ค้นหาในเว็บไซต์ :

ปุถุชนชอบแบก ไม่ชอบวาง


- 1-

มีตัวกู กูต้องการ
กูจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้
มีตัวกู อะไรๆ
เอาเป็นของกูให้หมดเลย

ชีวิตแท้ๆ เป็นตัวกูขึ้นมานี้มันก็แย่แล้ว
อึดอัดหนักอึ้งแล้ว
ทีนี้มีเป็นของกู ของกู ของกู
ขึ้นมาไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
อย่างนี้มันก็ยิ่งหนัก
ก็เรียกว่า #ภาระหนักของชีวิต

- 2 -

ปุถุชนจะไม่รู้จักภาระหนักของชีวิต
แล้วจะโง่จนถึงกับไปหามาเพิ่มเติม
คือมันจะยึดถือมากขึ้น ยึดถือมากขึ้น
ยึดถือเป็นตัวตนของตนมากขึ้นๆ
ตามแบบของปุถุชน

ถ้าอริยชนมีแต่ปลดออกไป
ปลดออกไป ปลดออกไปจนไม่มีของหนัก
สิ่งใดเอามาถือไว้

ปุถุชนมันก็มีชีวิตอยู่ด้วยการ
ถือไว้ แบกไว้ ทูนไว้ อะไรไว้
พระอริยชนอริยเจ้า มีชีวิตอยู่ด้วยการ
วางไว้ วางไว้
วางลง วางลง วางลง
วางลงอยู่ข้างๆ หมด
ไม่เอามาถือไว้ แบกไว้ ทูนไว้

- 3 -

นี่เป็นเคล็ดที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจกันไว้
ปุถุชนมีอะไรมันก็มีเป็นของกู มันอยู่บนหัว
อริยชนมีอะไรก็มีไว้อย่างมิใช่ของกู
มันก็อยู่ใต้ฝ่าเท้า

ก็ลองเทียบเคียงกันดู
มีไว้บนศีรษะกับมีไว้ใต้ฝ่าเท้า
อันไหนมันจะเป็นอย่างไร
จะทำอันตรายกันสักกี่มากน้อย
พุทธทาสภิกขุ
.
..
...

คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงแก่นของความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู-ของกู" ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง

เมื่อนำมามองชีวิตของคนในปัจจุบัน เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า เราต่างกำลังเอาเรื่องที่ไม่ควรแบกมาทูนไว้บนศีรษะมากมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

1. โลกออนไลน์และภาพลักษณ์ทางสังคม (The Burden of Online Identity)

คนในปัจจุบันแบก "ตัวตนดิจิทัล" (Digital Self) ของตัวเองไว้หนักมาก เปรียบเสมือนการสร้าง "ตัวกู" อีกคนหนึ่งขึ้นมาในโลกออนไลน์ แล้วก็เฝ้าแบกเฝ้าประคองไว้

- ยอดไลก์และความคาดหวัง: เราโพสต์รูปภาพหรือข้อความ แล้วก็เฝ้ารอคอยยอดไลก์ คอมเมนต์ การยอมรับจากคนอื่น เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ นี่คือการแบก "ความคาดหวัง" และเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับการตัดสินของคนอื่น

- การสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ: หลายคนรู้สึกกดดันที่ต้องนำเสนอชีวิตด้านที่สวยหรูดูดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การท่องเที่ยว หรือความสุข จนกลายเป็นภาระที่ต้องคอยสร้างภาพให้คนอื่นเห็น ทั้งที่ชีวิตจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

- การเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น: การไถฟีดโซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นชีวิตของคนอื่น (ในด้านที่เขาเลือกให้เราเห็น) แล้วนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเอง เกิดเป็นความรู้สึกด้อยค่า อิจฉา หรืออยากมีอยากเป็นเหมือนเขา นี่คือการแบก "ชีวิตของคนอื่น" มาเป็นมาตรฐานให้ตัวเองต้องไปให้ถึง

มุมมองของอริยชน: ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสาร แต่ไม่ผูกติดคุณค่าของตัวเองไว้กับมัน มองเห็นว่าเป็นเพียงภาพมายาที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ไม่แบกรับความคาดหวังหรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร

2. การงานและสถานะทางสังคม (The Burden of Success)

"ตัวกู" ในเรื่องหน้าที่การงานและสถานะทางสังคมเป็นภาระที่หนักหน่วงและคนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะแบกมันมากขึ้นเรื่อยๆ

- การยึดติดกับตำแหน่งและหัวโขน: หลายคนแบก "ตำแหน่งหน้าที่" ไว้ตลอดเวลา แม้จะอยู่นอกเวลางาน ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงานกลายเป็นตัวชี้วัดคุณค่าทั้งหมดในชีวิต เมื่อสูญเสียตำแหน่งนั้นไป ก็เหมือนกับสูญเสียตัวตนไปทั้งหมด

- วัฒนธรรมการทำงานหนัก (Hustle Culture): สังคมยุคใหม่ส่งเสริมให้คนทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง แบก "ความกดดันที่ต้องประสบความสำเร็จ" ไว้บนบ่าตลอดเวลา จนไม่มีเวลาให้กับการวางลงหรือพักผ่อนอย่างแท้จริง

- มุมมองของอริยชน: จะทำงานอย่างเต็มที่ในเวลาที่ต้องทำ แต่เมื่อหมดเวลางานก็ "วาง" มันลง ไม่เอาตัวตนไปผูกติดกับตำแหน่งหรือความสำเร็จทางโลก มองว่างานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

3. ความสัมพันธ์และความคาดหวัง (The Burden of Relationships)

เรามักแบก "ของกู" ในความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

- การยึดคนอื่นเป็น "ของกู": ไม่ว่าจะเป็นคนรัก ลูก หรือเพื่อน เรามักคาดหวังให้เขาเป็นไปในแบบที่เราต้องการ ควบคุมบงการชีวิตเขา เมื่อเขาไม่เป็นดั่งใจ เราก็เป็นทุกข์ นี่คือการแบก "ความคาดหวังในตัวคนอื่น" ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

- การแบกอดีตและความขุ่นเคือง: การไม่ปล่อยวางความผิดพลาดในอดีตของตัวเองหรือของผู้อื่น การเก็บความโกรธแค้นชิงชังไว้ในใจ ก็เหมือนการแบกก้อนหินที่หนักอึ้งไว้ตลอดเวลา ไม่ยอมวางลง

- การแบกความสุขของตัวเองไปฝากไว้กับคนอื่น: หลายคนรู้สึกว่าชีวิตจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อมีคนรัก มีเพื่อน หรือได้รับการยอมรับจากครอบครัว นี่คือการเอา "ความสุขของกู" ไปผูกไว้กับปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ

มุมมองของอริยชน: จะรักและเมตตาผู้อื่นโดยปราศจากเงื่อนไขของการครอบครอง ให้เกียรติในความเป็นตัวตนของเขา รู้จักให้อภัยและปล่อยวางอดีต และสร้างความสุขจากภายในใจของตนเอง ไม่ใช่จากการพึ่งพิงคนอื่น
.
..
...

คำสอนของท่านพุทธทาสยังคงเป็นสัจธรรมที่ท้าทายวิถีชีวิตสมัยใหม่โดยตรง ในยุคที่สังคมกระตุ้นให้เรา "สร้างตัวตน" และ "สะสมสิ่งต่างๆ" มากขึ้นเรื่อยๆ ธรรมะของท่านกลับชวนให้เรา "ปล่อยวาง" และ "ลดขนาดของตัวกู-ของกู" ลง

ภาระหนักของชีวิตคนปัจจุบันจึงไม่ได้มาจากสิ่งของภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก "ทัศนคติ" ที่เราไปยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา มาเป็นของเรา มาแบกไว้บนหัว จนชีวิตหนักอึ้งและขาดอิสรภาพ

การเรียนรู้ที่จะ "วางลง" จึงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดเพื่อการมีชีวิตที่เบาสบายและเป็นสุขอย่างแท้จริง

#พัฒนาตน #สวนโมกข์กรุงเทพ #สร้างสรรค์สังคมรมณีย์

5







   

 ธรรมะไทย