นิทาน ธรรมะ คติ สอน ใจ เรื่อง ทุกข์ซ่อนรูป

มีเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาลว่า พระนางสุปปวาสา พระธิดาในตระกูลโกลิยวงศ์ ทรงพระครรภ์อยู่นานถึง ๗ ปี เจ็บพระครรภ์อยู่นานถึง ๗ วัน แม้ทรงได้รับความทุกข์ทรมานมากขนาดนั้น แต่ก็ทรงอดกลั้น ด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย และระลึกถึงคุณแห่งพระนิพพาน เมื่อยังไม่เห็นว่าจะคลอดง่ายๆ พระนางเกรงว่าอาจจะสิ้นพระชนม์ไปก่อน จึงขอร้องให้พระสวามีไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงประทานพรว่า ขอให้พระนางมีพระประสูติกาลโดยปลอดภัยและมีความสุข เมื่อพระสวามีกลับมาก็พบว่า พระนางมีพระประสูติกาลแล้ว วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์พร้อมหมู่สงฆ์เสด็จไปเสวยที่นิเวศของพระนางสุปปวาสาแล้ว จึงตรัสถามว่า ทรงพระครรภ์นานถึง ๗ ปี เจ็บพระครรภ์นานถึง ๗ วัน ทุกข์ทรมานมากเช่นนี้ ยังจะต้องการบุตรอีกหรือไม่ พระนางกราบทูลว่า ถ้าจะมีอีกซัก ๗ ครั้ง ก็ยินดี พระพุทธองค์จึงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า "สิ่งที่ไม่น่ายินดีมักมาในรูปของสิ่งที่น่ายินดี สิ่งที่ไม่น่ารัก มักมาในรูปของสิ่งที่น่ารัก และทุกข์มักมาในรูปแห่งสุข เพราะฉะนั้น คนจึงประมาทกันนัก" และในเวลาต่อมา พระโอรสของพระนางสุปปวาสานี้เอง ได้ออกผนวชมีนามว่า พระสีวลี ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในทางผู้มีลาภมากกว่าใครๆ เพราะได้ทำบุญไว้ในอดีตชาตินั่นเอง
คติธรรมจากเรื่องนี้ แสดงให้เห็นคุณธรรม ๒ ประการ คือ >>> อ่านนิทาน ธรรมะ คติ สอน ใจ เรื่อง ทุกข์ซ่อนรูป (เต็มเรื่อง) http://tammastory.blogspot.com/2015/07/blog-post.html


DT017491  thaitamma 
 DT017491 
 8 ก.ย. 2558 เวลา 11:07 น.
 


นิทานธรรมะ เรื่อง ไฟไหม้ป่า
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเกิดไฟป่าขึ้น บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายต่างพากันแตกตื่นหนีไฟกันอลหม่าน แต่ไก่ป่าตัวหนึ่งแทนที่จะหนี กลับบินไปที่แม่น้ำ เอาจะงอยปากอมน้ำ เอาตัวชุบน้ำจนเปียกชุ่ม แล้วบินกลับไปที่เดิม อ้าปาก สะบัดขนด้วยหวังจะโปรยน้ำดับไฟป่า ทำอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็หาเกิดผลอะไรไม่ พระอิศวรมองดูพฤติกรรมของไก่ป่าแล้วก็ได้แต่นึกขำจึงพูดขึ้นว่า “ปากน้อย ๆ ปีกเล็ก ๆ ของเจ้าแค่นี้ มีหรือจะดับไฟป่าได้ เจ้าจะทำไปทำไม” ไก่ป่าตอบว่า “ที่ข้าพเจ้าทำ เพราะเป็นเรื่อง ที่ควรทำ” พระอิศวรได้ฟังก็เกิดความละอายใจ เป่าลมออกไปจากปากครั้งเดียว ไฟป่าก็ดับทันที
จากเรื่องเล่านี้ สะท้อนเรื่องจริงว่า ความคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการมองที่พ้นออกไปจากประโยชน์ตน อันประโยชน์ตนนี้เป็นยิ่งกว่าผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ยากที่ใครจะทำลายให้ราบ แล้วก้าวไปสู่เขตแดนแห่งการเอื้อประโยชน์ผู้อื่น และถ้าการเอื้อประโยชน์ผู้อื่นนั้น อยู่บนพื้นฐานความเดือดร้อนที่จะมาถึงตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งยากเป็นสองเท่า ความคิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยสุจริตใจ จึงเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะมีอยู่ในคนที่ต่ำด้อยศักดิ์เพียงใด
ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน ถ้ามีจิตสาธารณะ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน อ่านต่อ >>>
http://tammastory.blogspot.com/2015/10/blog-post.html

ความคิดเห็นที่ 1  / thaitamma / 1 ต.ค. 2558 เวลา 21:49 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  1540 

 

 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest

 


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย