ความลับของคำว่าอนัตตา มันมีสูงสุดตรงที่ว่า ถ้าใครรู้แล้ว มันจะไม่มีความทุกข์
อนัตตา
"ความลับของคำว่าอนัตตา มันมีสูงสุดตรงที่ว่า ถ้าใครรู้แล้ว มันจะไม่มีความทุกข์"
— พุทธทาสภิกขุ —
หัวข้อที่จะพูดกันในวันนี้ก็คือเรื่องความลับ ลึกซึ้งบางอย่างของชีวิต หรือจะเรียกว่าปรมัตถธรรมของชีวิตก็ได้
ปรมัตถแปลว่าความหมายที่ลึกซึ้ง หรือประโยชน์ที่ลึกซึ้ง อะไรที่มันลึกซึ้งกว่าธรรมดา...ธรรมะนี้มันลึกซึ้งมันสูงสุด จนคนทั่วไปไม่ชอบก็มี หรือชอบได้แต่บางคนก็มี
เด็กเล็กๆ ชอบกินมะม่วงอ่อน มะม่วงดิบจิ้มเกลือ จิ้มกะปิ มากกว่าที่จะชอบกินมะม่วงสุกหรือสุกงอม มะม่วงสุก สุกงอมเอาไว้ให้คนแก่กิน...นี่เพราะว่าความรู้สึกมันต่างกัน
ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน ธรรมะที่แท้ ที่ลึก ที่สูง ที่มีประโยชน์สูงสุดบางคนไม่เข้าใจ ไม่ประสงค์ ไม่ต้องการ ต้องการธรรมะเบื้องต้นง่าย ๆ ง่าย ๆมองเห็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมะที่เอาไปใช้ประกอบเรื่องโลก เรื่องการเป็นอยู่ในโลก ก็มันทำได้เหมือนกัน มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้
ธรรมะสูงสุดก็เหมือนมะม่วงสุกงอม แต่ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เด็กๆ ถ้าเรายังมีจิตใจคล้ายๆ กับเด็ก ๆ เราก็ไม่ชอบธรรมะที่สูงสุด คนธรรมดาสามัญ ไม่ได้ชอบธรรมะที่แท้จริงและสูงสุดโดยเฉพาะก็คือเรื่อง #อนัตตา
อนัตตามันลึกซึ้งและสูงสุด คนธรรมดาไม่ชอบ แต่มันก็ทำชอบตาม ๆ กันไป ชอบพูด ชอบอะไร แต่โดยเนื้อแท้มันชอบไม่ได้เพราะว่ามันลึกเกินไป
#เข้าใจผิดมาตลอด
คำนี้ความหมายพิเศษและลึกซึ้งและกำลังเข้าใจผิดกันอยู่ พูดก็พูดผิด เข้าใจก็ผิด ๆ
x อนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร สูญเปล่า
x สุญญตา สูญเปล่า
แต่ความลับของคำว่าอนัตตานะมันมี
สูงสุดตรงที่ว่าถ้าใครรู้แล้วมันจะไม่มีความทุกข์
อนัตตา มันแปลว่า #ไม่ใช่ตัวตน #ไม่ใช่อัตตา
แต่ก็พูดกันผิดๆ หรือแปลกันผิดๆว่า
ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน
ถ้าอย่างนี้มันเข้าใจผิด #มันมีอัตตาแต่มันมิใช่อัตตา
ฟังดูมันยาก
เรียกว่า อัตตาแต่มันมิใช่อัตตา
นั่นแหละคืออนัตตา
.
.
.
คนเรามันมีความรู้สึกว่ามีตัวฉัน ตันตนมีมาแต่ในท้องด้วยซ้ำไป เป็นเด็ก ๆ ทารกก็มีตัวฉัน โตขึ้นมาก็เป็นตัวฉัน มีตัวฉันขึ้นมาตลอด คือ รู้สึกในความรู้สึกตามธรรมชาติว่ามีตัวตนหรือตัวฉัน #แต่ตัวฉันที่รู้สึกว่าตัวฉันนั้นมันมิใช่ตัวฉัน ไม่ใช่อัตตา แต่พอมันไปเข้าใจว่าอัตตาก็ตรงกันข้ามแสดงความผิดใหญ่หลวง
ประพฤติต่อสิ่งเหล่านี้ฐานะเป็นอัตตา เป็นตัวตน มันก็ผิดจากธรรมชาติอันลึกซึ้งว่ามันมิใช่อัตตา (อัตตา)มันสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์ ตามกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า ปฏิจสมุปปบาทหรืออิทัปปัจจยตา
.
.
.
นี่มันเป็นความลับ มันเป็นอนัตตา คือ มิใช่อัตตา แต่เราตามความรู้สึกกัน คนที่ไม่มีการศึกษาปล่อยมาตามธรรมชาติ มันก็รู้สึกว่ามีอัตตา มีตัวฉัน มันจะเอาอย่างความต้องการของฉันเท่านั้นแหละ มันก็เกิดความเห็นแก่ "ตัว" (อัตตา) ขึ้นมา
มีความเห็นแก่ "ตัว" แล้วก็เกิดกิเลสได้ทุกชนิด กิเลสประเภทโลภะ ราคะ ก็จะเอา กิเลสประเภท โทษะ โกรธะ จะทำลายหรือจะไม่เอา กิเลสประเภท โมหะ สงสัยเที่ยววิ่งวน สิ่งนั้นอยู่รอบ ๆ ด้วยความโง่ พอเกิดกิเลสแล้วต้องเป็นทุกข์
จงรู้จักความลับข้อนี้โดยแท้จริงโดยธรรมชาติ มันมิใช่อัตตา แต่สัตว์ตามธรรมดาสามัญมันรู้สึกว่ามีอัตตาเป็นความรู้พื้นฐาน เกิดความผิดพลาดต่อไปใหญ่หลวงคือเห็นแก่อัตตาเห็นแก่ตัวตนจนไม่เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง นั่นคือปัญหา ก็ไม่อาจจะประพฤติให้ถูกต้อง ไม่อาจจะประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น จึงเต็มไปด้วยการเบียดเบียน เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น
.
.
.
นั่นแหละคือความปราศจากธรรมะ เป็นความมืด เป็นอวิชชา เป็นสมบัติของปุถุชน #สมบัติของปุถุชนคืออวิชชา คือความโง่ซึ่งต้องมีอัตตาที่เป็นที่หมายมั่น หมายมั่นว่าเป็นตัวตน แล้วก็เห็นแก่ตน ความจริงข้อนี้ลึกซึ้ง ถ้าเข้าใจกันไว้บ้าง ก่อนก็ดีเหมือนกัน
.
.
.
ถ้ามันโง่ที่สุดตามธรรมดาปุถุชน มันก็ว่ามีอัตตา คือ มีตัวตน มีตัวกู มีของกู มีกันเต็มที่ อย่างนี้เรียกว่ามีอัตตาสุดเหวี่ยง
ที่นี้ความเข้าใจผิด มิฉาทิฏฐิอย่างอื่นตรงกันข้าม ฝ่ายข้างนี้ว่าไม่มีอะไรเลย อย่างนี้เขาเรียกว่า #นิรัตตา นิรัตตาแปลว่าไม่มีอัตตาเอาเสียเลย
แต่ที่มันถูกต้อง ถูกต้องมันอยู่ตรงกลาง ตรงกลาง ไม่สุดเหวี่ยงทางซ้าย สุดเหวี่ยงทางขวา มันมีอนัตตาที่ไม่ใช่ตน (อัตตาซึ่งมิใช่อัตตา)
ข้างนี้เรียก "อัตตา"
ข้างนี้เรียก "นิรัตตา"
ตรงกลางเรียกว่า "อนัตตา"
ถ้าเข้าใจ 3 คำนี้ถูกต้อง รับประกันได้จะไม่มีความรู้สึกผิดพลาดในพระพุทธศาสนาที่สอนให้รู้ว่ามันไม่ใช่อัตตา
ที่คนทั่วไปรู้สึกว่าเป็นอัตตา เราทั้งหลายแรก ๆ นี้ก็รู้สึกเป็นว่าอัตตา หมายมั่นเป็นอัตตา แต่ความจริงสิ่งนั้นมิใช่อัตตา เป็นอนัตตาคือมิใช่อัตตา มาว่าเอาเองตามความโง่หรืออวิชชา ก็มีปัญหาเกิดเห็นแก่ตัวแล้วเกิดทุกข์ นั่นแหละ
รู้ความหมายของคำ 3 คำ อัตตา มันมีอัตตาเต็มที่ นิรัตตา มันไม่มีอะไรเลย คือไม่มีอัตตาอะไรเลย แต่ตรงกลาง อยู่ตรงกลางที่เป็นความถูกต้อง มันมีอนัตตาคือมีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา
ถ้าเรารู้จักสิ่งนี้ดี เราประพฤติต่อสิ่งนี้ให้ถูกต้องในฐานะที่มันเป็นอัตตาแต่ ในทางที่เรารู้สึก รู้สึกว่าเป็นอัตตาแต่มันมิใช่เป็นอัตตา นั่นแหละคือความลับสูงสุดของชีวิตก็ได้ หรือของปรมัตถธรรมแห่งชีวิตก็ได้ ความลับสูงสุดของธรรมะสูงสุด ก็คือว่ามันเป็นอนัตตา แต่ปุถุชนก็รู้สึกว่าเป็นอัตตา อัตตาอยู่ตลอดเวลา
พุทธทาสภิกขุ
เรียบเรียงจาก ความลับของปรมัตถธรรมแห่งชีวิต
ฟังได้ที่ ฐานข้อมูลจดหมายเหตุเสียงธรรมบรรยาย
http://sound.bia.or.th/catalogue.php?item_code=5115340617021