คนบางคน นั่งฟังอยู่ข้างธรรมาสน์ ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ชรา หัวหงอก ตาย เน่าเข้าโลงไป แต่ก็ไม่รู้อะไร เสียเลย อย่างนี้ก็มีอยู่
พระอริยเจ้าแตกต่างกับปุถุชนอย่างตรงกันข้ามอย่างไร ก็ควรจะเป็นที่เข้าใจกันไว้บ้าง จึงได้นำมาวิสัชนา
อริย แปลว่า ประเสริฐ หรือจะแปลโดยแยกศัพท์ให้ละเอียดออกไปว่า #เป็นผู้ไกลแล้วจากข้าศึก เป็นผู้ไม่มีข้าศึก กล่าวคือ กิเลส นั่นเอง กิเลสคือความเศร้าหมอง กิเลสคือต้นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่เศร้าหมองและไม่เกิดความทุกข์ อย่างนี้เรียกว่า #อริยบุคคล
ส่วน #ปุถุชน นั้นไม่มีความเป็นอย่างนี้ คือไม่ได้ยินได้ฟัง ถึงแม้ได้ยินได้ฟังก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่เอาใจใส่ที่จะยินจะฟัง ไม่เคยเห็นพระอริยเจ้า ไม่เคยฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำดีในธรรมของพระอริยเจ้า มันจึงตรงกันข้ามคือหนาไปด้วยกิเลส เรียกว่าเป็น #คนที่มีธุลีในดวงตาที่มาก ที่หนา จนตามองไม่เห็นอะไร
#ฟังแท้จริง
ในพระบาลีนี้มีอยู่ชัดแล้วว่า ผู้ที่เป็นอริยสาวกนั้น ต้องเป็นผู้ได้รับการ มีการสดับตรับฟัง นี้หมายความว่า #ฟังด้วยดี ไม่ใช่สักแต่ว่า ฟัง ฟัง เหมือนที่เป็นกันโดยมาก
มีบาลีกล่าวไว้ชัดเจนว่า สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ คือ #ฟังด้วยดีจึงจะได้ปัญญา ถ้าฟังไม่ดีฟังเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ มันได้ยินอย่างที่เรียกว่า เหมือนเข้าข้างหูหนึ่ง แล้วก็ไปออกทางหูหนึ่ง นี้เป็นคำด่าอยู่ในตัว ไม่ได้ยินก็หมายความว่าไม่เข้าใจ
ธรรมดาคน ถ้ายังมีหูก็ต้องได้ยินเสียง แต่ได้ยินแล้ว มันยังมีปัญหาอยู่ว่า เข้าใจ หรือไม่เข้าใจ คนบางคน นั่งฟังอยู่ข้างธรรมาสน์ ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ชรา หัวหงอก ตาย เน่าเข้าโลงไป แต่ก็ไม่รู้อะไร เสียเลย อย่างนี้ก็มีอยู่ ไม่ใช่เป็นเรื่องแกล้งพูด ไม่ใช่เป็นเรื่องคาดคะเน เคยเห็นมาแล้ว คือ เป็นผู้จัดการอะไรต่างๆ ข้างธรรมาสน์ตามหน้าที่ ที่เขาจ้างไว้ให้ทำอย่างนั้น และยังเป็นคนปากจัดเสียด้วย กล่าวถ้อยคำ ค่อนแคะ ภิกษุที่ไปเทศน์บนธรรมาสน์นั้นอยู่บ่อยๆ นี้เป็นตัวอย่างว่า ฟังไม่ได้ยิน เขาก็ฟังทุกที ที่มันจำเป็นจะต้องฟัง หรือต้องได้ยิน แต่แล้วก็ไม่เข้าใจอะไรเลย เรียกว่าคนที่ไม่ได้ยินได้ฟัง
ฟังแล้วต้องเข้าใจว่ามันว่าอะไร โดยเฉพาะในความหมายที่เกี่ยวกับ ความทุกข์ และความดับทุกข์ ถ้ามีความเข้าใจในส่วนนี้ก็เรียกว่าได้ยิน ได้ฟัง คือ สุตวา เป็นผู้ได้สดับแล้ว
#เห็นแท้จริง
ใครๆ ก็มีตา ตามันก็มองเห็นว่านั่นเป็นอย่างไร รูปอะไร สีอะไรไป ผู้หญิง ผู้ชาย อันนี้ตามันก็มองเห็น แต่ก็หารู้ไม่ว่า คนนั้นเป็นอย่างไรโดยจิตใจ โดยแท้จริง
เมื่อไม่เข้าใจบุคคลนั้นแล้วก็เรียกว่าไม่เห็นบุคคลนั้น เช่นเดียวกับคนเป็นอันมาก ในครั้งพุทธกาล เขาก็เห็นพระพุทธเจ้าเดินมา แต่ก็ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่สนใจ บางคนรับจ้างด่าพระพุทธเจ้าก็ยังมี ข้อความเหล่านี้ไปหาอ่านดูได้จากพระบาลีนั้นๆ ที่เป็นการอิจฉาริษยาของลัทธิศาสนาอื่น
โดยทั่วไปคนเป็นอันมากก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้าทั้งที่เดินสวนทางกันอยู่นั้น จึงไม่รับนับถือพระพุทธศาสนา ทีนี้แม้แต่คนที่นับถือพุทธศาสนาแล้วก็ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้าก็ยังได้ เพราะพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า #ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต #ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม
สาวกของพระพุทธเจ้าบางคนที่ยังไม่เห็นธรรม เพียงแต่ว่าสมัครเป็นสาวกตามๆ เขามาเท่านั้นเอง อย่างนี้ก็เรียกว่ายังไม่เห็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อได้เห็นธรรมคือเข้าใจในเรื่องความทุกข์และความดับทุกข์แล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้อย่างไร นี่แหละคือผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้า คำที่ว่าเห็นพระอริยสาวกหรือเห็นสัตบุรุษนี้ก็เหมือนกัน
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา พรรษากาลเทศนา กัณฑ์ ๘ ลักษณะของพระอริยบุคคล