หัวใจเปรต เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

 pt  4,071 

สมัยหนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้ายังคงประกาศสัจธรรมอยู่ มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์ขีณาสพจำนวนสองหมื่นรูปได้เสด็จมาถึงนครแห่งหนึ่ง บรรดาชาวเมืองพอทราบถึงการมาของพระองค์ต่างก็ปลาบปลื้มดีใจเป็นยิ่งนัก รีบชักชวนพวกพ้องพากันมาบริจาคทานรักษาศีลกันเป็นจำนวนมาก ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างร่วมแรงร่วมใจกันเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ โดยมีสมเด็จพระ
กัสสปะพุทธเจ้าทรงเป็นพระประธาน นับเป็นเวลาหลายวันติดกัน

ครานั้นยังมีบุตรเศรษฐีอยู่ ๔ คน พ่อแม่พวกเขาต่างก็มีทรัพย์อยู่ถึงคนละสี่สิบโกฏิ บุตรเศรษฐีทั้งสี่นี้เมื่อเห็นประชาชนพากันบริจาคทานรักษาศีลแทนที่ตนจักมีจิตใจเลื่อมใส ร่วมแรงร่วมใจทำบุญทำทานกับเขาบ้าง ที่ไหนได้กลับไปมีใจไปคิดดูหมิ่นดูแคลน เห็นว่าคนเหล่านั้นล้วนเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา บ้าศรัทธางมงาย ทำบุญทำทานไปทำไม ไม่เห็นจักเกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา มีแต่จะสิ้นทรัพย์ไปเปล่าๆ สู้เอาเงินเหล่านี้มาซื้อเหล้ายากินกันก็ไม่ได้ ยังจะมีความสุขเสียกว่าเป็นไหนๆ!

เมื่อทั้งสี่ต่างเห็นตรงกัน ดังนั้นพวกเขาจึงนำเอาทรัพย์ที่พ่อแม่ให้มานั้น ไปซื้อสุรายาเมาดื่มกินกันอย่างมีความสุข พอเมาได้ที่ก็ทำกันไปต่างๆนานา ตามแต่อำนาจกิเลสจักพาไป ซึ่งล้วนแต่เรื่องชั่วช้าเลวทรามทั้งสิ้น ไม่ว่าลูกเขาเมียใครหากตนพอใจก็จักใช้ทรัพย์ที่มีอยู่นั้นเป็นเครื่องหลอกล่อมาบำเรอความสุขแห่งตนทุกครั้งไป

เขาทั้งสี่เฝ้าทำกรรมชั่วช้าอย่างนี้อยู่เป็นอาจิณ พอถึงคราวแดดิ้นสิ้นใจบาปที่ทำไว้จึงรวมตัวกันเป็นชนกกรรม ฉุดกระชากลากนำพวกเขาให้ไปเกิดยังอเวจีมหานรก ทนรับทัณฑ์เพราะใจสกปรกอยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นพอพ้นผ่านจากอเวจีมหานรกมาแล้ว ก็ยังไม่แคล้วต้องมาเกิดอยู่ในโลหกุมภีนรกต่ออีกเป็นเวลาหลายกัปหลายกัลป์ โดยไปเกิดเป็นสตว์นรกตนใหญ่ ๔ ตน แหวกว่ายกระเสือกกระสนอยู่ในนรกขุมนี้

บางท่านอาจสงสัย อันโลหกุมภีนรกนั้น มันมีลักษณะเป็นเช่นไรหนอ? เหตุไฉนจึงต้องแหวกว่ายด้วยเล่า? ตอบว่ามันก็คือนรกขุมหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับหม้อหรือกะทะที่มีขนาดใหญ่เอามากๆ ใหญ่ขนาดไหนเล่า? ความกว้างความยาวความลึกวัดได้ด้านละ ๖๐ โยชน์ สร้างจากเหล็กกล้า ภายในบรรจุน้ำโลหะที่เดือดพล่านเอาไว้ เนื่องจากด้านนอกผนังแลที่พื้นมีไฟนรกคอยเผาไหม้อยู่ตลอดชั่วนาตาปี ดังนั้นทุกทิศทุกทางในนรกขุมนี้มองไปทางไหนก็จักเห็นแต่สีแดงเพลิงไปหมด สัตว์นรกลูกชายเศรษฐีทั้งสี่ตนนี้ พวกเขาต่างก็ถูกต้มเคี่ยวอยู่ในหม้อเหล็กใหญ่ใบนี้นั่นเอง!

พวกเขาต่างพยายามจะแหวกว่ายขึ้นไปให้ถึงปากหม้อนรกให้ได้ ด้วยคิดว่าจะปีนหนีไปจากดินแดนอันแสนทรมานนี้ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็มิเคยที่จักประสบความสำเร็จสักครั้ง บางครั้งจวนจะถึงปากหม้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องถูกดูดจมหายลงไปอีก ทั้งนี้เพราะสภาพของสัตว์นรกขุมนี้เปรียบแล้วก็ไม่ต่างจากเมล็ดข้าวสารที่ถูกต้มเคี่ยวอยู่ในหม้อที่มีน้ำอันเดือดพล่าน เราจะเห็นว่าข้าวแต่ละเม็ดประเดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมา ประเดี๋ยวก็จมลงไป ประเดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมา ประเดี๋ยวก็จมลงไป เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด สัตว์นรกขุมนี้ก็มิได้ต่างไปจากเม็ดข้าวเหล่านั้นเลย! การที่พวกเขาพยายามจักโผล่ศรีษะขึ้นไปยังปากหม้อนั้น มันจึงยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก แต่พวกเขาก็หาได้ท้อไม่

สุดท้ายหลังจากพยายามอยู่นานถึง ๖๐,๐๐๐ ปี ในที่สุดเขาสี่ตนก็บังเอิญโผล่มาพบกันที่ปากหม้อนรกพอดี เวลานั้นด้วยความอัดอั้นตันใจ สัตว์นรกตนแรกพอเห็นหน้าเพื่อนก็ใคร่ระบายความทุกข์ที่มีให้เพื่อนทราบ จึงอ้าปากพูดขึ้นว่า “ ทุกขะชีวิตะมะ ชีวิม หา..( ช่างน่าอนาถนัก เพราะเรามิได้ทำบุญให้ทานจึงต้องมาพบพานกับความทุกข์ทรมานถึงปานฉะนี้! ทั้งที่เมื่อตอนเป็นมนุษย์ก็มีสมบัติตั้งมากตั้งมาย...) ” แต่พอเอ่ยได้แค่คำว่า ทุ..เท่านั้น บัดนั้นร่างเขาก็ถูกดูดจมลงไปที่ยังก้นหม้อเหมือนเดิม

สัตว์นรกตนที่สองพอเห็นหน้าเพื่อนก็ให้ดีใจเช่นกัน ใคร่จะระบายความทุกข์ให้เพื่อนฟังบ้าง จึงพูดขึ้นว่า “ สฏฐีวัสสะ สะหัสสานิ... ( เพื่อนเอ๋ย! ตั้งแต่พวกเราดำผุดดำว่ายอยู่ในหม้อนรกนี้ นี่ก็เป็นเวลาถึงหกหมื่นปีแล้ว เมื่อไหร่เราจึงจักพ้นไปจากนรกขุมนี้เสียที?..) ” แต่เพียงเขาเอ่ยได้แค่คำว่า ส... เท่านั้น ฉับพลันก็ถูกดูดจมหายลงไปเหมือนดังกับสัตว์นรกตนแรก

สัตว์นรกตนที่สามและสี่ก็มีลักษณะเดียวกัน คิดจักกล่าวคำว่า“ นัตถิอันโตกุโตอันโต..( เพื่อนเอ๋ย! บาปกรรมที่เราทำไว้ บัดนี้ได้ย้อนมาให้ผลอย่างสาสมแล้ว...) ” และ “ โสหังนูนะ อิโตคันตะวา...( ถ้าเราพ้นไปจากนรกขุมนี้เมื่อใด แลได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ เราจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากบริจาคทานแลรักษาศีลเท่านั้น..) ”
แต่พอทั้งคู่เอ่ยได้แค่คำว่า น... และ โส... บัดนั้นเขาทั้งสองก็ถูกดูดจมหายลงไปยังก้นหม้อนรกเหมือนดังกับสัตว์นรกสองตนแรก

คำโอดครวญของสัตว์นรกสี่ตนนี้ พระเกจิสมัยก่อนท่านได้นำเอาคำขึ้นต้นคือ ทุ สฺ นฺ โส มาบัญญัติรวมกันไว้เป็นคาถาชื่อว่า “ คาถาหัวใจเปรต ” ( ทำไมไม่เรียกคาถาหัวใจสัตว์นรกก็ไม่ทราบ? ) เพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนสติมิให้เผลอใจไปกระความทำชั่วสืบต่อกันมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้.

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย

ที่มา : อ้างอิงจากพุทธชาดก และ โลกทีปนี เรียบเรียงโดย พระพรหมโมลี(วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย