"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมสินธุ์ โตดี วงศ์ภักดีวีรกุล จ.อยุธยา 18 - 21 ม.ค. 61"

   "ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมสินธุ์   โตดี วงศ์ภักดีวีรกุล  ต.ลำตาเสา  อ.วังน้อย  จ.พระนครศรีอยุธยา 18 - 21 ม.ค. 61"

1. ครูบาอาจารย์ผู้ให้กรรมฐานและสอบอารมณ์ 
คุณแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ จาก วัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ท่านมีประสบการณ์สอนกรรมฐาน และสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรม มากว่า 43 ปี ท่านเปิดกว้างสอนได้ทุกแนวการปฏิบัติ ทั้งมีคำบริกรรม ไม่มีคำบริกรรม และผู้เริ่มใหม่ที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน รวมทั้งแก้ไขผู้ปฏิบัติธรรมที่กำลังมีปัญหาทั้งแบบพิสดารและทั่วไป

2. สถานที่ปฏิบัติธรรม 
ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมสินธุ์  ต.ลำตาเสา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 

ดูแผนที่และบรรยากาศของสถานที่ได้ที่.. 
- https://pantip.com/topic/37172095/comment28
- https://web.facebook.com/ปฏิบัติธรรมกับแม่ชีเกณฑ์-201150903765915/?ref=ts&fref=ts&__nodl

3.เงื่อนไขการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม

เข้าปฏิบัติได้ตามวันและเวลาที่ตนเองสะดวก งดกาแฟ  ปิดวาจาทุกคน งดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด งดอ่าน งดเขียน ไม่เน้นการสวดมนต์ ไม่เน้นการนั่งสมาธินานๆ เน้นให้ปฏิบัติเดินนั่งทั้งวัน  ตื่นตี 3 เข้านอน 4 ทุ่ม สอบอารมณ์ตัวต่อตัว พักทานอาหาร 30  นาที ห้ามหลังแตะพื้นในเวลากลางวัน

4.การเตรียมตัว 

ชุดขาว ของใช้ส่วนตัว เครื่องนอน สถานที่ปฏิบัติธรรมมีเรือนนอนแยกหญิง แยกชาย มีมุ้งลวด หากท่านใดต้องการแยกไปนอนอย่างสงบคนเดียวขอให้เตรียมมุ้ง เต้นท์มุ้ง หรือเต้นท์ไปด้วย ยาทากันยุง ไม่มีค่าใช้จ่าย  

 ***ยินดีต้อนรับทั้งชาย หญิง สาวประเภทสอง เยาวชน และผู้พิการที่ดูแลตัวเองได้ พระภิกษุก็สามารถไปสนทนาธรรมกับคุณแม่ท่านได้ ที่นี่มีพระอยู่ประจำ 8 รูป มีที่พักแยกต่างหาก***

5. อ่านแนวทางการสอนและการสอบอารมณ์ของคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่...
       - https://pantip.com/topic/37172095/comment28
       - เฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว  https://web.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-1502603876685810/?ref=hl

6. การลงทะเบียน : แจ้งชื่อจริง นามสกุล ชื่อเล่น เบอร์ติดต่อ วันเดินทางไปและกลับ จน.คน ได้ที่
  - คุณแม่ชีเกณฑ์ 0621270465 (12call) ,  0868540049 (dtac) 4.00-5.00, 10.00-21.00 น. 
  -  แม่ชีโอ๋ (ท่านอยู่กับคุณแม่ชีเกณฑ์)
https://web.facebook.com/chacha.ongla?ref=ts&fref=ts&__nodl
   - คุณอ้วน Line: 0863787677  , Line :0642565333  , Facebook : Panisa Tourinthailand

7. สอบถามการปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่  062-1270465(12call) , 0868540049(dtac) 10.00-22.00 น. สามารถไปปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีเกณฑ์ได้ที่ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม บ.โคกสูง ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด



ที่มา : วัดป่าเจดีย์เทวธรรม
DT012174  UMP 
 DT012174 
 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:50 น.
 


"แผนที่ของ ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมสินธุ์ โตดี วงศ์ภักดีวีรกุล ต.ลำตาเสา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา"


สอบถามการเดินทางได้ที่ : คุณอ้วน 086-3787677 , 091-7701879 , 02-9071535 , 02-5783998 , Line : อ้วน Tourinthailand ,
Facebook : Panisa Tourinthailand

ความคิดเห็นที่ 1  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:52 น. 


"บรรยากาศภายใน ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมสินธุ์ โตดี วงศ์ภักดีวีรกุล ต.ลำตาเสา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา"


ความคิดเห็นที่ 2  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:52 น. 




ความคิดเห็นที่ 3  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:56 น. 




ความคิดเห็นที่ 4  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:56 น. 




ความคิดเห็นที่ 5  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:57 น. 




ความคิดเห็นที่ 6  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:57 น. 




ความคิดเห็นที่ 7  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:58 น. 




ความคิดเห็นที่ 8  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:58 น. 




ความคิดเห็นที่ 9  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 15:59 น. 


"เงื่อนไขการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม"

เปิดรับเพียง 30 คน เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสสอบอารมณ์ตัวต่อตัวกับคุณแม่ชีเกณฑ์

เงื่อนไขการปฏิบัติธรรมคือ งดกาแฟ  ปิดวาจาทุกคน งดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด งดอ่าน งดเขียน ไม่เน้นการสวดมนต์ ไม่เน้นการนั่งสมาธินานๆ เน้นให้ปฏิบัติเดินนั่งทั้งวัน  ตื่นตี 3 เข้านอน 4 ทุ่ม สอบอารมณ์ตัวต่อตัว


ความคิดเห็นที่ 10  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:00 น. 


"วัดป่าเจดีย์เทวธรรม บ.โคกสูง ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด"

ในช่วงเวลาปกติที่คุณแม่ไม่ไปไหน ท่านจะอยู่ที่ วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด สามารถไปปฏิบัติกับท่านได้ที่วัดทุกวัน แต่ต้องแจ้งท่านล่วงหน้า


ความคิดเห็นที่ 11  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:01 น. 




ความคิดเห็นที่ 12  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:01 น. 




ความคิดเห็นที่ 13  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:02 น. 


"ประวัติของคุณแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ตอนที่ 1"

ตั้งแต่จำความได้แม่ไม่ชอบของหอมของทาเลยตั้งแต่เด็ก พอได้กลิ่นจะง่วงนอน อายุได้ 13 ปี มีโอกาสตามป้าซึ่งบ้านอยู่ใกล้กันไปฟังธรรมจากหลวงปู่ศรี มหาวีโร แห่งวัดบ้านป่ากุง จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำทุกวันพระ

ครั้งแรกที่ไปฟัง หลวงปู่ศรีท่านบอกว่า...มนุษย์เกิดมามีแต่ความอยาก มีแล้วก็อยากมีอีก ต้นไม้ที่มีรากก็จะสามารถออกดอก ออกผล มีลูก ต่อยอดไปไม่มีวันจบสิ้น เปรียบกับมนุษย์ที่มีครอบครัว ก็มีทั้งลูก หลาน ญาติ พี่น้อง ถ้ามีสามีดีก็ดีไป ถ้ามีไม่ดีก็เหมือนตกนรก ถ้ามีลูกดีก็ดีไป ถ้ามีลูกไม่ดีก็เหมือนตกนรก มีหลายคนถ้าไม่ดีหลายคนก็เหมือนตกนรกหลายหลุม หากใครต้องการหลุดพ้น ต้องออกจากการมีครอบครัว ด้วยการตัดช่องน้อยแต่พอตัว คนฟังธรรม 100 คน ฟังแล้วหลุดพ้นได้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

แม่เห็นด้วยตามที่หลวงปู่ท่านเทศน์ หลังจากวันนั้นทุกคืนวันพระ แม่จะตามป้าไปนอนที่วัด เพื่อไปปฏิบัติธรรมและฟังเทศน์จากหลวงปู่ศรี หลวงปู่ศรีสอนให้บริกรรมพุทโธ หลังจากนั้นก่อนที่แม่จะบวช มีอาจารย์ผู้หนึ่งนำไปวัดโมกขวนาราม จ.ขอนแก่น ใกล้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งปฏิบัติตามแบบสายหลวงปู่เทียน ที่นี่มียารักษาโรคต่างๆ เป็นยาแผนโบราณ เขาพาแม่ไปเพื่อปฏิบัติและรักษาโรคด้วย แม่มีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเวียนหัว ปวดหัว ปวดท้อง และเจ็บหน้าอก

ด้วยใจที่ไม่ฝักใฝ่ในทางโลกเลย แม่ขอพ่อกับแม่บวชตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พ่อไม่อนุญาติ บอกกับแม่ว่าขอดูให้แน่ใจก่อน ถ้าบวชออกไปแล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากมีเรือนขึ้นมาจะเป็นบาป เวลาผ่านไปจนอายุย่าง18 ปี ทางผู้ใหญ่เห็นแล้วว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จิตใจของแม่ไม่ได้หวั่นไหว คลอนแคลนโอนเอนไปตามกระแสโลกแม้แต่น้อย จึงตัดสินใจอนุญาติให้แม่ออกบวช นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม่ได้อยู่ในร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา ครองเพศแม่ชีมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านประวัติของคุณแม่ชีเกณฑ์ ตอนต่อไปได้ที่ http://pantip.com/topic/32013264

ความคิดเห็นที่ 14  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:04 น. 


"แม่ค่ะ หนูจะเขียนคำเรียกแม่อย่างไรดีค่ะ"

เมื่อแรกเริ่มที่ต้องเขียนเล่าการปฏิบัติธรรรมกับคุณแม่ เกิดปัญหาขึ้นว่าจะเขียนคำเรียกคุณแม่ว่าอย่างไรดี ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายเดือน เรียกท่านอย่างเดียวว่า "แม่" จะเขียนว่า "แม่ชีเกณฑ์" มันก็ดูห้วนและกระด้างไปในการเขียนเล่าเรื่อง จะใช้คำว่า "แม่" เฉยๆ อันนั้นก็เป็นภาษาพูด 

ถามคุณแม่ว่าจะใช้คำไหนดี "แม่" หรือ "แม่ชีเกณฑ์" ท่านจึงเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง....ครั้งหนึ่งท่านไปเยี่ยมคุณแม่ของผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง คุณแม่ของเขา อายุเกือบ 90 ปี คุณยายยังแข็งแรงดี พูดจาฉะฉานและยิ้มร่าเริง ขณะที่คุณแม่นั่งสนทนากับคุณยาย ลูกของเขาเดินเข้ามา และเรียกคุณแม่ว่า "แม่ชีเกณฑ์" 

คุณยายหันมาดุลูกสาวของเขาว่า เรียกท่านอย่างนี้ได้อย่างไร คุณแม่ท่านบวชมาเกิน 10 ปีแล้ว เราจะต้องเรียกท่านว่า "คุณแม่ชีเกณฑ์" อย่างนี้ถึงจะเหมาะสม
จึงได้ข้อสรุปจากคุณแม่ว่า ในงานเขียนและเมื่อคุยกับคนอื่น จะเรียกท่านว่า "คุณแม่ชีเกณฑ์" คุณแม่ท่านยังบอกอีกว่า หรือจะเรียกท่านว่า "คุณแม่" หรือ "แม่" เฉยๆ ก็ได้ หลายๆ ท่านก็คงจะเกิดคำถามนี้ในใจว่าจะเรียกท่านอย่างไรดีจึงจะเหมาะสม 

ความคิดเห็นที่ 15  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:05 น. 


"คุณแม่สอนปฏิบัติแนวไหนค่ะ"

แม่สอนวิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4 มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ดับอารมณ์ได้ทันปัจจุบัน ถามว่าแนวไหนก็แนวมรรคมีองค์ 8 คุณจะเอาแนวไหนก็ได้ แต่ให้คุณเอาแนวเจริญสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่เฉพาะหนอ แม่เปิดกว้าง อะไรก็ได้ จะมีคำบริกรรมหรือไม่มีก็ได้ 

มีผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เขาเล่นสมถะ จิตนิ่งเข้าฌานอยู่เป็นสิบปี แต่เขาไม่เจริญสติเลยทำให้เขาติดอยู่ตรงนั้น มีแต่ความสงบแต่ไม่มีปัญญาที่จะดับทุกข์ในใจตน เขาบริกรรมพุทโธ แม่ก็เลยบอกว่าเพราะเธอขาดสติและปัญญา เธอจงเจริญสติโดยเอาพุทโธนั่นแหละเป็นกรรมฐาน

สติปัฏฐาน 4 กว้าง จะเอาวิธีกรรมใดก็ได้ จะเอา 84,000 พระธรรมขันธ์มากำหนด จะเพ่งอะไรก็ได้ แต่เมื่อจิตสงบแล้วคุณต้องเจริญสติ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบทางตาหูลิ้นจมูกกายใจ ในผู้ที่ไม่มีคำบริกรรมอะไรเลย ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์เช่นกัน ให้มีสติรู้เท่าทันว่าโกรธ ว่าเกลียด มีโทสะมีโมโหมั้ย ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่คิด ที่ปรุงแต่ง 

ถ้าให้เอาหนอเข้าไป เขาฝืน เขาเคือง เขาอึดอัด ก็เอาอะไรก็ได้ แม่จะบอกจุดให้เขาไปสังเกตเพื่อให้เกิดสติและปัญญา ทำไมต้องให้รู้เท่าทันอารมณ์เพราะจะได้รู้จักตัวเองเห็นตัวเอง ว่ากำลังเกาะกำลังยึดอะไรอยู่ ทุกข์กับมันมากมั้ย เมื่อเห็นตัวเองจะได้เห็นโทษเห็นภัยอารมณ์ที่เราไปเกาะไปยึดอยู่ 

เมื่อรู้จักตัวเอง เห็นว่ามันทันมั่งไม่ทันมั่ง เอาอยู่มั่งเอาไม่อยู่มั่ง ถ้าอยากออกจากทุกข์ อยากแก้ตัวเอง แม่ก็จะสอนให้เขาเกิดสติเกิดปัญญา ที่จะสอนตัวเองเตือนตัวเองได้ หัวใจของการปฏิบัติอยู่ตรงนี้ ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์และดับอารมณ์ปัจจุบันได้ทัน ดับทันมันก็ไม่ทุกข์ ดับไม่ทันมันก็เป็นภพเป็นชาติ



ความคิดเห็นที่ 16  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:05 น. 


"ทำไมต้องสอบอารมณ์ทีละคน"

มีคนถามเราว่า...ทำไมคุณแม่ต้องสอบอารมณ์ทีละคน ให้รวมกลุ่มกันคุยไม่ได้หรือ และการสอบอารมณ์เป็นอย่างไรเหมือนคุยปกติไหม 

คุณแม่ท่านบอกเสมอ ผู้สอบอารมณ์นั้นจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ยังเดินทางอยู่ เห็นชัดจากตัวเอง ตอนแรกไม่ได้คุยกับท่าน ตอนนั้นเริ่มไปปฏิบัติเองที่วัดใกล้บ้าน มีแต่ความตั้งใจแต่ยังไม่มีหนทาง พอเริ่มเดินแบบเอาจริง กลับพบปัญหาว่า เดินแบบเดิมที่ทำมานานแล้ว ไม่ทำให้เราสงบลงได้เลย ยิ่งเดินยิ่งคิด 

การเดินจงกรมแบบไหนหนอ ที่เหมาะกับเรา ใครจะให้คำตอบเราได้ พระที่วัดท่านก็บอกให้เดินแบบปกติ แต่ในใจเรารู้สึกว่าไม่ใช่ เมื่อมีโอกาสได้คุยกับคุณแม่ ท่านจึงบอกลองแบบนี้สิ เมื่อลองแล้วเห็นผล เราจึงโทรหาท่านอีก คราวนี้ท่านจะมีคำถามให้เราไปสังเกตดู เช่น เสียงมาหาหู หรือ หูไปหาเสียง ท่านมีวิธีสอนให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า ไม่ไปตามความคิดที่ฟุ้งซ่าน 

เมื่อได้เริ่มปฏิบัติจริง เราจะมีทั้งสิ่งที่จะเล่าให้ท่านฟังและสิ่งที่จะถามท่าน ล้วนแต่เรื่องที่เกิดบนทางจงกรมหรือนั่งสมาธิ  โดยเฉพาะเริ่มแรกที่นั่งสมาธิแล้วหายเงียบสงบ เรานึกว่าดี เป็นอย่างนั้นอยู่ 2 อาทิตย์ จนมีโอกาสถามท่านจึงหลุดมาได้ เมื่อมาเจออาการโงกง่วงก็ท่านอีกที่ให้คำแนะนำ 

ท่านบอกเสมอผู้สอบอารมณ์สำคัญที่สุด หากเจอผู้ที่ชี้นำได้ถูกทาง เราก็จะเดินทางพ้นจากทุกข์ได้เร็ว เป็นบุญของเราที่มีโอกาสได้คุยกับท่าน ในช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงปี ความทุกข์ใจที่มีมานานหลายปีมะลายหายไปสิ้น มองไปข้างในเราเห็นเพียงใจว่างเปล่า ไม่มีใครหรือสิ่งใดอยู่ในนั้นอีก                       

  


ความคิดเห็นที่ 17  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:06 น. 


"เวลาสอบอารมณ์คุณแม่ ถามอะไรบ้างค่ะ"


"แม่จะถามว่าเป็นยังไง กำหนดบริกรรมอะไร กำหนดแล้วรู้ยังไง รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกไหม ถ้าเขาบอกว่าหายใจเข้าพุท หายในออกโธ แล้วมันยาวหรือว่ามันหยุดอยู่อึดใจกว่ามันจะออก"

"แล้วหูได้ยินเสียง กำหนดได้ยินไหม รู้ไหม เวลามีร้อนอ่อนแข็งเข้ามาถูกกาย ร้อนเย็นรู้ไหม บางคนบอกรู้ บางคนบอกหนูไม่รู้ไม่สังเกต แม่ก็บอกให้ไปสังเกตนะ "

"ถ้าเขาบอกว่าหูได้ยินเสียง  แม่ก็ถามว่าแล้วหูไปหาเสียงหรือเสียงมาหาหู เขาตอบ เอ้...หูไปหาเสีบง แม่ก็ตอบว่าลังเลไม่ได้ไปดูใหม่"

"สมมุติเขาเอาพุทโธ เวลาเขาเดินขวาพุทโธอะไรเป็นผู้พาก้าวล่ะ แม่ก็จะสอนให้เขามีสติปัญญาไหวพริบ บางคนบอกจิตมันพาก้าว แล้วถ้ากายไม่ก้าวมันจะไปไหม จิตมันสั่งถ้ากายไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว แค่จิตมันสั่งได้ไหม อันนี้กายเป็นผู้เคลื่อนไหวใช่ไหม จิตเป็นผู้รับรู้ว่ากายนี้เป็นผู้เคลื่อนไหวใช่ไหม ในร่างกายมีแต่กายกับจิตใช่ไหม อะไรก็ได้ เราก็จะมีวิธีบอกเขา แต่จะถามก่อน"

"ลมหายใจเข้ารู้ไหม หายใจเบา หายใจอ่อน เหมือนไม่มีลมหายใจ มันเงียบไป มีสติรู้ไหม บางคนบอกไม่รู้เลย อย่างนั้นสติไม่มีนะ"



ความคิดเห็นที่ 18  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:07 น. 


"คุณแม่ฝึกผู้ปฏิบัติธรรมให้รู้เท่าทันจิตอย่างไรค่ะ"

ก็ให้เขามีสติก่อนที่จิตจะทำงาน จะคิด จะพูด จะย่าง จะเหยียบ ก็ให้มีสติรู้เสียก่อน ให้สติกับจิตไปพร้อมกัน แม่ก็ให้กำหนดไปตามอาการทั้งที่กายและใจ จะหนอหรือพุทโธแล้วแต่เขา ให้กายที่เคลื่อนไหว จิตที่รับรู้ และคำบริกรรมตรงกัน

คนที่เอาพุทโธ แม่ก็บอกให้มีสติให้รู้เท่าทัน พอบริกรรมว่าพุท จิตจะทำงานก็ให้สติรู้ก่อน พุทโธก็ให้ตรงเหมือนกัน สัมผัสให้รู้เหมือนกัน แต่เขาบริกรรมว่าพุท มีสติรู้ว่าตัวเองยกขาขึ้น จิตรับรู้ว่าเท้ายกขึ้น หน่วงมั้ย หนักมั้ย เวลาเอาขาลง โธก็ให้ถึงพื้น จิตกับสติก็พร้อมกัน

คนที่ไม่มีคำบริกรรม ก็ให้เขารู้เท่าทันอารมณ์ที่จะเข้ามากระทบ ให้รู้เท่าทันว่า จิตโกรธ จิตเกลียด นานกี่นาที มันวิ่งออกไป เราออกไปกับมันมั้ย หรือว่าพยายามที่จะระงับ มีสติยับยั้งหรือคิดตามไปเลย ถ้าคิดตาม มันก็ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเราไปปรุงแต่งด้วย

จะเป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อรู้ว่าตัวเองปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน คิดตามอารมณ์ตัวเองแล้ว อันนั้นมีสติยับยั้งตัวเอง...โอ อันนี้ไม่ใช่ มันจะทำให้ตัวเองฟุ้งซ่าน มันจะทำให้ตัวเองจิตเป็นอกุศล...อย่างนี้ถือว่า รู้เท่าทันอารมณ์ว่ามันเป็นกุศลหรืออกุศล



ความคิดเห็นที่ 19  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:08 น. 


"หนูรู้เท่าทันอารมณ์ หนูเอาจิตตามรู้ หนูไม่กำหนดอะไร ได้ไหมค่ะ"

ได้ แต่ให้เธอรู้เท่าทันว่า จิตโกรธ จิตเกลียด นานกี่นาที มันวิ่งออกไปแล้วเราออกไปกับมันมั้ย หรือว่าเราพยายามที่จะระงับมัน มีสติยับยั้งหรือคิดตามไปเลย

ถ้าคิดตาม อันนั้นมันไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเราไปปรุงแต่งด้วย จะเป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อรู้ว่าตัวเองปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน คิดตามอารมณ์ตัวเองแล้ว อันนั้นมีสติยับยั้งตัวเอง...โอ อันนี้ไม่ใช่ มันจะทำให้ตัวเองฟุ้งซ่าน มันจะทำให้ตัวเองจิตเป็นอกุศล...อย่างนี้ถือว่า รู้เท่าทันอารมณ์ว่ามันเป็นกุศลหรืออกุศล

ถ้าเป็นเรื่องไม่ใช่อกุศลก็คิดเพลิน อยากมีรถให้มันสำเร็จ อยากมีบ้านอย่างนั้นอย่างนี้ คิดปรุงแต่ง มันไม่ใช่อกุศลเพราะไม่ได้ไปอิจฉาใคร ทีนี้ถ้าเราไปหลงกับมัน แปลว่าตามใจกิเลสเรา ตามใจความอยาก แต่เราไม่มีสติคุม มันก็หลงอารมณ์ ก็เพลิดเพลิน อันนั้นก็ไม่ใช่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะมันคิดหลงไปกับอารมณ์

แต่ถ้าคิดมาก วกวนไปวกวนมา ไม่ได้ดั่งใจเรา มันก็ทุกข์ มันชอบอยากให้เป็นไปตามนั้น ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นมันก็ไม่ชอบ มันก็เลยน้อยอก น้อยใจ เสียใจ เศร้าโศกไปก็เป็นทุกข์ นี่มันเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็เลยไม่อยากให้คิดตาม ให้เอาปัจจุบันถึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ



ความคิดเห็นที่ 20  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:09 น. 


"เวลานั่งสมาธิ ควรกำหนดอย่างไรค่ะ"

ผู้ที่บริกรรมพุทโธ หายใจเข้าก็จับดูพุท หายใจออกก็โธ 
ผู้ที่พอง หายใจเข้าก็ดูอาการท้องพอง หายใจออกก็ดูอาการท้องยุบ 
ผู้ที่ไม่ปรากฏพองยุบ เห็นแต่อาการลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็ดูแต่อาการและให้มีสติระลึกรู้ประคองตั้งจิตไว้

คำว่าประคองคือ มีสติให้ต่อเนื่อง ให้เห็นว่าขณะนี้ ที่เรากำลังบริกรรมพองหรือยุบ จิตของเราวิ่งออกไปหาอารมณ์อื่นมั้ย มีอารมณ์พอใจ และอารมณ์ยินร้าย เข้ามาแทรกในจิตเรามั้ย

ถ้าเข้ามาแทรกก็พิจารณาว่า รู้หนอ ๆ หรือกำหนดไปตามอาการที่มันคิด ที่มันมีความรู้สึก คิดถึงอะไรก็คิดหนอ ๆ อย่างเดียวก็ได้

ถ้าหงุดหงิด ก็หงุดหงิดหนอ ๆ ทุกข์ก็ทุกข์หนอ ๆ มีความทุกข์ มีความคับแค้นใจ นิวรณ์ 5 ชอบใจ ไม่ชอบใจ ง่วง ฟุ้ง สงสัย 6 คือนิมิต ให้กำหนดอารมณ์ที่อยู่ในใจ แล้วให้กลับมาดูพอง ดูยุบ พอหูได้ยินเสียง ก็ได้ยินหนอ ๆ แต่ให้หยุดพอง หยุดยุบ ให้ไปกำหนดแต่อาการที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็กลับมาดูพองยุบ

สงบก็รู้ว่าสงบ ไม่สงบก็รู้ว่าไม่สงบ รู้สึกเห็นอาการทุกอย่างในกาย เวทนาเกิดขึ้น เจ็บปวดก็รู้ มีสติรู้ว่า เออ มันเป็นธรรมดาของมัน พระพุทธองค์ท่านชี้แนวโลกุตตระ รู้อะไรละอย่างเดียว ไม่ยึด ไม่ติด ไม่เกาะ เพราะการยึด การติด เป็นภพเป็นชาติ

ผู้ใดที่เข้าฌานเพื่อระงับจากนิวรณ์ทั้งหลายได้ง่าย มันก็ยังเป็นณานที่ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เป็นณานโลกีย์ที่ยังยึด ยังติดอยู่ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ออกมาถึงรู้ ถ้าตายจะไปอยู่ในอรูปพรหม ไม่มีหู ไม่มีตา จมูกก็ไม่มี มีช่องเล็กๆ เหมือนน้ำเต้า มีรูให้ลมออกจากตรงนั้น มีแต่ความรู้สึกอย่างเดียว ตั้งอยู่เหมือนก้อนหิน ไม่กระดุกกระดิกหลายหมื่นปี ออกจากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดอีก

ทำไมไม่มีแข้งไม่มีขา เพราะตอนนั่งเข้าณาน รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่ความรู้สึกลมหายใจเข้าลมหายใจออก อะไรมาต้องกายก็ไม่รับรู้ หูได้ยินเสียงไม่รับรู้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีกายหยาบอยู่ จำเป็นต้องรู้ตัวทั่วพร้อม เราถึงจะทำลายขันธ์ได้ พระพุทธองค์ท่านไม่สรรเสริญ เพราะทำให้เราไปยึด ไปเกาะไปติดอยู่ เมื่อถึงเวลามันก็จะเป็นไปเองจากสมาธิที่มีสติ และจะเป็นณานที่เป็นสัมมา มีสติครบถ้วนบริบูรณ์



ความคิดเห็นที่ 21  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:10 น. 


"หนูเดินจงกรมแบบช้าๆ ได้ไหมค่ะ"

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ หนูเดินจงกรมแบบช้าๆ ได้ไหมค่ะ หนูรู้สึกว่าหากเดินเหมือนในชีวิตปกติ ยิ่งฟุ้งและร้อนที่ใจ พอมาเดินช้าๆ ใจมันกลับเย็น

คุณแม่ชีเกณฑ์ : การเดินช้าๆ เป็นการขัดจิต ขัดกิเลส แต่บางคนยิ่งเดินช้า ยิ่งง่วง แม่ก็ให้เขาเดินให้เร็วขึ้น แล้วลูกเดินจงกรมแบบไหน แบบพุทโธหรือไม่มีอะไรเลย 
ผู้ปฏิบัติธรรม : เดินไปเรื่อยๆ บริกรรมพุทโธค่ะ

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ให้ลูกสังเกตเวลาเดิน ยกเท้าขึ้น เอ่ยคำว่าพุท ให้การรับรู้เท้าที่กำลังยก กับคำว่าพุทที่เอ่ยออกมา ให้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ก่อนเท้าจะลงให้หยุดค้างไว้ ลูกจะเห็นคำว่าโธ ผุดขึ้นในใจ ให้มันดับไปก่อน แล้วค่อยเอาเท้าลง พร้อมกับเอ่ยคำว่าโธขึ้นมาใหม่ ให้การรับรู้ที่เท้า กับคำว่าโธเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

.......ผ่านไป 1 วัน.....

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ หนูเดินอย่างที่คุณแม่บอก พอขายกขึ้น หนูหยุดค้างไว้ หนูเห็นคำว่าโธผุดขึ้นในใจ ทั้งๆ ที่เท้ายังค้างไว้ พอคำว่าโธในใจดับ หนูก็เอ่ยขึ้นมาใหม่ พร้อมๆ กับเอาเท้าลง หนูเห็นคำสั่งบอกให้ไปข้างหน้าด้วย หนูไม่ทำตาม แล้วหนูก็เห็นมันดับลง บางทีก็มีความคิดเข้ามาแทรก บางทีก็ปวดขาขึ้นมาค่ะ

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ถ้าความคิดเกิดขึ้น ก็ให้หยุดขาค้างไว้ทันที ถ้าความปวดเกิดขึ้นก็ให้หยุดค้างไว้เช่นกัน

....ผ่านไป 3 วัน....

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ พอมันคิด หนูหยุดขาค้างไว้ทันที หนูเห็นความคิดดับลง พอมันดับหนูก็ไปต่อ มันมาอีก หนูก็หยุดอีก หยุดๆ ไปๆ อยู่อย่างนี้ ตอนนี้มันไม่ค่อยโผล่มาแล้วค่ะ พอความปวดเกิดขึ้น หนูก็หยุดค้างไว้ หนูเห็นความปวดมันดับลง หนูนึกว่ามันจะปวดตลอด มันก็มีช่องว่างเหมือนกัน

คุณแม่ชีเกณฑ์ : การเห็นการเกิดดับในตัวเรานี่แหละ เป็นต้นทางของการวิปัสสนา เป็นปัญญาขั้นแรกที่จะพาเราออกจากวัฏสงสาร ถ้าไม่มีคำบริกรรม ก็ให้สังเกตจุดเดียวกัน จะยกเท้าก็ให้มีสติรู้ ก้าวไปก็ให้มีสติรู้ เหยียบไปก็ให้มีสติรู้ ขณะรู้จิตอยู่กับขามั้ย มีสติรู้อยู่กับปัจจุบันมั้ย ยกขาก็ให้รู้ว่าจิตออกไปมั้ย อยู่กับปัจจุบันกับขามั้ย ขาขวายก มันอยู่กับขาหรือวิ่งออกไปข้างนอก มันออกไปก็ให้ใช้สติปัญญาดึงมันกลับคืนมา

ถ้าหยุดขาค้างไว้มันไม่กลับมา ก็ให้กำหนดคิดหนอๆๆ หรือฟุ้งหนอๆๆ จนกว่ามันจะกลับมา ถ้าเกิดความรู้สึกขึ้น ก็ให้กำหนดตามความรู้สึกนั้น เพื่อหยุดไม่ให้มันปรุงแต่งต่อ ถ้าฟุ้งมากก็ให้เดินแค่ 5 - 10 นาที แล้วนั่ง นั่ง 5 - 10 นาที แล้วลุกขึ้นเดิน สลับไปมาอย่างนี้จนครบชม. หรือจะบริกรรมออกเสียงดังๆ ก็ได้



ความคิดเห็นที่ 22  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:11 น. 


"วิธีแก้อาการโงกง่วงโยกไปโยกมา"

เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ คุณแม่ชีเกณฑ์ให้แก้ด้วยการให้ตั้งเวลาให้นั่งสมาธิ 5 นาที เดินจงกรม 5 นาที สลับไปมาจนครบชม. ถ้านั่ง 5 นาทียังเป็นอยู่ให้หดเวลาลงมาอีกเหลือนั่ง 3 นาที เดิน 3 นาที ถ้านั่งลงไปแล้วยังเป็นอยู่ก็หดเวลาลงมาอีก หรือให้เดินอย่างเดียว ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ถ้ายังเป็นอีกก็ให้ทำแบบเดิม ต่อเมื่อหายจากอาการนั้นค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้นมาให้เหมาะสม แต่อย่ากลับไปนั่งนานๆ อีก มันจะไหลลงไปที่เดิม

คุณแม่ท่านว่าอาการเช่นนี้อาจด้วยวิบากกรรมของเรา และสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ให้เราดูปรับเวลาให้ร่างกายได้พักบ้าง มันโยกตัวลงไปเพราะสติมันน้อย ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวของร่างกายได้ และท่านให้แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของตัวเราเองทุกครั้งที่ไปปฏิบัติ และให้ทำบุญตักบาตรกับข้าวอาหารให้เขาด้วย

ถามคุณแม่ว่าทำแบบนี้แล้วทำไมจึงหาย ท่านว่าขนาดเราให้ลุกนั่งอย่างนั้น ใจมันยังหงุดหงิดจนแทบทนไม่ได้เลยใช่ไหม แต่ต้องทนเพราะอยากหาย แล้วคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้มีอาการแบบนั้น เขาจะทนอยู่ได้หรือ เขาก็ร้อนเหมือนกันที่เราผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้น แต่เราอย่าไปปฏิบัติไล่เขาอย่างเดียว เราต้องแผ่เมตตาและทำบุญให้เขาได้อิ่มอาหารอิ่มใจด้วย จะได้เป็นอโหสิกรรมต่อกัน การทำอย่างนี้ทำให้มีเราความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดระยะนับชม. จะทำให้สติเราตั้งมั่นและบริบูรณ์ครบถ้วนมากขึ้น การลุกนั่งเสมอกันช่วยปรับธาตุดินน้ำลมไฟในร่างกายให้สมดุล โรคที่เป็นอยู่ก็จะถูกขับออก เลือดลมไหลเวียนสะดวก หายง่วง หายซึม กระปรี้กระเปล่า ไม่ขี้เกียจ นั่งแล้วไม่ฟุ้งไม่จม ตื่นตัวรู้สึกอยู่ตลอด

ขณะที่มีอาการเช่นนี้ในใจคิด เราคงไปปฏิบัติให้ใครเห็นไม่ได้แล้ว โยกไปโยกมาน่าอายมาก รู้ตัวแต่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ช่างแสนยาก ตอนผลุบเข้าไปก็ไม่รู้ตัว นั่งได้แค่อึดใจก็ไปติดกับเสียแล้ว 3 อาทิตย์ที่ต้องลุกนั่งอยู่อย่างนั้น ใจก็ไม่หงุดหงิด เป็นปกติเพราะมันชินแล้ว อาการง่วง ฟุ้งซ่าน ตัวโยกหายไป สติตื่นจนไม่ยอมหลับทั้งกลางวันกลางคืน นอนก็เหมือนไม่นอน เป็นอย่างนั้นเกือบเดือนกว่าจะเป็นปกติ

ต้องกราบขอบพระคุณ คุณแม่มากๆที่ทำให้หายจากอาการเช่นนี้ การปฏิบัติเองคนเดียว จำเป็นมากๆ ที่จะต้องมีผู้สอบอารมณ์ ไม่อย่างนั้นเราคงติดอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่



ความคิดเห็นที่ 23  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:12 น. 


"เวลาที่เหมาะแก่การเดินจงกรมและนั่งสมาธิ"

คุณแม่ท่านถามว่า...ตื่นมาเดินจงกรมตีสามไหวมั้ย ไม่ไหวค่ะ ผ่านไปอีกอาทิตย์ท่านก็ถามอีก...ตื่นมาเดินจงกรมตีสามไหวมั้ย ก็ยังคงตอบว่าไม่ไหวค่ะ ถ้าตีห้าก็พอไหว

ผ่านไปอีกสองอาทิตย์ คุณแม่ท่านเล่าว่า...ตอนเช้าแม่ไม่ได้อาบน้ำ มันเสียเวลา ท่านพูดแค่นี้แล้วหยุดไม่บอกว่าเสียเวลายังไง ผ่านไปอีกสองวันท่านก็เล่าว่า...เวลาตีหนึ่งถึงตีสามเป็นเวลาที่เหมาะแก่การเดินจงกรมและนั่งสมาธิ เป็นเวลาที่โลกสงบเงียบไม่วุ่นวาย เป็นช่วงเวลาที่จิตว่างจากการถูกปรุงแต่ง เราจะเห็นจิตของเราได้ชัด

ผ่านไปอีกอาทิตย์เริ่มถามคุณแม่ว่า การเดินจงกรมกับการสวดมนต์ อันไหนอานิสงส์มากกว่ากัน ท่านบอกว่า...การเดินจงกรมลูกจะได้ทั้งสุขภาพที่ดี และได้สติได้ปัญญาที่จะพาให้เราหมดภพหมดชาติ

เราพยายามตื่นตีสาม ไม่ไหวก็ต้องทน ยอมรับว่าวันแรกเป็นการเดินจงกรมและนั่งสมาธิที่ทรมานที่สุด ช่วงแรกนั่งสมาธิแล้วง่วงมาก จึงเลือกที่จะเดินจงกรมอย่างเดียว ที่เคยคิดว่าเดินจงกรมตอนตีสามคงไม่ไหว ผิดคาดยิ่งเดินจิตยิ่งตื่น วันไหนที่เริ่มต้นชีวิตด้วยการเดินจงกรมแต่เช้า วันนั้นทำงานอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ไม่ง่วงหาวนอน ไม่ต้องกินกาแฟ ไม่ฟุ้งซ่าน จิตเบิกบาน ไม่หงุดหงิดง่าย และใจเย็น

บอกคุณแม่ว่าเดินจงกรมตอนเช้าไม่เห็นอะไรวิเศษ เห็นแต่ใจตัวเอง ท่านบอกว่าของวิเศษที่สุดคือได้เห็นจิตเห็นใจตัวเองนี่แหละ เห็นใจตัวเอง เราจะเข้าใจตัวเอง เตือนตัวเองสอนตัวเองได้ ไม่หลงตัวเอง เมื่อเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจผู้อื่น เห็นใจผู้อื่น ลูกว่าจะมีอะไรที่วิเศษไปกว่านี้อีกไหม

ความคิดเห็นที่ 24  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:13 น. 




"สมาธิต่างจากวิปัสสนายังไงค่ะ คุณแม่"

ถ้ามีแต่สมาธิอย่างเดียว คือนิ่ง ไม่รู้ตัวเอง เสียงเข้ามาก็ไม่รู้ เสียงเข้ามาทางหู เย็นร้อนอ่อนแข็งมาสัมผัสกายก็ไม่รู้ นั่งนิ่งอยู่อย่างเดียว

ถ้าเป็นวิปัสสนา วิแปลว่าตัวปัญญา รู้แจ้งในอารมณ์ ที่นิ่งก็รู้ว่านิ่ง วิปัสสนามีสติและปัญญาคุมกับสมาธิ

มีสติรับรู้อารมณ์ ที่เป็นสมาธิก็รู้ว่ามันเป็นสมาธิ สงบก็รู้ว่ามันสงบ ถ้าลืมตา ตาไปกระทบรูปก็รับรู้ หรือหลับตาอยู่ในองค์สมาธิ หูได้ยินเสียงก็รับรู้ มีลมผ่านมา กายเย็นก็รับรู้ว่ากายเย็น กายร้อนก็รับรู้ว่ากายร้อน มีมดมีอะไรมาแตะต้องตัวก็รับรู้ รับรู้หมดพร้อมกับปัญญาที่คอยพิจารณาในสิ่งนั้น รู้แล้วก็วาง ๆ

วิ แปลว่าตัวปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์นิ่ง อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ นิ่งในสมาธิ เสพอารมณ์เบิกบานในอารมณ์สมาธิก็รู้ พอรู้เขาก็จะถอนออก ไม่ยินดียินร้าย ความพอใจในองค์สมาธิที่สงบนิ่ง ก็เป็นอารมณ์พอใจ เป็นหนึ่งในนิวรณ์ 5 มารขวางกั้นผู้ปฏิบัติธรรม ชอบใจไม่ชอบใจ ง่วง ฟุ้ง สงสัย 6 คือ นิมิต

ถ้ามีปัญญาควบคู่กับสมาธิ เมื่อเห็นตัวเองเกิดความพอใจ เขาก็จะเตือนตัวเอง เรากำลังเกิดความยินดีหนอ นี่เป็นนิวรณ์ ทำให้เราไปไม่ถึงไหน ไม่เห็นแจ้งในสัจธรรม หากตายในขณะนี้ เรายังต้องมีภพมีชาติอีกแน่นอน เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นโทษแล้วก็วาง สักแต่ว่ามันเกิด สักแต่ว่ามันเป็น รับรู้แต่ไม่ยินดียินร้าย

ความคิดเห็นที่ 25  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:13 น. 


"ผมพยายามศึกษาพระธรรมคำสอน แล้วก็ศึกษาไปไกลโพ้นพอสมควร เพื่อหวังเข้าให้ถึงแก่น แต่ก็เข้าไม่ถึงสักที แก่นพระพุทธศาสนา... อยู่ตรงไหนหนอ? "

แก่นพระพุทธศาสนาก็อยู่ที่ใจคุณต่างหาก คุณทำใจให้ผ่องแผ้ว ไม่คิดไม่ปรุงไม่แต่ง ทำใจให้สะอาดหมดจด ให้ขาวรอบอยู่ทุกขณะ จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่พยาบาท ให้ลดละปล่อยวาง ว่างอยู่ตลอด ไม่อุปาทาน ไม่ยึดมั่นในตัวกูของกู ทำแต่จิตตัวเองให้ขาวสะอาด หมดจดผ่องแผ้วอยู่ทุกขณะลมหายใจ

แล้วก็ให้เห็นตามความเป็นจริง กับทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทำจิตให้ขาวรอบผ่องแผ้วหมดจด ทุกลมหายใจเข้าออก ลดละปล่อยวางตัวกู อัตตาตัวตน นี่คือแก่นแท้ของพระพุทธศานา.



ความคิดเห็นที่ 26  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:14 น. 


"เมื่อเบื่อหน่ายกายนี้ พลิกให้เกิดปัญญา อย่าให้ถลำลึกลงไปจนเกิดความทุกข์"

ยิ่งปฏิบัติธรรมไป ยิ่งเห็นความจริงในร่างกายนี้ ยิ่งเห็นภาระหนักที่ต้องแบกไว้ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่าย จนไม่อยากจะมีร่างกายนี้แล้ว มันเป็นภาระอย่างแสนสาหัส เราทำทุกอย่างเพื่อร่างกายที่มันไม่จีรังยั่งยืน ร่างกายที่นำมาแต่ความทุกข์ อยู่กับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก นับชาติไม่ถ้วน

เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายนี้เกาะกินใจ คุณแม่ท่านว่าเราต้องพลิกความเบื่อหน่ายให้เกิดปัญญา อย่าให้มันปรุงแต่งจนทุกข์หนักเข้าไปอีก มองให้เห็นโทษของมัน มองให้เห็นความไร้สาระของมัน แล้วอย่าไปยึดมัน เบื่อมันให้จริงๆ ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว

กายเรามันไร้สาระเช่นนี้ เราก็ต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดสิ พามันปฏิบัติ เอาความเพียรชนะกิเลส จนไม่ต้องเกิดมามีกายนี้อีก พามันทำความดี ทำกุศลให้ถึงพร้อม ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ศาสนา พามันทำสิ่งที่ควรทำที่สุด พามันปฏิบัติจนออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ให้ได้

เราไปจากโลกนี้ ร่างกายที่มันเน่าๆ ก็ถูกทิ้งไว้ ตามไปได้คือบุญบาปที่เราสร้างมา ถ้าเบื่อมันจริงๆ จนไม่อยากมาเจอมันอีก ทำให้ถึงที่สุดสิ ย้อนกลับมามองตัวเอง สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ จะกิน จะพูด จะคิด จะซื้อ เราเบื่อมัน แล้วเราทำไปแต่ละอย่างเพื่อกลับมามีมันอีกมั้ย แม้แต่คิดจะโกรธ จะเกลียด จะรัก จะชอบ จะอาฆาตใคร เราทำไปเพื่อกลับมาอีกมั้ย ถ้าไม่อยากกลับมาอีก ก็ละมันเสียเถิด



ความคิดเห็นที่ 27  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:15 น. 


"หนูจะตามดูลมหายใจขณะนั่งสมาธิ ยังไงค่ะ คุณแม่"  

ขณะที่เราหายใจเข้า รู้ว่าขณะนี้จิตของเราอยู่กับปัจจุบันอารมณ์มั้ย ให้รู้ว่าลมหายใจเข้ามันยาวขนาดไหน เหมือนแม่ให้บริกรรม "พอง" ดูสิมันสุดตรงไหน มีอาการพองอยู่ตรงไหน แล้วมันมีลักษณะอย่างใด 

หายใจเข้าไปให้เต็มปอด ดูว่าขณะนี้ เราหายใจเข้ายาวสุดมั้ย แล้วความรู้สึกนึกคิดขณะที่หายใจเข้า มีอารมณ์เจือปนมั้ย มีความปรุงแต่ง มีความรู้สึก มีอุปาทานอะไรอยู่ในใจเรามั้ย ใจเราสอดส่ายไปหาอารมณ์ห่วงใยอะไรรึเปล่า   

ให้เราอยู่กับลมหายใจทุกขณะ ให้พิจารณาตามไป มีสติรู้ตามมากมั้ย หายใจเข้าให้เต็มปอด มันสุดอยู่ตรงไหน มีความคับแค้นอึดอัดลมหายใจมั้ย หรือมันปลอดโปร่ง มันเบาในกายมั้ย 

ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้ แล้วดูว่าอารมณ์ที่หายใจเข้า มันมีแต่ลมหรือมันมีความรู้สึกนึกคิด มีเวทนาในใจมั้ย ความยึดถือ ห่วงสมบัติ ห่วงลูก ห่วงสามี ห่วงความที่จะไม่มี อยู่ในจิตมั้ย  

ให้เรารู้เท่าทันว่า เรากำลังทุกข์ เรากำลังเกาะอยู่กับอารมณ์อันใด ให้เรารู้ขณะที่ลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจเข้าสั้น เราก็รู้ว่ามันสั้น มันอยู่ในช่วงใด อยู่สุดท้องน้อยหรืออยู่เหนือสะดือขึ้นมา หรือแค่ลมหายใจอยู่ปลายจมูก หรือปลายหน้าอกเรา หรืออยู่แค่ช่วงคอ 

เมื่อมันแผ่วเบา บางคนบอกว่าเหมือนไม่หายใจ เพราะจิตไม่ได้มีอารมณ์ใดๆ จิตที่ไม่เกาะเกี่ยว จิตที่เบา ลมหายใจเข้าก็เหลือน้อย เบา หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้ หายใจออกสั้นก็ให้รู้ รู้อาการว่ามันเบามันหนัก เรารู้อาการว่าจิตมีแต่ความว่างเปล่ากับลมหายใจมั้ย หรือมีความขุ่นมัวอยู่ในใจมั้ย  

ถ้าบริกรรมก็ให้คำบริกรรมกับลมหายใจเข้าหรือออก เป็นขณะเดียวกันไปจนสุดลม ไม่ต้องไปบังคับ ทำใจให้สบาย เบาๆ เป็นหนึ่งเดียวกัน และดูว่าเราตามรู้ทุกขณะมั้ย หรือมันแว่บไปคิด มันเกิดความรู้สึกอะไรเข้าแทรกมั้ย 

ถ้ามันคิดไม่ยอมกลับมา ให้กำหนดคิดหนอๆ หรือกำหนดไปตามความรู้สึกที่มันขึ้นมา มันง่วง ตกภวังค์ หรือไม่มีกำลังที่จะหยุดคิด ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม ถ้าเดินจงกรมก็ยังไม่หาย ให้จับไม้กวาดมากวาดใบไม้แทน ตามรู้อาการเคลื่อนไหวไป จะทำให้เราสลัดความคิดนั้นออกไปได้  

และคุณแม่ท่านฝากคำถามไว้ สำหรับการดูลมหายใจ 
.......หายใจเข้าก่อนที่ลมจะออก มันหยุดก่อนมั้ย ?
.......พอหายใจออกไปแล้ว ก่อนที่มันจะกลับเข้ามา มันหยุดก่อนมั้ย?
....... หายใจเข้ากับหายใจออก เป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ ?

ความคิดเห็นที่ 28  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:15 น. 


"นิทานเรื่อง เกลือกับโอ่ง"

หากเรามีเกลือ 1 ช้อน เติมลงไปในน้ำ 1 แก้ว น้ำนั้นจะมีรสชาติเค็ม แต่หากเราเติมเกลือ 1 ช้อนนั้น ลงไปในน้ำ 1 โอ่ง ความเค็มของเกลือนั้นก็จะเจือจางลง เปรียบเสมือนการทำบุญ เกลือก็เหมือนกรรมเวรที่ตามติดเรามา หากเราทำบุญน้อย กรรมหรือบาปนั้นก็จะไม่เจือจางลง แต่หากเราหมั่นทำบุญกุศล ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงไปในโอ่งที่มีเกลือ 1 ช้อน แม้กรรมเวรนั้นจะยังคงอยู่เท่าเดิม แต่บุญกุศลที่เราทำมาจะทำให้กรรมเวรนั้นเจือจางลง

เล่าให้คุณแม่ฟังว่า เรื่องนี้เคยอ่านตอนที่ไปบวชชีพราหมณ์ครั้งแรกที่วัดมเหยงคณ์ หลังจากนั้นไม่นาน เกิดอุบัติเหตุความจำเสื่อมไปสองเดือน เสียชีวิตไปเกือบหมดครอบครัว เปิดเจอเรื่องนี้ในสมุดบันทึกของตัวเอง

หลังจากนั้นเวรกรรมก็โหมกระหน่ำ สูญเสียหมดสิ้นทุกอย่าง เจอคนเอารัดเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทุกอย่าง ถูกบีบคั้นจากร่างกายที่เจ็บปวด เงินก็ไม่มี ทั้งต้องดูแลพ่อที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คนรักก็ตีจาก ญาติพี่น้องก็ไม่เอา

ความรู้สึกในใจเกิดทั้งความเจ็บปวด ความโกรธ จนแทบจะเป็นบ้า ในความทรงจำที่ยังลางเลือน สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยลืมคือเรื่องนี้ เฝ้าบอกตัวเอง ฉันจะพยายามเติมน้ำลงไปในโอ่ง สักวันเกลือมันต้องเจือจางลง ฉันจะไม่หยุดเติมน้ำลงในโอ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เริ่มต้นด้วยการปล่อยปลาตามกำลังที่ตัวเองมี เริ่มตักบาตรทุกเช้าตามที่พอจะหาได้ เริ่มสวดมนต์ และทำบุญอื่นๆตามกำลังของตัวเอง ทำเท่าที่จะทำได้

ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์โกรธ จะเตือนตัวเองเสมอ เรากำลังเติมเกลือลงในโอ่งแทนน้ำ เราจะไปเริ่มต้นใหม่หรือ เราต้องพยายามเติมน้ำลงไปไม่ใช่เกลือ การระงับอารมณ์ตัวเองไว้ ไม่ทำในสิ่งที่มันบอกให้ทำ การพยายามละความอาฆาตพยาบาท นี้แหละคือการทำบุญที่ยิ่งใหญ่แล้ว เกลือที่อยู่ในโอ่งมันทำให้เราทุกข์เพียงใด เราย่อมเห็นผลมันแล้ว

จนกระทั่งมารู้จักการปฏิบัติภาวนา อย่างถูกต้องและถูกทางกับคุณแม่ชีเกณฑ์ อุปสรรคก็ยังมากมี ทำงานไปด้วย ดูแลพ่อไปด้วย ภาวนาไปด้วย ไม่เคยหยุดแม้วันเดียว ในใจคิด เราจะพยายามเติมน้ำลงในโอ่ง จนถึงวันหนึ่งน้ำก็ล้นโอ่ง ไม่ใช่แค่เต็มโอ่งอย่างเดียว

วันนี้บอกกับคุณแม่ท่านว่า....หนูรู้แล้ว การภาวนานี่แหละคือการเติมน้ำถังใหญ่ที่สุดลงในโอ่ง เหนือกว่าทานใดๆ และการสวดมนต์ทั้งหมด ยิ่งเป็นภาวนาที่ได้เจอกับครูอาจารย์ที่ชี้เราได้ถูกทาง ภาวนาต่อเนื่อง ไม่เคยทิ้ง เท่ากับว่าเรายิ่งเติมน้ำลงในโอ่ง ไม่นานเกลือมันก็จะจืดลงไป แต่ต้องคอยเตือนตัวเองเสมอ...อย่าได้เผลอหยิบเกลือใส่ลงไปอีก


ความคิดเห็นที่ 29  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:16 น. 


"พี่ไปวัดบ่อย แต่ทำไมยังโกรธอยู่"

บอกกับคุณแม่ว่า ปฏิบัติธรรมมาตั้งหลายเดือนแล้วแต่ยังโกรธอยู่ เวลาออกนอกบ้าน เวลาเจอเหตุฉุกเฉินก็เอาไม่อยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ท่านจึงเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง

ผู้ปฏิบัติธรรม: คุณแม่คะ ดิฉันอยากจะปรึกษาคุณแม่ว่า ดิฉันมีความท้อถอยไม่อยากจะปฏิบัติเลย ดิฉันปฏิบัติมานานแล้วแต่ไม่มีความหวัง เวลาดิฉันโกรธดิฉันมีอารมณ์ร้ายมาก น้องๆเขาก็ว่าทำไม ดิฉันไปวัดบ่อยทำไมถึงยังโกรธอยู่ ดิฉันไม่รู้จะเอาคำตอบไหนไปตอบน้องๆเขา ดิฉันอายเขาจนดิฉันท้อถอย ดิฉันไม่มีคำตอบ ไม่อยากปฏิบัติแล้ว

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ให้คุณไปบอกน้องๆนะ คำตอบของคุณเขาจะไม่ว่าอะไรเลย ให้คุณไปบอกว่า...เพราะพี่มันเป็นคนที่มีโมหะ มีอัตตา มีตัวตน มีทิฐิมานะ มีความโกรธอันแรงกล้ามาก่อน ด้วยจิตอันหยาบคายมาก่อน ไม่เหมือนพวกเธอ พวกเธอมีพื้นฐานมาดี ได้สะสมมาดี ได้เอาออกมาแล้ว แต่พี่ไม่เคยเอาออกเลย เพิ่งเอาออกชาตินี้ละมั้ง ก็เลยต้องไปวัดบ่อย ไปแล้วก็พยายามที่จะไปลดไปละ มันโกรธวันละ 100 ครั้ง ก็จะให้มันเหลือ 99 ครั้ง มันโกรธ 99 ครั้งก็พยายามจะลดมันทีละเล็กทีละน้อยจนมันขาดสะบั้น พี่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ตราบใดที่พี่ยังไม่เป็นอรหันต์ พี่ก็จะโกรธพวกเธออย่างนี้ร่ำไป

นอกจากนี้เขายังบอกคุณแม่ว่า อยากออกมาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ถามท่านว่าใช้เวลานานแค่ไหน
คุณแม่ท่านตอบว่า...ใช้เวลา 3 เดือนจึงจะฆ่าอัตตาตัวตนที่คุณเห็นได้ ถ้าคุณไม่เดือดร้อนคุณก็ออกมาเสีย ถ้าคุณแก่แล้วอายุ 60 คุณจะเดินจะนั่งได้ไหม ถ้าคุณตายวันนี้ คืนนี้จะได้ปฏิบัติไหมนั่น

เขาเลยออกจากงานมาปฏิบัติกับคุณแม่ ขณะนั้นเขามีอายุ 49 ปี และเขาก็ลดทิฐิมานะอัตตาตัวตนลงได้ เห็นความร้อนของตนเอง ลดจิตที่ร้อนเป็นโทสะลงได้

คุณแม่บอกเสมอว่า....อย่าประมาท ถ้าเผลอสติ ไม่รู้เท่าทัน ปัญญาไม่ทันก็จะถูกครอบงำความมีตัวตนจะเกิดขึ้นได้อีก ให้สติต่อเนื่องและหนาแน่นเหมือนกำแพงปูนหนาๆ ไม่ใช่เท่ารูขุมขน เพราะมันยังมีรูให้ความมีตัวตนแทรกขึ้นมาได้ ยามใดที่ขาดความเพียรแม้มันจะหายไปจนเราชะล่าใจ วันดีคืนดีมันก็กลับขึ้นมาได้อีก



ความคิดเห็นที่ 30  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:17 น. 


"มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง"

ถามคุณแม่ว่า...มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง บางทีคิดไปข้างหน้า บางทีคิดไปข้างหลัง ควรทำอย่างไรดี

คุณแม่ท่านบอกว่า...พอมีความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุด เช่นกำลังจะก้าวเท้าลง หากเห็นมันก็หยุดคาอยู่อย่างนั้นเลย พอมันดับเราก็ค่อยไปต่อ

ทำตามที่ท่านบอก เราเห็นสิ่งที่คิดดับลงไป เดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็หยุดอีก มันก็ดับลงไปอีก ไปๆมาๆอยู่อย่างนี้ สู้กันหลายยก ผ่านวันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มันก็แทบจะไม่โผล่ขึ้นมา

อีกวิธีที่ท่านแนะนำเวลาที่ฟุ้งมากๆ ให้กำหนด คิดหนอ คิดหนอ หลายๆ ครั้ง เอาจนมันหายไปเลย หรืออยากหนอ อยากหนอ ถ้ามันอยากขึ้นมา วิธีนี้จะช่วยให้หายฟุ้งได้ เพราะจิตมาสนใจคำที่เราพูดออกมา และมารับรู้การเคลื่อนไหวที่ปากอย่างต่อเนื่อง การปรุงแต่งสิ่งที่คิดขาดตอน จนเลิกปรุงแต่งไป ความคิดจึงดับลง

ทุกวิธีต้องใช้ความตั้งใจและความเพียรพยายาม แม้ขณะนี้จะไม่ดีเลิศมากนักแต่ก็เบาบางจากความฟุ้งซ่าน เสียงข้างในเงียบขึ้นมากเหลือเพียงแต่เสียงภายนอก คุณแม่ท่านบอกว่าผู้ใดที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านไม่ได้ หากมีปัญหาอารมณ์ใจท่านยินดีให้คำแนะนำผ่านทางโทรศัพท์ พูดคุยเกี่ยวกับการปฏิบัติกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่ 0621270465(12call) , 0868540049 (dtac) 4.00-5.30,10.00-22.00 น.



ความคิดเห็นที่ 31  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:17 น. 


"มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง"

ถามคุณแม่ว่า...มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง บางทีคิดไปข้างหน้า บางทีคิดไปข้างหลัง ควรทำอย่างไรดี

คุณแม่ท่านบอกว่า...พอมีความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุด เช่นกำลังจะก้าวเท้าลง หากเห็นมันก็หยุดคาอยู่อย่างนั้นเลย พอมันดับเราก็ค่อยไปต่อ

ทำตามที่ท่านบอก เราเห็นสิ่งที่คิดดับลงไป เดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็หยุดอีก มันก็ดับลงไปอีก ไปๆมาๆอยู่อย่างนี้ สู้กันหลายยก ผ่านวันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มันก็แทบจะไม่โผล่ขึ้นมา

อีกวิธีที่ท่านแนะนำเวลาที่ฟุ้งมากๆ ให้กำหนด คิดหนอ คิดหนอ หลายๆ ครั้ง เอาจนมันหายไปเลย หรืออยากหนอ อยากหนอ ถ้ามันอยากขึ้นมา วิธีนี้จะช่วยให้หายฟุ้งได้ เพราะจิตมาสนใจคำที่เราพูดออกมา และมารับรู้การเคลื่อนไหวที่ปากอย่างต่อเนื่อง การปรุงแต่งสิ่งที่คิดขาดตอน จนเลิกปรุงแต่งไป ความคิดจึงดับลง

ทุกวิธีต้องใช้ความตั้งใจและความเพียรพยายาม แม้ขณะนี้จะไม่ดีเลิศมากนักแต่ก็เบาบางจากความฟุ้งซ่าน เสียงข้างในเงียบขึ้นมากเหลือเพียงแต่เสียงภายนอก คุณแม่ท่านบอกว่าผู้ใดที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านไม่ได้ หากมีปัญหาอารมณ์ใจท่านยินดีให้คำแนะนำผ่านทางโทรศัพท์ พูดคุยเกี่ยวกับการปฏิบัติกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่ 0621270465(12call) , 0868540049 (dtac) 4.00-5.30,10.00-22.00 น.



ความคิดเห็นที่ 32  / UMP / 5 ม.ค. 2561 เวลา 16:18 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  786 
 แสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย