ค้นหาในเว็บไซต์ :

ไม่บ้าดี ไม่หลงดี ไม่เมาดี ไม่จมดี แล้วมันก็จะดับทุกข์ได้จริง


ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย วันมาฆปุรณมี หรือจะเรียกว่าวันพระสงฆ์ ได้ผ่านมาถึงอีกแล้วในรอบปี แต่ขอให้ท่านทั้งหลาย จงตั้งอกตั้งใจต้อนรับวาระนี้ให้ถูกต้องที่สุด ให้สำเร็จประโยชน์ที่สุด จงด้วยกันทุกคน
.
วันมาฆบูชาในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระอรหันตสาวกประชุมกัน ๑,๒๕๐ รูป มีพระพุทธองค์เป็นพระประมุข แล้วก็แสดงธรรมที่เป็นหลัก เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
.
พระธรรมที่แสดงในวันนี้เรียกว่า ปาติโมกข์ คือ ประธานแห่งธรรมทั้งหลาย #โอวาทปาติโมกข์ #ประธานแห่งคำสอนทั้งหลาย แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
.
ขั้นตอนแรกไม่ทำความชั่วทั้งปวง

ขั้นที่สองทำความดี หรือกุศลให้ถึงพร้อม

ข้อที่สามทำจิตให้ผ่องแผ้ว ปราศจากสิ่งรบกวน หุ้มห่อพัวพันใด ๆ ให้เป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์
.
สามอย่างนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ผู้รู้ทั้งหลาย
.
ดูให้ดี ฟังดูให้ดี มันมีความสำคัญเป็นพิเศษอยู่ในข้อที่สาม ที่ว่าทำใจให้ผ่องแผ้วนั่นน่ะ อย่าทำชั่วนี่เขาก็สอนกันมานมนานก่อนพระพุทธเจ้า ทำดีให้มากให้พร้อม เขาก็สอนกันอยู่มานมนานก่อนพระพุทธเจ้า นี่ว่าในหลักศาสนาไหนมันก็มี แต่ข้อที่ว่าทำใจให้ขาวรอบ ให้ผ่องแผ้วนี่ ในความหมายนี้ถึงจะมีแต่ในพระพุทธศาสนา หมายความว่า #ผ่องแผ้วจากการรบกวนของความชั่วและความดี ไม่ใช่มาติดอยู่ที่ความดีเหมือนบางศาสนา ถือเอาความดีเป็นสิ่งสูงสุด มีความดีสูงสุดเป็นยอดของศาสนา หรือเป็นพระเจ้าไปเลย
.
แต่เราไม่อย่างนั้น พุทธบริษัท ถือตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ทำจิตให้ผ่องแผ้วจากการผูกพัน จากอิทธิพลของความรู้สึกทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งดี ทั้งชั่วทั้งดี ทั้งบุญทั้งบาป ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งอะไรทุก ๆ อย่างที่มันเบียดเบียนหัวใจ
.
ถ้าว่าจะเอากันเพียงดี ๆ อย่างนี้มันก็สอนกันอยู่แล้ว มันไม่พอ เพราะปรากฏว่ามันมีการบ้าดี หลงดี เมาดี จมปลักดี แล้วก็ได้บ้าจริง
.
แม้บุญก็เหมือนกัน ระวังให้ดี ๆ มันมีบุญชนิดที่บ้าได้ เมาได้ หลงได้ จมอยู่ได้ ถ้าบ้าบุญชนิดนี้มันก็ไม่ใช่พุทธศาสนาแล้ว เพราะมันมีความบ้าเสียแล้ว มันต้องเป็นบุญชนิดที่บ้าไม่ได้ ต้องเป็นความดีชนิดที่บ้าไม่ได้
.
นี่เราจึงมาจัดการกันตรงที่ว่าบ้าไม่ได้ คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ไม่บ้าดี ไม่หลงดี ไม่เมาดี ไม่จมดี แล้วมันก็จะดับทุกข์ได้จริง มิฉะนั้นมันจะมีความทุกข์อันใหม่เกิดขึ้นมา เพราะบ้าดี เพราะบ้าบุญ เพราะบ้าสุข หลงสุข สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลบีบคั้นจิตใจ ไม่มีความสงบสุข
.
จะพูดถึงโทษของความบ้าดีนี่ให้ชัดขึ้นไปอีกสักหน่อย เพื่อจะไม่หลงติดในความดี จะทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดผ่องแผ้วจากความบ้าดี พอบ้าดี หลงดี เมาดี แล้วมันก็เริ่มวิปริต แล้วมันก็ค่อยลืมตัว ๆๆ จนเป็นบ้าจริง ๆ บ้าชนิดที่ต้องส่งโรงพยาบาลบ้านั่นแหละ มันบ้าจะวิเศษอย่างนั้น จะเป็นคนรวยอย่างนั้น มันบ้าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี มันบ้าที่จะเป็นประธานาธิบดี มันบ้าไม่มีขอบเขตจำกัด แล้วในที่สุดมันก็ได้บ้าจริง
.
นับตั้งแต่บ้าเงินบ้าทอง บ้าทรัพย์สมบัติ บ้าสิ่งของ บ้าเกียรติยศชื่อเสียง บ้าอำนาจวาสนา บ้าบุญ เลยเป็นบ้า
.
คนโบราณปู่ย่าตายายบรรพบุรุษของเรา มองเห็นความจริงข้อนี้นะ ฉลาดกว่าเรานะ อย่าดูถูกปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้ว เพราะเขาได้พูดไว้ว่า ทั้งบ้า ทั้งชั่วทั้งดี #ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ ลูกหลานโง่ ๆ สมัยนี้มันฟังไม่ถูกหรอกว่า ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์เป็นอย่างไร มันหมายถึงว่า มันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มันยึดถือผิดมันก็ทำชั่ว ยึดถือถูกมันก็ ยึดถือดีมันก็ทำดี ยึดถือชั่วมันก็ทำชั่ว แล้วมันก็บ้า มันก็กัดเอา เพราะบ้าชั่วบ้าดี ไปยึดถือเข้าแล้วมันหนักอกหนักใจ ใจคอวิปริต ในที่สุดก็เป็นบ้า
.
จึงสอนในทางที่ว่าไม่ต้องยึดถือ #ดีโดยไม่ต้องยึดถือ ถ้าไปยึดถือแล้ว แม้แต่ความดีนั้นมันจะกัดเอา ๆ เหมือนกับให้เป็นบ้าบ้าง หรือให้ทนทุกข์ทรมานนอนไม่หลับบ้าง เป็นโรคประสาทอยู่ด้วยกันเป็นอันมากนี่บ้าง มันกัดเอา ๆ
.
ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นของตน แล้วมันก็กัดเอา ๆ นั้นจึงว่าทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ คำว่าอัปรีย์นี่ แปลว่าไม่น่ารัก ถ้าไปรัก คือ ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วก็มันกัดเอา บ้าชั่วบ้าดี ดังนั้นอย่าบ้าชั่วบ้าดี ให้อยู่เหนือนั่น เหนือนั่น อย่าไปหลงกับมัน มีจิตใจบริสุทธิ์หมดจดผ่องแผ้ว ไม่มีความยึดถือใด ๆ มี #จิตว่างจากตัวกูของกู ไม่มีเอาความรู้สึกว่าตัวกูของกูมาสุมอยู่ในใจ หันไปยึดถือหลักว่า ถูกต้อง ๆ พุทธศาสนาไม่ได้เน้นตรงที่ว่าดี ๆๆ แต่ไปเน้นที่คำว่าถูกต้อง ถูกต้อง คือ คำว่า สัมมา สัมมา
.
ต้องหลุดพ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุดพ้นจากสิ่งที่เหนียวแน่น คือ ความดี ไอ้คนดีๆๆ นี่ยังไม่หลุดพ้น เพราะมันหมายมั่นอยู่ในความดี มันต้องอยู่เหนือความหมายมั่นเหล่านั้น จึงจะเรียกว่าถูกต้อง แล้วก็ไม่บ้าดี ไม่อาจจะบ้าดี หลงดี เมาดี เพราะว่ามันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าทั้งชั่วทั้งดีนี่ล้วนแต่ไม่น่ารัก ไม่น่าไปหลง ไม่น่าไปมัวเมาพอใจอะไร
.
ขึ้นมาอยู่เหนือความดี อยู่เหนือความชั่วความดีเป็นปลอดภัย ที่พูดว่าอยู่ในระหว่างความชั่วความดีนี้ก็ยังไม่แน่ ยังไม่ปลอดภัย อยู่เหนือดีกว่า อยู่ระหว่างความชั่วความดีนี่เดี๋ยวก็หันไปหาชั่ว หรือดีก็ไม่ทันรู้ อยู่เหนือชั่วเหนือดีนี่มันเป็นนิพพาน
.
นิพพานที่นั่นแหละ เย็นใจ เย็นใจ
.
นิพพาน แปลว่า เย็น ขอร้องท่านทั้งหลายว่า เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้อง นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย เพราะว่าเมื่อเป็นเด็กนักเรียน ครูอาจจะสอนมาว่า นิพพาน แปลว่าตายของพระอรหันต์ นั่นมันคำสอน มันเข้าใจผิด สะเพร่าอะไรก็ไม่รู้ นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย นิพพานแปลว่าเย็น
.
ชีวิตเย็น เยือกเย็น ไม่ร้อนเลยได้ในปัจจุบันนี้ คือ ไม่ต้องตาย ยังไม่ทันจะตายแต่เย็น ๆๆ ไม่มีไฟ คือ กิเลสรบกวนนั่น คือ นิพพาน
.
ถ้าตายเขามีคำพูดอีกคำว่าปรินิพพาน
.
ขอให้ท่านทั้งหลายรู้จักชีวิตที่เย็น ๆ พ้นจากการบีบคั้นของความชั่ว และความดี ความชั่วบีบคั้นอย่างเจ็บปวด ความดีบีบคั้นอย่างไม่ค่อยรู้สึกตัว แต่แล้วก็นอนไม่หลับ เป็นโรคประสาทกันเป็นอันมาก เพราะความดีนั่นแหละมันบีบคั้น ขอให้รู้จักความถูกต้อง ๆๆ ไม่หลงชั่วหลงดี ไม่บ้าชั่วบ้าดี ไม่เมาชั่วไม่เมาดี ขึ้นอยู่เหนือความชั่วและความดี
.
และรู้ด้วยว่าถ้าเป็นดีจริงแล้วก็ไม่ต้องอวด ถ้ามันอวดดี มันก็ คือ บ้าดีนั่นแหละ ไปสังเกตดูใครมันอวดดี คนนั้นบ้าดีทั้งนั้นแหละ มันหลงดีเมาดีทั้งนั้น มันจึงอวดดี แล้วมันก็อวดจนหมดดี จนไม่มีเหลือสักนิดหนึ่งแหละ นี่เพราะมันบ้าดี มันบ้าจะดี บ้าจะเป็นคนดี บ้าจะเป็นคนเด่น บ้าจะเป็นคนดัง อย่างนี้แล้วมันก็ไม่ใช่พุทธศาสนา
.
นิพพานเป็นของเย็น เพราะว่างจากความชั่ว และความดี ว่างจากการปรุงแต่งทุกอย่างทุกประการ ถ้ายังมีการปรุงแต่ง มันก็มีการบีบคั้นผลักไสครอบงำผูกพันอะไรต่าง ๆ อยู่ ต้องว่างจากการปรุงแต่ง ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่ง
.
การปรุงแต่งนี้เป็นเรื่องทุกข์ เป็นเรื่องยุ่ง มันก็ปรุงแต่งกันใหญ่ ส่งเสริมกันใหญ่ ส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้ส่งเสริมธรรมะเลย เช่น กินอร่อย แต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยงาม เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นวิมาน ยานพาหนะให้แข่งกับเทวดานี่อย่างนี้มันเรียกว่าการปรุงแต่ง โดยไม่รู้สึกตัวว่ามันไม่ต้องทำก็ได้ ไม่ต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้ เอาความสงบเป็นความหยุดความเย็น เป็นอิสระจากกิเลสดีกว่า
.
พุทธทาสภิกขุ

10







   

 ธรรมะไทย