(พักกาย-พักใจ) ร่วมสมัครปฏิบัติธรรม เจริญสติปัฐาน๔ -รักษากาย-วาจา-ใจ ให้สะอาด (เฉลิมพระเกียรติ ถวายในหลวง ) ตั้งเเต่วันที่ 1-9 ธันวาคม 2557 นี้ (รับ 50 ท่าน) สวนป่าพุทธอุทยานวิปัสสนา จ.พิจิตร
 ตะวันธรรม   30 ก.ย. 2557

** ขอเชิญเหล่าพุทธบุตร พุทธบริษัท อุบาสก-อุบาสิกา
ผู้ใคร่สนในการปฏิบัติตนให้เข้าถึงพุทธธรรม **

อันเป็นทางแห่งความสุข ทุกท่านทั่วสารทิศร่วม เข้าปฏิบัติธรรมภาวนา เจริญสติปัฎฐาน ๔
<เเบบพองหนอ-ยุบหนอ> หลักสูตรเบื้องต้น 3-5-7 วัน เเละหลักสูตรเข้มข้น 7-9 วัน


ในช่วงเทศกาล วันพ่อเเห่งชาติ
โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวง ตามเเบบสติปัฏฐาน ๔ (ยุบหนอ-พองหนอ)

ตั้งเเต่ วันที่ 1-9 ธันวาคม 2557 นี้
เพื่อใช้เวลาวันหยุด ให้เกิดบุญ- เกิดกุศล – ชำระจิตให้ใส- สะอาด - ปราศจาคสิ่งเศร้าหมอง
ด้วยการสมัคร เข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรม เจริญสติปัฏฐาน ๔
(สามารถเลือกเข้าอบรม ได้ ตั้งเเต่ 3-5-7-9 วัน ตามความเหมาะสมแก่ตัวเอง)


(( เหตุใดที่เราต้องเข้าอบรมปฏิบัติธรรม เจริญสติปัฏฐาน ๔ (บทวิเคราะห์)

การปฏิบัติธรรมนั้น เป็นการฝึกฝนตนเอง เพื่อลองนำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ ในพระไตรปิฏก อันมีเนื้อหามากมาย แต่พอจะน้อมนำมาปฏิบัติตามนั้น ต้องเริ่มจากพื้นฐาน แห่งจิตเสียก่อน กล่าวคือ การปรับตัวเองเพื่อรองรับธรรมนั้นสำคัญมาก เพราะว่าธรรมะนั้นถ้าจะให้เราเข้าไปศึกษานั้นค่อนข้างยากมาก เพราะธรรมะแต่ละข้อนั้น พระพุทธองค์ทรงนำมาตรัสแก่
1 ผู้ที่มีอัธยาศัยเหมาะแก่ธรรมนั้น (จริต)
2.ผู้ที่มีบุญบารมีพร้อมจะฟังธรรมจนสำเร็จ (บารมีเต็ม)
3. ผู้ที่จะรับธรรมต้องมีจิตที่พร้อมจะลองรับธรรมนั้น เสียด้วย (สติ สมาธิ)

ดังนั้น สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นการปรับการดำเนินชีวิต ทั้งการยืน เดิน นั่ง นอน ให้เหมาะแก่การรู้ธรรม
ด้วยการ ยืน, เดิน,นั่ง,นอน อย่างมีสติ การควบคุมภาวะจิตใจ ด้วย สติในกาย เวทนา จิต อารมณ์
ทั้งหลาย เมื่อเราควบคุมสติปัฏฐาน แล้ว สิ่งที่เราจะได้รับคือ สมาธิ อันเป็นความสงบแห่งจิต ที่จะลองรับธรรม คือตัวปัญญา อันจะเกิดขึ้นในขณะเราเจริญสมาธิให้มั่นคง เมื่อเราฝึกคนแค่ระดับง่ายๆ คือระดับเตรียม กาย วาจา ใจ ให้พร้อมเสียก่อนก็เป็นเรื่องยากแล้ว ดังนั้น นี่ก็คือเป็นเหตุให้เรา ต้องเข้ารับการฝึกฝนอบรม ปฏิบัติธรรม ให้เราได้เกิดความชำนาญ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเจริญปัญญา ให้เข้าในสัจธรรมตามแบบพระพุทธศาสนาต่อไป

ปัญหาสำคัญอย่างไร ?

คำถามนี้หลายคนสงสัย ปัญญาคือตัวแก้ปัญหา (สองคำนี้จะอยู่ตรงข้ามกันเสมอ) ถ้าเรามีปัญหา
ปัญญาจะไม่เกิด ถ้าเรามีปัญญาปัญหาจะไม่เกิด
เหมือถ้ากลางวันมีแสงสว่างกลางคืนจะมืด เช่าเดียวกัน เมื่อมีสุขก็ย่อมไม่มีทุกข์ สีขามย้อมตรงข้ามสีดำ
บุญย่อมตรงข้ามกับบาป ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตของเรา หลายๆคนประสพกับคำว่าปัญหาอย่างมาก
ในยุคปัจจุบัน ซึ่งหลายคนต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัย เครื่องเลี้ยงชีวิต(ปัจจัย๔) มีอาหาร,ยารักษาโรค,ที่อยู่อาศัย,เครื่องนุ่งห่ม และยังมีเทคโนโลยี ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้เราอีกมากมาย ทีวี ตู้เย็น พัดลม โทรศัพท์ รถยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย เมื่อทุกคนแสวงหาปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีวิตเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา ยิ่งมากกว่า 4 อย่างซึ่งเป็นปัจจัยหลังแล้ว ยิ่งมากขึ้น ยิ่งต้องแสวงหามาก ยิ่งทุกข์มาก เพราะการแสวงหามีอุปสรรค ต้องแข่งกับคนอื่น แข่งต่อเวลา สถานที่ บุคคล ต่อสิ่งๆ คำว่าไม่สำเร็จจะเกิดกับปัญหาซึ่งจะตามมาพร้อมทุกข์ ทั้งทุกใจ ทุกข์กาย ภาวะทั้งสองอย่างรวมกัน ทำให้บางคนขนาด ป่วยทั้งกาย
และป่วยใจ (เกิดปัญหาทางจิตใจ) อันเป็นปัญหาที่จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อเข้ามาบำบัด บางคนบอกว่าถึงกายป่วยใจอย่าป่วย (พระพุทธองค์ตรัสบอกว่า จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว กล่าวคือ ทุกอย่างสำเส็จได้ด้วยใจ ใจเป็นนาย ใจเป็นหัวหน้า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ) ถ้าใจหรือจิตไม่คิด กายจะทำหรือ ถึงขนาดนำการวิเคราะห์นี้มาใช้ในการจับผิดทางการสอบสอนของตำรวจและศาล ว่ามีเจตนาตั้งใจทำผิดไหม จะลงโทษหรือตรวจว่าทำผิดไหม่
ก็จะวิเคราะห์ถึงการกระทำโดยตั้งใจไหม?มีเจตนาไหม? ทำผิดไหม? ทุกองค์กรณ์ก็ใช้การจับผิดทางภาวะจิตใจทั้งนั้น ให้เราได้เห็นว่า ปัญญานั้นสำคัญอย่างมาก

พระพุทธศาสนามีแสงสว่างหรือทางออกให้แล้ว
(พระพุทธเจ้าตรัสว่า ...ปัญญา โลกสมิง ปัญโชโต : ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก)

อีกทั้งจะลองยกปัญหาในปัจจุบันที่หลายๆท่านกำลังหาทางออกอยู่ อาทิ ปัญหาครอบครัว, ปัญหาอาชีพการทำงานไม่สำเร็จ,ปัญหาการเรียนไม่เก่ง,ปัญหาโรคภัย, ปัญหาเรื่องความรัก ชีวิตต้องมีอุปสรรค์หรือปัญหามากมายนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน เพราะต้นเหตุมาจากภาวะทางจิตนั้นเองสำคัญที่สุด เมื่อเรามีแต่ปัญหาผลก็คือความทุกข์ นั้นเองรุมเร้าทุกวัน จนทำให้เกิดโรคปวดหัว ความดัน หน้ามืด โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และอื่นๆมากมายยิ่งเราศึกษาทางโลกยิ่งไม่มีวันจบสิ้นปัญหา ยิ่งนานวันมีแต่ปัญหาจะมากขึ้น เพราะว่าทุกคน หลีกหนีแต่ธรรมะ ไม่เอาธรรมะ ไม่เอาพระพุทธศาสนาเมื่อไม่เอาธรรม ก็ไม่ทำให้เราเข้าใจธรรม ไม่ถึงธรรม ไม่บรรลุธรรม ไม่พ้นทุกข์ ไม่เกิดความสุข ตามพระพุทธศาสนา

ทุกคนอย่างได้ของง่ายๆ ก็เลยจะแนะนำของง่าย (ใครทำงานก็ได้ง่าย) ชื่อก็บอกง่าย
แต่ทุกคนคิดยากไป
เพียงแค่เราหยุด หยุดอะไร ?
....ผู้ใดที่หยุด ทางโลกก็จะเห็นทางธรรม ผู้ใดน้อมนำธรรม มาปฏิบิติ..........
....ผู้นั้นก็จะขจัด ตัวปัญหา ผู้ใดหมดตัวปัญหา ก็จะพาสุขเอย.....

(พระพุทธเจ้าตรัสว่า..พระองค์หยุดแล้ว แต่องคุลีมารยังไม่หยุด..)

หลายท่านไม่ยอมหยุด บอกว่างานเยาะมาก,ไม่ว่างบ้าง,ไม่มีเวลาบ้าง, ไม่ถึงวัยบ้าง, พลัดวันไปเรื่อยๆ
แต่อายุเราไม่หยุดน่ะมากขึ้นทุกวัน ความแข็งแรงน้อยลงไปทุกวัน ความจำน้อยลง แต่เราไหนเราไม่มีวันหยุดให้ตัวเองเลย บางคนต้องรอให้มีงานบวช, งานแต่ง, งานวันเกิด, งานประท้วง ,วันสำคัญของชาติ
หรือแม้กระทั่ง มีวันที่เพื่อนหรือญาติมิตรต้องเสียชีวิต ถึงจะหยุดได้ หรือต้องรอให้เราตายก่อนถึงจะมีวันหยุดได้ อย่าเลย

----หยุดมองตัวเองสักนิด ท่านจะเห็น ความสุข หรือทุกข์ภายในใจ----
ท่านจะรับสุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่เรา จะนำสิ่งใดออกหรือเก็บไว้(จงพิจารณา)

มุ่งหน้า แสวงหาธรรม กันเถอะ (เพราะ ธรรมเท่านั้นถึงจะทำให้เราสุขได้
-ธรรมเท่านั้นถึงจะลิขิตชีวิตให้เราดีได้ –ธรรมเท่านั้นจะคลองโลกให้เกิดสันติสุขได้-ธรรมเท่านั้นจะทำให้เรา
ไปสู่ความสำเร็จได้ ธรรมเท่านั้นจะชนะอาธรรม (ความชั่วร้ายได้) ถ้าไม่เอาธรรมก็ต้องรับอาธรรมเข้าไป เพราะจิตของเราจะปรุงแต่งได้ทีละหนึ่งอย่างถ้าไม่เอาธรรม(ความดีงาม) ก็จะรับอาธรรม (ความชั่วร้าย) / คนที่มีความดีประจำชีวิต หรือธรรม ประจำชีวิต ผู้นั้นจะทำอะไรก็ดี งานดี มิตรดี เพื่อนดี แฟนดี เงินดี อารมณ์ดี ทุกอย่างดีหมด เพราะเราเป็นคนดี คนดีย่อมทำแต่ดี เพราะวันๆคิดถึงแต่ความดี เมื่อใจคิดกายก็ทำตามคิด เมื่อทำตามที่คิด งานก็สำเร็จตามความดีของตัวเอง/ เห็นหรือยังว่าความดีหรือธรรม นั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน (อย่างคิดเลยว่าธรรมไม่สำคัญ) ถ้าไม่สำคัญก็จองอย่างคิดจะได้ดีเพราะความดีนั้นหร่ะคือธรรม

ดังพุทธวจนะของพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า (ธรรมคุ้มคลองโลก 2 อย่าง คือ สติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว)รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำดี(ธรรม) หรือทำบาป (อาธรรม) ทุกคนอย่างทำดี เพราะอานิสงส์ของความดีคือสุข อานิสงส์ของบาปคือความทุกข์

(มนุษย์ทั้งโลกปรารถณาความสุขหมดทุกคน ตลอดถึงสัพสัตว์น้อยใหญ่ก็ยังปรารถนาความสุขด้วยเช่นกัน)

----ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นคือผู้เห็นซึ่งสัจธรรม ผู้ใดเห็นสัจธรรม
ผู้นั้นย่อมเข้าสู่ความสุขที่แท้จริง คือพระนิพพาน----

(คำปรารถเบื้องต้น ก่อนตรัสสินใจปฏิบัติธรรม)
ภูริญาโณ ภิกขุ..(ธรรมบุตร....ที่สุดคือธรรมะ)



((( สถานที่ปฏิบัติธรรม ..บทพิจารณาเบื้องต้น )))

......อาณาเขตบริเวณพื้นที่อยู่นอกเขตชุมชน ห่างจากหมู่บ้าน และเป็นสถานที่อันสงบเงียบสัปปายะเหมาะที่จะทำการฝึกหัดปฏิบัติธรรมเจริญสติ ทำสมาธิภาวนา เพื่อเพิ่มพูลสภาวะธรรมของเราให้มากขึ้น อันเป็นสถานที่ ที่ดำเนินการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม เจริญสติ ภาวนา(ตามแบบสติปัฏฐาน ๔) ยุบหนอ-พองหนอ เหมาะเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่มีศรัทธาปรารถณาที่จะฝึกหัดปฏิบัติธรรม
(หลักสูตรเบื้องต้น) อันเป็นการเรียนรู้วิธีการฝึกเดินจงกลม, ฝึกการทำสมาธิ, เรียนรู้การสร้างสติ และสมาธิ อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา อันจะเป็นหนทางแห่งการเข้าถึงสัจจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ในอนาคต และปัจจุบัน

.......โดยเฉพาะอุบาสก-อุบาสิกาสาธุชน ที่อยู่ในเขตบริเวณ จังหวัดพิจิตร , นครสวรรค์, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, และจังหวัดใกล้เคียงที่สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ เนื่องจากพุทธอุทยาน อยู่ในเขตเชื่อมต่อ 4 จังหวัดเบื้องต้นที่กล่าวมาจึ่งทำให้เหมาะแก่การคมนาคมเดินทาง เพื่อเข้ารับการปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าสู่ความสงบ เพื่อเป็นสถานที่พักกาย, ผ่อนคลายใจ, ปลูกจิตสำนึกเวิถีเเห่งสติ เสริมสร้างผักดันปัญญาภายในให้เกิดขึ้น ด้วยการปฏิบัติตนท่ามกลางธรรมชาติ

....................ดังนั้นจึงขอเชิญชวนพุทธบริษัทร่วมทำจิตใจให้ผ่องใส, ด้วยการสมัครเข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติธรรมได้ ในกาลเวลาที่เหมาะสมของท่าน อันจะเป็นการเข้าใจ ในการสร้างสติที่ถูกต้อง เข้าใจการทำสมาธิที่ถูกต้อง
((เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมเป็นครั้งเเรก หรือปรารภที่จะเรียนรู้การปฏิบัติธรรม ตามเเนวทางสติปัฏฐาน ๔ (ยุบหนอ-พองหนอ)


(โครงการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน เจริญสติปัฏฐาน ๔ (เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น) ประจำปี 2557

ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม “สวนป่าพุทธอุทยานวิปัสสนา” ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร
(ติดถนนเอเชีย เส้นนครสวรรค์-พิษณุโลก กม.80)


รุ่นที่ ๑ ประจำปี 2557 (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 13-19 กุมภาพันธ์ 2557
(เทศกาลวันมาฆบูชา และเทศการฟังธรรม (ครั้งที่๑))

รุ่นที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 10-16 เมษายน 2557 (เทศกาลวันสงการนต์)

รุ่นที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน, 9 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 10-14 พฤษภาคม 2557
( เทศกาลวันวิสาขบูชา และเทศกาลฟังธรรม (ครั้งที่๒)

รุ่นที่ ๔ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 10-17 กรกฏาคม 2557
(เทศกาลวันอาสาฬหบูชา และเทศกาลฟังธรรม (ครั้งที่ ๓)

รุ่นที่ ๕ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 8-14 สิงหาคม 2557 (เทศกาลวันแม่แห่งชาติ)

รุ่นที่ ๖ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน) ตั้งแต่วันที่ 17-23 ตุลาคม 2557
(เทศกาลวันปิยมหาราช และพิธีบวงสรวงทำบุญอุทิศถวายแด่ พระปิยมหาราช ร.5)

รุ่นที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน, 9 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 1-9 ธันวาคม 2557
(เทศกาลวันพ่อแห่งชาติ และเทศกาลสวดมนต์ บรรยายธรรมประจำปี 9 วัน)

รุ่นที่ ๘ ประจำปี ๒๕๕๗ (3 วัน ,5 วัน, 7 วัน) ตั้งแต่ วันที่ 27 ธันวาคม 2557 - 2 มกราคม 2558
(เทศกาล ปฏิบัติธรรมฉลองปีเก่าต้อนรับปีใหม่ สวดมนต์ข้ามปี ตักบาตรทำบุญปีใหม่ รับพรแรกแห่งปี (เพื่อชีวิตที่รุ่งเรื่อง) รับสิ่งดีๆตลอดปี 2558


--หากท่านผู้ปฏิบิตธรรม ต้องการปฏิบัติธรรมให้สำเร็จผล ต้องอบรมปฏิบัติธรรมให้ต่อเนื่อง อย่างน้อย
เป็นเวลา 7-9 วัน ถึงจะเห็นผล—
--ถ้าผู้ปฏิบัติ เข้าอบรมเพียงแค่ 3-5 วัน ท่านผู้ปฏิบัติธรรม จะได้ เพียงแค่เรียนรู้วิธีการ ปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง และนำไปปฏิบัติต่อที่บ้านเท่านั้น--



***ท่านสามารถเลือก วัน-เวลา เพื่อเข้าอบรมปฏิบัติธรรมได้ เฉพาะตามตารางเท่านั้น
และสามารถเลือก เข้ารับการอบรมได้เป็น 2 หลังสูตร คือ


1.เข้าคอร์ท ปฏิบัติธรรมหลักสูตรเบื้องต้น คือ 3-5 วัน
2.เข้าคอร์ท ปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น 7-9 วัน****



(สามารถโทรศัพท์ลงชื่อลงทะเบียนสมัครเข้ารับอบรม)
จองล่วงหน้าถึง วันที่ 30พฤศจิกายน 2557 (ตั้งเเต่ เวลา 09.00 - 18.00 น. )

(โทรเเจ้งเจ้าหน้าที่ ลงทะเบียนสมัครเข้าปฏิบัติธรรม. เจ้าหน้าที่คุณเปิ้ล .08-007-448-69)
---รับสมัครแค่ 50 ท่าน เท่านั้น---



เเจ้งรายละเอียด ดังนี้ต่อเจ้าหน้าที่
ชื่อ-นามสกุล / ที่อยู่ / เบอร์ติดต่อ / กำหนดการเข้าอบรม / จำนวนกี่วัน / กี่คน/ เข้าวันไหนออกวันไหน /เดินทางมาเอง หรือรถตู้โครงการ

(กรุณาแจ้งสมัครก่อนล่วงหน้า 2-3 วัน) /กรณีแจ้งยกเลิกการเข้าอบรม
ให้แจ้งล่วงหน้าก่อน 2-3 วันเช่นกัน


***ถ้ากรณี ยกเลิกไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ก่อน 2-3 วัน ก็จะเป็นการสร้างบาป เพราะทางเจ้าหน้าที่จะเตรียมสถานที่อบรมให้ท่าน ถ้าท่านไม่เเน่ใจจะเข้าอบรมได้ไหม กรุณา อย่าสมัครเด็ดขาด ****



........ลงสมัครไว้แล้วให้เข้าปฏิบัติตามที่ตั้งจิต สัจจะ เพื่อจะได้ไม่เป็นบาป(เสียสัจจะบารมี)
เเละเพื่อการชนะใจตัวเอง เเม้จะมีอุปสรรค อันเนื่องจากการงาน หรือภาวะจิตใจ เสียเวลา ติดงาน ให้รู้ว่า ล้วนเต่เป็นกิเลสมารที่มายั่วยุ หรือกลีดกันทั้งสิ้น เพราะการปฏิบัติธรรม ได้บุญสูงสุดในพระพุทธศาสนา สามารถละกิเลส-ตัญหา ในใจของเรา ได้ ย่อมมีมารมาสร้างอุปสรรค์ให้เกิดขึ้นเเก่ตัวเราเอง

******ดังนั้น ถ้าคิดจะสมัคร ก่อนโทรมาสมัคร ให้คิดให้มั่นใจว่า ตัวเราเองพร้อมในการต่อสู้กับกิเลสในใจ สามารถลางานหรือว่างจริงๆๆ ไม่เปลี่ยนใจ เเละยอมรับต่อความยากลำบาก เพื่อให้ไม่ลำบากใจ เพราะเมื่อตั้งใจทำดีเเล้ว ต้องทำให้ได้ ((การชนะใดใด ก็ไม่เท่าการชนะใจตัวเอง))

..........................ชนะตัวเองได้-การงานก็ชนะได้.........................


เพราะคนที่ไม่มีสัจจะ เสียสัจจะ ย่อมทำการงานอันใจ หรือสอนใคร บอกกล่าวใคร ติดต่อการงานใด หรือเม้กระทั่งคิดตั้งใจจะทำไร ย่อมไม่สำเร็จ เพราะชอบเสียสัจจะบารมี บารมีจากการตั้งสัจจะ *****

................มารไม่มี บารมีไม่เกิด ชีวิตจะประเสริญ ย่อมต้องมีสัจจะ................



หรือลงชื่อสมัครที่อีเมล์ศูนย์

โดยเเจ้ง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร จำนวนผู้เข้าอบรม เข้าอบรมกี่วัน วันไหนถึงวันไหน
เเละบอกว่าประสงค์จะขึ้นรถตู้ของศูนย์ หรือนำรถมาส่วนตัว

ที่ เจ้าหน้าที่ หรือส่งที่อีเมล์ ทางศูนย์จะติดต่อเพื่อยืนยันการสมัครอีกครั้ง
e-mail = lamphongdhamma@hotmail.com

---- จ่าหน้าหัวว่าขอสมัครปฏิบัติธรรม โครงการ..............




สิ่งที่ต้องเตรียมมาขณะเข้าอบรมภาวนา

1.ศรัทธาในการปฏิบัติเเละจิตใจอ่อนโยน
2.การเคารพในกฏระเบียนของศูนย์
3.เครื่องใช้ส่วนตัว อาทิ สบู่,ยาสีฟัน,แปลงสีฟัน,ผ้าเช็ดตัว,ยาประจำตัว, ไฟฉาย,
4.ชุดขาว 2 หรือ 3 ชุด ผู้หญิงมีสไบด้วย --ถ้าไม่มีเเจ้งซืิ้อที่ศูนย์กับเจ้าหน้าที่—
5.สภาวะจิตใจ (ให้ละปลิโพธิ .ความกังวล ๑๐ ประการ) ดูรายละเอียดด้านล่างสุด
6.ถ้าประสงค์ตักบาตร พระภิกษุ ให้เตรียมอาหารแห้ง (ถ้าไม่ได้เตรียมสามารถซื้อได้ที่ศูนย์)
7.วันสุดท้ายของการอบรมมีการทอดผ้าป่าชำระหนี้สงฆ์ และถวายสังฆทาน เครื่องใช้ต่างๆ
(สามารถเตรียมสิ่งต่างๆได้ )




((การเดินทางมายัง “สวนป่าพุทธอุทยานวิปัสสนา” ))


-รถประจำทาง หลายทาง ดังนี้

1.รถตู้ประจำทาง มีตลอดทั้งวัน ขึ้นหน้าหมอชิต หรือวงเวียนใหญ่ รถที่เข้า จ.พิษณุโลก
หรือ จ.พิจิตสามารถขึ้นได้ทุกคั้น

2.รถประจำทางปรับอากาศ หมอชิต ที่จะเข้าจังหวัดพิจิตร หรือพิษณุโลก ขึ้นได้ทุกคัน
(แนะนำ พิษณุโลกยานยนต์ ซื้อตั๋วริมขวามือสุด โซนภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน
เพราะรถรู้จักสถานที่ ของศูนย์ หรือเเจ้งซื้อตั๋ว ลงที่ป้อมตำหรวจหนองโสน-เเยกสระยายชี จ.พิจิตร )

3.สามารถขึ้นรถ ประจำทาง จากนครวรรค์ ให้ขึ้นรถประจำทาง จากบขส. นครวรรค์
ขึ้นรถสาย < นครวรรค์สวรรค์ - พิจิตร> หรือ <รถนครสวรรค์-พิษณุโลก> รถมีตลอดวัน
ถ้ามาจากพิษณุโลก ให้ขึ้นรถสาย < พิษณุโลก – พิจิตร> หรือ < พิษณุโลก-นครสวรรค์>
ถ้ามาจากกำแพงเพชร ให้ขึ้นรถสาย < กำแพงเพชร-พิจตร> ลงแยกปลวกสูง ต่อรถประจำทาง พิจิตร – นครสวรรค์
รถทุกสายจะผ่าน “พุทธอุทยานประวัติศาสตร์มหาราชหยกขาว” หลักกิโลเมตร ที่ 80
(ระหว่างนครสวรรค์ ไป พิษณุโลก สาย 117)

ขึ้นรถไม่ถูกขอสอถามเจ้าหน้าที่ได้ มีเบอร์รถตู้ โทร.08-007-448-69



(((((ผู้เข้าอบรม มีรถรับส่งฟรี รับเเค่ 50 ท่าน เท่านั้น เฉพาะ กรุงเทพ-ปริมณฑล))))))




((อานิสงส์ของผู้เข้ารับการอบรม การปฏิบัติธรรม เจริญสติ ภาวนา))

1.ได้บุญสูงสุดในพระพุทธศาสนา (มากว่าทาน และศีล)
2.เป็นทางเเห่งการบรรลุธรรมได้มากที่สุด (มากกว่าวิธีใดๆ)
3.ได้เริ่มเรียนรู้พระพุทธศาสนา ด้วยการนำหลักธรรมตามคำสั่งสอนมาฝึกฝนปฏิบัติจริง (สืออายุพระศาสนา)
4.ได้ละคลายทางความเห็นผิดในการดำเนินชีวิต
5.ได้เเนวทางเดินที่ถูกต้องตามเเบบมรรค-หนทางเเห่งการดับทุก
6. ได้ละบาปอย่างบางที่ได้ทำไว้ให้หายไป-หรือบาปอย่างหลักจะเบาบางลง
7. ลดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตให้เบาบางลง-เพิ่มความสำเร็จเเก่ชีวิต-การงาน-ครอบครัว-ด้วยอานุภาพเเห่งเมตตาภาวนา
8.เป็นจุดเริ่มต้นเเรกๆในการศึกษาธรรมที่ดีที่สุด (จิตมีพื้นฐานที่ดี คือสมาธิ)
9.ทำให้มีอายุยืนด้วยอานุภาพเเห่งบุญ (อุทิศให้สัพสัตย์ที่เราเคยทำร้าย )
10.สามารถรู้กฏเเห่งกรรมคือสามารถระลึกได้ว่าเคยกระทำกรรมใดมาด้วยสติเเล้วเเก้ให้เขาอโหสิกรรม
11.มีอายุยืนการที่เราได้ปฏิบัติธรรม..ทำให้เราได้นำสติออกมาใช้มากขึ้น.ชีวิตก็ไม่ประมาท--
เราจะรักตัวเองมทากขึ้น--เมื่อเรารักตัวเองมากขึ้นสุขภาพร่างกายเราก็อายุยืน--ด้วยธรรมโอสถ--
12.เป็นการตอบเเทนพระคุณบิดามารดาได้ดีที่สุด-เพราะการส่งบุญจากภาวนาได้บุญมาก
เป็นต้น นี่เป็นส่วนหนึ่งในอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม เท่านั้น
13.การปฏิบัติธรรม ชื่อว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะได้พักจิตของเราจากกิเลสคือความทุกข์
14.ได้ชำระจิตใจให้ใสสะอาด ปราศจากเครื่องเศร้าหมองในจิตใจ ให้เราได้มีพละกำลังใจดำเนินชีวิตต่อไป
15.ผู้ปฏิบัติธรรมไปที่ไหนย่อมปลอดภัยทางอันตราย (เพราะเทวดาคุ้มครองบุญก็คุ้มครอง)







(((ตารางการเข้าอบรมภาวนาในโครงการ))))

โครงการปฏิบัติธรรม เจริญสติปัฏฐาน๔(เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ในเทศกาลวันพ่อเเห่งชาติ 2557
(ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวง)

ตั้งเเต่วันที่ 1-9 ธันวาคม 2557 ( 9 วัน)
(สามารถเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรมได้ ตามช่วงเวลาที่เราเหมาะสม 3 วัน หรือ 5-7-9 วัน)


((กำหนดการ))

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม 2557 (วัน ลงทะเบียน ตลอดวัน)

เวลา 09.00-18.00 น. ลงทะเบียนสมัครเข้าอบรมปฎิบัติธรรม, ข้อปฎิบัติในการเข้าอบรม
ที่จุดลงทะเบียนผู้เข้าอบรม ภาวนา ณ อาคารลงทะเบียน ศาลาปฏิบัติธรรม
เวลา 18.00 น. ทำวัตร ,รับศีล 8 , ฟังกฏระเบียนเบื้องต้นในการเข้าอบรม
,สมาทานกรรมฐาน ,ฟังข้อวัตรระเบียบการอบรมปฏิบัติธรรม



วันที่ 2-8 ธันวาคม 2557

เวลา ๐๓.๐๐ น. ตื่นนอน ชำระร่างกาย / เตรียมตัวทำวัตรเช้า
เวลา ๐๔.๐๐ - ๐๕.๐๐ น. สวดมนต์เช้าเเปล
เวล ๐๕.๐๐ - ๐๖.๓๐ น. เจริญสติภาวนา (ช่วงเช้า) / เดินกรรมฐาน บนถนนวิปัสสนา
เวลา ๐๘.๐๐ น. กิจกรรมทำบุญ วันสงการนต์ /ฟังธรรม / รับพร / รับประทานอาหารเช้า
เวลา ๑๐.๓๐ น. ปฏิบัติธรรม เจริญสติภาวนา (ช่วงสาย)
เวลา ๑๑ .๓๐ น. รับประทานอาหารเพล (โรงทาน)
เวลา ๑๒.๐๐ น. (พักผ่อนตามอัธยาศัย อย่างมีสติ)
เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๒๐ น. ปฏิบัติธรรม ภาวนา (ช่วงรอบ บ่าย)
เวลา ๑๖.๓๐ – ๑๘.๐๐ น. อาบน้ำ, ชำระร่างกาย, ทำกิจกรรมจิตอาสา (ดูเเลความสะอาดบริเวณศูนย์)
เวลา ๑๘.๑๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็นเเปล, เจริญพระพุทธมนต์เย็น
เวลา ๑๙.๓๐ – ๒๑.๐๐ น.อบรมธรรมการปฏิบัติ, ปฏิบัติธรรมเจริญสติ ภาวนา(ช่วงรอบ เย็น)
--------------------(พักผ่อน)------------------------------


วันที่ 9 ธันวาคม 2557 (วันสุดท้ายการอบรม)

เวลา 07.00 น. รับประทานอาหาร (เช้า)

เวลา 09.00 น. ถวายสังฆทาน(เครื่องใช้) เเละ ทอดผ้าป่าบำรุงศูนย์
------------- เเละกล่าวคำขอขมา-ลาศีล 8 -รับใบประกาศเกียรติบัตร -------------
...... {เดินทางกลับบ้านโดยรถส่วนตัว-หรือรถตู้ศูนย์ }..........



((ปฏิบัติภาวนา เดินจงกรม-นั่งสมาธิ ))
รวม 4 ช่วงเวลา ต่อ 1 วัน รวม 6-8 ชม ต่อวัน

1.ช่วงเช้า 05.00 -06.20 น. (1ชม.)
2. ช่วงสาย 09.30-11.30 น. (2 ชม.)
3. ช่วงบ่าย 13.00 -16.20 น. (4ชม.)
4. ช่วงค่ำ 19.30 -20.30 น. ( 1. ชม)



กิจกรรมพิเศษ

วันที่ 5 ธันวาคม 2557 (วันพ่อเเห่งชาติ)


กิจกรรม อุปสมบทนาคหมู่เฉลิมพระเกียรติ พระธุดงค์กรรมฐาน รุ่นที่ 16

เวลา 10.00 น. ตักบาตรคณะสงฆ์ + น้อมถวายภัตตาหารคณะสงฆ์ (ทำบุญฉลองผ้าไตรนาค)
เวลา 11.30 น. รับพร
เวลา 12.00 น. สาธุชนรับประทานอาหาร
เวลา 13.00 น. โกนผมนาค/ ถวายผ้าไตรนาค /รับพร
เวลา 14.00 น. ร่วมพิธีอุปสมบทนาคหมู่ พระธุดงค์กรรมฐาน รุ่น 16
เวลา 18.00 น. สวดมนต์เย็น เจริญพระพุทธมนต์ นั่งสมาธิภาวนา ถวายในหลวง




ผู้เข้าปฏิบัติธรรมสามารถร่วมกิจกรรมบุญได้ ดังนี้ คือ

1.สามารถเตรียมอาหารแห้งตักบาตรพระได้ทุกวัน
2.สามารถเตรียม ถวายสังฆทาน+เครื่องใช้ (วันสุดท้ายการอบรม)
3.สามารถจองเป็นเจ้าภาพ ทำบุญหล่อพระมหาจักพรรดิ์ หรือทำบุญจองเป็นเจ้าภาพบวชพระรุ่น 16 ได้
(รายละเอียดด้านล่าง)


ดูรูปภาพกิจกรรมโครงการปฏิบัติธรรม โครงการที่ผ่านมา...ได้ที่ลิงค์
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.247277945364735.57207.100002475932455&type=1
หรือ www.dhammadee.com




เเละสามารถติดตามข่าวสารของศูนย์อบรมปฏิบัติธรรม..เเละร่วมโมทนาสาธุการกับการบำเพ็ญธรรมได้
สารบุญ "ชมรมพุทธบุตรบารมี" ได้ที่
facebook =lamphongdhamma@hotmail.com
คัดลองข้อมูลจาก http://www.dhammadee.com (เว็บไซต์ธรรมะดี)




ข้อมูล(เพิ่มเติม)
ปลิโพธ (ความกังวล) 10 ปลิโพธ เครื่องผูกพันหรือหน่วงเหนี่ยวเหตุกังวล,
ข้อติดข้อง; ปลิโพธที่ผู้จะเจริญกรรมฐานพึงตัดเสียให้ได้ เพื่อให้เกิด


ความปลอดโปร่งพร้อมที่จะเจริญกรรมฐานให้ก้าวหน้าไปได้ดีมี ๑๐ อย่าง คือ

๑ อาวาสปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับวัดหรือที่อยู่
๒. กุลปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับตระกูลญาติหรืออุปัฎฐาก
๓. ลาภปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับลาภ
๔. คณปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับคณะศิษย์หรือหมู่ชนที่ตนต้องรับผิดชอบ
๕. กรรมปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับการงานเช่น การก่อสร้าง
๖. อัทธานปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางไกลเนื้อด้วยกิจธุระ
๗. ญาติปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับญาติหรือคนใกล้ชิดที่จะต้องเป็นห่วงซึ่งกำลังเจ็บป่วยเป็นต้น
๘. อาพาธปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับความเจ็บไข้ของตนเอง
๙. คันถปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียน
๑๐. อิทธิปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับฤทธิ์ของปุถุชนที่จะต้องคอยรักษาไม่ให้เสื่อม
(ข้อท้ายนี้เป็นปลิโพธสำหรับผู้จะเจริญวิปัสสนา เท่านั้น)


---ขอเชิญญาติธรรม อุบาสก-อุบาสิกา ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมปฏิบัิตธรรม ภาวนารักษาใจ ให้ใส สะอาด ปราศจาคสิ่งเศร้าหมอง ด้วยการสมัครเข้ารับการปฏิบัิตธรรม
((( ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ )))----


*******(พุทธวจนะ)ธัมมะจารี สุขัง เสติ : ธรรมะย่อม รักษาผู้ประพฤติธรรม******

สถานที่ตั้ง : ศูนย์ปฏิบัติธรรม “สวนป่าพุทธอุทยานวิปัสสนา” (ติดถนนเอเชีย เส้นนครสวรรค์-พิษณุโลก กม.80) ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร
โทรศัพท์ : 0800744869
DT012060

ตะวันธรรม

30 ก.ย. 2557


((( ปฏิบัติธรรม มอบมหากุศลเเด่ตัวเรา บิดา-มารดา ผู้มีพระคุณให้ท่านมีความสุข ความเจริญ อายุยืนนาน สุขภาพเเข็งเเรง เจ้ากรรมนายเวร เเละอุทิศถวายเเด่พระปิยมหาราช )))

--------มอบสิ่งใด ในวันเเม่ ก็ยังไม่มากเท่ามอบความรัก อันเกิดจากความดีส่งให้พ่อเเม่----------



**หนีความวุ่นวายจากการดำเนินชีวิตทางโลก ..เข้าสู่การเเสวงหาความสงบสุขทางใจ
เป็นการ(พักกาย-พักใจ)..หยุดเรื่องทุกข์ เเสวงหาความสุขที่เเท้จริง..ตามเเบบพระพุทธศาสนา ***

สามารถเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรม ตามเเบบสติปัฏฐาน ๔ องค์บริกรรม(พองหนอ-ยุบหนอ)
-สอนการปฏิบัติธรรม ตั้งเเต่เริ่มต้น คือการเตริยมกาย วาจา ใจ, การเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติ ,การเรียนภาคทฤษฏี เบื้องต้น สอนวิธีการ ยืนหนอ(คือยืนอย่างมีสิติ), สอนวิธีการ เดินหนอ (เดินอย่างมีสติ), สอนวิธีนั่งหนอ
(นั่งเเบบมีสติ) เเละเรียนรู้วิธีการ ดำเนินชีวิต อย่างมีสติ อาทิ การรับประทานอาหาร,การพูด ,การทำความสะอาด, การนอนอย่างมีสติ, การพูดอย่างมีสติ ,

----ตลอดถึงเรียนรู้วิธีการควบคุมอารมณ์ที่จะมากระทบจิตของเราให้เกืดความทุกข์ทางใจ.ข้อสำคัญ---


(((..การฝึกอบรมปฏิบัติธรรม ตลอด 3-5-7 วัน จะทำให้เราเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าว่า วิเศษเเค่ไหน -เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าทำไมถึงเผยเเผ่ธรรม-เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาต้องการให้อะไร-ทำไมต้องดำรงพระศาสนาให้ลูกหลาน-เเละจะเข้าใจความสุขอย่างเเท้จริง(สุขจากการปล่อยวาง เเละว่าง)....)))

...เหมาะทั้งผู้ที่ฝึกเรียนรู้วิธีปฏิบัติธรรมเป็นครั้งเเรก-เเละเสริมสร้างองค์กรรมฐานให้เพิ่มเติมของนักผู้ปฏิบัติธรรม ให้พัฒนายิ่งขึ้น......





เรียนรู้วิธีการยืนด้วยสติ อันจะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ในโลกปัจจุบันได้ดี
(เราสามารถหาความสุขจากการยืนก็ได้) สุขจากการสร้างสติในการยืน

--เราต้องยืนอยู่ทุกวัน-เเต่การยืนของเรานั้นมักจะขาดสติเสมอ--
--ต่อไปเราจะยืนอย่างมีสติ--รู้เท่านั้นสิ่งต่างๆรอบๆตัวเรา---

---------------------ฝึกสติในการยืน------------------------------




เราต้องเดินอยู่ทุกวัน...เเต่จะเดินอย่างไรให้ถูกวิธี
(เดินอย่างมีสติ...เดินเเล้วได้ปัญญา)



อานิสงส์(ผล) ของการเดินจงกรม

1.เดินทางไกลได้สะดวก
2.ย่อยอาหารได้ง่าย
3.ร่างกายเเข็งเเรง
4.โรคภัยไม่เบียดเบียน
5.อายุยืน
6.มีติได้มากกว่าการนั่ง
7.ทำให้ทำสมาธิได้นานขึ้น
เป็นต้น







เรียนรู้วิธีการนั่งสมาธิ สร้างสติในการนั่งสมาธิเเบบเบื้องต้น ฝึกฝนสมาธิพื้นฐานที่ดี
(ประโยชน์ที่จะได้รับคือนั่งเเล้วเป็นบ่อเกิดเเห่งความสุข)
ตามเเนวทางสติปัฏฐาน ๔



พระพุทธเจ้า ทรงตรัส การปฏิบัติ ตามทางสติปัฏฐานสูตร ไว้ในพระไตรปิฏก อย่างนี้คือ

สติปัฏฐานสูตร หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชาวกุรุชนบท ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ (ปัจจุบันอยู่ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย) สติปัฏฐานสูตรหรือมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นหนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

มหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ตอนเริ่มพระสูตร อาจกล่าวได้ว่าหลักการในพระสูตรนี้ เป็นหลักแนวปฏิบัติตรงที่เน้นเฉพาะเพื่อการรู้แจ้ง[4] คือให้มีสติพิจารณากำกับดูสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง[5] โดยไม่ให้ถูกครอบงำไว้ด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ โดยมีแนวปฏิบัติเป็นขั้นตอน 4 ระดับ คือ พิจารณากาย, ความรู้สึก (เวทนา), จิต, และธรรมที่เกิดในจิต


(อวิชชาสูตร ๑๙/๑)

สติปัฏฐาน ๔ เป็นการปฏิบัติที่พระองค์ท่านตรัสว่าเป็นทางสายเอก(เอกายนมรรค) เมื่อปฏิบัติอย่างดีงามย่อมเป็นเครื่องสนับสนุนให้โพชฌงค์๗องค์แห่งการตรัสรู้บริบูรณ์ ซึ่งยังให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์
จึงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังที่ตรัสแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งในกุณฑลิยสูตร ในการศึกษาการปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรมก็ตามที ต่างล้วนต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีปัญญาหรือวิชชาเป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ จึงถูกต้องดีงาม อันจักยังผลให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง
ดังนั้นจึงควรมีความเข้าใจด้วยการศึกษาธรรมให้เข้าใจจุดประสงค์อย่างถูกต้องด้วย เพราะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่ศึกษาให้ดีงามเสียก่อน เริ่มต้นปฏิบัติก็มักเพราะเป็นทุกข์กำลังรุมเร้า หรือด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เนืองๆ ก็เริ่มปฏิบัติอานาปานสติหรือสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ดังนั้นแทนที่เป็นการฝึกสติ,ใช้สติชนิดสัมมาสติ กลับกลายเป็นการฝึกการใช้มิจฉาสติจึงได้มิจฉาสมาธิแบบผิดๆอันให้โทษ
จึงเกิดขึ้นและเป็นไปตามพุทธพจน์ตามที่แสดงไว้ข้างต้น ดังเช่นการติดสุข คือสุขในวิปัสสนูปกิเลสอันให้โทษ,
จึงอุปมาเหมือนการเรียนเคมี โดยไปปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสียเลย ด้วยเข้าใจว่าไปเรียนไปศึกษาจากการปฏิบัติโดยตรงคงยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นเอง ด้วยเหตุดั่งนี้เอง จึงเกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้นได้ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางสมดังพุทธประสงค์ คือสัมมาสติที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง






เราต้องนั่ง..อยู่ทุกวัน..เเต่จะทำอย่างไร..เมื่อเรานั่งจะนั่งอย่างมีสติ..เเละนั่งด้วยความสุข
(ต่อไปความสุขจะเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน..อยู่ในชีวิตประจำวันของเราเสมอ..เมื่อเรามีสติ)



(( ธรรมคม ))


เกิดมาในยุคที่มีพระพุทธศาสนาเเล้ว
เกิดมาเจอพระพุทธศาสนาเเล้ว
เกิดมาพบพระธรรมของพระพุทธเจ้าเเล้ว
เกิดมาได้ศึกษาธรรมเเล้ว
เกิดมาได้เจอพระสงฆ์ผู้สอนธรรมเล้ว
เกิดมาได้รู้วิธีการปฏิบัติธรรมเเล้ว
เกิดมามีเเขน มีขา มีความบริบุรณ์เเล้ว
เกิดมามีสติปัญญาเเล้ว
เกิดมาเจอผู้เเนะนำบอกกล่าวเเล้ว...

เเล้วตอนนี้เราจะหาอะไรอีก
....อย่าเกิดมาโดนไม่ได้อะไรติดตัวกลับไปในภพหน้าเลย...
....อย่าใช้ร่ายกายนี้ไปโดยไม่มีประโยชน์อีกเลย.........
....อย่าเสียเวลาให้ทิ้งไปวันหนึ่งคืนหนึ่งเลย............



ชีวิตนี้ต้องทำ 2 อย่างนี้
1.ทำหน้าที่ในทางโลก เช่นเลี้ยง ดูช่วยเหลือ พ่อเเม่ ลูกหลาน ญาติมิตร ผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์
2.สร้างบารมี เพื่อการเข้าถึงธรรม ในอนาคตเเละปัจจุบัน
ภูริญาโณ ภิกขุ(ธรรมบุตร..ที่สุดคือธรรมะ)





























ทุกวันเวลา 08.00 น . ตักบาตรทำบุญพระกรรมฐาน ทุกวัน (สั่งสมทานบารมี)
---สามารถเตรียมอาหารเเห้ง น้ำปาน่ะ น้ำดื่ม หรือของตักบาตรมาทำบุญตักบาตรได้ตอนเช้า ของทุกวัน ----




บริเวณสถานที่ภายในสถานที่ปฏิบัติธรรม สวนป่าพุทธอุทยานวิปัสสนา จ.พิจิตร





สถานที่ภายในสถานที่ปฏิบัติธรรม
ศาลาปฏิบัติธรรม





ห้องพักผู้ปฏิบัติธรรม





ห้องสุขา
สะอาด-สะดวก-สะบาย




พักกาย-พักใจ-เข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรม--
(ฟรี)ไม่เสียค่าใช้จ่าย



หากทุกวันนี้เราต้องเหนื่อยจากการทำงาน
ปวดหัวกับเรื่องทางบ้าน
เรียนหนังสือไม่เก่ง
โรคภัยรุมเร้า
ชีวิตของคุณต้องมีเเต่อุปสรรค์ อยู่ทุกวัน

---หากชีวิตคุณต้องทุกข์ร้อน อยู่ร่ำไป-----

ลองสมัครเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรม ..เพื่อเเสวงหาความสุขทางใจ ...



ร่วมเป็นเจ้าภาพ หล่อพระมหาจักพรรดิ์ (ปางเเห่งการตรัสรู้) ดังนี้


1.เจ้าภาพหลัก (จองเป็นเจ้าภาพหลัก) หล่อองค์พระมหาจักพรรดิ์ (ปางเเห่งการตรัสรู้)
อุปถัมภ์ ทั้งองค์ 400,000 บาท

2.เจ้าภาพ 1 กองทุนใหญ่ (กองล่ะ10,000 บาท) ขึ้นไป
* ติดชื่อเจ้าภาพบนเเผ่นหยกขาว * รับพระมหาจักพรรดิ์ 5 นิ้ว 1 องค์

3.เจ้าภาพ 1 กองทุนเล็ก (กองล่ะ 5,000 บาท) ขึ้นไป
* ติดรายชื่อเจ้าภาพบนเเผ่นหยกขาว * รับพระมหาจักพรรดิ์ หน้าตัก 3 นิ้ว 1 องค์

4.เจ้าภาพ (ตามกำลังทรัพย์) ศรัทธา

สอบถามเป็นเจ้าภาพร่วมทำบุญ โทร. 087-007-8607









ได้สร้าง ฐานเพื่อใช้ประดิษฐาน องค์พระมหาจักพรรดิ์(ปางเเห่งความสำเร็จ) เเล้ว เเต่งยังขาดเจ้าเจ้าภาพ
เมื่อสร้าง องค์พระเสร็จเเล้วจะสามารถให้สาธุชนมองเห็น องค์พระมหาจักพรรดิ์มาจากถนนใหญ่ (ติดถนนเอเชีย)




จุดประสงค์ในการสร้างองค์พระมหาจักพรรดิ์ (ปางเเห่งความสำเร็จ) เพื่อ


1.เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา
2.เพื่อมอบบุญให็เเด่เเม่ที่เรารัก
3.เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึก ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของสาธุชน ทั่วไป
4.เพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญของสาธุชนทั่วไป
5. เพื่อเป็นการสร้างบารมีธรรม ของอุบาสก-อุบาสิกา ทั่วไป



(( อานิสงส์ของ “พระพุทธรูป” ))


**************************************

ทำไม?ต้องเรียบเรียงคำสอนและเผยแพร่ :
ก็เนื่องจากว่าในยุคปัจจุบันนี้ พบว่าได้มีการสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อย่างผิดๆหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ “พระพุทธรูป” โดยยกโน่นอ้างนี่จับแพะชนแกะมั่วไปหมด แล้วก็อาศัยผ้าเหลืองหลอกลวงชาวบ้านทำมาหากินบนหลังของเขา ซึ่งก็มีผู้ที่หลงผิดหลงเชื่อมากมาย อันเนื่องจากว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้ความจริง และยังไม่เข้มแข็งในภูมิปัญญา(มีศรัทธาแต่ขาดปัญญา) และที่สำคัญครูบาอาจารย์ผู้แนะนำสั่งสอนนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเสนามาร บางท่านยังเป็นพญามารตัวจริงอีกด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมองและชีวิตของผู้หลงผิดเหล่านั้น ต้องเสื่อมถอยลง ต้องพบกับความทุกข์และความเดือดร้อนทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับว่าทำบาปหนักหรือเบา มากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่ที่ได้บุญหรือไม่บาปนั้นไม่มีเลย!




วัฏฏังคุลีราชชาดก

เรื่อง “วัฏฏังคุลีราชชาดก” กล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แดงของ “พระเจ้าปัสเสนทิโกศล”ในสมัยพุทธกาล ว่า
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุเสด็จจาริกไปเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ที่มาเข้าข่ายคือพระญาณของพระองค์ตามพุทธกิจของพระองค์ วันหนึ่งพระเจ้าปัสเสนทิโกศลเสด็จไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ไม่เห็นพระศาสดาและภิกษุสงฆ์จึงเกิดความสลดพระทัยว่า ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคไม่ประทับอยู่เราจะได้อะไรเป็นตัวแทนของพระองค์เอาไว้กราบไหว้ เมื่อกลับมาจึงดำริว่าจะสร้างพระพุทธปฏิมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับมาแล้วจึงเข้าไปกราบทูลขออนุญาต พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุญาต เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปชมพระพุทธปฏิมา แล้วทูลถามว่าผู้ได้สร้างพระพุทธปฏิมาจะได้ผลอานิสงส์อย่างไร พระศาสดาจึงตรัสบอกอานิสงส์โดยประการต่างๆ ว่า ผู้ที่ได้สร้างพระพุทธปฏิมา จะเป็นบุรุษก็ตามสตรีก็ตาม สร้างด้วยดินเหนียวหรือศิลาก็ตาม สร้างด้วยโลหะและทองแดงก็ตาม สร้างด้วยไม้และสังกะสีดีบุกก็ตาม สร้างด้วยรัตนะและเงินทองก็ตาม ผู้นั้นจักได้อานิสงส์ล้นพ้นที่จะนับจะประมาณได้ เมื่อพระพุทธปฏิมาประดิษฐานอยู่ในโลกตราบใด โลกก็ชื่อว่าไม่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้าตราบนั้น พระพุทธปฏิมานี้ได้ชื่อว่ายังพระพุทธศาสนาให้ตั้งมั่นถาวร ผู้ที่ได้สร้างก็จะมีแต่ความสุขเป็นเบื้องหน้า แม้ปรารถนาผลอันใดก็จะสำเร็จสมปรารถนา แม้แต่พระองค์เองครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ก็เคยได้ทำพระหัตถ์ของพระพุทธปฏิมาที่หักอยู่ให้บริบูรณ์ขึ้นด้วยดินเหนียว อานิสงส์อันนั้นทำให้ไปเกิดในเทวโลก เมื่อจุติจากเทวโลกแล้วมาเกิดในเมืองมนุษย์มีพระองคุลี(นิ้ว)เป็นอาวุธ ชี้ไปทางข้าศึกศัตรูๆ ก็ล้มเซระเนระนาดไปไม่สามารถจะสู้รบได้ เมื่อตรัสดังนี้แล้วจึงทรงนำเอาอดีตนิทานมาแสดงในเรื่อง “วัฏฏังคุลีราชกุมาร”ผู้มีนิ้วพระหัตถ์อันวิเศษสามารถเอาชนะข้าศึกศัตรูทั้งร้อยเอ็ดราชาได้ด้วยการใช้นิ้วพระหัตถ์ชี้ใส่ข้าศึกเหล่านั้น ดังนี้



วัฏฏังคุลีราชชาดก

ในอดีตกาล มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ “กุลภัทรกุมาร” ไดัชักชวนพ่อค้าทั้งหลายเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง ระหว่างทางเขาเห็นพระพุทธปฏิมากรทำด้วยดินเหนียวองค์หนึ่ง ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอาราม ในป่าชัฏ พระพุทธปฏิมากรนั้น มีนิ้วพระหัตถ์หักไปนิ้วหนึ่ง จึงเอาดินเหนียวมาขยำกับน้ำอ้อย ปั้นนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากรปฏิสังขรณ์ให้เต็มบริบูรณ์ทั้ง ๕ นิ้ว แล้วเอาเงิน ๕ กหาปนะ ให้หญิงทาสีคนหนึ่ง คอยปฏิบัติรักษา พระพุทธปฏิมากรนั้น และให้มูลค่าประทีป เทียน แลมาลา ของหอม สำหรับบูชาพระปฏิมากรนั้นด้วย ครั้นบูชาแล้ว จึงตั้งความปรารถนาด้วยว่า “อานิสงส์ที่ข้าพเจ้าได้ปฏิสังขรณ์นิ้วพระหัตถ์นี้ ขึ้นชื่อว่าข้าศึกศัตรูทั้งปวง อย่าให้มีเฉพาะหน้าข้าพเจ้าเลยอนึ่งขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด”

นับแต่นั้นมา ข้าศึกศัตรูและสัตว์ร้ายทั้งหลาย แม้แต่งู ตะขาบ และแมลงป่อง เป็นต้น ก็มิได้กล้ำกลายกุลภัทรกุมารเลยแม้แต่น้อย เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเทพในสวรรค์ พวกอสูรในเทวโลกก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ พากันหนีห่างไปหมด เมื่อปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เทพบุตรซึ่งเป็นบริวารพันหนึ่งก็มาเกิดในครรภ์ของภรรยาพวกอำมาตย์ เมื่อประสูติพระกุมารแล้ว ในกาลนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายมีช้าง แลม้า เป็นต้น แม้จะดื้อดึงเพียงใด เมื่อพระราชกุมารยกนิ้วพระหัตถ์ชี้มาในกาลใด สัตว์เหล่านั้นก็ซวนเซล้มลงไป พระราชกุมารจึงได้พระนามว่า “วัฏฏังคุลีราชกุมาร”

เมื่อได้ครองราชย์เป็น “พระเจ้าวัฏฏังคุลีราชโพธิ ” ประกอบด้วยเมตตากรุณา ไม่เคยเบียดเบียนชีวิตใดเลย ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ในกาลนั้นพระยาร้อยเอ็ดทั้งหลายในชมพูทวีปจึงปรึกษากันจักไปชิงราชสมบัติของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช เพราะเห็นว่าพระองค์ไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิตใดเลย คงได้เมืองมาโดยง่าย เมื่อยกทัพมาประชิดเมืองของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช พระองค์เพียงชี้นิ้วพระหัตถ์ ใส่พวกพระยาร้อยเอ็ดและเหล่าทหารก็ตกจากยานพาหนะและหกล้มระเนระนาดเกลื่อนไป พระยาร้อยเอ็ดเหล่านั้นจึงสวามิภักดิ์ยอมเป็นประเทศราชของพระโพธิสัตว์โดยดุษฎี

สมเด็จพระทศพลจึงตรัสพระคาถาว่า บุคคลผู้สร้างพระพุทธรูปนั้น จะได้เป็นพระอินทร์ ๘ ครั้ง จะได้เป็นสมเด็จบรมจักรพรรดิ ๘๐ ชาติหรือ ๑๐๐ ชาติ จะได้เป็นพระราชานับประมาณไม่ได้ ผลแห่งการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระพุทธรูปนั้น ไม่ควรคิดว่ามีค่าเท่าใดเพราะเป็นอจินไตย ประมาณไม่ได้ บุคคลผู้ก่อสร้างพระพุทธรูปด้วยปีติเลื่อมใสแล้วจะเกิดในสวรรค์สิ้นกาลนาน ผู้ปลูกมหาโพธิ์ นรชนผู้บวชตน นรชนผู้สร้างพระปฏิมากร นรชนสามจำพวกนี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เป็นเที่ยงแท้!




อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูป หรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
เป็นบุญกุศลมีอานิสงส์มาก ดังนี้



๑. อกุศลกรรม ใน อดีตชาติ แต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
๒. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลายไป ปวงภัยไม่มี คนคิดร้ายไม่สำเร็จ
๓. เจ้ากรรมนายเวร ในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม
๔. เหล่ายักษ์ ผี รากษส งูพิษ เสือร้าย ไม่อาจเป็นภัย อยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัยจากพวกเหล่านี้
๕. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล รุ่งเรืองก้าวหน้า ผู้คนนับถือ
๖. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ(เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์ วาสนายั่งยืน
๗. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา หนี้สินจะหมดไป
๘. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ สตรีจะได้เกิดเป็นชาย(ในอนาคต)เพื่อบวชบำเพ็ญบุญบารมีที่เพิ่มพูนขึ้นไป
๙. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่มามีบุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง
๑๐. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิต แก่ทุกคนที่ได้พบเห็น เป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกอนันต์ทุกชาติของผู้สร้าง ที่เกิดมาจะได้ฟังธรรม จากพระอริยะเจ้า มีปัญญาในธรรมแก่กล้า สามารถได้อภิญญาหก และสำเร็จโพธิญาณได้


อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป

คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำ(พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี
เกี่ยวกับอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป


การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา ถ้าในกรรมฐานจัดว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน (การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างไสวมาก การสร้างพระถวายด้วยอำนาจพุทธบูชา ทำให้มีรัศมีกายมากเป็นคนสวย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต" แปลว่า "การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชอำนาจมาก"

การสร้างพระพุทธรูปนี่เป็นพุทธบูชาเป็นพุทธานุสสติในกรรมฐาน ๔๐ กอง ท่านบอกว่ากำลังของพุทธานุสสติเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่ากองอื่นก็เห็นจะจริง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่นิพพานนี่ และท่านก็เป็นต้นตระกูลของพระนิพพาน ทีนี้เมื่อเราต้องการสร้างพระพุทธรูปให้สวยตามที่เราชอบเห็นแล้วก็ทำให้จิตใจสดชื่น จิตมันก็นึกถึงพระอยู่เสมอ ถ้าจิตนึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นอยู่เสมอก็จัดเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าใจเราเกาะพระพุทธเจ้าเป็นปกติ ตายแล้วลงนรกไม่เป็น ฉะนั้นถ้าเราชอบพระแบบไหนปางไหน ก็ให้สร้างอย่างที่เราชอบจิตจะได้เกิดศรัทธา หลวงพ่อปานวัดบางนมโคแนะนำว่าควรหันหน้าพระบูชาไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ ไม่ควรหันหน้าพระบูชาไปทางทิศตะวันตก หรือทิศใต้ เพราะจะทำให้สตางค์ไม่เหลือใช้

ส่วนอานิสงส์การสร้างแท่นพระนั้น ก็มีอานิสงส์เหมือนกับการสร้างพระพุทธรูป คือแท่นพระพุทธรูปเขาบกพร่องอยู่ เราทำให้เต็ม อย่างที่นางวิสาขาหรือพระสิวลีได้เคยทำมาในอดีตชาติ อานิสงส์ไม่ใช่เล็กน้อยนะ อานิสงส์ใหญ่มาก จะเกื้อหนุนให้รวย วาสนาบารมีสูง การสร้างแท่นพระหนุนพระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าให้สูงน่ะ จะทำให้ฐานะของเราดีขึ้น

ครั้งหนึ่งมีญาติโยมถามหลวงพ่อฤาษีลิงดำเรื่องการชำระหนี้สงฆ์ว่า ถ้าหากนับรวมหลาย ๆ ชาติเราไม่รู้ว่าเคยล่วงเกินของสงฆ์มามากน้อยเท่าไหร่ จะทำอย่างไรจึงจะชำระหนี้สงฆ์ได้หมด หลวงพ่อท่านกำหนดสมาธิจิตถามพระพุทธเจ้า ก็ปรากฏนิมิตเป็นพระพุทธเจ้าลอยมาตอบคำถามท่านว่า "ถ้าจะชำระให้ครบถ้วนเป็นเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ให้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก ๔ ศอก" พระหน้าตัก ๔ ศอก ถือว่าเป็นพระประธานมาตรฐาน ท่านบอกว่า "พระพุทธรูปนี่ไม่มีใครตีราคาได้ ใช้ในการชำระหนี้สงฆ์ หนี้สงฆ์ที่แล้ว ๆ มา ถือเป็นการหมดกันไป" เมื่อถามว่าการสร้างพระองค์หนึ่งชำระหนี้สงฆ์ได้คนเดียวหรือกี่คน ท่านก็บอกว่า "ถ้าไม่ปิดทองได้คนเดียว ถ้าปิดทองครบถ้วนได้ทั้งคณะ" คำว่า "คณะ" หมายความว่าบุคคลหลายคนก็ได้ ตัดบาปเก่าชำระหนี้สงฆ์เก่า ๆ ได้หมด แต่ถ้าสร้างหนี้ใหม่ต่อก็เป็นหนี้ใหม่เหมือนกันนะ เวลาถวายสังฆทานเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย อย่างน้อยควรมีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๕ นิ้วขึ้นไป ผู้ที่อนุโมทนารับบุญรับกุศลจะมีรัศมีกายสว่างมาก เพราะเทวดาหรือพรหมเขาแบ่งฐานะกันตามความสว่างของร่างกาย ไม่ได้ดูที่เครื่องแต่งตัว ถ้ามีผ้าจีวรด้วย ผู้อนุโมทนาจะมีเครื่องประดับสวยงามกว่าเดิม ถ้ามีอาหารด้วย ความเป็นทิพย์ของร่างกายจะดีกว่าเก่า

ที่มา : อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป นำมาจากหนังสือ "หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑" โดยพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี จัดทำโดย เจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์





((คำกล่าว ของ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ : ))

สร้างพระ ๑ องค์ ได้อานิสงส์ ๕ กัป ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง ๕ กัป

๒.) หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : กล่าวว่า"การสร้างสมเด็จองค์ปฐมทำได้ยาก คือ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด การสร้างองค์ปฐมนี้ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ โดยใช้บัญชีสีทอง เป็นทองคำล้วนทั้งเล่ม จดบันทึก(เป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่จดธรรมดา) ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี้ ต้องเป็นคนมีบุญมาก และไปนิพพานได้เร็วมาก" เพราะบัญชีสีทอง หลวงพ่อฯบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด”

๓) หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว : ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้า จะเป็นองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี ใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหม เป็นพระอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ จะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจนกว่าเข้าสู่นิพพาน

๔.) หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา : การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการะบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

๕.) หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม : การที่ผู้สร้างพระพุทธรูปได้เกิดศรัทธา จนถึงสละเงินออกมาสร้างพระพุทธรูปได้ และออกมาทำทาน ในงานฉลองพระพุทธรูปได้ ชื่อว่าเป็นผู้มี "ความเห็นตรง เห็นถูกแท้" เพราะเป็นบุญของตนเอง ไม่ใช่บุญของใครเลย ผู้สร้างพระพุทธรูป ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ชื่อว่า เป็นผู้ได้เตรียมตัวก่อนตาย



(( คำตรัสของ หลวงปู่โลกอุดร ))

: พระพุทธองค์สมัยที่ยังบำเพ็ญบารมีพระโพธิสัตว์อยู่ ก็ยังกราบไหว้สักการะบูชา และทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปด้วยพระองค์เองเลย



---อนุญาติให้เเนะนำผู้ที่เรารัก เพื่อ ได้มีส่วนร่วมในบุญกุศลในครั้งนี้ สร้างองค์พระมหาจักพรรดิ์----







((((((ขออานุภาพเเห่งมหากุศลที่เกิดจากการตั้งใจ ทำความดีในครั้งนี้ จงอำนวยอวยพรให้ทุกท่านสำเร็จตามความปรารถนาทุกสิ่งประการเทอญ สาธุ ))))





ขนาดองค์พระมหาจักพรรดิ์ (ปางเเห่งการตรัสรู้)

หน้าตัก 3 เมตร สูง 5 เมตร สูงจากพพื้น รวมทั้งหมด 9 เมตร


ดูข้อมูลการสร้างองค์มหาจักพรรดิ์ ที่

www.dhammadee.com (เว็บธรรมะดี ดอทคอม)


 เปิดอ่านหน้านี้  1779 

แนะนำสถานปฏิบัติธรรม



  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย