|
ท่านพระมหากัปปินะ
เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ ในเมืองกุกุฏวดี เมื่อพระราชบิดาทิวงคตแล้ว
ได้เสวยราชย์สืบราชสันตติวงศ์สืบต่อมา มีพระอัครมเหสีพระนามว่า
อโนชาเทวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ในเมืองสาคละ
แคว้นมัททรัฐ พระเจ้ามหากัปปินะนั้น ทรงมีม้าเป็นราชพาหนะถึง
๕ ตัว คือ ๑. ม้า ชื่อว่าพละ ๒. ชื่อว่า พลวาหนะ ๓. ชื่อว่า
ปุปผะ ๔. ชื่อว่า ปุปผวาหนะ ๕. ชื่อว่า สุปัตตะ เมื่อทรงม้าตัวใด
ม้าที่ยังเหลือ อีก ๔ ตัว ก็จะพระราชทานแก่พวกอำมาตย์
เพื่อให้ไปสืบหาข่าว
อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงม้า
ชื่อว่า สุปัตตะ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และเหล่าอำมาตย์ข้าราชบริพาร
ได้เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ทรงพบกับพวกพ่อค้าประมาณ ๕๐๐
คน ซึ่งเดินทางมาจากเมืองสาวัตถี ตรัสถามทราบว่า พระพุทธเจ้า
พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกพระองค์ทรงมีความปีติโสมนัสบังเกิดศรัทธาแก่กล้าถึงขนาด
ทรงลืมพระองค์ไป ได้พระราชทานรางวัลให้พวกพ่อค้าเหล่านั้นประมาณสามแสน
ให้ไปรับเอากับพระอัครมเหสี และพระองค์ได้ทรงพระอักษร
(เขียนหนังสือ) มอบราชสมบัติให้แก่พระอัครมเหสีฝากไว้ด้วยแล้วพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์
และอำมาตย์ราชบริพารประมาณหนึ่งพันเด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดา
ในระหว่างทางเสด็จไปนั้น ได้ทรงพบแม่น้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำชื่อ
อารวปัจฉา ๑ แม่น้ำชื่อนีลวาหนา ๑ แม่น้ำชื่อ จันทภาคา
๑ ตามลำดับ ในแม่น้ำเหล่านั้น ไม่มีเรือแพสำหรับให้ข้ามไป
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเจ้ามหากัปปินะพบแม่น้ำสายที่ ๑ ได้ทรงระลึกถึงพระพุทธคุณ
พบแม่น้ำสายที่ ๒ ได้ทรงระลึกถึงพระธรรมคุณ พบแม่น้ำสายที่
๓ ได้ทรงระลึกถึงพระสังฆคุณ ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัย
แม่น้ำเหล่านั้นกลับกลายเป็นน้ำแข็ง ม้าเดินข้ามไปได้โดยสะดวก
ส่วนพระบรมศาสดา ทรงทราบว่า พระเจ้ามหากัปปินะทรงสละราชสมบัติ
พร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จมา มีพระราชประสงค์จะออกบรรพชาอุปสมบทมุ่งเฉพาะพระองค์
(พระบรมศาสดา) จึงได้เสด็จออกไปรับระยะทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์
ประทับอยู่ใต้ร่มไทร ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ทรงเปล่งรัศมีให้ปรากฏ
พระเจ้ามหากัปปินะพร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จถึงที่นั้นแล้ว
เสด็จลงจากหลังม้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปเฝ้าตามแสงสว่างแห่งรัศมี
ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วประทับนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง
พระบรมศาสดาทรงแสดงอนุปุพพิกถา ในที่สุดแห่งเทศนา พระเจ้ามหากัปปินะพร้อมด้วยข้าราชบริพารได้บรรลุโสดาปัตติผล
แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุด้วย
เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ฝ่ายนางอโนชาเทวี ผู้เป็นอัครมเหสี
ได้ทรงทราบเนื้อความในพระราชสาส์นจากพ่อค้า ก็ทรงบังเกิดศรัทธาเลื่อมใส
จึงได้ประทานรางวัลให้พวกพ่อค้าอีกประมาณ ๙ แสน รวมเป็น
๑๒ แสน (หนึ่งล้านสองแสน) ได้ทรงสละราชสมบัติ พร้อมด้วยข้าราชบริพาร
เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาดุจในหนหลัง พระองค์ก็ทรงแสดงอนุปุพพิกถา
ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาพระนางอโนชาเทวีพร้อมด้วยข้าราชบริพาร
ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบท ต่อมาได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของนางภิกษุณี
ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ฝ่ายท่านพระมหากัปปินะพร้อมทั้งบริวาร
ได้สดับพระธรรมเทศนา ที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระราชเทวีนั้น
ครั้นส่งจิตไปตามแนวพระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล
พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
พระบรมศาสดาทรงพาภิกษุพันรูปนั้นเสด็จกลับพระเชตวัน
ท่านพระมหากัปปินะ ครั้นได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เที่ยวเปล่งอุทานอยู่บ่อย
ๆ ว่า อโห สุขํ อโห สุขํ แปลว่า สุขหนอ สุขหนอ ภิกษุทั้งหลายได้ยินแล้วพากกันสำคัญว่า
ท่านเปล่งอุทาน เช่นนั้น เพราะปรารภความสุขในราชสมบัติของตน
จึงกราบทูลความนั้นแด่พระบรมศาสดา พระองค์ทรงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า
ตรัสถามทราบความจริงแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พระมหากัปปินะบุตรเรา มิได้เปล่งอุทานปรารภสุขในกาม หรือสุขในราชสมบัติ
เธอเกิดปีติในธรรม จึงเปล่งอุทานปรารภอมตมหานิพพาน ส่วนท่านพระมหากัปปินะเพียรพยายามเจริญสมณธรรมบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน
ต่อไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล คราวแรก ๆ ท่านไม่กล้าสั่งสอนใคร
เพระยังไม่ได้รับพระบรมพุทธานุญาต ต่อมาภายหลัง ท่านได้รับพระบรมพุทธานุญาตแล้ว
จึงได้เป็นผู้สั่งสอนบริวารพันรูปของท่านให้สำเร็จพระอรหัตตผล
พระบรมศาสดา ทรงปรารภความสามารถของท่านในเรื่องนี้ขึ้นเป็นต้นเหตุจึงได้ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่ภิกษุบริษัท
ท่านพระมหกัปปินะนั้น ดำรงชนมายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้ว
ก็ได้ดับขันธปรินิพพาน
|