ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือมาตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นก็ขาดความมั่นใจ
 ลูกโป่ง   14 ธ.ค. 2553




 ถาม  ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือมาตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นก็ขาดความมั่นใจ
ทั้งที่พยายามสร้างความมั่นใจด้วยวิธีต่างๆ
บางทีก็ดีขึ้น แต่ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
อาชีพการงานก็ไม่ก้าวหน้าเพราะเจ้านายไม่เชื่อมือเป็นหลัก
อย่างนี้เพราะกรรมเก่าหรือเปล่า?


 ตอบ   พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานที่ถวายพระสงฆ์หรือนักบวชด้วยความเคารพ
คือทั้งเคารพในบุคคลผู้รับซึ่งอยู่ในฐานะเหนือกว่า
และเคารพในบุญกิริยาของตน จะทำให้ลูกเมีย เจ้านาย
และคนรอบตัวทั้งหลายให้ความยำเกรง
เป็นคนพูดจาน่าเชื่อถือ ใครต่อใครยินดีเงี่ยหูฟังอย่างเต็มใจ


ฉะนั้นในทางตรงข้าม หากเราเคยเป็นผู้ให้ทานด้วยใจกระด้าง
ขาดความเคารพ ถวายของพระแบบเสือกๆส่งๆ
ให้ของใครต่อใครเหมือนเห็นเขาเป็นขี้ข้ารับส่วนบุญ
แม้โยนกระดูกให้หมาก็แกล้งขว้างใส่ตัวมันด้วยจิตคิดดูถูก
อย่างนี้เรียกว่าเป็นกรรมกึ่งขาวกึ่งดำ คือ ขาวเพราะให้ แต่ดำเพราะใจหยาบ
ผลกรรมคือกลายเป็นผู้ไม่มีคนเคารพยำเกรง หรือไม่เชื่อถือเอาเสียเลย
 


 หากสำรวจตัวเอง ไม่พบว่ามีใจเช่นนั้น
คือเป็นผู้เห็นการให้ว่าน่าจะทำด้วยความเคารพกัน
แม้จะหย่อนเศษสตางค์ลงขันขอทาน
ก็โน้มตัวลงไปใส่ดีๆด้วยน้ำใจอ่อนโยน
อย่างนี้ก็ขอให้ลองสำรวจศีล โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยการพูดจา


พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพูดพล่ามเพ้อเจ้อเก่งๆจะทำให้ไม่มีคนเชื่อถือ
การก่อวจีทุจริตข้ออื่นๆก็เช่นกัน ทั้งในแง่โกหก นินทา
และพูดหยาบคายเป็นนิตย์ ต่างมีส่วนเป็นเหตุแห่งความไม่น่าเชื่อถือ
แต่ต้องว่าการพล่ามเพ้อเจ้อนั้นส่งผลตรงและแรงสุด
เพราะพิสูจน์ได้ตั้งแต่ในชาติปัจจุบันทีเดียว 



ในแง่ของจิตคนพล่ามเพ้อเจ้อ หรือเป็นผู้มักพร่ำเพ้อรำพันง้องแง้งนั้น
จะมีลักษณะจิตที่ปั่นป่วน คนอยู่ใกล้แล้วรู้สึกสับสน
วิงเวียน หรือพร่ามัวตาม
คลื่นจิตดังกล่าวที่มารบกวนความรู้สึกคนเห็นหรือคนฟังให้พลอยมัวมน
จะทำให้ใครต่อใครรู้สึกว่าเราเป็นคนไม่มีหลัก ไม่มีความชัดเจน
ไม่ให้ความรู้สึกด้านดี
แม้การประพฤติตัวโดยทั่วไปจะอยู่ในศีลในธรรมอย่างไรก็ตาม


และจิตที่ปั่นป่วนมัวมนดังกล่าวนี้ก็เป็นของติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้
ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ในช่วงต้นๆวัยจะมีคลื่นสมองที่ทำงานไม่เป็นระเบียบ
คิดแบบกระโดดไปกระโดดมา ทำให้จับเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเป็นสาระ
แล้วก็ดลใจให้ฝักใฝ่ไปในทางเพ้อเจ้ออีก


 หากสำรวจทั้งในแง่ของทานและศีลแล้ว ก็ไม่พบว่าเรามีความเป็นเช่นนั้น
นั่นไม่ใช่นิสัยติดตัวของเรา คราวนี้ก็คงต้องดูความมีวินัย
เราพูดแล้วทำได้ตามที่พูดไหม รับปากแล้วเป็นไปตามที่รับปากไหม
ความสามารถรักษาสัญญากับตนเองก็สำคัญ
คนที่ไม่อาจนับถือตนเอง ไม่อาจเชื่อใจตัวเองว่าจะทำงานเสร็จตามกำหนดเวลา
ไม่สามารถเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่แน่ใจว่าจะทำตามปณิธานได้แค่ไหน
ก็จะมีบุคลิกลักษณะเก้ๆกังๆ ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกน่าเชื่อถือขึ้นมาได้เช่นกัน


อีกประการหนึ่ง คนในโลกนั้นถือเครดิตก็เป็นเรื่องสำคัญ
คุณต้องประสบความสำเร็จในเรื่องหนึ่งๆ มีผลงานเป็นรูปธรรมที่คนอื่นแลเห็น
หรืออย่างน้อยมีความพากเพียรทำกิจอย่างสม่ำเสมอ
จึงจะมีแรงส่งไปกระทบความรู้สึกของคนอื่น


คนมีประสบการณ์มากจะมีรายละเอียดข้อมูลในหัวอยู่มาก
คิดได้มาก พูดได้มาก และลงมือทำให้กิจการงานลุล่วงเป็นรูปเป็นร่างได้มาก
ถ้าเป็นเช่นนี้แค่ขยับตัว ยังไม่ทันพูดอะไร
ก็พร้อมจะมีคนเงี่ยหูฟังเราแล้วครับ
สรุปในแง่ทางโลกคือขยันทำงานให้มากเข้าไว้
เดี๋ยวข้อมูลเต็มกระบะสมองแล้วดีเอง 



 คัดลอกบางส่วนจาก...เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๑ ดังตฤณ
dungtrin.com 



DT0329

ลูกโป่ง

14 ธ.ค. 2553
 เปิดอ่านหน้านี้  3056 

   ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย