กุสราชมหาสัตว์(ภาค ๒) เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

กุสราชมหาสัตว์ ๒

กล่าวถึงพระนางประภาวดี หลังทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสีแล้วพระนางก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์ของพระสวามีในยามกลางวันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงพระมหาสัตว์ก็เหมือนกัน ตั้งแต่รุ่งอรุณจวบจนพระอาทิตย์ตกดินพระองค์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์ของพระชายาเลยเช่นกัน จนวันหนึ่งราชาโพธิสัตว์ก็มิอาจทรงทนรอต่อไปได้อีก จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาเพื่ออ้อนวอนขอให้พระองค์ทรงพบพระชายาในยามกลางวันได้ แต่มเหสีสีลวดีได้ทรงห้ามปรามไว้ว่าอย่าทรงทำตามพระทัยเป็นอันขาด รอจนกว่าจะได้พระโอรสเมื่อใดเมื่อนั้นจึงค่อยพบกัน แต่ว่าความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมีกำลังมากเสียเหลือเกิน จนจอมราชันมิอาจทรงหักห้ามพระทัยได้ ดังนั้นจึงทรงเข้าไปรบเร้าพระมารดาไม่หยุดหย่อน ในที่สุดพระมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนการรบเร้าจากราชบุตรได้ จึงตรัสว่า

“ ดูก่อนลูกเรา ถ้าเจ้าไม่อาจหักห้ามใจได้ ยังงั้นเจ้าจงปลอมตัวไปคอยอยู่ที่โรงช้างก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะพาพระชายาเจ้าไปยังที่นั่น แล้วก็จงดูเสียให้พอใจ แต่จำไว้ อย่าให้นางรู้ตัวเป็นอันขาด! ” พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำพระมารดาก็ให้แสนลิงโลดพระทัย ทรงรับสั่งให้ทหารไปเอาเสื้อผ้าของคนเลี้ยงช้างมาให้พระองค์ จากนั้นก็รีบเสด็จกลับพระตำหนักเพื่อทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้าง

หลังจากราชบุตรอันเป็นที่รักเสด็จไป พระมเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปทำความสะอาดโรงช้างเป็นการด่วน จากนั้นพระนางพร้อมด้วยพระสุณิสาก็เสด็จไปยังโรงช้างหลวง เพลานั้นพระเจ้ากุสราชในฉลองพระองค์ของคนเลี้ยงช้าง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระชายาเสด็จมาพร้อมพระมารดาก็ทรงเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงทรงแกะเอามูลช้างก้อนหนึ่งที่แห้งติดอยู่บนพื้นขว้างไปที่พระชายา พระนางประภาวดีเมื่อถูกคนเลี้ยงช้างแกล้งปามูลช้างใส่ ก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสกับตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวว่า

“ เหม่! เจ้าผู้บังอาจ เราจักให้พระราชาทรงลงโทษตัดมือเจ้าเสียบัดนี้ คอยดูเถอะ! ” ตรัสแล้วพระนางก็ทรงหันมาทูลพระสัสสุให้ลงโทษคนเลี้ยงช้างผู้นี้ทันที มเหสีสีลวดีทรงเกรงว่าเรื่องจักบานปลาย จึงทรงโผเข้าไปกอดพระสุณิสาพร้อมกับทรงปลอบโยนว่า “ โถ..คนดีของแม่อย่าขุ่นเคืองไปเลยลูก ไฉนจึงจักเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเล่า? ” ตรัสพลางก็ทรงใช้พระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์(หลัง)ของพระสุณิสาไปพลาง พร้อมกันนั้นก็ทรงถลึงพระเนตรไปทางพระมหาสัตว์

ถัดจากนั้นสองวันพระเจ้ากุสราชก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระชายาอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้าพระมารดาเหมือนเคย พระเทวีมิอาจทรงทนการรบเร้าได้ จึงตรัสให้เสด็จไปรออยู่ที่โรงม้า แลพอพระมารดาพาพระชายาเสด็จไปถึงโรงม้าก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแกล้งเอาด้วยอาการเดิม คือเอามูลม้าปาใส่ เดือดร้อนถึงพระมเหสีสีลวดีต้องทรงทำหน้าที่ปลอบประโลมกันเป็นการใหญ่อีก

อยู่มาวันหนึ่งพระนางประภาวดีก็ทรงอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระสวามี จึงเสด็จไปหาพระสัสสุเพื่อทรงขอให้มหาเทวีพาตนไปพบกับพระสวามีบ้าง แต่มเหสีสีลวดีได้ทรงทัดทานไว้ว่าอย่าได้กระทำผิดจารีตเลย ดังนั้นจึงสงบไปได้พักหนึ่ง แต่ผ่านไปสองสามวันพระนางก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระพักตร์ของราชากุสราชอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้าเอากับพระสัสสุ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนการรบเร้าไหว จึงตรัสกับลูกสะใภ้ว่า

“ ดูก่อนลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาจักเห็นพระสวามีจริงๆ อย่างนั้นวันพรุ่งนี้เจ้าจงเปิดสีหบัญชรคอยดูเอาเถิด ราชากุสราชพระสวามีเจ้า พร้อมด้วยเหล่าทหารองครักษ์ จักกระทำประทักษิณพระนครในวันพรุ่งนี้! ” พอทรงสดับดังนั้นพระชายาประภาวดีก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบเสด็จกลับพระตำหนักทันที

พอพระธิดาแคว้นมัททะเสด็จกลับแล้วมเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศทั่วพระนครว่าเช้าพรุ่งนี้ราชากุสราชจะเสด็จเยี่ยมเยี่ยนประชาชน ขอให้ชาวเมืองทั้งหลายตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนให้งดงาม จากนั้นก็ทรงให้นางกำนัลไปทูลพระชยัมบดีราชกุมารผู้เป็นพระอนุชา ว่าเช้าพรุ่งนี้ในการเสด็จประทักษิณเลียบพระนคร ขอให้พระชยัมบดีทรงเครื่องต้นของกษัตริย์ แลให้ประทับนั่งบนอาสน์ด้านหน้าของหลังช้าง ส่วนพระเชษฐากุสราชให้ประทับที่อาสน์ด้านหลัง

เช้ารุ่งขึ้นพระสัสสุและพระสุณิสาก็ทรงพากันเสด็จไปประทับรออยู่ที่สีหบัญชร เพื่อรอชมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค ลำดับนั้นเมื่อขบวนเสด็จมาถึงด้านหน้าของพระบรมมหาราชวัง มเหสีสีลวดีได้ตรัสกับพระนางประภาวดีว่า “ ประภาวดีลูกแม่ เจ้าจงดูความสง่างามของพระสวามีเจ้าเถิด ” พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระชยัมบดีซึ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามประทับอยู่บนอาสน์ด้านหน้า ก็สำคัญว่าทรงเป็นกุสราชราชาพระสวามี จึงทรงรู้สึกโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง

แต่พอทรงเหลือบไปเห็นทหารที่นั่งบนอาสน์ด้านหลังจอมกษัตริย์ซึ่งมีใบหน้าขี้ริ้วความสุขเมื่อครู่ก็ให้เหือดหายลงไปจนหมดสิ้น เนื่องจากทรงจำได้เจ้าผู้นี้ก็คือตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวนั่นเอง และยิ่งทรงเห็นเขาโบกไม้โบกมือแสดงอาการยั่วเย้ามาให้ พระนางก็ยิ่งทรงขัดเคืองพระทัยมากยิ่งขึ้น จนสุดจักทรงข่มกลั้นได้ จึงตรัสถามพระสัสสุว่า “ เสด็จแม่เพคะ ไฉนควาญช้างที่นั่งด้านหลังเสด็จพี่กุสราชจึงเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียเหลือเกิน มิได้ยำเกรงพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์แม้แต่น้อย บังอาจแสดงกิริยามิบังควรในงานพระราชพิธีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? ผู้ใดฤาที่เป็นคนจัดให้ผู้ไม่มีสง่าราศีเช่นเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างคนนี้ขึ้นไปนั่งบนอาสน์ด้านหลังพระเจ้าแผ่นดินได้? ”

องค์มหาเทวีผู้เป็นพระสัสสุ พอทรงสดับคำถามของพระสุณิสาเพื่อจะทรงปิดบังฐานะของพระมหาสัตว์ จึงเสตรัสว่า “ ดูก่อนลูกแม่ ธรรมดาการระวังป้องกันด้านหลังพระราชานั้น มิอาจมองข้ามได้ ถึงหน้าตาเจ้าผู้นี้จะดูขี้ริ้ว แต่ฝีมือนั้นยากจักหาผู้ใดในแผ่นดินเทียบได้! ” พระสุณิสาครั้นทรงได้รับคำตอบจากแม่สามีในเชิงปกป้องเจ้าผู้สามหาว ก็ให้ทรงรู้สึกคลางแคลงพระทัยขึ้นมา จึงทรงครุ่นคิดว่า “ เหตุไฉนเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างผู้นี้จึงได้รับการปกป้องจากเสด็จแม่เสียเหลือเกิน ขนาดแสดงกิริยาหยาบช้าต่อเราก็ยังไม่ถูกลงโทษอีก หรือเขาจะเป็นตัวราชากุสราชเอง! ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้คงจักมีพระพักตร์ที่แสนน่าเกลียดเป็นแน่ ฉะนั้นจึงไม่ยอมแสดงพระองค์ให้เราเห็น! ” พอทรงดำริดังนี้จึงทรงก้มลงกระซิบนางค่อมที่หมอบอยู่ข้างๆว่า

“ ดูก่อนพี่ค่อม ขอพี่จงไปเฝ้าอยู่ที่โรงช้างเพื่อดูว่าพระเจ้ากุสราชประทับบนอาสน์ด้านหน้าหรือว่าด้านหลังของช้างกันแน่ หากผู้ใดลงจากหลังช้างก่อน ผู้นั้นก็คือราชากุสราช! ” นางค่อมพอรับบัญชาจึงรีบปลีกกายไปซุ่มอยู่ข้างโรงช้างทันที หลังจากขบวนพยุหยาตราเสด็จจนรอบพระนครแล้ว ก็วกกลับไปที่โรงช้าง พอถึงโรงช้างพระชยัมบดีราชกุมารผู้ซึ่งประทับอยู่อาสน์ด้านหน้า แทนที่จักเสด็จลงจากหลังช้างก่อน ที่ไหนได้เจ้าควาญขี้ริ้วผู้มีกิริยาสามหาวกลับเป็นผู้ลงก่อนซะยังงั้น จากนั้นพระชยัมบดีราชกุมารจึงเสด็จลงตามทีหลัง

พระมหาสัตว์เมื่อทรงลงจากหลังช้างแล้วด้วยพระอุปนิสัยที่ทรงเป็นคนรอบครอบ ก็ทรงหันไปมองรอบๆตามความเคยชิน จึงทรงเห็นนางค่อมที่เฝ้าแอบมองพอดี ดังนั้นจึงทรงรับสั่งให้ทหารไปพาตัวนางมา เมื่อทหารพานางมาถึงจอมราชันได้ตรัสกำชับนางห้ามนำเรื่องที่เห็นนี้ ไปทูลให้พระนางประภาวดีรับทราบโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นศีรษะของนางอาจไม่อยู่บนบ่า นางค่อมด้วยความเกรงกลัวพระอาญาจึงรีบรับปากด้วยเสียงที่สั่นระรัว พอกลับไปถึงตำหนักก็ทูลผู้เป็นนายว่าพระเจ้ากุสราชที่ประทับบนอาสน์ด้านหน้าเสด็จลงก่อน พระชายา ประภาวดีครั้นทรงสดับก็ทรงให้คลายพระกังวล

หลายวันต่อมาพระมหาสัตว์ก็ทรงเกิดความปรารถนาอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระชายาอีก จึงทรงเข้าไปรบเร้าพระมารดา และก็เหมือนเคยองค์มเหสีสีลวดีย่อมไม่อาจทรงทนการรบเร้าได้ จึงตรัสให้จอมราชันไปซ่อนตัวอยู่ในสระนิลุบลก่อน เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระชายาไปชมสระบัว พระโพธิสัตว์ครั้นทรงสดับก็รีบเสด็จไปยังสระบัวทันใด พอคล้อยหลังราชบุตรองค์มหาเทวีก็เสด็จไปยังตำหนักของพระสุณิสา ทรงชวนนางเสด็จประพาสอุทยานหลวงด้วยกัน หลังจากที่พระสัสสุและพระสุณิสาเสด็จพระราชดำเนินจนทั่วพระราชอุทยานหลวงแล้ว ทั้งคู่ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย ลำดับนั้นพระมเหสีสีลวดีได้ทรงพาพระธิดาแคว้นมัททะเสด็จมาถึงสระบุณฑริกพอดี

พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยโกมุทชาติหลากสีสันกำลังเอนไหวไปตามแรงลม บวกกับพลิ้วน้ำที่ใสเป็นประกายยามต้องแสงอาทิตย์ ความเมื่อยล้าที่มีก็พลันมลายลงไปหมดสิ้น ทรงปรารถนาจะสรงน้ำขึ้นมาทันใด ดังนั้นจึงตรัสชวนเหล่าพระพี่เลี้ยงให้ลงเล่นน้ำด้วยกัน ระหว่างที่ทรงสรงน้ำอย่างสนุกสนานสายพระเนตรก็ทรงเหลือบไปเห็นดอกจงกลนีดอกหนึ่งซึ่งมีสีสันสวยงามเกินดอกใด พระนางทรงใคร่จะเก็บเอามาเชยชม ดังนั้นจึงทรงค่อยๆแวกว่ายเข้าไป พอถึงก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไปหมายจักเด็ดเจ้าดอกอุบลนี้ให้ได้

บัดนั้นราชากุสราชผู้ทรงแอบอยู่ด้านหลังใบบัว ใกล้กับดอกอัมพุชที่พระเทวีกำลังจะทรงเด็ด พอทรงเห็นพระชายาทรงเอื้อมพระหัตถ์มาพระองค์ก็ทรงเผลอสติ คิดจักทรงหยอกล้อพระชายาเล่น จึงทรงโผล่พระพักตร์ออกจากใบบัวคว้าเอาข้อพระหัตถ์ของนางไว้ทันที ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังทรงเปล่งเสียงร้องออกไปอีกว่า “ เราคือราชากุสราช! ” พระราชธิดาแคว้นมัททะไม่ทรงคิดว่าจักมีผู้คนแอบซ่อนอยู่หลังใบสาโรช จู่ๆทรงเห็นคนโผล่ขึ้นมา มิหนำซ้ำยังเข้ามาจับมือถือแขนอีก ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง และยิ่งพอทรงเห็นใบหน้าคนจับเท่านั้น ก็ยิ่งสำคัญผิดไปว่าเป็นยักษ์จำแลงกายมาจับพระองค์ ดังนั้นจึงถึงกับทรงวิสัญญีภาพหมดสติไปในทันใด เกิดเป็นความโกลาหล จนพระมเหสีสีลวดีต้องให้เหล่าพระพี่เลี้ยงอุ้มพระนางกลับพระตำหนักโดยพลัน

หลังจากทรงฟื้นพระสติแลทรงได้คิดทบทวนพระนางก็ทรงทราบว่าผู้ที่จับพระองค์ก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างที่มีใบหน้าขี้ริ้วนั่นเอง เห็นทีเขาผู้นี้คงจักเป็นราชากุสราชแน่ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าทำตามอำเภอใจได้ถึงปานนี้
พระนางไม่ปรารถนาจะมีพระสวามีที่มีพระพักตร์แสนจะน่าเกลียดอย่างนี้ ดังนั้นจึงทรงคิดจักหนีไปจากแคว้นมัลละ หลังจากที่ทรงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงตรัสให้เหล่าพระพี่เลี้ยงไปเตรียมราชรถแลข้าวของไว้ให้พร้อม สองยามคืนนี้นางจะหนีไปจากแคว้นนี้ เหล่าพระพี่เลี้ยงพอได้รับบัญชาก็รีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

การเตรียมข้าวของเพื่อเสด็จหนีของพระธิดาแคว้นมัททะ หารอดพ้นไปจากสายตาของทหารคนสนิทที่พระเจ้ากุสราชทรงส่งมาอารักขาพระชายาไม่ ดังนั้นเขาจึงรีบนำความเข้ากราบทูลให้จอมราชันได้ทรงรับทราบ พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับจึงทรงดำริขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่อนุญาตให้นางกลับแคว้นมัททะ เห็นทีนางคงจักต้องอกแตกตายเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรปล่อยให้นางกลับไปก่อน จากนั้นค่อยไปพานางกลับมาทีหลัง น่าจักเป็นการดี ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสให้ทหารคนสนิทไปบอกยามเฝ้าประตูวังว่าอย่าได้ขัดขวางขบวนเสด็จของพระชายาเป็นอันขาด ปล่อยให้พระนางเสด็จไป ดังนั้นยามสองคืนนั้นขบวนเสด็จของพระชายาประภาวดีจึงเสด็จออกจากเมืองไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีอุปสรรคใด!

ปฐมเหตุที่ทำให้พระนางประภาวดีมิได้ทรงรักใคร่ในพระเจ้ากุสราชทั้งๆที่ทรงเป็นพระชายานั้น ก็เพราะอำนาจแห่งแรงอธิษฐานที่ทรงตั้งความปรารถนาไว้ในชาติปางก่อนนั่นเอง ถึงพระมหาสัตว์ก็เหมือนกัน ที่ทรงเกิดมามีพระพักตร์ไม่งดงามก็เพราะอำนาจแห่งวิบาก (การให้ผลของกรรม) ที่เคยทรงทำไว้ในชาติที่แล้วเช่นกัน หากจะเท้าความเรื่องก็มีอยู่ว่า

ในอดีตอันเนิ่นนานยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองพาราณสีสักเท่าไหร่ หมู่บ้านนี้มีตระกูลที่รักใคร่สนิทสนมกันอยู่สองตระกูล ตระกูลหนึ่งมีบุตรชาย ๒ คน อีกตระกูลหนึ่งมีบุตรสาว ๑ คน พระโพธิสัตว์ในชาตินั้นได้ทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นคนน้องของตระกูลที่มีบุตรชาย สองตระกูลนี้ต่างต่างไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงวัยที่บุตรของทั้งสองตระกูลจักต้องมีคู่ ตระกูลฝ่ายชายจึงไปสู่ขอลูกสาวของอีกฝ่ายให้มาเป็นภรรยาลูกชายคนโต ซึ่งฝ่ายหญิงก็มิได้ปฏิเสธ หลังแต่งเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชายผู้เป็นสะใภ้ก็มิได้ขี้เกียจขี้คร้านแต่อย่างใด นางขยันดูแลการบ้านการเรือนได้เป็นอย่างดี

กระทั่งเช้าวันหนึ่งลูกสะใภ้ได้ทำขนมที่มีรสชาติอร่อยให้กับครอบครัวสามีรับประทาน แต่ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ไม่อยู่บ้าน เขาออกไปเก็บของป่าตั้งแต่ยังไม่สางดี ผู้เป็นสะใภ้เมื่อเห็นดังนั้นจึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้น้องสามี ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายบริโภคกันในครัวเรือนจนหมดสิ้น บังเอิญแท้สายวันนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านบิณฑบาตผ่านมาพอดี พี่สะใภ้พอเห็นก็เกิดศรัทธา จึงนำขนมในส่วนของน้องสามีถวายให้ท่านไป ส่วนในใจก็คิดว่าเดี๋ยวค่อยทำให้เขาใหม่ก็แล้วกัน

พอพระคุณเจ้าจากไปนางก็เดินถือภาชนะที่ใส่ขนม เตรียมจักนำไปล้าง แต่เผอิญเวลานั้นพระมหาสัตว์ได้กลับมาถึงเรือนพอดี เลยทันเห็นหลังพระคุณเจ้าอยู่ไวๆ ดังนั้นจึงถามพี่สะใภ้ว่ามีใครมาบ้านรึ? พี่สะใภ้ตอบว่าไม่มีใครมาดอก เป็นสมณะรูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมา นางเห็นท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใสจึงนำขนมในส่วนของเขาถวายให้ท่านไป ขอเขาจงทำใจให้ผ่องใสเถิด เดี๋ยวนางจะรีบทำให้ใหม่ แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์กำลังหิวอยู่พอดี จึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบวิ่งตามพระคุณเจ้าไปทันใด

พี่สะใภ้พอเห็นน้องสามีพรวดพราดออกไปก็รู้แล้วว่าเขาจะทำอะไร จึงรีบออกจากเรือนสามีมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนตน พอถึงก็ตักเอาเนยใสที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ มีสีประดุจดอกจำปา ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้จนเต็ม จากนั้นก็วิ่งตามน้องสามีไปจนทันกัน พอไปถึงเห็นในมือเขามีห่อขนมที่นางได้ถวายพระคุณเจ้าไปแล้วกำถืออยู่ ส่วนพระเถระท่านก็กำลังหันหลังเตรียมจะจากไป นางจึงร้องนิมนต์ให้ท่านหยุดก่อน จากนั้นก็เข้าไป เอาเนยใสที่ตักมาจากเรือนมารดาเทลงในบาตรท่านจนหมด

เนยใสพออยู่ในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า บัดนั้นก็เกิดเป็นรัศมีเหลืองอร่ามแผ่กระจายออกไปโดยรอบ จนเป็นที่อัศจรรย์ พี่สะใภ้พอเห็นก็ให้ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเปล่งวาจาอธิษฐานว่าหากแม้นชาติหน้าฉันใดนางตายจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดภูมิใด ก็ขอให้นางจงมีร่างกายที่ผ่องใสงดงาม มีรัศมีเรืองตระการเกินกว่าหญิงใดในหล้า แลขอให้นางอย่าได้อยู่ร่วมกับคนที่เป็นอสัตบุรุษเยี่ยงน้องสามีผู้นี้ในที่แห่งเดียวกันเลย!

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ซึ่งยังมิได้จากไปไกล ยังคงยืนถือขนมที่หยิบมาจากบาตรพระอยู่ใกล้ๆนั่นเอง พอได้ยินพี่สะใภ้อธิษฐานดังนั้นก็ให้โกรธนางขึ้นมาทันที จึงนำขนมที่หยิบออกมาแล้วใส่กลับคืนเข้าไปใหม่ พร้อมกันนั้นก็เปล่งวาจาอธิษฐานบ้างว่า “ ข้าแต่พระคุณเจ้า ไม่ว่าพี่สะใภ้ของข้าพเจ้านางนี้จะไปเกิดในภพภูมิไหน ใกล้ไกลเพียงใด ก็ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความสามารถไปนำนางมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้ด้วยเถิด! ”

แลด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครานั้นเอง พอมาชาตินี้พระนางประภาวดีจึงทรงมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งเป็นประกายเกินกว่าหญิงใดในแผ่นดินจักเทียบเทียมได้ ส่วนพระมหาสัตว์เนื่องจากทรงทำกุศลในขณะที่จิตมีโทสะ ดังนั้นพอมาเกิดชาตินี้พระองค์จึงทรงเป็นผู้ที่มีรูปโฉมขี้ริ้วไม่งดงาม ทั้งนี้ก็เพราะกรรมเก่าที่เคยทำไว้ให้ผลนั่นเอง!

ย้อนกลับมาเข้าเรื่องต่อ หลังจากพระนางประภาวดีเสด็จออกจากเมืองกุสาวดีแล้ว ขบวนของนางก็มุ่งตรงสู่แคว้นมัททะทันที มิได้ทรงหยุดพัก ณ ที่ใด จนล่วงครึ่งเดือนจึงเสด็จถึงกรุงสาคละ ฝ่ายราชากุสราชหลังจากพระชายาเสด็จหนีไปพระองค์ก็ทรงโศกเศร้าพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้เหล่านางกำนัลจะบำรุงบำเรอด้วยวิธีต่างๆนานาก็หาทำให้พระองค์ทรงคลายจากความคิดถึงพระชายาได้ ในที่สุดเมื่อมิอาจทรงทนต่อความคิดถึงคนึงหา รุ่งสางวันหนึ่งจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาพร้อมกับทูลขอพระราชอนุญาตว่าจะทรงออกตามพระนางประภาวดีกลับคืนมา

มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับน้ำเสียงอันเศร้าสร้อยของลูกชายก็ทรงรู้ว่าลูกตนนั้นมีความรักในพระชายาเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสเตือนสติว่า “ ลูกเอ๋ย! หากเจ้าปรารถนาเยี่ยงนั้นแม่ก็มิขัดข้อง แต่ขอจงจำไว้ว่า ขึ้นชื่อมาตุคามนั้น ย่อมเป็นผู้มีใจไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจักทำการใดหากเกี่ยวข้องด้วยอิสตรี ก็ขอให้จงพิจารณาไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนเสมอ ขอลูกแม่จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด! ” หลังจากที่ตรัสเตือนสติบุตรชายแล้ว องค์เทวีก็ตรัสให้นางกำนัลไปนำของบริโภคอันเลิศรสชนิดต่างๆใส่ลงในโหลทองคำจนเต็ม เพื่อเตรียมไว้ให้บุตรชายบริโภคระหว่างทาง

ด้านพระเจ้ากุสราชครั้นทรงรับของเสวยจากพระมารดาก็ทรงถวายบังคมลาด้วยการทำประทักษิณ ๓ ครั้ง จากนั้นก็เสด็จกลับพระตำหนักเพื่อทรงจัดเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทาง ทรงเหน็บพระแสงอาวุธ ๕ อย่างเข้าที่พระกฤษฎี(สะเอว) ทรงหยิบกหาปณะหนึ่งพันใส่ย่าม และที่มิอาจลืมได้ก็คือพิณโกกนุททรงนำใส่ถุงผ้าพร้อมกับผูกมัดปากถุงจนแน่น แล้วบัดนั้นจอมราชาแห่งแคว้นมัลละก็เสด็จออกจากพระนครทันใด

เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพละกำลังมาก ระยะเวลาจากเช้าถึงเที่ยงพระองค์ก็ทรงสามารถเดินทางได้ถึง ๕๐ โยชน์ แหละพอพักเสวยพระกระยาหารมือกลางวันเสร็จก็เสด็จต่อไปได้อีก ๕๐ โยชน์ ฉะนั้นเวลาเพียงหนึ่งวันพระ องค์ก็ทรงเดินทางมาถึงชายแดนของกรุงสาคละได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์ เมื่อทรงมาถึงขณะนั้นก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ดังนั้นจึงทรงพักสรงน้ำก่อน หลังจากชำระพระวรกายเป็นที่เรียบร้อยพระองค์ก็ทรงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า จึงเสด็จเข้าเมืองทันใด แลด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ทันทีที่พระองค์ทรงเหยียบแผ่นดินของแคว้นสาคละพระนางประภาวดีที่บรรทมอยู่บนพระแท่นบรรทม ก็ทรงรู้สึกร้อนรุ่มพระวรกายขึ้นมาทันใด มิอาจทรงฝืนบรรทมอยู่บนเตียงต่อไปได้ จำต้องเสด็จลงมานอนที่พื้นแทน!

พระมหาสัตว์หลังจากทรงเข้าเมืองแล้วก็ทรงย่างพระบาทไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินสายพระเนตรก็ทรงมองดูสภาพบ้านเมืองที่ตั้งอยู่สองฟากฝั่งถนนไปในตัวด้วยเช่นกัน ขณะนั้นมีหญิงชาวบ้านนางหนึ่งกำลังนั่งรับลมยามค่ำอยู่หน้าบ้าน นางพอเห็นจอมราชาซึ่งเป็นคนต่างเมืองผ่านมาในยามนี้จึงร้องเรียกให้พระองค์มาพักที่บ้านนางก่อน พระมหาสัตว์เมื่อทรงสบตานางก็ทรงรู้ว่านางเป็นหญิงมีใจอารี จึงทรงย่างพระบาทเข้าไป หญิงชาวบ้านพอเห็นกิริยาท่าทางของจอมกษัตริย์นั้นต่างจากคนธรรมดา จึงรีบไปตักน้ำมาให้พระองค์ทรงใช้ล้างพระบาท จากนั้นก็เข้าห้องไปจัดที่บรรทมถวาย

จอมราชาหลังจากทรงรีบเดินทางมาอย่างเร่งด่วนจึงมิได้แวะพักที่ใด พอทรงล้มพระวรกายลงบนที่นอนที่หญิงชาวบ้านจัดให้ ก็ทรงหลับใหลไปในทันใด ฝ่ายหญิงผู้มีน้ำใจพอเห็นพระองค์บรรทมหลับ จึงเข้าครัวไปสำรวจอาหารที่จักเตรียมทำถวายในเพลาเช้า ครั้นรุ่งเช้าพอพระมหาสัตว์ทรงตื่นขึ้นนางก็อัญเชิญใหพระองค์เสวยพระกายาหารที่บ้านนาง ราชาพลัดถิ่นเมื่อทรงได้รับการต้อนรับอย่างดีจากหญิงชาวบ้านก็ให้ทรงรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา จึงทรงพระราชทานกหาปณะหนึ่งพันพร้อมกับโหลทองคำที่ใส่ของเสวยระหว่างทางให้นางไป จากนั้นก็ทรงฝากพระแสงเบญจาวุธไว้ที่บ้านนาง แล้วพระองค์ก็ทรงหยิบห่อพิณโกกนุทเสด็จพระราชดำเนินจากไป

หลังทรงออกจากเรือนของหญิงชาวบ้านราชากุสราชก็ทรงถามผู้คนถึงที่ตั้งของโรงช้างหลวงว่าอยู่ ณ ที่ใด จากนั้นก็เสด็จไปยังสถานที่นั้นทันที พอไปถึงก็ตรัสกับหัวหน้าโรงช้างว่าจักทรงขอพักอาศัยอยู่ที่โรงช้างสักพัก แล้วพระองค์จะทรงช่วยทำงานพร้อมกับทำการขับร้องให้พวกเขาได้รื่นเริงบันเทิงใจเป็นการตอบแทน หัวหน้าโรงช้างพอฟังว่าจอมราชันจักช่วยทำงานจึงยอมอนุญาตให้ทรงเข้าพักได้

ค่ำวันนั้นหลังจากเสร็จงานพระมหาสัตว์ก็ทรงหยิบพิณโกกนุทออกมาจากห่อผ้า พร้อมกันนั้นก็ทรงคำนึงขึ้นในพระทัยว่า “ ชาวสาคละเอ๋ย บัดนี้ขอพวกท่านจงฟังเสียงพิณนี้เถิด ” จากนั้นก็ทรงดีดพิณพร้อมกับทรงขับร้องควบคู่ไป ลำดับนั้นพระนางประภาวดีที่กำลังบรรทมอยู่บนพื้นข้างพระแท่นบรรทม พอทรงสดับเสียงพิณของจอมราชาพระนางก็ทรงทราบทันทีว่า บัดนี้พระเจ้ากุสราชได้เสด็จตามนางมาถึงกรุงสาคละแล้ว! เสียงพิณผสานเสียงร้องที่ทรงร้องออกไปได้แผ่กังวานไปทั่วนครสาคละ แม้แต่พระเจ้ามัททราชที่กำลังบรรทมอยู่ พอทรงสดับก็ถึงกับทรงรำพึงรำพันอยู่ในพระทัยว่า “ ใครหนอช่างขับร้องได้ไพเราะนัก อย่ากระนั้นเลย พรุ่งนี้เราควรให้มหาดเล็กไปเรียกคนผู้นี้มาทำการขับร้องให้เราฟัง ท่าจักดี ”

พระมหาสัตว์หลังจากทรงขับร้องไปได้สักพักก็ทรงหยุดร้อง ด้วยทรงเกิดความคิดว่าการที่พระองค์ทรงมาอยู่ในสถานที่นี้คงยากจักมีโอกาสได้พบกับพระชายา หากทรงอยู่ต่อก็คงมิเกิดประโยชน์อันใด รังแต่จักเสียเวลาไปซะเปล่าๆ ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากโรงช้างไปยังเรือนของหญิงผู้มีน้ำใจเพื่อเสวยพระกระยาหารเช้าที่บ้านนาง พอเสวยเสร็จก็ทรงฝากพิณไว้กับนาง จากนั้นก็เสด็จไปยังโรงปั้นหม้อหลวงเพื่อจักทรงขอฝากตัวเป็นศิษย์เขา

ช่างปั้นหม้อพอเห็นพระวรกายอันแข็งแกร่งกำยำของจอมกษัตริย์ก็พลันรับไว้ทันที จากนั้นก็ใช้ให้พระองค์ทรงไปขนดินสำหรับปั้นหม้อมาเก็บไว้ที่โรงปั้น ส่วนตัวเขามีธุระต้องออกไปทำด้านนอก เย็นวันนั้นหลังจากนายช่างเสร็จธุระกลับมาถึงโรงปั้น พอเขาเห็นกองดินขนาดภูเขาย่อมๆที่พระมหาสัตว์ทรงขนมาเก็บไว้ ก็ถึงกับปากอ้าตาค้างจนพูดอะไรไม่ออก ด้วยคาดไม่ถึงว่าคนคนเดียวจักมีความสามารถถึงเพียงนี้ กองดินเบื้องหน้าหากให้คนทั่วไปขนกัน ก็ต้องใช้แรงงานอย่างน้อยเป็นจำนวน ๘ ถึง ๑๐ คน ถึงจักได้กองใหญ่ปานนี้ แต่นี่เกิดจากแรงงานของคนคนเดียว มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!

รุ่งขึ้นหลังจากที่มีดินสำหรับปั้นหม้ออยู่ได้นานนับเดือน จอมราชาจึงตรัสกับช่างปั้นหม้อว่าพระองค์อยากจักขอทดสอบฝีมือปั้นให้เขาดู เผื่อเขาจะได้ชี้แนะให้ดีขึ้น ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้นพระมหาสัตว์จึงทรงเริ่มลงมือปั้นด้วยการหยิบดินวางลงบนแท่นปั้นหม้อ จากนั้นก็ทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งผลักก้านแท่นปั้นหม้อให้หมุน แต่ช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์นัก แค่พระองค์ทรงออกแรงผลักครั้งเดียวปรากฏแท่นปั้นหม้อนั้นหมุนต่อเนื่องติดกัน เป็นเวลาถึงครึ่งค่อนวันทีเดียว!

พระมหาสัตว์ทรงปั้นภาชนะต่างๆออกมามากมายหลายชนิด เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง พร้อมกันนั้นยังทรงวาดลวดลายลงบนภาชนะด้วยต่างหาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางประภาวดี พอทรงวาดเสร็จก็ทรงอธิษฐานให้ลวดลายที่ทรงวาดนั้น มีแต่พระนางประภาวดีพระองค์เดียวที่ทรงมองเห็น หลังจากทรงปั้นเสร็จจอมราชาก็ทรงนำเอาภาชนะเหล่านั้นไปผึ่งแดด จากนั้นจึงทรงนำไปเผาในเตา พอเผาเสร็จก็ทรงนำไปให้นายช่างดู ช่างปั้นหม้อพอเห็นภาชนะดินเผาของพระมหาสัตว์ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เนื่องจากตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มายังไม่เคยเห็นภาชนะใดจักมีความงามเท่านี้มาก่อน ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นเขาจึงขนเอาถ้วยโถโอชามที่พระมหาสัตว์ทรงปั้นนั้นขึ้นเกวียนนำไปให้พระเจ้ามัททราชทรงทอดพระเนตรดู

ราชามัททะครั้นทรงเห็นเครื่องปั้นดินเผาที่แสนหมดจดงดงามจนไม่มีที่ติ ก็ให้ทรงรู้สึกอัศจรรย์พระทัยไม่แพ้กัน จึงตรัสถามนายช่างว่า “ นี่ท่านนายช่าง ภาชนะเหล่านี้ใครเป็นคนปั้นฤา? ไฉนจึงงดงามเสียเหลือเกิน ” ช่างปั้นหม้อพอฟังก็คิดจักเอาความดีเข้าตัว จึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทเป็นผู้ปั้นเองพระเจ้าข้า ” องค์ราชาธิบดีพอทรงสดับก็ทรงรู้ว่าช่างปั้นหม้อผู้นี้กล่าวความเท็จ จึงตรัสว่า “ ดูก่อนคนปั้นหม้อ ภาชนะที่เจ้าปั้นมีหรือเราจะจำฝีมือเจ้าไม่ได้ จงตอบเรามาตามความสัตย์ว่านี่เป็นฝีมือใคร? ”

นายช่างพอฟังก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก พูดตะกุกตะกักตอบจอมราชาไปว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ภาชนะเหล่านี้ลูกศิษย์คนใหม่ของข้าพระบาทเป็นคนปั้นขึ้นพระเจ้าข้า! ” จอมกษัตริย์พอทรงสดับจึงตรัสว่า “ ฝีมือเยี่ยงนี้เขาไม่น่าจักเป็นลูกศิษย์เจ้าเลย เจ้านั่นแหละควรจักเป็นศิษย์เขา จงไปบอกเขาให้ทำภาชนะชนิดต่างๆเพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ เราจักนำไปมอบให้ธิดาทั้งแปดของเรา แลเอ้า!นี่ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ ขอเจ้าจงไปมอบให้เขา บอกว่านี่เป็นรางวัลที่เราประทานให้ ส่วนถ้วยโถโอชามเหล่านี้เจ้าจงนำไปมอบให้กับธิดาทุกนางของเราเพื่อให้พวกนางได้เก็บไว้เชยชมเล่น ” ช่างปั้นหม้อพอเห็นองค์เหนือหัวมิได้ทรงติดใจเอาความเรื่องที่ตนโกหก จึงลอบถอนใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็รีบนำภาชนะเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระราชธิดาทั้งแปดทันที

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงทราบว่าราชากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละพระนางก็ให้ทรงวิตกกังวลไม่เว้นแต่ละวัน พอช่างปั้นหม้อนำภาชนะดินเผามาถวายก็ทรงรู้สึกดีพระทัย จึงทรงรีบหยิบขึ้นมาหวังจักเชยชมเล่น แต่พอทรงเห็นลวดลายบนภาชนะความดีพระทัยเมื่อครู่ก็ให้ปลาตหายไปสิ้น ซ้ำยังทรงวิตกกังวลเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก ทรงถามนายช่างทันทีว่าใครเป็นผู้ปั้นภาชนะเหล่านี้

ช่างปั้นหม้อหลังได้รับบทเรียนจากองค์ราชามาหมาดๆ จึงมิกล้าอวดอ้างตนอีก รีบทูลไปว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์คนใหม่ตน องค์เทวีพอทรงสดับก็ทรงรู้ว่าเป็นใคร จึงทรงขว้างภาชนะที่ทรงถืออยู่นั้นลงบนพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกันนั้นก็ตรัสบอกนายช่างด้วยพระสุรเสียงอันดังว่าพระนางไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ ขอเขาจงไปมอบให้กับผู้ที่ปรารถนาเถิด เพลานั้นพระภคินีทั้งเจ็ดพอทรงสดับเสียงภาชนะแตกแลเสียงเอะอะโวยวาย จึงพากันเสด็จออกจากห้องรีบมายังพระตำหนักของพระพี่นางทันที

พอมาถึงเห็นเศษกระเบื้องแตกเกลื่อนพื้นก็ทรงยิ้มแย้มให้กัน พระขนิษฐานางหนึ่งทรงคิดจักปลอบพระพี่นางจึงตรัสว่า “ เสด็จพี่ประภาวดีเพคะ ไฉนจึงทรงขว้างปาภาชนะเหล่านี้เล่า หรือทรงเข้าพระทัยว่าพระราชสวามีกุสราชทรงเป็นผู้ปั้นขึ้น? ขออย่าทรงระแวงพระทัยไปเลย ภาชนะเหล่านี้ท่านนายช่างเป็นผู้ปั้นขึ้นต่างหาก ขอพระพี่นางโปรดทรงรับไว้เถิด ” องค์เทวีมิทรงต้องการให้บรรดาพระภคินีรู้เรื่องพระองค์ จึงทรงนิ่งเฉยเสีย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยคำใดทั้งสิ้น กล่าวถึงพระมหาสัตว์ พอช่างปั้นหม้อกลับมาถึงแลยื่นกหาปณะหนึ่งพันให้ พร้อมกับบอกว่าราชามัททะมีรับสั่งให้ทำภาชนะเพิ่มพระองค์ก็ทรงดำริขึ้น“ ถึงเราจักอยู่ที่นี้ก็คงไม่อาจเห็นหน้าพระชายาได้ อย่ากระนั้นเลย ควรไปยังที่ใหม่ดีกว่า ” พอทรงดำริดังนั้นจึงเสด็จออกจากโรงปั้นหม้อไปยังสำนักของนายช่างสานต่อ

ราชาพเนจรเมื่อทรงมาฝึกงานอยู่ที่โรงสานหลวงก็ทรงช่วยนายช่างสานวาดลวดลายลงบนพัดใบตาล พระองค์ทรงวาดเป็นรูปต่างๆมากมาย เช่น รูปเศวตฉัตร รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงเสวย รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงยืนจับผ้าเป็นต้น นายช่างพอเห็นผลงานของจอมกษัตริย์ก็ถึงกับสุดทึ่ง รีบนำพัดเหล่านั้นไปให้ราชามัททะทรงทอดพระเนตรทันที

พระเจ้ามัททราชพอทรงเห็นก็ทรงอัศจรรย์พระทัยเป็นล้นพ้น จึงตรัสถามช่างสานว่าผู้ใดเป็นคนวาด นายช่างสานพอฟังก็คิดจะเอาความดีความชอบเหมือนช่างปั้นหม้อ จึงตอบไปว่าตนเป็นคนวาด ซึ่งราชามัททะก็หาได้ทรงเชื่อไม่ หลังจากถูกคาดคั้น ในที่สุดเขาก็สารภาพว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์คนใหม่ เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังได้เกิดกับช่างร้อยมาลัยอีกเช่นกัน ดังนั้นพระมหาสัตว์ผู้ทรงตามหารักแท้จึงต้องทรงย้ายที่พำนักไปเรื่อย จนสุดท้ายได้ทรงมาขอสมัครเป็นลูกมือของสำนักห้องเครื่องต้น(ห้องครัว)หลวง

วันหนึ่งหลังจากเจ้าพนักงานเครื่องต้นได้ปรุงอาหารของพระเจ้ามัททะเสร็จ เขาก็นำอาหารเหล่านั้นใส่กระเช้าเตรียมจะหาบไปให้พระราชาเสวย ก่อนไปเขาได้ให้เนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่งมีมันปนแก่ลูกมือคนใหม่แล้วบอกให้ไปย่างกินเอง จากนั้นตัวเขาก็หาบกระเช้าเข้าวัง พระมหาสัตว์ครั้นทรงได้เนื้อติดกระดูกมาก็ทรงนำเนื้อชิ้นนั้นขึ้นย่างบนเตาทันที มันเนื้อพอถูกเปลวไฟบัดนั้นก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมัน หยดลงบนถ่านเพลิงเสียงดังฉี่ๆ ไม่พอเท่านั้น ยังส่งกลิ่นฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพระราชวัง ขณะนั้นราชามัททะกำลังจักทรงเปิดฝาครอบภาชนะที่พนักงานเครื่องต้นนำมาถวาย พอทรงได้กลิ่นเนื้อย่างของพระมหาสัตว์เข้า พระองค์จึงตรัสถามพนักงานเครื่องต้นว่า “ นี่ท่านพ่อครัว ท่านกำลังย่างอะไรอยู่รึ? ไฉนจึงหอมถึงเพียงนี้? ”

พนักงานเครื่องต้นพอฟังจึงกราบทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระบาทมิได้ย่างอันใด กลิ่นที่หอมเพลานี้ เห็นทีคงจักเป็นเนื้อติดกระดูกที่ข้าพระบาทให้ลูกมือคนใหม่ ปิ้งบริโภคเองพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงทรงรับสั่งให้เขารีบไปนำเนื้อชิ้นนั้นมาให้พระองค์ลองชิมดู พนักงานเครื่องต้นพอรับบัญชาจึงมิรอช้า รีบวิ่งไปยังห้องครัวเพื่อนำเอาเนื้อดังกล่าวมาให้องค์เหนือหัวทันใด พอมาถึงก็รีบส่งเนื้อย่างนั้นให้กับองค์ราชา

ราชามัททะพอทรงรับชิ้นเนื้อมาก็ทรงค่อยๆยกเนื้อนั้นขึ้นมาแตะที่พระชิวหา ทันใดนั้นเองพอพระชิวหาของพระองค์สัมผัสกับชิ้นเนื้อเท่านั้น รสชาติแห่งความอร่อยจนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย จนถึงกับทำให้องค์กษัตริย์มิอาจทรงหยุดเสวยได้ กระทั่งเหลือแต่กระดูกขาวโพลนนั่นแลจึงทรงยอมวางมันลง หลังจากเสวยเสร็จพระองค์ได้ตรัสให้มหาดเล็กไปนำเอาทรัพย์มาหนึ่งพันกหาปณะ ฝากไปกับพนักงานเครื่องต้นให้ไปมอบให้กับลูกมือคนใหม่ของเขา นอกจากนั้นยังตรัสสั่งพนักงานเครื่องต้นว่านับแต่นี้ไปเขาไม่ต้องปรุงพระ
กายาหารให้พระองค์เสวยแล้ว แต่ให้เจ้าลูกมือคนใหม่เป็นผู้ปรุงแทน

พนักงานเครื่องต้นหลังรับพระบัญชาจึงไปบอกพระมหาสัตว์ตามที่องค์เหนือหัวตรัส พร้อมกับยื่นทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะให้ ราชากุสราชพอทรงสดับก็ให้ทรงยินดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทรงรู้ว่าบัดนี้ความปรารถนาของพระองค์ได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว อีกไม่ช้าพระองค์จักทรงได้เห็นพระพักตร์ของพระนางประภาวดีแล้ว ดังนั้นจึงทรงยกทรัพย์ทั้งหมดให้พนักงานเครื่องต้นเป็นการตอบแทน

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ทรงได้รับพระบัญชาให้ทรงทำหน้าที่เป็นพ่อครัวพระมหาสัตว์ก็ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาปรุงพระกายาหารสำหรับราชามัททะแลพระราชธิดาทั้งแปด พอทำเสร็จก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปส่งที่ตำหนักขององค์ราชาก่อน จากนั้นจึงเสด็จไปยังตำหนักของพระนางประภาวดีแลพระราชธิดาทั้งเจ็ด พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยมาก็ทรงดำริขึ้น

“ ราชากุสราชผู้นี้เหตุใดจึงแสร้งมาทำงานเยี่ยงทาสกรรมกร ไฉนจึงมิได้คำนึงถึงเกียรติแลศักดิ์ศรีแห่งจอมกษัตริย์เลย หากเราจักนิ่งเฉย เธอก็จะสำคัญว่าเราปรารถนาในตัวเธอ แลก็คงจะไม่ไปไหน คงจักเฝ้าจับจ้องมองเราอยู่แต่ในที่นี้แห่งเดียว ฉะนั้นเราควรจักขับไล่พระองค์ไปเสีย อย่าให้อยู่แม้เพียงชั่วครู่หนึ่งเลย! ” พอทรงดำริดังนี้จึงทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งจับบานประตูที่ลั่นดาลเอาไว้ จากนั้นก็ทรงเปิดบานประตูอีกบานพร้อมกับทรงชะโงกพระพักตร์ออกไปตรัสกับพระมหาสัตว์ผู้เป็นพระสวามีว่า

“ ดูก่อนราชาแห่งแคว้นมัลละ พระองค์ทรงหาบกระเช้ามาด้วยพระทัยไม่ซื่อตรง คงจักเสวยทุกข์ทั้งกลางวันแลกลางคืนเสียเป็นแน่ ขอเชิญเสด็จกลับกรุงกุสาวดีไปเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ผู้มีผิวพรรณทรามอยู่ ณ ที่นี้! ” พระโพธิสัตว์ครั้นทรงสดับวาจาเสียดสีของพระชายาก็ให้ทรงดีพระทัยว่านางทรงกล่าววาจาด้วย จึงตรัสไปว่า “ ประภาวดีเอ๋ย! พี่ติดใจในผิวพรรณของเจ้าจึงจากเมืองกุสาวดีมาหาเจ้าถึงที่นี่ พี่มีความพอใจที่ได้เห็นเจ้าจึงยอมทิ้งบ้านทิ้งเมืองมา หวังจักได้รื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ของเจ้า ดูก่อนน้องนาง พี่ลุ่มหลงเจ้าจนไม่รู้ว่าพี่นั้นมาจากทิศไหน แลจักไปต่อยังทิศไหน พี่หลงใหลดวงเนตรอันแจ่มจรัสดุจดวงตามฤค(กวาง)ของเจ้าผู้ทรงภูษากรองทอง แลห้อยสังวาลทอง โปรดเถิดเจ้าผู้มีเรือนร่างอันงดงาม พี่ปรารถนาแต่เจ้าเท่านั้น พี่ไม่ปรารถนาพระราชสมบัติใดๆเลย! ”

พระธิดาประภาวดีพอทรงสดับคำพูดเกี้ยวพาราสีของพระสวามี จึงทรงดำริอยู่ในพระทัย “ ขนาดเรากล่าวถ้อยคำขับไล่ไสส่งหวังจักให้ท้าวเธอเจ็บแสบ แต่จอมกษัตริย์พระองค์นี้ยังกลับมาพูดจาเกี้ยวพาเราได้ ช่างเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียจริง! หากท้าวเธอจักอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพระสวามีของเราแล้วเข้ามาจับมือถือแขน ใครเล่าจะห้ามเธอได้? แลหากมีใครผ่านมาแล้วได้ยินคำโต้ตอบของเราครั้งนี้ ความลับที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมายังกรุงสาคละก็คงจักต้องรับรู้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่! ” พอทรงดำริดังนี้พระชายาประภาวดีก็ให้ทรงรู้สึกนึกกลัวขึ้นมา จึงทรงรีบปิดบานทวารทันที

ฝ่ายพระมหาสัตว์เมื่อทรงเห็นพระชายาปิดบานทวารหนีจึงทรงวางเครื่องเสวยของนางไว้หน้าห้อง จากนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปยังห้องพระราชธิดาองค์อื่นต่อ พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์ได้สักพักองค์เทวีก็ทรงให้นางค่อมไปนำเอาพระกายาหารหน้าห้องเข้ามา แล้วก็ทรงยกอาหารเหล่านั้นให้พระพี่เลี้ยงไป ส่วนพระองค์กลับตรัสให้นางค่อมยกอาหารของนางมาให้พระองค์เสวยแทน แล้วก็ทรงใช้ให้นางไปเก็บผักในพระราชอุทยานหลวงมาต้มเป็นภัตตาหารเพิ่ม ซ้ำยังทรงกำชับนางค่อมมิให้บอกเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด
นับแต่นั้นนางค่อมเลยได้ลาภปากเป็นเครื่องเสวยอันโอชะอย่างไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ส่วนอาหารชั้นเลวของตนก็น้อมถวายให้พระนางประภาวดีเสวยไป!

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  4889 

  ความคิดเห็น


RELATED STORIES




จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย