เมื่อจิตของเราไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่า เป็นตัวเรา หรือ เป็นของเราแล้ว ในขณะนั้นจิตมีความบริสุทธิ์ที่สุด ในขณะนั้นจิตมีความสว่างไสวที่สุด ในขณะนั้นจิตมีความสงบเย็นหรือเป็นสุขที่สุด
สังเกตดูให้ดีเถิด...จะเห็นว่า เมื่อจิตของเราไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่า #เป็นตัวเรา หรือ #เป็นของเราแล้ว ในขณะนั้นจิตมีความบริสุทธิ์ที่สุด ในขณะนั้นจิตมีความสว่างไสวที่สุด ในขณะนั้นจิตมีความสงบเย็นหรือเป็นสุขที่สุด
พอเกิดความยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้ามา จิตนั้นก็เร่าร้อนที่สุด สกปรกที่สุด มืดมัวที่สุด และเป็นทุกข์ที่สุด
ดังนั้น จิตที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในขณะนั้นแหละ เป็นจิตที่
#ถึงพระพุทธเจ้า หรือมีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง
แต่คนไม่เข้าใจอาการอันนี้ ก็ไปเดาสุ่มเอาว่าเราจะต้องยึดมั่นถือมั่นพระพุทธเจ้าเป็นของเรา เป็นที่พึ่งแก่เราไป ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเป็นที่พึ่งได้อย่างไร ก็เลยตกอยู่ในฐานะที่โง่เขลาอย่างน่าเวทนาสงสาร
แม้จะเข้าวัดรับศีล ฟังเทศน์ ให้ทานมาสักกี่ปีกี่สิบปี ก็ยังห่างไกลต่อพระพุทธเจ้าอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องร้องตะโกนเป็นนกแก้วนกขุนทองเรื่อยไปว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ เป็นต้น โดยไม่มีความหมายอะไรเลย
.
ขอให้เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามตัวหนังสือเหล่านี้ ว่าเราถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั้น ก็คือ ถึงการที่มีจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นที่พึ่ง
.
หรือว่าเราถึงพระธรรมเป็นสรณะนั้น ก็คือการถึงภาวะที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นที่พึ่ง
.
หรือแม้ว่าเราถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งเป็นสรณะนั้น ก็คือเราถึงหมู่บุคคลที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น
.
และเราจะต้องทำให้เหมือนเขาด้วย เป็นที่พึ่ง รวมหมดด้วยกันทั้ง ๓ สรณะนี้ก็อยู่ตรงที่มีจิตที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง เป็นเครื่องอำนวยความสุขให้แก่เรา เป็นเครื่องอำนวยความบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสว่างไสวแจ่มแจ้งสงบเย็นให้แก่เรา นั่นคือความหมายของคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง
.
เรื่องนี้เคยกล่าวกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว และยังจะต้องกล่าวซ้ำ ๆ กันอยู่ต่อไปอีกมากคือว่า สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นมีอยู่หลายชั้น หลายลำดับ หลายความหมาย เป็นเพียงเปลือกนอกก็มี เป็นเนื้อในก็มี
พุทธทาสภิกขุ