อาหารของมัน คือ มันได้เกิดตามชอบใจ . ได้เกิดโลภ โกรธ หลง ตามชอบใจน่ะเรียกว่า มันได้กินอาหาร
Q: ทำอย่างไรจึงจะสิ้นกิเลส?
A: ทำลายความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส โดยใช้สติกำกับเมื่อมีสิ่งมากระทบ ไม่ปล่อยให้กิเลสเกิด ทุกครั้งที่กิเลสเกิด มันจะได้อาหาร และเติบโต ทำให้เราชินที่จะเกิดกิเลสนั้น ๆ มากขึ้น ง่ายขึ้น เป็นคนขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลง
- - -
"อนุสัยหรือสังโยชน์นั้น
อย่าไปเรียกมันว่ากิเลส
หรือกิเลสชั้นละเอียดเลย
ให้เรียกซะว่า
ความเคยชินแห่งกิเลส
#ความเคยชินแห่งการเกิดของกิเลส...
มันพร้อมที่จะเกิด
พอมีอะไรมาให้รัก ก็รัก ทนไม่ได้
พอมีอะไรมาให้เกลียด มันก็เกลียด ทนไม่ได้
บังคับใจไม่ได้
.
นั่นน่ะเพราะว่าความเคยชิน
ที่จะรักในสิ่งที่น่ารัก
หรือชินที่จะเกลียด
ในสิ่งที่น่าเกลียด
มันมามาก
มาแล้วแต่หนหลัง มามาก...
เป็นความเคยชินที่สุด
จนเราไม่ต้องนึกต้องคิด
อะไรมาถ้าน่ารัก...ก็รัก
อะไรมันน่าเกลียด...
ก็โกรธหรือเกลียด
นี่ล่ะความเคยชิน
ที่จะเป็นอย่างนั้น
ที่จะเป็นอย่างนี้...
ถ้าเราทำลายความเคยชินนี้เสียได้
มันก็คือทำลาย #ต้นตอของกิเลส ทั้งหลายได้
.
กิเลสที่จะออกมาทางกาย ทางวาจา
หรือทางจิตเป็นนิวรณ์นี้มันก็ไม่มี...
หรือกิเลสหยาบไปตี ไปด่า ไปฆ่าอะไรเขา
.
มันก็เพราะกิเลส
เพราะความเคยชิน
แห่งกิเลสชนิดนั้น
มันมีมาก และรุนแรงถึงขนาดนั้น...
.
ปิดกั้นหนทางที่กิเลสจะได้อาหาร
อาหารของมัน คือ มันได้เกิดตามชอบใจ
.
ได้เกิดโลภ โกรธ หลง
ตามชอบใจน่ะเรียกว่า
มันได้กินอาหาร
ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางอะไรก็ตาม
อาหารมันเข้ามาทางนั้น
มันได้กินแล้วมันได้เกิด
เป็นกิเลสขึ้นมา
.
แต่นี่เราตัดหนทางเสีย
ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ
เอาสติไปอุด ไปอัดไว้เสีย
มันกินไม่ได้...
พอตาเห็นรูป
สติก็มาทันว่า #อะไรเป็นอะไร
ควรจัดการอย่างไร
ไม่ไปรัก ไปโกรธ
ไปเกลียด ไปกลัวอะไรกับมัน
.
มันเข้ามาทางหูก็เหมือนกัน
รู้ว่าเสียงอะไร เพื่ออะไร
จะต้องทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
เพื่อไม่ต้องเกิดความโลภ
หรือความโกรธจากเสียงนั้น ๆ
นี่คือเป็นอยู่โดยชอบ
ปิดกั้นการเกิดแห่งกิเลส
อยู่ตลอดเวลา
ก็เป็นการบีบคั้นให้อนุสัย
หรือสังโยชน์นั้นน่ะ
มันร่อยหรอๆๆๆ อยู่...
ดังนั้นโอกาสหนึ่ง มันก็สลายตัวไป
เรียกว่า #สิ้นกิเลส
ถึงจะพูดว่าสิ้นกิเลสมันก็เป็นคำพูดสมมติ
เหมือนวัตถุสิ้นไปอย่างนี้
เขาเรียกว่าคำพูดสมมติ
แท้ที่จริงก็มันคือ #การเปลี่ยนนิสัยได้เด็ดขาด
เปลี่ยนความเคยชินได้เด็ดขาด
เป็นความเคยชินฝ่ายอริยมรรคหมด
ไม่เป็นความเคยชินฝ่ายกิเลสเลย
ไม่มีเหลืออยู่เลย
เราไปเรียกมันว่าสิ้นกิเลส
ความสิ้นแห่งกิเลส
เราเรียกกันสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า
ความสิ้นไปแห่งกิเลส
ที่แท้เป็นความสิ้นไป
แห่งความเคยชินในการที่จะเกิดกิเลส"
พุทธทาสภิกขุ