่าขณะนี้ เราหายใจเข้ายาวสุดมั้ย แล้วความรู้สึกนึกคิดขณะที่หายใจเข้า มีอารมณ์เจือปนมั้ย มีความปรุงแต่ง มีความรู้สึก มีอุปาทานอะไรอยู่ในใจเรามั้ย ใจเราสอดส่ายไปหาอารมณ์ห่วงใยอะไรรึเปล่า   

ให้เราอยู่กับลมหายใจทุกขณะ ให้พิจารณาตามไป มีสติรู้ตามมากมั้ย หายใจเข้าให้เต็มปอด มันสุดอยู่ตรงไหน มีความคับแค้นอึดอัดลมหายใจมั้ย หรือมันปลอดโปร่ง มันเบาในกายมั้ย 

ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้ แล้วดูว่าอารมณ์ที่หายใจเข้า มันมีแต่ลมหรือมันมีความรู้สึกนึกคิด มีเวทนาในใจมั้ย ความยึดถือ ห่วงสมบัติ ห่วงลูก ห่วงสามี ห่วงความที่จะไม่มี อยู่ในจิตมั้ย  

ให้เรารู้เท่าทันว่า เรากำลังทุกข์ เรากำลังเกาะอยู่กับอารมณ์อันใด ให้เรารู้ขณะที่ลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจเข้าสั้น เราก็รู้ว่ามันสั้น มันอยู่ในช่วงใด อยู่สุดท้องน้อยหรืออยู่เหนือสะดือขึ้นมา หรือแค่ลมหายใจอยู่ปลายจมูก หรือปลายหน้าอกเรา หรืออยู่แค่ช่วงคอ 

เมื่อมันแผ่วเบา บางคนบอกว่าเหมือนไม่หายใจ เพราะจิตไม่ได้มีอารมณ์ใดๆ จิตที่ไม่เกาะเกี่ยว จิตที่เบา ลมหายใจเข้าก็เหลือน้อย เบา หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้ หายใจออกสั้นก็ให้รู้ รู้อาการว่ามันเบามันหนัก เรารู้อาการว่าจิตมีแต่ความว่างเปล่ากับลมหายใจมั้ย หรือมีความขุ่นมัวอยู่ในใจมั้ย  

ถ้าบริกรรมก็ให้คำบริกรรมกับลมหายใจเข้าหรือออก เป็นขณะเดียวกันไปจนสุดลม ไม่ต้องไปบังคับ ทำใจให้สบาย เบาๆ เป็นหนึ่งเดียวกัน และดูว่าเราตามรู้ทุกขณะมั้ย หรือมันแว่บไปคิด มันเกิดความรู้สึกอะไรเข้าแทรกมั้ย 

ถ้ามันคิดไม่ยอมกลับมา ให้กำหนดคิดหนอๆ หรือกำหนดไปตามความรู้สึกที่มันขึ้นมา มันง่วง ตกภวังค์ หรือไม่มีกำลังที่จะหยุดคิด ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม ถ้าเดินจงกรมก็ยังไม่หาย ให้จับไม้กวาดมากวาดใบไม้แทน ตามรู้อาการเคลื่อนไหวไป จะทำให้เราสลัดความคิดนั้นออกไปได้  

และคุณแม่ท่านฝากคำถามไว้ สำหรับการดูลมหายใจ 
.......หายใจเข้าก่อนที่ลมจะออก มันหยุดก่อนมั้ย ?
.......พอหายใจออกไปแล้ว ก่อนที่มันจะกลับเข้ามา มันหยุดก่อนมั้ย?
....... หายใจเข้ากับหายใจออก เป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ ?

ความคิดเห็นที่ 16  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:01 น. 


"วิธีแก้อาการโงกง่วงโยกไปโยกมา"

เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ คุณแม่ชีเกณฑ์ให้แก้ด้วยการให้ตั้งเวลาให้นั่งสมาธิ 5 นาที เดินจงกรม 5 นาที สลับไปมาจนครบชม. ถ้านั่ง 5 นาทียังเป็นอยู่ให้หดเวลาลงมาอีกเหลือนั่ง 3 นาที เดิน 3 นาที ถ้านั่งลงไปแล้วยังเป็นอยู่ก็หดเวลาลงมาอีก หรือให้เดินอย่างเดียว ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ถ้ายังเป็นอีกก็ให้ทำแบบเดิม ต่อเมื่อหายจากอาการนั้นค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้นมาให้เหมาะสม แต่อย่ากลับไปนั่งนานๆ อีก มันจะไหลลงไปที่เดิม

คุณแม่ท่านว่าอาการเช่นนี้อาจด้วยวิบากกรรมของเรา และสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ให้เราดูปรับเวลาให้ร่างกายได้พักบ้าง มันโยกตัวลงไปเพราะสติมันน้อย ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวของร่างกายได้ และท่านให้แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของตัวเราเองทุกครั้งที่ไปปฏิบัติ และให้ทำบุญตักบาตรกับข้าวอาหารให้เขาด้วย

ถามคุณแม่ว่าทำแบบนี้แล้วทำไมจึงหาย ท่านว่าขนาดเราให้ลุกนั่งอย่างนั้น ใจมันยังหงุดหงิดจนแทบทนไม่ได้เลยใช่ไหม แต่ต้องทนเพราะอยากหาย แล้วคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้มีอาการแบบนั้น เขาจะทนอยู่ได้หรือ เขาก็ร้อนเหมือนกันที่เราผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้น แต่เราอย่าไปปฏิบัติไล่เขาอย่างเดียว เราต้องแผ่เมตตาและทำบุญให้เขาได้อิ่มอาหารอิ่มใจด้วย จะได้เป็นอโหสิกรรมต่อกัน การทำอย่างนี้ทำให้มีเราความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดระยะนับชม. จะทำให้สติเราตั้งมั่นและบริบูรณ์ครบถ้วนมากขึ้น การลุกนั่งเสมอกันช่วยปรับธาตุดินน้ำลมไฟในร่างกายให้สมดุล โรคที่เป็นอยู่ก็จะถูกขับออก เลือดลมไหลเวียนสะดวก หายง่วง หายซึม กระปรี้กระเปล่า ไม่ขี้เกียจ นั่งแล้วไม่ฟุ้งไม่จม ตื่นตัวรู้สึกอยู่ตลอด

ขณะที่มีอาการเช่นนี้ในใจคิด เราคงไปปฏิบัติให้ใครเห็นไม่ได้แล้ว โยกไปโยกมาน่าอายมาก รู้ตัวแต่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ช่างแสนยาก ตอนผลุบเข้าไปก็ไม่รู้ตัว นั่งได้แค่อึดใจก็ไปติดกับเสียแล้ว 3 อาทิตย์ที่ต้องลุกนั่งอยู่อย่างนั้น ใจก็ไม่หงุดหงิด เป็นปกติเพราะมันชินแล้ว อาการง่วง ฟุ้งซ่าน ตัวโยกหายไป สติตื่นจนไม่ยอมหลับทั้งกลางวันกลางคืน นอนก็เหมือนไม่นอน เป็นอย่างนั้นเกือบเดือนกว่าจะเป็นปกติ

ต้องกราบขอบพระคุณ คุณแม่มากๆที่ทำให้หายจากอาการเช่นนี้ การปฏิบัติเองคนเดียว จำเป็นมากๆ ที่จะต้องมีผู้สอบอารมณ์ ไม่อย่างนั้นเราคงติดอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่



ความคิดเห็นที่ 17  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:02 น. 




"สมาธิต่างจากวิปัสสนายังไงค่ะ คุณแม่"

ถ้ามีแต่สมาธิอย่างเดียว คือนิ่ง ไม่รู้ตัวเอง เสียงเข้ามาก็ไม่รู้ เสียงเข้ามาทางหู เย็นร้อนอ่อนแข็งมาสัมผัสกายก็ไม่รู้ นั่งนิ่งอยู่อย่างเดียว

ถ้าเป็นวิปัสสนา วิแปลว่าตัวปัญญา รู้แจ้งในอารมณ์ ที่นิ่งก็รู้ว่านิ่ง วิปัสสนามีสติและปัญญาคุมกับสมาธิ

มีสติรับรู้อารมณ์ ที่เป็นสมาธิก็รู้ว่ามันเป็นสมาธิ สงบก็รู้ว่ามันสงบ ถ้าลืมตา ตาไปกระทบรูปก็รับรู้ หรือหลับตาอยู่ในองค์สมาธิ หูได้ยินเสียงก็รับรู้ มีลมผ่านมา กายเย็นก็รับรู้ว่ากายเย็น กายร้อนก็รับรู้ว่ากายร้อน มีมดมีอะไรมาแตะต้องตัวก็รับรู้ รับรู้หมดพร้อมกับปัญญาที่คอยพิจารณาในสิ่งนั้น รู้แล้วก็วาง ๆ

วิ แปลว่าตัวปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์นิ่ง อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ นิ่งในสมาธิ เสพอารมณ์เบิกบานในอารมณ์สมาธิก็รู้ พอรู้เขาก็จะถอนออก ไม่ยินดียินร้าย ความพอใจในองค์สมาธิที่สงบนิ่ง ก็เป็นอารมณ์พอใจ เป็นหนึ่งในนิวรณ์ 5 มารขวางกั้นผู้ปฏิบัติธรรม ชอบใจไม่ชอบใจ ง่วง ฟุ้ง สงสัย 6 คือ นิมิต

ถ้ามีปัญญาควบคู่กับสมาธิ เมื่อเห็นตัวเองเกิดความพอใจ เขาก็จะเตือนตัวเอง เรากำลังเกิดความยินดีหนอ นี่เป็นนิวรณ์ ทำให้เราไปไม่ถึงไหน ไม่เห็นแจ้งในสัจธรรม หากตายในขณะนี้ เรายังต้องมีภพมีชาติอีกแน่นอน เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นโทษแล้วก็วาง สักแต่ว่ามันเกิด สักแต่ว่ามันเป็น รับรู้แต่ไม่ยินดียินร้าย

ความคิดเห็นที่ 18  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:03 น. 


"มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง"

ถามคุณแม่ว่า...มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง บางทีคิดไปข้างหน้า บางทีคิดไปข้างหลัง ควรทำอย่างไรดี

คุณแม่ท่านบอกว่า...พอมีความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุด เช่นกำลังจะก้าวเท้าลง หากเห็นมันก็หยุดคาอยู่อย่างนั้นเลย พอมันดับเราก็ค่อยไปต่อ

ทำตามที่ท่านบอก เราเห็นสิ่งที่คิดดับลงไป เดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็หยุดอีก มันก็ดับลงไปอีก ไปๆมาๆอยู่อย่างนี้ สู้กันหลายยก ผ่านวันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มันก็แทบจะไม่โผล่ขึ้นมา

อีกวิธีที่ท่านแนะนำเวลาที่ฟุ้งมากๆ ให้กำหนด คิดหนอ คิดหนอ หลายๆ ครั้ง เอาจนมันหายไปเลย หรืออยากหนอ อยากหนอ ถ้ามันอยากขึ้นมา วิธีนี้จะช่วยให้หายฟุ้งได้ เพราะจิตมาสนใจคำที่เราพูดออกมา และมารับรู้การเคลื่อนไหวที่ปากอย่างต่อเนื่อง การปรุงแต่งสิ่งที่คิดขาดตอน จนเลิกปรุงแต่งไป ความคิดจึงดับลง

ทุกวิธีต้องใช้ความตั้งใจและความเพียรพยายาม แม้ขณะนี้จะไม่ดีเลิศมากนักแต่ก็เบาบางจากความฟุ้งซ่าน เสียงข้างในเงียบขึ้นมากเหลือเพียงแต่เสียงภายนอก คุณแม่ท่านบอกว่าผู้ใดที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านไม่ได้ หากมีปัญหาอารมณ์ใจท่านยินดีให้คำแนะนำผ่านทางโทรศัพท์ พูดคุยเกี่ยวกับการปฏิบัติกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่ 0621270465(12call) , 0868540049 (dtac) 4.00-5.30,10.00-22.00 น.



ความคิดเห็นที่ 19  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:04 น. 


"หนูเดินจงกรมแบบช้าๆ ได้ไหมค่ะ"

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ หนูเดินจงกรมแบบช้าๆ ได้ไหมค่ะ หนูรู้สึกว่าหากเดินเหมือนในชีวิตปกติ ยิ่งฟุ้งและร้อนที่ใจ พอมาเดินช้าๆ ใจมันกลับเย็น

คุณแม่ชีเกณฑ์ : การเดินช้าๆ เป็นการขัดจิต ขัดกิเลส แต่บางคนยิ่งเดินช้า ยิ่งง่วง แม่ก็ให้เขาเดินให้เร็วขึ้น แล้วลูกเดินจงกรมแบบไหน แบบพุทโธหรือไม่มีอะไรเลย 
ผู้ปฏิบัติธรรม : เดินไปเรื่อยๆ บริกรรมพุทโธค่ะ

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ให้ลูกสังเกตเวลาเดิน ยกเท้าขึ้น เอ่ยคำว่าพุท ให้การรับรู้เท้าที่กำลังยก กับคำว่าพุทที่เอ่ยออกมา ให้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ก่อนเท้าจะลงให้หยุดค้างไว้ ลูกจะเห็นคำว่าโธ ผุดขึ้นในใจ ให้มันดับไปก่อน แล้วค่อยเอาเท้าลง พร้อมกับเอ่ยคำว่าโธขึ้นมาใหม่ ให้การรับรู้ที่เท้า กับคำว่าโธเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

.......ผ่านไป 1 วัน.....

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ หนูเดินอย่างที่คุณแม่บอก พอขายกขึ้น หนูหยุดค้างไว้ หนูเห็นคำว่าโธผุดขึ้นในใจ ทั้งๆ ที่เท้ายังค้างไว้ พอคำว่าโธในใจดับ หนูก็เอ่ยขึ้นมาใหม่ พร้อมๆ กับเอาเท้าลง หนูเห็นคำสั่งบอกให้ไปข้างหน้าด้วย หนูไม่ทำตาม แล้วหนูก็เห็นมันดับลง บางทีก็มีความคิดเข้ามาแทรก บางทีก็ปวดขาขึ้นมาค่ะ

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ถ้าความคิดเกิดขึ้น ก็ให้หยุดขาค้างไว้ทันที ถ้าความปวดเกิดขึ้นก็ให้หยุดค้างไว้เช่นกัน

....ผ่านไป 3 วัน....

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ พอมันคิด หนูหยุดขาค้างไว้ทันที หนูเห็นความคิดดับลง พอมันดับหนูก็ไปต่อ มันมาอีก หนูก็หยุดอีก หยุดๆ ไปๆ อยู่อย่างนี้ ตอนนี้มันไม่ค่อยโผล่มาแล้วค่ะ พอความปวดเกิดขึ้น หนูก็หยุดค้างไว้ หนูเห็นความปวดมันดับลง หนูนึกว่ามันจะปวดตลอด มันก็มีช่องว่างเหมือนกัน

คุณแม่ชีเกณฑ์ : การเห็นการเกิดดับในตัวเรานี่แหละ เป็นต้นทางของการวิปัสสนา เป็นปัญญาขั้นแรกที่จะพาเราออกจากวัฏสงสาร ถ้าไม่มีคำบริกรรม ก็ให้สังเกตจุดเดียวกัน จะยกเท้าก็ให้มีสติรู้ ก้าวไปก็ให้มีสติรู้ เหยียบไปก็ให้มีสติรู้ ขณะรู้จิตอยู่กับขามั้ย มีสติรู้อยู่กับปัจจุบันมั้ย ยกขาก็ให้รู้ว่าจิตออกไปมั้ย อยู่กับปัจจุบันกับขามั้ย ขาขวายก มันอยู่กับขาหรือวิ่งออกไปข้างนอก มันออกไปก็ให้ใช้สติปัญญาดึงมันกลับคืนมา

ถ้าหยุดขาค้างไว้มันไม่กลับมา ก็ให้กำหนดคิดหนอๆๆ หรือฟุ้งหนอๆๆ จนกว่ามันจะกลับมา ถ้าเกิดความรู้สึกขึ้น ก็ให้กำหนดตามความรู้สึกนั้น เพื่อหยุดไม่ให้มันปรุงแต่งต่อ ถ้าฟุ้งมากก็ให้เดินแค่ 5 - 10 นาที แล้วนั่ง นั่ง 5 - 10 นาที แล้วลุกขึ้นเดิน สลับไปมาอย่างนี้จนครบชม. หรือจะบริกรรมออกเสียงดังๆ ก็ได้



ความคิดเห็นที่ 20  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:04 น. 


"การเดินจงกรม 6 จังหวะ สำหรับผู้ที่ทุกข์ใจและฟุ้งมาก"

1. ยกส้น...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
2. ยก...(หยุด)....หนอ...(หยุด)
3. ย่าง...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
4.ลง...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
5. ถูก...(หยุด)....หนอ...(หยุด)
6. เหยียบ...(หยุด)....หนอ...(หยุด)

นอกจากจะรับรู้ที่เท้า ปาก ใจ หูก็ยังคงได้ยินเสียง บางทีมันก็รู้ลมหายใจ ตาก็เห็นสัตว์ที่เดินบนพื้นดิน รู้อากาศร้อนเย็น จิตแว่บออกไปคิดก็รู้

ออกเสียงดังทุกจังหวะและคำว่าหนอ ให้การรับรู้ของเท้า ปากและใจตรงกัน หากความคิดเข้าแทรกหยุดค้างไว้ทันที ความคิดดับจึงไปต่อ หากมันไม่ยอมดับก็ค้างไว้เลย เมื่อขาเริ่มเกร็งมันจะทิ้งความคิดมารับรู้อาการที่ขา การเดินจงกรมเช่นนี้ เป็นวิธีที่ขัดใจมากสำหรับผู้ที่ใจร้อน อารมณ์รุนแรง มันจะดิ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

ขณะที่หยุดค้างไว้ ให้เราดูใจที่มันดิ้น มันหยุดดิ้นเมื่อไหร่จึงจะไปต่อ อดทนฝืนจิตไม่ทำตามที่มันสั่งให้ได้ 1-2 อาทิตย์มันก็จะหยุดดิ้น ยกเว้นคนที่ไม่สม่ำเสมอและไม่เอาจริง เมื่อมันหยุดดิ้นความสงบเย็นจะเกิดขึ้น 4 วันแรกจะปวดเมื่อยไปทั้งตัว เริ่มแรกตัวจะเอียงซ้ายเอียงขวาให้ทำความรู้สึกไปตามอาการเอียง ถ้ามันคิดติดกันเป็นลูกโซ่ ให้กำหนด คิดหนอๆเอาจนมันหยุด 

วิธีนี้เป็นวิธีหักดิบ ผู้ที่ความอดทนน้อยมักจะถอยไปเสียก่อน สิ่งที่จำเป็นมากคือความต่อเนื่อง อย่างน้อยวันละ 1 ชม. เป็นเวลา 2 อาทิตย์จึงจะเริ่มเห็นผลชัดเจน หลังการปฏิบัติทุกครั้ง คุณแม่ท่านให้แผ่เมตตาเจาะจงให้เจ้ากรรมนายเวรเราก่อน เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งขึ้นจึงจะแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ และหมั่นตักบาตรให้เขาด้วย 

เรื่องใดที่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้พิจารณาไตร่ตรอง ทำไมใจเรายังคิดเรื่องนี้ ยังคาใจตรงไหน ตัดสินใจเด็ดขาดกับมันว่าจะทำยังไงแล้วก็วางมัน และคอยเตือนตัวเองหากตายขณะนี้ ต้องไปเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าอยู่บ้านเขาแน่นอน การรับรู้หลายจุดถี่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดสติและให้สติเร็วขึ้น 

เมื่อมีสติ ก็จะเกิดสมาธิ และปัญญาในการแก้ไขปัญหาก็จะตามมา ส่วนการหยุดนั้น เพื่อให้เห็นการเกิดดับของการรับรู้และความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดแล้วดับในทันที เมื่อเข้าใจในความเป็นจริง มันก็จะค่อยๆ ยอมรับว่าทุกสิ่งมันจบไปแล้ว และเลิกที่จะไปขุดคุ้ยขึ้นมาอีก เมื่อถึงเวลาที่จิตเขาก้าวเดินเองได้ คำบริกรรมก็จะค่อยๆ เลือนหายไป 



ความคิดเห็นที่ 21  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:05 น. 


"การเดินจงกรมเพื่อการพักจิต"

เมื่อใจเบื่อคำบริกรรม ถามคุณแม่ชีเกณฑ์ว่าใช้ลมหายใจแทนคำบริกรรมได้ไหม ท่านบอกว่าได้ไม่ผิดอะไร วิธีกรรมของครูบาอาจารย์เป็นแนวทาง ผู้ที่รู้จักตัวเองดีแล้วก็ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองได้ ในวันนี้จึงขอเดินเงียบๆ ช้าๆ ไม่เร่งตัวเอง ไม่เร่งลมหายใจ ปล่อยใจให้สบาย ไม่ได้ทำเพื่อใครหรือเพื่ออะไร เป็นการเดินจงกรม 6 จังหวะ โดยใช้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกแทนคำบริกรรม

จังหวะที่ 1. ยกส้น+หายใจเข้า.....หยุดค้าง+หายใจออก
(ยกส้นเท้าขึ้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ จนลมเต็มปอดท้องพองจนสุด แล้วหยุดเท้าค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมหายใจออกจนลมหมดท้อง แล้วค่อยเปลี่ยนจังหวะ)

จังหวะที่ 2. ยก+หายใจเข้า....หยุดค้าง+หายใจออก
(ยกเท้าขึ้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 3. ย่าง+ลมหายใจเข้า....หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(ก้าวขาออกไปพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 4. ลง+ลมหายใจเข้า...หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(เอาเท้าลงแต่ปลายเท้ายังไม่ถูกพื้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 5. ถูก+ลมหายใจเข้า...หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(ปลายเท้าถูกพื้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 6. เหยียบ+ลมหายใจเข้า....หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(เหยียบพื้นเต็มเท้าพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

ผลจากการเดินจงกรมแบบนี้ ในเวลาไม่กี่วัน ใจก็วางเรื่องที่คิดไปหลายสิบเรื่อง เป็นใจที่สงบ เย็น หนักแน่น ว่างและวาง 

การเดินจงกรมไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเรารู้จุดนี่คือวิธีพักจิต คลายใจ ชำระจิต โดยที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องรอเวลา ไม่เสียเงิน แค่ห้องเล็กๆ ก็กว้างพอ แม้จะเดินได้แค่ก้าวเดียว ยืนกับที่ เดินไม่ได้ ยืนไม่ได้ เคลื่อนไหวได้แค่มือ หรือแค่ปลายนิ้ว ก็สามารถนำวิธีนี้ไปปรับให้เข้ากับตนเองได้ อยู่กับลมหายใจมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว เพิ่งจะใช้เขาให้เป็นประโยชน์สูงสุดก็วันนี้เอง



ความคิดเห็นที่ 22  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:06 น. 


"นิทานเรื่อง เกลือกับโอ่ง"

หากเรามีเกลือ 1 ช้อน เติมลงไปในน้ำ 1 แก้ว น้ำนั้นจะมีรสชาติเค็ม แต่หากเราเติมเกลือ 1 ช้อนนั้น ลงไปในน้ำ 1 โอ่ง ความเค็มของเกลือนั้นก็จะเจือจางลง เปรียบเสมือนการทำบุญ เกลือก็เหมือนกรรมเวรที่ตามติดเรามา หากเราทำบุญน้อย กรรมหรือบาปนั้นก็จะไม่เจือจางลง แต่หากเราหมั่นทำบุญกุศล ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงไปในโอ่งที่มีเกลือ 1 ช้อน แม้กรรมเวรนั้นจะยังคงอยู่เท่าเดิม แต่บุญกุศลที่เราทำมาจะทำให้กรรมเวรนั้นเจือจางลง

เล่าให้คุณแม่ฟังว่า เรื่องนี้เคยอ่านตอนที่ไปบวชชีพราหมณ์ครั้งแรกที่วัดมเหยงคณ์ หลังจากนั้นไม่นาน เกิดอุบัติเหตุความจำเสื่อมไปสองเดือน เสียชีวิตไปเกือบหมดครอบครัว เปิดเจอเรื่องนี้ในสมุดบันทึกของตัวเอง

หลังจากนั้นเวรกรรมก็โหมกระหน่ำ สูญเสียหมดสิ้นทุกอย่าง เจอคนเอารัดเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทุกอย่าง ถูกบีบคั้นจากร่างกายที่เจ็บปวด เงินก็ไม่มี ทั้งต้องดูแลพ่อที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คนรักก็ตีจาก ญาติพี่น้องก็ไม่เอา

ความรู้สึกในใจเกิดทั้งความเจ็บปวด ความโกรธ จนแทบจะเป็นบ้า ในความทรงจำที่ยังลางเลือน สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยลืมคือเรื่องนี้ เฝ้าบอกตัวเอง ฉันจะพยายามเติมน้ำลงไปในโอ่ง สักวันเกลือมันต้องเจือจางลง ฉันจะไม่หยุดเติมน้ำลงในโอ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เริ่มต้นด้วยการปล่อยปลาตามกำลังที่ตัวเองมี เริ่มตักบาตรทุกเช้าตามที่พอจะหาได้ เริ่มสวดมนต์ และทำบุญอื่นๆตามกำลังของตัวเอง ทำเท่าที่จะทำได้

ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์โกรธ จะเตือนตัวเองเสมอ เรากำลังเติมเกลือลงในโอ่งแทนน้ำ เราจะไปเริ่มต้นใหม่หรือ เราต้องพยายามเติมน้ำลงไปไม่ใช่เกลือ การระงับอารมณ์ตัวเองไว้ ไม่ทำในสิ่งที่มันบอกให้ทำ การพยายามละความอาฆาตพยาบาท นี้แหละคือการทำบุญที่ยิ่งใหญ่แล้ว เกลือที่อยู่ในโอ่งมันทำให้เราทุกข์เพียงใด เราย่อมเห็นผลมันแล้ว

จนกระทั่งมารู้จักการปฏิบัติภาวนา อย่างถูกต้องและถูกทางกับคุณแม่ชีเกณฑ์ อุปสรรคก็ยังมากมี ทำงานไปด้วย ดูแลพ่อไปด้วย ภาวนาไปด้วย ไม่เคยหยุดแม้วันเดียว ในใจคิด เราจะพยายามเติมน้ำลงในโอ่ง จนถึงวันหนึ่งน้ำก็ล้นโอ่ง ไม่ใช่แค่เต็มโอ่งอย่างเดียว

วันนี้บอกกับคุณแม่ท่านว่า....หนูรู้แล้ว การภาวนานี่แหละคือการเติมน้ำถังใหญ่ที่สุดลงในโอ่ง เหนือกว่าทานใดๆ และการสวดมนต์ทั้งหมด ยิ่งเป็นภาวนาที่ได้เจอกับครูอาจารย์ที่ชี้เราได้ถูกทาง ภาวนาต่อเนื่อง ไม่เคยทิ้ง เท่ากับว่าเรายิ่งเติมน้ำลงในโอ่ง ไม่นานเกลือมันก็จะจืดลงไป แต่ต้องคอยเตือนตัวเองเสมอ...อย่าได้เผลอหยิบเกลือใส่ลงไปอีก
คัดลอกจาก https://web.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-1502603876685810/?ref=hl

ความคิดเห็นที่ 23  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:06 น. 


"การแผ่เมตตาเจาะจงไปเฉพาะผู้เดียว"


สำหรับผู้ที่มีวิบากกรรมหนัก ป่วยหนัก หรือคนที่ต้องดูแลป่วยหนัก คุณแม่ท่านจะแนะนำให้เข้าปฏิบัติธรรมอย่างจริงๆจังๆ จะที่บ้านหรือที่วัดก็ได้ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง อย่างน้อย 1 เดือน และทุกครั้ง ก่อนจะออกจากทางจงกรม ท่านจะให้แผ่เมตตาเจาะจงให้เฉพาะเจ้ากรรมนายเวรของเรา หรือของคนที่เราดูแล


ถามคุณแม่ว่าทำไมเราต้องเจาะจงให้เขา ท่านจึงเล่าเรื่องแม่ชีคนหนึ่งให้ฟัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลจากการแผ่เมตตาแบบเฉพาะเจาะจง เมื่อทุกอย่างดีขึ้นแล้ว ท่านจึงให้เราแผ่เมตตาไปยังบุคคลอื่นหรือแผ่เมตตารวมๆได้......


หญิงผู้หนึ่งเป็นคนลำปาง อายุประมาณ 22 ปี เกือบจะได้แต่งงาน 6 ครั้งแล้ว แต่พลาดทุกครั้ง พอจะแต่งเธอก็ป่วยหนักเกือบตายเหมือนคนเป็นบ้าทุกครั้ง หมอหาสาเหตุไม่เจอ มีร่างทรงบอกว่ามีเจ้ากรรมนายเวรเก่าตามมา แนะให้เธอไปบวช เธอมาบวชเป็นโยคีอยู่ที่วัดร่ำเปิง เชียงใหม่ ได้ 2 เดือนจึงบวชเป็นแม่ชี หน้าตาเขาซีด ไม่สดชื่น ไม่เบิกบาน สามวันดีสี่วันไข้ทำงานไม่ได้ อาการเหมือนคนแพ้ท้อง เหมือนคนคลอดลูกใหม่ๆ ผอมแห้ง ตอนนั้นแม่ออกมาอยู่ที่สถาบันแม่ชีไทยแล้ว ไปที่นั่นเป็นครั้งคราว เธอได้ยินแม่ชีวรางค์พูดถึงแม่ เลยเข้ามาถาม หนูปฏิบัติแล้วหยาดน้ำได้ไหม แม่บอกเขาว่าอยากหยาดก็หยาดไปเถอะ ไม่ได้คุยกันมากเพราะเวลาไม่มี 

3 ปีที่เธอบวช เธอไม่เคยบอกความลับนี้แก่ใคร ทั้งที่ไปสอบอารมณ์กับหลวงพ่อ แม่แนะนำแม่ชี 2 คนที่นั่นว่าถ้าอยากปฏิบัติจริงๆ ให้ไปวัดถ้ำผาชัน จ.หนองคาย 2 คนนั้นก็ไปหนองคาย ยุพินตามเขาไป พอไปถึงหลวงพ่อที่ถ้ำผาชันบอกว่า เธอยังเข้าปฏิบัติไม่ได้ เธอต้องสึกก่อน เพราะว่าเธอศีลไม่บริสุทธิ์ เธอมีสามีเป็นผี เธอสมสู่กับสามีเธอมาตลอด เธอไม่มีศีล 8 เธอถือพรหมจรรย์ไม่ได้ ยุพินตกใจ หลวงพ่อบอกให้เธอสึกแล้วอยู่ที่นั่น ใช้วิบากให้หมด แล้วท่านจะบวชให้เอง เธอจึงจะเข้าปฏิบัติได้ เธออยู่ที่นั่นได้สักเดือน พี่เปิ้ลจากวัดร่ำเปิงมาเยี่ยมแล้วถามเธอว่าทำไมเธอไม่ได้เข้ากรรมฐาน ยุพินบอกว่าหลวงพ่อไม่ให้เข้าและเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เธอคิดอยู่ว่าจะสึกดีมั้ย พี่เปิ้ลบอกว่าไม่ต้องสึก ตอนที่วรางค์เป็นบ้า แม่ชีเกณฑ์ยังแก้ได้ ให้กลับไปรอแม่ชีเกณฑ์ที่ร่ำเปิงนะ แล้วเขาก็ไปตามหาแม่ที่ร้อยเอ็ด โชคดีแม่กลับมาบ้านพอดี 

แม่เคลียร์งานที่กรุงเทพฯ แล้วไปที่วัดร่ำเปิง ยุพินมาพบแม่ แม่บอกให้เขาพูดมา เธอมีอาการยังไง เขาทักว่าเธอมีสามีเป็นผีมียังไง คำว่ามีสามีเป็นผีแปลว่ามาทางจิตหรือมาสมสู่เธอเป็นตัวเป็นตน มาในนิมิตใช่มั้ย ไม่ต้องอายพูดมาเลย เธอไปสอบอารมณ์ไม่บอกหลวงพ่อหรือ แต่ก่อนเขาเคยบอกว่ามีร่างทรงมาบอกว่ามีเจ้าเวรนายกรรมตามมา แม่ก็บอกให้ปฏิบัติและแผ่เมตตาให้เดี๋ยวก็ดีเอง ไม่นึกว่าจะมาสมสู่กันเพราะไม่ได้นั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เธอไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้กับใคร 

เธอเล่าว่าหลังจากเข้าปฏิบัติได้ 15 วัน ขณะกำลังนั่งพองหนอยุบหนอ มีแสงพุ่งมาที่ตัว เป็นแสงสีแดง แกกำหนดไม่ทัน แกตกใจ แสงพุ่งเข้ามาถูกตัวเธอ เธอก็กำหนดว่าตกใจหนอๆ เธอสะดุ้งเลย แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แสงมีลักษณะเหมือนไปกอดไปจูบไปปล้ำเธอ แล้วแสงก็กลายเป็นร่างผู้ชายไปสมสู่กัน ไปสอบอารมณ์เธอก็ไม่กล้าบอก มันมาทุกคืน สมสู่กันมาเรื่อยเป็นปีๆ แม่ถามว่าถ้าเขาไม่มาสักสองสามวันเธอคิดถึงเขาใช่มั้ย เธอยอมรับว่าใช่ แม่จึงบอกว่าเพราะเธอไปคิดถึงเขา เพราะเธอพอใจในอารมณ์ที่เขามาสมสู่มาใคร่เธอ เธออยากพ้นมั้ย ยุพินบอกว่าอยากพ้น 

แม่บอกเขาว่าตั้งแต่วินาทีนี้เธอเลิกนั่งสมาธิ เพราะเธอไม่สามารถเอาชนะกิเลสตัวเองได้ อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องมาทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะนั้นมีการเปิดโรงพิมพ์เพื่อแกะพระไตรปิฎกเป็นตัวล้านนา เขากำลังต้องการคน สมัครเข้าไปเลย ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องทำครัว ไม่ต้องนั่งสมาธิ เธอต้องอดทน เอาจิตจดจ่อลงไปที่ใบลาน และนั่งคุยกับคนอื่นไป ห้ามนึกถึงเขา พอนึกถึงปุ๊บ คิดหนอๆ เลยนะ แล้วเจาะจงกุศลนี้ไปให้เขาอย่างเดียวให้เขาผู้เดียว 

คืนนี้จุดธูป 16 ดอก แล้วอธิฐานว่า 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทพเจ้าเหล่าเทวา เป็นสักขีพยาน ตั้งแต่วินาทีนี้เจ้าเวรนายกรรมที่มาเป็นสามีของฉันทางลับ จงโปรดรับรู้ว่า เราจะอุทิศร่างกายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา จะไม่เอาใครจะเอาเธอผู้เดียว เราอยู่ร่วมกันมาสามปีแล้ว วันนี้ฉันจะถือศีล อุทิศกายแกะตัวล้านนา ฉันจะอยู่ในพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ อย่ามารบกวนกันเลย บุญกุศลอันใดที่ได้กระทำลงขออุทิศให้เธอผู้เดียว เขาว่าไม่เป็นแม่ก็เลยพาว่า แม่นั่งอยู่กึ่งกลางระหว่างพระธาตุและตัวเขา แล้วเอาธูปปักลงดินพร้อมกับหยาดน้ำให้เทพเจ้าเหล่าเทวาเป็นสักขีพยาน 

ยุพินเข้าไปแกะตั้งแต่เช้า บางทีแกะทั้งคืนจนหลับ ใหม่ๆก็นึกถึง ก็กำหนดอย่างที่แม่บอก ผ่านไป15 วันก็ดีขึ้น คุยกับพระองค์นั้นองค์นี้คลายอารมณ์ไป มีสติอยู่กับตัวหนังสือทุกวัน หลังจากเธอเลิกเธอก็หยาดน้ำให้เขา แม่นางธรณี 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน พระรัตนตรัยทั้ง 3 เป็นพยาน บุญกุศลที่ได้กระทำที่มาแกะพระไตรปิฎกเป็นภาษาล้านนา ขออุทิศให้แก่อดีตสามีของข้าพเจ้าคนเดียว มาถึงห้องด้วยความเพลียเธอก็หลับ ความปรุงแต่งความคิดถึงค่อยๆจางไป ได้ปีหนึ่งพอดีที่เธอแกะตัวล้านนา และอุทิศบุญให้เขาคนเดียว ผู้ชายคนนั้นก็มาลา ต่อไปนี้เราจะไม่มากวนเธออีก ฉันอนุโมทนากับเธอ ฉันขอโทษที่ฉันมาทำให้เธอผิดศีล ขออโหสิกรรม ขอให้เธอเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไป ฉันก็จะไม่มารบกวนเธออีก สิ้นสุดกันแล้ว จากนั้นมายุพินหน้าตาแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น 

การแผ่เมตตาเจาะจงไปเฉพาะผู้เดียว เป็นอันสำคัญสุดสำหรับผู้ที่มีวิบากกรรมหนัก เพราะว่าบุญไม่ได้แบ่งให้ใครดุจเรากินอาหารอันมีน้อยนิด เราไม่แบ่งให้ใคร เรากินผู้เดียวเราก็อิ่มเต็มเปี่ยม แต่ถ้าแบ่งไปก็พอรองท้อง เหมือนเราค้าขายหุ้นกันสิบคนกำไรมาก็ต้องแบ่งกัน ถ้าเราทำคนเดียวไม่ต้องแบ่งใครเราก็ได้เยอะกว่า พินิจพิจารณาด้วยปัญญาของท่านเองว่าเท็จจริงแค่ไหน 

คนที่ผิดหวังจากความรักเอาจิตไปผูกพัน ไปยึดมั่นถือมั่นคำสัญญา แผ่เมตตาให้เขา พาตัวเองไปทำอะไรก็ได้หรือคบเพื่อนที่พาไปปฏิบัติ มาจดจ่อกับขวาย่างซ้ายย่าง มันคิดก็รู้ว่ามันคิดก็ได้เหมือนกัน มันคิดก็กำหนดคิดหนอๆ แล้วแผ่เมตตาเจาะจงไปแต่ผู้เดียวนั่นแหละ คนไม่ตายก็แผ่ได้ คนไม่ตายก็ขอให้เป็นสุขๆ ขอให้เราสิ้นสุดกัน ชาติแต่ก่อนเคยทำกันก็ขออโหสิ อย่าได้มาเป็นนิวรณ์กันขวางกั้นเราเลย





ความคิดเห็นที่ 24  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:07 น. 


"รู้ตัวทั่วพร้อม"

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ ทำอย่างไรหนูถึงจะรู้ตัวทั่วพร้อม ปฏิบัติมาตั้งหลายปีแล้ว หนังสือก็อ่านมามาก ฟังก็เยอะ แต่ทำยังไงก็รู้ได้เป็นขณะเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็เผลอไปอีก ลองมาหลายวิธีแล้ว รู้ตัวทั่วพร้อมเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ลูกต้องกำหนดทุกอิริยาบถย่อยๆ ถี่ยิบ ใจรู้สึกอย่างไรก็ให้รู้ด้วย ไม่ใช่แค่อิริยาบถใหญ่ ๆ ไม่ใช่แค่ทางจงกรม ชม.เดียวมันไม่พอ ขาก้าวไปก็ซ้ายหนอ ขวาหนอ มือหยิบจับก็ หยิบหนอ จับหนอ ปล่อยหนอ ตาเห็นก็เห็นหนอ มันคิดขึ้นมาก็คิดหนอ มันปวดหลังก็ปวดหนอ 

ก้มหนอ คู้หนอ เหยียดหนอ เงยหนอ ยืดหนอ หดหนอ งอหนอ ไม่ชอบหนอ ชอบหนอ ดีใจหนอ ง่วงหนอ หิวหนอ บิดหนอ เกาหนอ ถูหนอ ได้ยินหนอ โกรธหนอ กดหนอ อยากหนอ เบื่อหนอ ยกหนอ วางหนอ กำหนดทุกอิริยบถเท่าที่จะกำหนดได้ ถ้าเรียกไม่ถูกก็รู้เฉยๆ หรือ หนอเฉยๆก็ได้ 

การกำหนดทุกอิริยาบถถี่ยิบทั้งที่กายและใจ เพื่อให้เรารู้เท่าทันสิ่งที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต กิเลสมันเข้ามาได้ทุกรูขุมขนเลยใช่ไหม สติต้องหนาแน่นถี่ยิบประดุจกำแพงปูน มันจึงยากที่จะถูกปรุงแต่ง

บางคนบอกว่ามันช้า อาการที่เกิดมันรู้และจบไปตั้งนานแล้ว กำหนดไม่ทัน นั่นเพราะสติเราช้ามันจึงกำหนดไม่ทัน เริ่มแรกก็เป็นอย่างนั้น พอเราชินและชำนาญ ทั้งคำที่กำหนด การรับรู้และอาการจะเป็นปัจจุบันทันกัน

กำหนดทุกอิริยาบถทั้งที่กายและใจ ตั้งแต่เริ่มลืมตาตื่นไปจนถึงเข้านอน แม้หลับฝันไปมันก็รู้ว่ากำลังฝัน มีนิมิตเข้ามาในฝัน มันก็กำหนดรู้หนอๆ ไม่ไหลไม่เผลอไปกับนิมิตนั้น กำหนดให้ชินจนติดเป็นนิสัย ทั้งทางจงกรมและในชีวิตประจำวัน เมื่อชำนาญมันจะทิ้งคำบริกรรมเอง เหลือแค่กาารตามรู้เฉยๆ แต่เป็นการตามรู้อย่างละเอียด 

ทุกอย่างต้องใช้เวลาและความเพียร บางคนทำได้แค่อาทิตย์เดียวก็เบื่อก็เลิก บางคนกำหนดอยู่อย่างนั้นตั้ง 7 เดือน มันลืมไปก็ตั้งใหม่ ลืมมากก็กลายเป็นลืมน้อย จนเป็นไม่เคยเผลอและไม่เคยลืม เมื่อสติถี่รอบ สมาธิตั้งมั่น ก็ต้องพร้อมไปด้วยปัญญาจึงจะตัดกิเลสได้ขาด ไม่ใช่จะเอาแต่สติ อย่าทิ้งการทำสมาธิ และฝึกเจริญปัญญาไปด้วย



ความคิดเห็นที่ 25  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:08 น. 


"คุณแม่ทำยังไง หนูถึงจะเห็นอสุภะ เห็นกระโหลกเหมือนเขา"

ไปนั่งเพ่ง นั่งเห็นกระดูก ซี่โครง เห็นตับ เห็นไต มีแต่ของสกปรกโสโครก ถ้าใจมันยังวางไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ เห็นกระดูกซี่โครงแล้วเวลาเขาด่า มันยังโกรธอยู่ มันก็ไม่ดี จะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่เป็นไรหรอก เห็นแล้วปลงได้มั้ยละ ถ้าปลงได้ใช้ได้ ถ้าปลงไม่ได้ก็ใช้ไม่ได้ แปลว่ายังเห็นไม่ถูก 

เห็นถูก เห็นชอบ เหมือนมรรคมีองค์ 8 เออ..กายนี้มันเป็นธรรมดา เดี๋ยวมันก็เสื่อม ผมมันดำเดี๋ยวก็หงอก มันแปรปรวนเนาะ เกิดมามันดำ กลางคนเข้ามามันหงอก แล้วใครจะยอมมั่งละ ถ้าเห็นมันเป็นธรรมชาติทำไมไม่ปล่อย เอาวัตถุนิยมมาย้อมทำไม หนังที่มันเหี่ยวก็เป็นธรรมดา ถ้ายังบำรุงกันอยู่มันก็วางไม่ได้ เห็นอสุภะแต่ยังห่วงสวย อยากให้ตัวเองดูดี มันก็วางไม่ได้ 

กิเลสหยาบละไม่ได้ แล้วจะละกิเลสละเอียดได้อย่างไร ผู้เข้าปฏิบัติ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริง มันต้องเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติ ก็ปล่อยมัน เอาอะไรมาหยุดมันก็ไม่อยู่ ย้อมไปก็ชั่วขณะ เดี๋ยวก็คืนสู่สภาพเดิม บำรุงขนาดไหน แพงขนาดไหน ดีขนาดไหน ก็หยุดความแก่ความเหี่ยวไม่ได้ สู้เอาเงินไปทำบุญเป็นสเบียงให้แก่ตัวเองดีกว่า

ธรรมะมองแว่บเดียวแล้วพิจารณาให้แตกฉาน แค่หงอกเส้นเดียวก็บรรลุธรรมได้ อสุภะภายนอก ความสกปรกโสโครกมีให้เห็นกันทั้งวัน เห็นแล้วพิจารณาด้วยปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เอออันนี้มันเสื่อมแล้วนะ ตามองแทบไม่เห็น มันฝ้ามันฟางแล้ว หูมันก็เริ่มตึง ไม่มีอะไรเลยที่จะเที่ยง นี่แหละท่านว่าให้เห็นทุกข์สัจจริงๆ เห็นทุกข์เห็นโทษของมัน 

แม้ไม่เห็นอสุภะ แต่เข้าใจธรรมชาติของกายนี้ เข้าใจที่มันแปรปรวน เข้าใจที่มันทุกข์ ไม่ไปหลงมัน ไม่ไปยึดมัน อยู่กันไปตามสภาพ ป่วยก็ไม่ทุกข์กับมัน อันนี้แม้ไม่เห็นก็ใช้ได้แล้ว กายนี้จะวางได้ไม่ใช่เห็นอสุภะภายใน แต่วางได้ด้วยปัญญา คนที่เห็นได้ก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญา เห็นโทษเห็นภัยมันจึงจะวางได้ เห็นอย่างเดียว ละไม่ได้วางไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด



ความคิดเห็นที่ 26  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:08 น. 


"คุณแม่ฝึกผู้ปฏิบัติธรรมให้รู้เท่าทันจิตอย่างไรค่ะ"

ก็ให้เขามีสติก่อนที่จิตจะทำงาน จะคิด จะพูด จะย่าง จะเหยียบ ก็ให้มีสติรู้เสียก่อน ให้สติกับจิตไปพร้อมกัน แม่ก็ให้กำหนดไปตามอาการทั้งที่กายและใจ จะหนอหรือพุทโธแล้วแต่เขา ให้กายที่เคลื่อนไหว จิตที่รับรู้ และคำบริกรรมตรงกัน

คนที่เอาพุทโธ แม่ก็บอกให้มีสติให้รู้เท่าทัน พอบริกรรมว่าพุท จิตจะทำงานก็ให้สติรู้ก่อน พุทโธก็ให้ตรงเหมือนกัน สัมผัสให้รู้เหมือนกัน แต่เขาบริกรรมว่าพุท มีสติรู้ว่าตัวเองยกขาขึ้น จิตรับรู้ว่าเท้ายกขึ้น หน่วงมั้ย หนักมั้ย เวลาเอาขาลง โธก็ให้ถึงพื้น จิตกับสติก็พร้อมกัน

คนที่ไม่มีคำบริกรรม ก็ให้เขารู้เท่าทันอารมณ์ที่จะเข้ามากระทบ ให้รู้เท่าทันว่า จิตโกรธ จิตเกลียด นานกี่นาที มันวิ่งออกไป เราออกไปกับมันมั้ย หรือว่าพยายามที่จะระงับ มีสติยับยั้งหรือคิดตามไปเลย ถ้าคิดตาม มันก็ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเราไปปรุงแต่งด้วย

จะเป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อรู้ว่าตัวเองปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน คิดตามอารมณ์ตัวเองแล้ว อันนั้นมีสติยับยั้งตัวเอง...โอ อันนี้ไม่ใช่ มันจะทำให้ตัวเองฟุ้งซ่าน มันจะทำให้ตัวเองจิตเป็นอกุศล...อย่างนี้ถือว่า รู้เท่าทันอารมณ์ว่ามันเป็นกุศลหรืออกุศล



ความคิดเห็นที่ 27  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:09 น. 


"หนูรู้เท่าทันอารมณ์ หนูเอาจิตตามรู้ หนูไม่กำหนดอะไร ได้ไหมค่ะ"

ได้ แต่ให้เธอรู้เท่าทันว่า จิตโกรธ จิตเกลียด นานกี่นาที มันวิ่งออกไปแล้วเราออกไปกับมันมั้ย หรือว่าเราพยายามที่จะระงับมัน มีสติยับยั้งหรือคิดตามไปเลย

ถ้าคิดตาม อันนั้นมันไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเราไปปรุงแต่งด้วย จะเป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อรู้ว่าตัวเองปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน คิดตามอารมณ์ตัวเองแล้ว อันนั้นมีสติยับยั้งตัวเอง...โอ อันนี้ไม่ใช่ มันจะทำให้ตัวเองฟุ้งซ่าน มันจะทำให้ตัวเองจิตเป็นอกุศล...อย่างนี้ถือว่า รู้เท่าทันอารมณ์ว่ามันเป็นกุศลหรืออกุศล

ถ้าเป็นเรื่องไม่ใช่อกุศลก็คิดเพลิน อยากมีรถให้มันสำเร็จ อยากมีบ้านอย่างนั้นอย่างนี้ คิดปรุงแต่ง มันไม่ใช่อกุศลเพราะไม่ได้ไปอิจฉาใคร ทีนี้ถ้าเราไปหลงกับมัน แปลว่าตามใจกิเลสเรา ตามใจความอยาก แต่เราไม่มีสติคุม มันก็หลงอารมณ์ ก็เพลิดเพลิน อันนั้นก็ไม่ใช่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะมันคิดหลงไปกับอารมณ์

แต่ถ้าคิดมาก วกวนไปวกวนมา ไม่ได้ดั่งใจเรา มันก็ทุกข์ มันชอบอยากให้เป็นไปตามนั้น ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นมันก็ไม่ชอบ มันก็เลยน้อยอก น้อยใจ เสียใจ เศร้าโศกไปก็เป็นทุกข์ นี่มันเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็เลยไม่อยากให้คิดตาม ให้เอาปัจจุบันถึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ



ความคิดเห็นที่ 28  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:09 น. 


"แม่ค่ะ หนูจะเขียนคำเรียกแม่อย่างไรดีค่ะ"

เมื่อแรกเริ่มที่ต้องเขียนเล่าการปฏิบัติธรรรมกับคุณแม่ เกิดปัญหาขึ้นว่าจะเขียนคำเรียกคุณแม่ว่าอย่างไรดี ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายเดือน เรียกท่านอย่างเดียวว่า "แม่" จะเขียนว่า "แม่ชีเกณฑ์" มันก็ดูห้วนและกระด้างไปในการเขียนเล่าเรื่อง จะใช้คำว่า "แม่" เฉยๆ อันนั้นก็เป็นภาษาพูด 

ถามคุณแม่ว่าจะใช้คำไหนดี "แม่" หรือ "แม่ชีเกณฑ์" ท่านจึงเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง....ครั้งหนึ่งท่านไปเยี่ยมคุณแม่ของผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง คุณแม่ของเขา อายุเกือบ 90 ปี คุณยายยังแข็งแรงดี พูดจาฉะฉานและยิ้มร่าเริง ขณะที่คุณแม่นั่งสนทนากับคุณยาย ลูกของเขาเดินเข้ามา และเรียกคุณแม่ว่า "แม่ชีเกณฑ์" 

คุณยายหันมาดุลูกสาวของเขาว่า เรียกท่านอย่างนี้ได้อย่างไร คุณแม่ท่านบวชมาเกิน 10 ปีแล้ว เราจะต้องเรียกท่านว่า "คุณแม่ชีเกณฑ์" อย่างนี้ถึงจะเหมาะสม
จึงได้ข้อสรุปจากคุณแม่ว่า ในงานเขียนและเมื่อคุยกับคนอื่น จะเรียกท่านว่า "คุณแม่ชีเกณฑ์" คุณแม่ท่านยังบอกอีกว่า หรือจะเรียกท่านว่า "คุณแม่" หรือ "แม่" เฉยๆ ก็ได้ หลายๆ ท่านก็คงจะเกิดคำถามนี้ในใจว่าจะเรียกท่านอย่างไรดีจึงจะเหมาะสม 

ความคิดเห็นที่ 29  / UMP / 22 มี.ค. 2559 เวลา 13:10 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  1177 
 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย