จิตใจนั้นน่ะมันรู้พอตามธรรมชาติที่มันจะหลบหลีกความทุกข์ ก็ดูสัตว์เดรัจฉานสิมันรู้จักหากิน มันรู้จักต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ โดยลำพังธรรมชาติ จิตใจตามธรรมชาติ
คนเราก็ต้องเก่งกว่านั้น ต้องมีจิตใจพอที่จะรู้ จริงๆ ก็รู้เพราะมันเกิดขึ้นแล้วมันเจ็บปวด มันก็เข็ดหลาบ มันก็รู้ แล้วเดี๋ยวนี้ก็ได้รับคำสั่งสอนเพิ่มเติมมากมายนัก เพราะว่าการศึกษาพระพุทธศาสนามันเจริญ มันเกินรู้
ขออย่าให้ความรู้นั้นเป็นหมัน เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ มีสติปัญญาสัมปชัญญะควบคุมจิตใจ ใครควบคุมจิตใจ มันก็ใจน่ะ เพราะมันไม่มีตัวตนอะไรที่ไหน #ใจนั่นแหละจะต้องควบคุมจิตใจ
อันนี้คือความหมายสูงสุดของคำว่า #ตนเองพึ่งตนเอง ตัวเองพึ่งตัวเอง คือตัวใจนั้นแหละต้องเป็นที่พึ่งแก่ใจ ฝึกฝนใจด้วยความเข็ดหลาบ ไม่ทำผิดซ้ำๆ อีก
ทำให้ตัวใจเองน่ะรู้อะไรมากขึ้นจนป้องกันความทุกข์ได้ ตนเป็นที่พึ่งแก่ตนน่ะหมายถึงตรงนี้เป็นส่วนลึกที่สุด
ใจมันมีดวงเดียว จิตมีดวงเดียว ทำผิดก็ดวงนั้น ทำถูกก็ดวงนั้น มันก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง
ฉะนั้น จิตที่ได้ผิดพลาดมาแล้วต้องฉลาดขึ้น จะได้ไม่ต้องทำผิดอีก จิตพลาดมาทีนึงก็เพิ่มความรู้ขึ้นมาทีหนึ่ง ต่อไปมันก็จะไม่ผิดอีก นี่ขอให้สามารถทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตนให้ยิ่งๆขึ้นไป กว่าที่แล้วมาด้วยกันจงทุกๆคน
นี่สำหรับญาติโยมทั้งหลายที่เป็นฆราวาส ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เป็นการสืบพระศาสนายิ่งขึ้นแม้เป็นฆราวาส
หน้าที่สืบอายุพระพุทธศาสนาไม่ได้มีแต่แก่พระภิกษุสงฆ์หรือบรรพชิต แม้เป็นฆราวาสถ้าประพฤติปฏิบัติถูกต้องอยู่ดับทุกข์ได้อยู่มันก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นรับช่วงต่อไป นั่นแหละเรียกว่าสืบอายุพระศาสนา เหมือนเขาทำตามๆ กันมากี่หมื่นกี่พันปีแล้วน่ะ
ทีนี้เราก็เหมือนกันเมื่ออายุมันมากเข้า มันก็สอนด้วยชีวิต ชีวิตเป็นการศึกษา ปฏิบัติให้ถูกต้อง #อยู่เป็นตัวอย่าง อยู่คนข้างหลังก็จะสืบความถูกต้องอันนี้เอาไปเป็นประโยชน์ตลอดกาลนาน
ขอให้ญาติโยมทั้งหลายมีความสามารถ มีความกล้าหาญ กระทำตนให้พ้นจากความทุกข์ขึ้นมาเรื่อยๆ อย่าให้หยุดชะงัก หรืออย่าถอยหลัง ให้ปีนี้ดีกว่าปีกลาย และตั้งเป้าหมายให้ปีหน้าโน้นดีกว่าปีนี้น่ะ คือให้เจริญงอกงามในทางของธรรมะยิ่งๆขึ้นไป ในครรลองของพระพุทธศาสนา นี่เรียกว่าจะเป็นพุทธบริษัทแท้จริง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแท้จริง หน้าที่ของฆราวาสสืบอายุพระศาสนาได้เหมือนกัน
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา
https://pagoda.or.th/buddhadasa/2019-05-24-10-14-15-4.html