สามเณรเฒ่าผู้ไม่ย่อท้อ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

สมัยหนึ่งยังมีบุรุษผู้หนึ่ง เขาเป็นคนใจบาปหยาบช้าเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันจะออกจากบ้านไปล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นทวิบาทตัวเล็กตัวน้อย หรือจตุบาทที่มีร่างกายใหญ่โตเพียงใด หากเนื้อหรือหนังของมันกินได้ขายได้ล่ะก็ เขาจะไม่รอที่จะเข้าไปประหัตประหาร แล่เอาเนื้อเอาหนังของสัตว์ตัวผู้เคราะห์ร้ายไปขายแลกทรัพย์ทันที จากนั้นก็นำทรัพย์ที่ได้ไปใช้จ่ายบำรุงบำเรอความ สุขแห่งตนโดยมิได้ละอายต่อชั่วหรือกลัวต่อบาปแต่อย่างใด

วันหนึ่งเขาไปพบเข้ากับมฤคชาติใหญ่ตัวหนึ่งโดยบังเอิญ มันเป็นกวางที่มีเขาโค้งงอนสวยงามเป็นอย่างยิ่ง กำลังกินดินโป่งอยู่ใต้ร่มไม้กลางทุ่งหญ้า พอเห็นเขาก็ดีใจจนยากจักกล่าว เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเนื้อของมัน เขาของมัน หรือหนังของมัน ล้วนนำไปขายแลกทรัพย์ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงรีบทรุดตัวเพื่อหาจังหวะดักยิง แต่เนื่อง จากป่าแถวนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นที่โล่ง หากจักเข้าไปใกล้ก็เกรงจะทำให้มันไหวตัวเสียก่อน แล้วก็จะพานหนีไป ดังนั้นจึงได้แต่ซุ่มอยู่ในพงหญ้ารอบนอกเพื่อรอโอกาส

จนเห็นมันก้มหน้าก้มตากินดินโป่งอย่างมิได้ระแวดระวังเขาจึงค่อยๆยกคันธนู เล็งไปที่ก้านคอ จากนั้นก็น้าวสายธนูไปด้านหลังอย่างช้าๆจนสุด เนื่องจากระยะที่ไกลเพียงนี้เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะล้มมันได้ด้วยลูกธนูเพียงแค่ดอกเดียวหรือไม่? ดังนั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาด จึงยิงไปด้วยกำลังทั้งหมดเท่าที่มี

เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังราวเสียงลมพัดผ่านซอกเขา พุ่งเข้าไปหาเจ้ากวางใหญ่ด้วยความรวดเร็วและ
รุนแรง แต่ชะรอยมันคงจักยังไม่ถึงฆาตกระมัง? ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด? จู่ๆมันก็เกิดก้าวเท้าออกไปข้างหน้าสองก้าวเสียยังงั้น ดังนั้นลูกธนูที่ว่าเล็งไว้อย่างดิบดีแทนที่จะพุ่งไปปักที่คอ จึงพลาดไปโดนสะโพกแทน!

ด้วยความเจ็บบวกกับความตกใจที่จู่ๆมีอะไรไม่รู้แทงเข้าที่ก้น เจ้ากวางเขางามมันจึงแผดเสียงเสียจนสนั่นป่า พร้อมกันนั้นก็กระโจนไปข้างหน้าหายลับไปในพริบตา! พรานใจบาปเมื่อเห็นลาภก้อนใหญ่อันตรธานไปอย่างไม่คาดฝันก็ให้ขัดใจเป็นกำลัง จึงรีบตามทันใด!

เขาออกตามรอยมันตั้งแต่ยังไม่ทันจะสายก็ว่าได้ จนบัดนี้ก็ล่วงเข้าไปบ่ายคล้อย แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจักเห็นแม้เงา ยิ่งอากาศในดงราวป่าเวลานี้มันช่างร้อนอบอ้าวเสียนี่กระไร ดังนั้นเขาจึงรู้สึกกระหายน้ำเป็นกำลัง หลังจากฝืนมาได้พักใหญ่ในที่สุดเขาก็มิอาจทนต่อไปได้อีก จำต้องทิ้งร่องรอยของเจ้ากวางไว้ก่อน ออกสำรวจดูรอบๆว่าพอจะมีแหล่งน้ำอยู่ในที่ใดบ้าง จักได้เข้าไปดื่มกินดับความกระหายนี้เสีย และก็ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร แถวนั้นมีวัดป่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่พอดี เจ้าอาวาสเป็นสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี

พรานใจบาปครั้นสะเปะสะปะมาเจอวัดเข้าก็ให้แสนดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบวิ่งไปทันใด พอถึงเห็นบนนอกชานกุฏิหลังหนึ่งมีโอ่งน้ำตั้งอยู่จึงคว้ากระบวยเปิดฝาครอบทันที หมายใจจักตักมาดื่มให้สาแก่ใจที่ ไหนได้พอเปิดแทนที่จะพบกับน้ำเต็มเปี่ยมกลับพบว่าในโอ่งล้วนมีแต่ความว่างเปล่า หาได้มีน้ำแม้เพียงสักหยดสักหยาด! อารามโมโหจึงผรุสวาทออกไปเสียจนดังลั่น

“ เว้ย! สมณะหัวโล้น ไฉนจึงเป็นคนถ่อยเกียจคร้านเสียเต็มประดา กะอีแค่น้ำท่าพอจักให้ชุ่มมือสักหน่อยก็ยังไม่มีตักหาติดตุ่มเอาไว้! ตัวเองฤาก็อาศัยข้าวชาวบ้านแท้ๆ แทนที่จะมีน้ำใจตอบแทนบ้าง นี่กระไรกลับแล้งน้ำใจถึงปานฉะนี้! ” เสียงตะโกนได้ดังไปถึงหลังวัด ทำให้เจ้าอาวาสที่กำลังเดินจงกรมจำต้องละทางจงกรมเดินขึ้นมาดู

พอมาถึงก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งร่างกายกำยำ ผมยาวหนวดเครารุงรัง มือซ้ายถือหอก มือขวาถือธนู ท่าทางมิผิดอันใดกับโจรป่า กำลังเอะอะโวยวายอยู่หน้ากุฏิ ดังนั้นท่านจึงถามเขา“ มีเรื่องอันใดหรือโยม? ทำไมถึงต้องเอะอะโวยวาย? ” พรานใจทมิฬพอเห็นมีพระออกมาจึงไม่รอช้า รีบต่อว่าทันที

“ นี่สมณะ! ตัวท่านหรือก็เป็นถึงผู้ทรงศีล ไฉนจึงมิได้มีใจเมตตาเยี่ยงนักบวช อากาศร้อนอย่างนี้แทนที่จะตักหาน้ำท่าเอาไว้ให้มันเต็มตุ่มเต็มไห เผื่อใครผ่านมาจะได้ดื่มกินดับความกระหาย นี่กระไรกลับปล่อยเสียจนแห้งตุ่ม! วันๆก็มิได้มีกิจการงานใดจักต้องทำเหมือนฆาราวาสเขา ชะรอยคงเอาแต่หลับอยู่ในกุฏิเสียล่ะกระมัง? ” พระคุณเจ้าเมื่อถูกต่อว่าก็ให้สงสัย จึงเดินไปดูที่โอ่ง พอเปิดฝาออกปรากฏมีน้ำเต็มเปี่ยม หาได้ลดหรือพร่องไปแม้แต่น้อย!

ก็จะให้พร่องได้อย่างไร? เมื่อเช้าท่านเพิ่งจักสั่งให้พระลูกวัดตักเติมเอาไว้จนเต็ม! ดังนั้นจึงหันมากล่าวกับเขา “ โยม! น้ำก็มีอยู่เต็มโอ่ง ไฉนจึงว่าไม่มีน้ำ? ” พรานใจบาปพอฟังก็เหมือนมีใครเอาน้ำมันไปราดที่ในกองเพลิง สวนกลับไปทันที “ นี่สมณะ! น้ำแห้งตุ่มจนไม่เหลือสักหยด ไฉนจึงมุสากล่าวว่ามีน้ำอยู่เต็ม? เออแน่ะ! ตัวท่านหรือก็นุ่งเหลืองห่มเหลืองแท้ๆ กลับประพฤติตนดังเช่นคนถ่อยไปได้! ” องค์เถระพอถูกตำหนิติซ้ำก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ จึงเพ่งไปที่ใบหน้าเขา

ครานั้นด้วยฤทธิ์แห่งอรหันต์ พอท่านมองหน้าเขาชั่วขณะก็ทราบว่าที่แท้บุรุษผู้นี้ก็เป็นผู้ที่มีจิตใจโหดร้าย ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นอาจิณนั่นเอง แลบัดนี้บาปที่เขาทำไว้ก็ถึงเวลาที่จะย้อนกลับมาให้ผลกับเขาแล้ว ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าไม่มีน้ำ ทั้งๆที่น้ำก็มีเต็มเปี่ยม!

พอทราบดังนั้นด้วยเมตตาจิตท่านจึงคิดสงเคราะห์ให้เขาได้ดื่มน้ำ จึงกล่าวไปว่า “ เอาอย่างนี้โยม หากโยมไม่เชื่อเดี๋ยวอาตมาจักตักให้ดื่มก็แล้วกัน เผื่อจะทำให้คลายจากความกระหายลงไปได้บ้าง ” ว่าแล้วพระคุณเจ้าก็หยิบกระบวยจ้วงลงในโอ่งเบื้องหน้า จากนั้นก็ยื่นส่งมาบอกให้เขาดื่ อากัปกิริยาที่แสดงพรานใจบาปเมื่อเห็นรู้สึกมันช่างน่าขันเสียนี่กระไร สงสัยพระรูปนี้คงเห็นเขาเป็นเด็กทารกกระมัง ? จึงแกล้งหยอกล้อเช่นนี้ ดังนั้นจึงคิด “ เดี๋ยวจะต้องว่ากลับไปให้เจ็บๆสักที คอยดูเถอะ! ”

ขณะจะเอ่ยปากสายตาก็สะดุดเข้ากับแววตาของท่านที่มองมา มันเป็นแววตาที่เปี่ยมด้วยเมตตาเกินกว่ามนุษย์มนาคนไหนจักพึงมี! ซึ่งเขาไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้มาก่อน ดังนั้นคำพูดที่คิดจะโต้กลับไปจึงหยุด
อยู่แค่ริมฝีปาก ตรงข้ามเขากลับยื่นมือออกไปหมายรับเอากระบวยน้ำนั้นมาดื่มด้วยต่างหาก แต่ท่านส่ายหน้าช้าๆ เหมือนดั่งจักบอกให้เขาดื่มจากกระบวยที่ท่านถืออยู่อย่างนี้นี่แหละ! ดังนั้นเขาจึงก้มลงดื่มโดยที่มีท่านเป็นผู้ถือกระบวยให้

เนื่องจากมีความกระหายอยู่เป็นทุนเดิม จึงดื่มติดกันรวดเดียวเป็นจำนวนถึง ๓๒ กระบวยถึงได้คลายจากความกระหายลงได้ พอความกระหายหมดไป ความโกรธที่คุอยู่ภายในก็ดับลงไปเช่นกัน ดังนั้นจึงได้สติ “ อะหา! น้ำก็มีเต็มโอ่งไฉนเราจึงมองไม่เห็น? ฤาจักเป็นเพราะบาปเข้ามาดลจิตดลใจทำให้ตามืดบอดจนมองไม่เห็น! นี่ขนาดไม่ตายยังให้ผลเพียงนี้ หากตายเมื่อใดสงสัยบาปนี้คงนำเราไปสู่อบายเสียเป็นแน่! ”

เมื่อเกิดสลดสังเวชถึงการกระทำของตนที่ผ่านมาเขาจึงวางหอกลงพื้น ปลดคันธนูลงจากหลัง ค่อยๆย่อตัวลงกราบแทบบาทพระคุณเจ้า ขอร้องให้ท่านช่วยบรรพชาให้กับเขาด้วย องค์เถระพอฟังก็มิได้ตกปากรับคำ หรือว่าปฏิเสธบอกปัดแต่อย่างใด ได้แต่นิ่งอยู่สักพัก หลังจากพิจารณาท่านก็เห็นว่าบุรุษเบื้องหน้าแม้จะเคยเป็นผู้ทำบาปมามากก็จริง แต่เนื้อแท้จิตใจยังพอเป็นผู้ขัดเกลาได้ ดังนั้นจึงยอมให้เขาบรรพชาเป็นสามเณร แต่ไม่อนุญาตให้อุปสมบท ด้วยเกรงว่าหากบวชพระให้ เขาอาจไปก่อเรื่องที่ผิดธรรมหรือผิดวินัยขึ้นมาก็เป็นได้ แล้วก็จะกลายเป็นบาปติดตัวไปเสียเปล่าๆ

สามเณรเฒ่าเมื่อบวชเป็นพุทธบุตรแล้วก็มิได้เกียจคร้านแต่อย่างใด ตั้งใจปฏิบัติพระกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด แต่ทุกครั้งที่จิตจะเป็นสมาธิ ภาพสัตว์ที่เคยประหัตประหารเอาไว้สมัยยังเป็นพรานไพรใจบาป ก็ปรากฏเข้ามาทางมโนทวารให้เขาได้เห็นทุกครั้งไป บางตัวก็แสดงท่าทางดุร้ายจ้องจะขบจะกัด บางตัวก็ตีปีกพรั่บๆตั้งท่าจะจิกจะตี จนเขาไม่อาจทำใจให้สงบได้ เมื่อเป็นบ่อยเข้าๆเขาจึงเริ่มท้อแท้เบื่อหน่าย คิดว่าตนคงไร้วาสนา บาปเขาคงจะมากเสียจนไม่มีทางแก้ได้กระมัง? ภาพเหล่านี้ถึงตามมาหลอกมาหลอน

จนเช้าวันหนึ่งเมื่อความอดทนถึงที่สุดเขาจึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาจารย์ ตั้งใจจะขอลาท่านสิกขาลาเพศออกไป ด้วยฝืนอยู่ต่อก็เป็นการสิ้นเปลืองข้าววัดไปเสียเปล่าๆ หาได้มีประโยชน์อันใด! ผู้เป็นอาจารย์เมื่อเห็นอากัปกิริยาศิษย์ที่เดินเข้ามาก็ทราบแล้วว่าเขามีความคิดใด ดังนั้นจึงแสร้งทักไปว่า “ อ้าวเณร! มีเรื่องใดรึ? เดินยังกับไก่เป็นโรคมาเชียว ” ศิษย์เฒ่าพอฟังก็มิได้ต่อปากต่อคำอันใด จนถึงเบื้องหน้าอาจารย์ก็ทรุดตัวลงกราบ จากนั้นจึงเล่าถึงความน้อยใจในวาสนาของตนให้กับผู้เป็นอาจารย์ทราบ พร้อมสรุปว่าตนคงหมดวาสนาแต่เพียงเท่านี้ เห็นทีต้องขอลาท่านสึกไปเป็นฆาราวาสดังเดิม

พระคุณเจ้าหลังจากฟังเขาระบายความในใจก็มิได้แสดงความเห็นใด ได้แต่บอกก่อนสึกไปขอแรงช่วยทำความสะอาดวัดที่มันรกอยู่เวลานี้ ให้มันสะอาดสะอ้านขึ้นมาหน่อยเถิด นึกว่าช่วยเอาบุญก็แล้วกัน!

สามเณรพอฟังอาจารย์มิได้บังคับให้ตนฝืนทำพระกรรมฐานต่อ เพียงแต่ให้ทำความสะอาดวัดเท่านั้น
ก็ให้ลิงโลดดีใจเป็นล้นพ้น รีบวิ่งไปหยิบเอาจอบเอาพร้ามาทันใด จากนั้นก็ลงมือเก็บกวาดถากถางทันที ฝ่ายอาจารย์พอเห็นเขาลงมือแทนที่จักอยู่กำกับดูแล ที่ไหนได้รีบเดินกลับกุฏิไปเสียยังงั้น ปล่อยให้ศิษย์ดำเนินการไปแต่เพียงลำพัง !

กล่าวถึงเณรเฒ่า แม้สติปัญญาจะโง่เขลา กิริยาหยาบกระด้าง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการใช้แรงหรือใช้กำลังกันแล้ว ต้องถือว่าเขามีความถนัดยิ่งกว่าผู้ใดจริงๆ! เพียงคล้อยหลังอาจารย์ไม่เท่าไหร่บริเวณวัดที่รกราวกับป่า ฉับพลันก็ค่อยๆสะอาดสะอ้านขึ้นมาทันตา ตรงไหนที่เดินไม่สะดวกมีกิ่งไม้ยื่นมาเกะกะขวางทาง เพื่อนก็ตัดก็ถางเสียจนโล่งเตียน ตรงไหนที่อึดอัดไม่ปลอดโปร่ง มี ใบไม้ร่วงสุมเสียจนเหยียบไม่ถึงพื้น เพื่อนก็ตัก
ก็ขนเอาไปทิ้งจนหมดจนเกลี้ยง เณรเฒ่ายิ่งออกแรงมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งดูสดชื่นแจ่มใสมากเท่านั้น!

เขาเริ่มลงมือถากถาง ตั้งแต่ยังไม่ทันจะสางก็ว่าได้ จนบัดนี้ก็ล่วงเข้ามาบ่ายคล้อยจวนจะเย็นย่ำค่ำมืดอยู่แล้ว บรรดากิ่งไม้ที่ขนมากองหากผู้ใดมาเห็นล่ะก็ รับรองว่าต้องตกอกตกใจเสียเป็นแน่ เพราะขนาดของมันนั้นใหญ่ราวกับภูเขาก็ว่าได้ หลังจากพยายามหาว่ายังมีสิ่งใดจักต้องเข้าไปเก็บกวาดอีกหรือไม่ ปรากฏทั่วทั้งวัดป่าต่างก็สะอาดสะอ้านไปหมด จักได้มีซอกไหนมุมไหนที่ยังดูรกรุงรังหรือดูขัดหูขัดตานั้นหามิได้เลย! เมื่อเห็นไม่มีสิ่งใดจะทำแล้วเขาจึงวางจอบวางพร้าลง นั่งเช็ดเหงื่ออยู่ใต้โคนไม้ต้นหนึ่ง จากนั้นจึงเดินไปยังกุฏิท่านอาจารย์เพื่อกราบเรียนถึงความสำเร็จของภารกิจ

ท่านเจ้าอาวาสพอฟังรายงานจึงออกมาดู พอเห็นกองกิ่งไม้ที่เขาขนมารวมไว้เท่านั้นก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ด้วยไม่คิดว่ามันจักใหญ่ถึงเพียงนี้ กองกิ่งไม้เบื้องหน้าหากให้คนทั่วไปทำกันก็ต้องใช้เป็นจำนวนห้าถึงสิบคนจึงจักได้กองที่ใหญ่ขนาดนี้ แต่นี่กลับเกิดจากแรงงานของคนเพียงคนเดียวมัน ช่างเหลือเชื่อเสียจริงๆ!

หลังจากตรวจดูคร่าวๆก็เห็นว่างานที่มอบหมายไปสำเร็จด้วยดี ดังนั้นจึงสั่งให้เขาเผาซากกิ่งไม้นี้เสีย เพื่อมิให้เป็นที่เกะกะรกลูกนัยน์ตาหรือส่งกลิ่นตามมาได้ในภายหลัง ศิษย์เฒ่าพอฟังก็ไม่รอช้า รีบไปหยิบเอาฟืนจากเตาที่พระลูกวัดกำลังต้มน้ำร้อนอยู่มาท่อนหนึ่ง พอถึงก็โยนไปที่กองกิ่งไม้เบื้องหน้าทันที แล้วก็ถอยออกมายืนกอดอกรอว่าเมื่อไหร่ไฟมันจักลุกพรึบขึ้นมา

ยืนอยู่พักใหญ่จนยุงเริ่มตอมก็แล้ว แต่จะเห็นแม้เพียงประกายไฟสักนิดก็หาไม่ ในที่สุดอดรนทนไม่ได้จึงเข้าไปดูว่าทำไมไฟมันถึงไม่ติดสักที ปรากฏนอกจากไฟจักไม่ติด แถมฟืนที่โยนลงไปยังดับตามไปด้วยต่างหาก

พุทโธ่! มันจะติดได้ยังไง? ก็ไม้พวกนี้มันเพิ่งตัดออกมาใหม่ๆสดๆ ต่อให้จุดกันเป็นวันมันก็จุดไม่ติด โน่น! ต้องทิ้งเอาไว้สัปดาห์หรือสองสัปดาห์โน่น มันถึงจะจุดติด! แต่เณรเฒ่าก็หาได้ละความพยายามไม่ ยังคงวิ่งไปมาขอฟืนจากพระลูกวัดเพื่อจักนำมาเผากองขยะกองนี้ให้จงได้ จนฟืนในเตาแทบไม่เหลือสักดุ้นเขาก็ยังจุดไม่ติด! สุดท้ายวิ่งไปกลับหน้าวัดหลังวัดหลายเที่ยวเข้าก็หมดแรง เลยทรุดตัวลงนั่งอยู่หน้ากองไม้มันเสียยังงั้น!

ฝ่ายอาจารย์ที่ดูอยู่ห่างๆเมื่อเห็นเขาไม่สามารถจุดไฟให้ติดได้จึงเดินเข้าไปถาม“ว่ายังไงเณร! ยังจุดไม่ติดรึ?” เณรโข่งซึ่งกำลังอ้าปากพะงาบๆหอบหายใจ จู่ๆได้ยินเสียงถามก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ พอหันมาเห็นอาจารย์จึงพนมมือตอบไปว่า “ ยังจุดไม่ติดขอรับ! เกล้าพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็จุดไม่ได้ สงสัยกิ่งไม้พวกนี้มันยังสดอยู่ คงต้องรอสักเดือนครึ่งเดือนแหละขอรับถึงจักเผาได้! ” ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ถึงกับอุทานออกไปทันที “ อะไรกัน! นานเป็นเดือนเชียว? โอ๊ยรอนานอย่างนั้นไม่ได้หรอก เอาอย่างนี้หากเณรเผาไม่ได้เดี๋ยวฉันจะเผาให้ดูก็แล้วกัน! ”

ว่าแล้วด้วยฤทธิ์แห่งอรหันต์ พระคุณเจ้าก็บันดาลให้ปฐพีเบื้องหน้าแยกออกจากกันจนมองลงไปเห็นถึงอเวจีมหานรก ภาพสัตว์นรกที่ดิ้นทุรนทุรายเพราะถูกเปลวไฟเผาผลาญก็ปรากฏเป็นที่ประจักษ์เต็มสองตาของสามเณรเฒ่า ทันใดนั้นจู่ๆท่านก็เอื้อมมือไปคว้าเอาสะเก็ดไฟนรกที่แตกกระจายอยู่เกลื่อนพื้นขึ้นมา ลูกหนึ่ง ขนาดประมาณแสงแห่งก้นหิ่งห้อยเห็นจะได้ แล้วก็โยนไปที่กองกิ่งไม้เบื้องหน้าทันที

เพียงเวลาชั่วกระพริบตาเท่านั้น ซากกิ่งไม้ที่เห็นใหญ่โตราวกับภูเขาเลากาพอถูกลูกไฟน้อยหล่นใส่ ฉับพลันก็มลายหายไปจากตรงหน้าอย่างที่ไม่น่าจักเป็นไปได้ เหลือเพียงแต่ธุลีขี้เถ้าไว้เป็นสักขีพยานเท่านั้น! เณรเฒ่าเมื่อเห็นถึงอานุภาพอันร้อนแรงสุดประมาณของไฟนรกเข้าก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก หน้าซีดตัวสั่น ทรุดลงไปกองกับพื้นโดยไม่รู้ตัว

องค์เถระซึ่งเฝ้ามองอาการของศิษย์ พอเห็นเขานั่งสั่นเป็นเจ้าเข้าจึงไม่รอช้า รีบสำทับทันที “ เอาล่ะเณร! กิ่งไม้พวกนี้เราเผาให้แล้ว เธอคงเห็นอานุภาพของไฟนรกแล้วซินะว่ามันร้อนแรงเพียงไหน ใครที่เคยทำบาปเอาไว้มากๆอย่างพวกที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตายไปก็ต้องไปตกอยู่ในนรกขุมนี้นี่แหละ เอ้า! ไหนว่าจะสึกไม่ใช่หรือ? มาๆๆ รีบๆเข้า ประเดี๋ยวจะมืดจะค่ำเสียก่อน! ”

สามเณรพอฟังอาจารย์เตือนเรื่องที่ตนมาขอให้ท่านสึก ก็ยิ่งหวาดหวั่นขวัญผวาเข้าไปใหญ่ ค่อยๆยกมือพนมตอบผู้เป็นอาจารย์ด้วยเสียงสั่นฟันกระทบกันว่า “ ข้าแต่อาจารย์ หากศิษย์สึกไปวันนี้ คงต้องลงนรกเมื่อครู่ใช่มั้ยขอรับ? ” ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ไม่รอช้า รีบสวนไปทันที “ อ๋อแน่นอน รับรองต้องลงแน่! ว่ายังไง? ตกลงจะสึกไม่สึก? ”

ศิษย์เฒ่าพอเห็นหน้าตาขึงขังของอาจารย์จึงคิดในใจ “ หากเราขืนสึกไป เห็นทีคงไม่แคล้วต้องตกนรกเสียเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย อย่าไปส่งไปสึกมันเลยดีกว่า! ” พอเกิดเปลี่ยนใจจึงไม่รอช้า รีบตอบอาจารย์ไปว่า

“ ข้าแต่อาจารย์ศิษย์มาคิดดูที่ผ่านมาศิษย์อาจจักยังความเพียรไม่พอ ทำให้ใจไม่หนักแน่น ศิษย์คิดว่านับแต่คืนนี้ไปศิษย์จักยังความเพียรให้ถึงที่สุด แหละจักขอดูซิว่าเจ้าบาปอกุศลที่ตามมาหลอกมาหลอนนั้น มันยังจะตามมาราวีกับศิษย์ได้อีกหรือไม่ ฉะนั้นศิษย์ขออยู่ต่อดีกว่าขอรับ! ”

ผู้เป็นอาจารย์พอฟังจึงย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “ ตกลงไม่สึกใช่มั้ย?” สามเณรไม่รอให้ท่านพูดจบรีบสวนไปทันที “ ไม่ขอรับ! ” ก็จะเขาให้สึกไปได้ยังงัย ขืนสึกไปซิรับรองไม่แคล้วต้องกลายเป็นหมูหันเสียเป็นแน่!

นับจากนั้นเณรเฒ่าอดีตพรานไพรใจฉกาจก็เร่งปฏิบัติความเพียรอย่างไม่ย่อท้อ จนที่สุดผลแห่งความมุ่งมั่นก็ทำให้เขาประสบกับความสำเร็จ ได้บรรลุอนาคามีผล กลายเป็นพระอริยบุคคลหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของนรกได้อย่างตลอดกาล .

จากเรื่องที่นำมาเล่าคิดว่าคงพอทำให้ผู้ที่สงสัยในอานุภาพของไฟนรก ว่าจะมีความร้อนแรงถึงเพียงไหน? คงพอคลายความสงสัยได้บ้างกระมัง? นอกจากนั้นคงจะได้อะไรดีๆเก็บไปคิดเป็นการบ้านด้วยต่างหาก! ขนาดคนบาปอย่างเณรเฒ่าพอมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ก็ยังสามารถพาตนให้พ้นไปจากทุกข์ภัยของอบายได้ แล้วนับประสาอะไรกับท่านที่กำลังอ่านชาดกเรื่องนี้อยู่ คงไม่มีใครยอมน้อยหน้าเณรเฒ่าอยู่แล้ว...ใช่มั้ย ?

สืบ ธรรมไทย



DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  871 


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย