การฝึกใจ ให้ปล่อย ให้วาง ช่วยให้จิตมีพลัง มันตรงกันข้ามกัน ร่างกายต้องแบก ต้องทำนุ่นทำนี่ มันถึงจะแข็งแรงมีกำลังวังชา แต่ใจต้องปล่อยต้องวางให้มากขึ้น
ทวนกระแสจิตชีวิตเปลี่ยน
มีคำกล่าวว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" คำกล่าวนี้ยังไม่ครบถ้วน มนุษย์เราจะเป็นสัตว์ประเสริฐได้ ต้องมีการฝึกฝน มนุษย์เราถ้าไม่ได้ฝึกฝน จะเป็นสัตว์ประเสริฐไม่ได้ โดยเฉพาะการฝึกฝนจิตใจ ถ้าไม่ฝึกฝนไม่ขัดเกลา ก็อาจจะทำความเดือดร้อนเบียดเบียนผู้อื่นหรือว่าสร้างความหายนะยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย...
การฝึกก็มีสองอย่างใหญ่ๆ คือการฝึกฝนกายกับการฝึกฝนใจ
การที่จะฝึกฝนกายและใจได้ ก็ต้องรู้ถึงธรรมชาติของกายและใจซึ่งก็มองได้หลายแง่
ในแง่หนึ่งกายกับใจจะมีธรรมชาติที่ตรงข้ามกัน กายมันมีน้ำหนัก ชั่งตวงวัดได้เป็นกิโลๆ จับต้องได้ แต่ใจมันไม่มีน้ำหนักจับต้องไม่ได้ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ จะบอกว่าอยู่ที่สมองมันก็ไม่ใช่ เราไม่รู้ว่าใจอยู่ไหนแต่ว่ามันมีอยู่
สำหรับนิสัยของกายมันชอบอยู่เฉยๆ ชอบนิ่งๆ ถ้าได้นั่งได้นอนกายจะชอบมาก แต่ใจจะตรงกันข้าม ใจมันชอบทำนู่นทำนี่ มันอยู่นิ่งไม่เป็น จะให้ใจอยู่นิ่ง มันจะทรมานมาก มันต้องทำโน่นทำนี่สารพัด
ดั้งนั้นการฝึกกายกับการฝึกใจ มันจะไปกันคนละทาง เวลาเราจะฝึกกาย เราต้องฝึกให้มันทำ เช่น ฝึกออกกำลังกาย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่อยากทำ แต่อยากนั่งนิ่งๆ นั่งดูโทรทัศน์ หรืออยากนั่งเฉยๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง การฝึกกายต้องฝึกให้กายทำนู่นทำนี่ เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น ถ้าไม่ออกกำลังกาย ร่างกายก็จะแย่
เดี๋ยวนี้มีโรคมากมายที่เกิดจากการไม่ออกกำลังกาย เรียกรวมๆกันว่าโรคขี้เกียจ โรคที่เกิดเพราะการไม่ออกกำลังกาย เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน อาจจะรวมถึงโรคมะเร็ง โรคปวดเมื่อย ซึ่งจะเรียกรวมๆว่าเป็นโรคขี้เกียจ ดังนั้นการฝึกกายต้องเคี่ยวเข็ญให้ออกกำลังกาย
ส่วนการฝึกใจจะตรงกันข้าม คือต้องฝึกใจให้รู้จักนิ่งบ้าง เพราะใจมักจะทำนู่นทำนี่สารพัด แล้วก็มักจะเอาความทุกข์มาใส่ตัว เรื่องที่ควรจะลืมก็เก็บมาคิดอยู่นั่นแหละ เรื่องที่ไม่ควรคิดก็เอามาคิดวกวน คิดซ้ำคิดซากจนนอนไม่หลับ คนที่นอนไม่หลับจะรู้ดีเลยว่า จิตมันทำโน่นทำนี่ มันไม่ยอมอยู่นิ่ง กายอยู่นิ่งแล้วแต่จิตไม่ยอมอยู่นิ่ง ดังนั้นการฝึกจิตคือการฝึกให้ทำตรงข้ามกับนิสัยของมัน คือฝึกให้มันนิ่งเสียบ้าง
เรารู้ดีว่า ทั้งการเคี่ยวเข็ญให้กายออกกำลังก็ดี หรือว่าการฝึกจิตให้อยู่นิ่งก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องยากเพราะเป็นการทวนกระแสความเคยชินของมัน กายมันจะชอบวางเพราะมันไม่ชอบทำอะไร จะให้มันแบกอะไรมันก็ไม่ชอบแบก การออกกำลังกายก็เป็นการฝึกให้กายแบก เช่นแบกน้ำหนักยกน้ำหนัก ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่กายไม่ชอบ ส่วนใจชอบแบกชอบยึด แบกปัญหา
สารพัด แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้ว ก็ยังเก็บมาแบกเอาไว้ เรื่องที่ยังมาไม่ถึงก็ยังจะเอาแบกไว้ จนเกิดความทุกข์ การฝึกจิตด้านหนึ่งก็คือการฝึกให้มันปล่อยให้มันวาง ซึ่งก็ยากเพราะว่าใจเนี่ยมันชอบแบก และถึงแม้เราจะรู้ว่ามันไม่ง่ายที่จะทำให้ใจปล่อยวางแต่มันก็สำคัญและจำเป็น
ขณะที่เราฝึกกายให้แบกเพื่อให้กายมีพละกำลัง การฝึกใจให้ปล่อยให้วางกลับช่วยให้จิตมีพลัง มันตรงกันข้ามกัน ร่างกายต้องแบก ต้องทำนู่นทำนี่มันถึงจะแข็งแรงมีกำลังวังชา แต่ใจต้องปล่อยต้องวางให้มากขึ้น....
เพราะฉะนั้น การเจริญสติ การภาวนา คือการทวนกระแส กระแสนิสัยความเคยชินของจิต จิตมันชอบทำนู่นทำนี่ก็ให้มันอยู่นิ่งบ้าง มันชอบแบกก็ให้มันวางบ้าง มันชอบส่งจิตออกนอก ก็ให้มันกลับมาดูใจบ้าง
การปฏิบัติธรรมคือการเปลี่ยนโหมดเลยก็ว่าได้ จากโหมดหรือจากความเคยชินเดิมๆที่เราใช้ชีวิตตามปกติ มันจะเป็นการกลับ 180 องศาเลย ความสุขที่เกิดจากการมีการได้การเสพ พอมาปฏิบัติธรรมมันจะพาเราไปพบกับความสุขอีกแบบหนึ่งคือความสุขจากการสละ ไม่ใช่เกิดจากการได้การมีการสะสม แต่เกิดจากการสละ
เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณากันดีๆ การปฏิบัติธรรมมันคือการทวนกระแส การพลิก การเปลี่ยนโหมด เปลี่ยนความเคยชินของจิต ให้ไปคนละทางกันเลย ซึ่ง มันทำให้เกิดการเปลี่ยนชีวิตได้ พอพลิกจิตชีวิตก็เปลี่ยนได้ แต่ถ้าปฏิบัติแบบไม่ยอมพลิกเลย ยังคงทำตามความเคยชินเดิมๆ แล้วจะหวังให้ชีวิตเปลี่ยนนี่มันยาก มันต้องกล้า ต้องใจถึงที่จะพลิกเปลี่ยนทวนกระแส
จิตมันชอบทำอะไรต้องพลิกไปอีกทาง มันยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นก็ยิ่งต้องเมตตา ต้องให้อภัยให้มากขึ้น มันยิ่งคิดจะเอาก็ต้องยิ่งสละยิ่งต้องให้มากกว่าเดิม มันยิ่งแบกก็ยิ่งต้องปล่อยต้องวาง มันยิ่งชอบท่องเที่ยวก็ต้องยิ่งฝึกให้มันนิ่ง ยิ่งถ้ามันชอบหนีออกจากตัวเองมากเท่าไหร่ยิ่งต้องฝึกให้มันอยู่กับตัวเองให้มากๆ อย่าตามใจมัน เพราะมันคือตามใจกิเลสนั่นแหละ แล้วชีวิตก็จะไม่เปลี่ยน จิตใจก็จะไม่พัฒนา
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล