ค้นหาในเว็บไซต์ :

สาระอันแท้จริงมิได้อยู่ที่อายุ สาระที่แท้จริงอยู่ที่ความดีที่ตนกระทำ หรือยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็อยู่ที่ความหลุดพ้นไปเหนือความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป นี้เรียกว่าเป็นสาระอันแท้จริง


#การทำบุญอายุ
.
การทำบุญอายุจึงมีอยู่เป็น ๒ อย่าง คือ #ทำบุญต่ออายุ นั้นอย่างหนึ่ง #ทำบุญล้ออายุ นั้นอีกอย่างหนึ่ง
.
ทำบุญต่ออายุนั้น เป็นของคนขลาด เป็นของคนที่ไม่อยากจะตาย กลัวต่อความตาย ส่วนทำบุญล้ออายุนั้นเป็นเรื่องของคนที่มีความกล้าหาญ เพราะประกอบไปด้วยธรรมะ เพราะรู้ธรรมะตามที่เป็นจริง จึงไม่มีความกลัวต่อความตาย จึงล้อเลียนว่าอายุนี้เป็นของเล่นๆ
.
สาระอันแท้จริงมิได้อยู่ที่อายุ สาระที่แท้จริงอยู่ที่ความดีที่ตนกระทำ หรือยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็อยู่ที่ความหลุดพ้นไปเหนือความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป นี้เรียกว่าเป็นสาระอันแท้จริง
.
คือ มีความรู้อย่างแจ่มแจ้งโดยประจักษ์ว่า
ร่างกายกับจิตใจรวมกันนี้ก็ยังไม่ใช่ตน
#ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
เป็นแต่เพียงธรรมชาติ
เป็นแต่เพียงของที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ
เป็นไปตามธรรมชาติ ดับไปตามธรรมชาติ
.
หากแต่ว่าในธรรมชาตินั้น
มันมี #ความโง่ มี #ความหลง
มันจึงได้เกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมาว่ามีตัวเรา
อายุเท่านั้นเท่านี้
.
ความเกิดก็ของเรา
ความแก่ก็ของเรา
ความตายก็ของเรา
นี้เป็นเพราะความโง่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น
.
แต่ถ้าเมื่อใดได้ยินได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า รู้จักว่านั่นเป็นเพียงความโง่ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาติ ก็ทำลายธรรมชาติแห่งความโง่นั้นเสีย ให้ธรรมชาติแห่งความฉลาดปรากฏออกมา เป็นความรู้ที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ไม่มีตัว ไม่มีตน เป็นเพียงธรรมชาติ
.
#ทำดีเพราะกลัวตาย
.
เพราะว่าอยากจะมีตัวตนที่ถาวร ไม่อยากจะตาย จึงได้มีความเชื่อเรื่องตัวตนที่ถาวร ตัวเราคนนี้ในชาตินี้ จะไปเกิดในชาติหน้า ก็ยังเป็นตัวเราอยู่นั่นเอง เกิดอีกกี่ชาติก็ยังเป็นตัวเราเป็นของเราอยู่นั่นเอง
.
ความคิดอย่างนี้เป็นการถูกต้องของคนธรรมดา คือของคนที่ยังไม่รู้อะไร ให้คิดอย่างนี้ก็เพื่อจะได้สะสมความดีไว้ให้มากๆ สำหรับจะได้ไม่ทำความชั่ว แล้วก็จะได้มีความสุขสบายไปตามภาษาของคนดี
.
แต่ว่าคนที่มีความคิดอย่างนี้ แม้จะดีอย่างไรก็ยังมีความทุกข์อยู่นั่นเอง คือว่ายังมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น เบียดเบียนอยู่นั่นเอง
.
แม้จะร่ำรวยด้วยบุญ ด้วยกุศลอย่างไร ก็ยังมีปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น #พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ฉลาดไปกว่านั้น ให้ดีให้ยิ่งไปกว่านั้น โดยรู้สึกว่าตามที่แท้จริงนั้นมันไม่มีตัวเราชนิดนั้นเลย ความรู้สึกคิดนึกเกิดขึ้นมาตามเหตุตามปัจจัย ที่ทำให้คิดนึกเช่นนั้น
.
ถ้ายังขี้ขลาดกลัวตายก็อุตส่าห์ทำความดีเข้าไว้ให้มากๆ จะช่วยบรรเทาความขลาด หรือความกลัวต่อความตาย เพราะว่าจะได้มีความเชื่อว่าแม้จะต้องตายก็จะได้ไปเกิดที่ดี เมื่อได้ไปเกิดที่ดี ก็ไม่ค่อยจะกลัวตาย อย่างนี้เป็นต้น
.
นี้เรียกว่าเป็นศีลธรรมในระดับทั่วไปก็ได้ หรือเป็นพุทธศาสนาในระดับแรก ในระดับเบื้องต้นที่สุดก็ได้ ที่คนทุกคนพยายามทำดีไว้ เพื่อต่อสู้กับความตาย หรือจะล้อเลียนความตายก็ได้ เพราะว่าเราได้ทำความดีไว้มากพอ เราจึงไม่กลัวต่อความตาย ถ้าใครปฏิบัติได้ในลักษณะเช่นนี้ ก็นับว่ารอดตัวไปแล้วชั้นหนึ่ง
.
แต่ว่ายังไม่หมด เพราะยังจะต้องไปเผชิญกันเข้ากับความตายข้างหน้าอีกในโลกหน้า หรือในโลกอื่นอีก จะต้องเกิด และจะต้องตายอีก
.
#ทำดีเท่านั้นยังไม่พอ
.
เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการปฏิบัติที่สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือให้ #อยู่เหนือความตาย ให้จนได้นั่นเอง ให้มีความรู้สึกว่าไม่มีตัวเรา และไม่มีอะไรตาย มีแต่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป
.
จิตใจที่มีอยู่ในร่างกายนี้ อย่าได้ไปโง่ไปหลง ว่านี้เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของๆ ตนขึ้นมา แล้วก็จะเป็นจิตใจที่รู้ความจริงชนิดที่ไม่มีความตาย จะได้กล้าหาญยิ่งไปกว่าบุคคลทีแรก ที่เพียงแต่ทำความดีไว้มากๆ
.
ความกล้าหาญของคนที่ทำความดีไว้มากๆ นี้ เป็นเพียงเครื่องปลอบประโลมใจเท่านั้นเอง ที่แท้แล้วก็ยังกลัวอยู่ว่ามันจะหมด ความดีมันจะหมด หรือบุญมันจะหมด หรือมันจะพลาดพลั้งอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพราะว่าตัวเรายังมีอยู่ ส่วนผู้ที่ได้ศึกษา มีความรู้ มีความเข้าใจ จนถึงกับ #ไม่มีตัวเรา แล้วนั้น เป็นผู้กล้าหาญที่แท้จริง ไม่มีความกลัวที่แฝงอยู่ เพราะไม่มีตัวเราแล้วจะต้องกลัวอะไร
.
มันไม่มีปัญหาเรื่องเกิด เรื่องตายอะไรเป็นต้น อีกต่อไป จึงไม่ต้องกลัว จึงมีความกล้าหาญ มีความกล้าหาญมากพอที่จะล้อเลียนอายุได้ ล้อเลียนความตายได้
.
การทำบุญอายุนี้ ก็ควรจะถือว่าเป็นการยินดีที่มีธรรมะมากขึ้น ดีกว่าที่จะไปนึกว่าอายุมันมากขึ้น #อายุมันมากขึ้นนี้ไม่มีความหมายอะไรนักแต่ถ้าว่ามีธรรมะมากขึ้นแล้วมันมีความหมายมาก ถ้าจะให้กลมกลืนกันไปได้ ก็ต้องถือว่ายิ่งอายุมากเข้าเท่าไร ก็ควรจะยิ่งมีธรรมะมากเข้าเท่านั้น นั่นแหละคือเจริญด้วยอายุ เมื่อเจริญไปโดยทำนองนี้ถึงที่สุดแห่งธรรมะแล้ว ก็รู้ความไม่ตาย รู้ความที่เราไม่ต้องตาย การที่ธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตน และไม่ตาย เป็นความรู้ที่แท้จริง
.
ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร แม้ว่าจะถูกรถทับตาย ถูกคนเขาฆ่าตาย ก็ไม่รู้สึกว่ามีความตายของเรา หรือแก่เรา หรือสำหรับเรา มีแต่ใจคอที่ปกติ รู้แต่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องเปลี่ยนแปลงไป ตามเรื่องตามราวของสิ่งทั้งปวง ซึ่งไม่ใช่ตัวเรา
.
ร่างกายนี้ก็เป็นสิ่งทั้งปวง จิตใจนี้ก็เป็นสิ่งทั้งปวง ทรัพย์สมบัติ อะไรต่างๆ อำนาจ วาสนา เงินทอง ข้าวของ ก็เป็นสิ่งทั้งปวง ล้วนแต่เป็นสิ่งทั้งปวงของธรรมชาติ เป็นทรัพย์สมบัติของธรรมชาติ หรือเป็นตัวธรรมชาติล้วนๆ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา นี้เป็น #ใจความสำคัญของหลักธรรมะ ในพระพุทธศาสนา หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน ควรจะเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนาข้อนี้ ให้แจ่มแจ้ง ให้กำหนดจดจำไว้อย่างแม่นยำ สำหรับจะแก้ปัญหาทุกอย่าง ทุกประการ
.
พุทธทาสภิกขุ

5







   

 ธรรมะไทย