เมื่อขาดสติ แม้คนฉลาดที่สุดก็ยังตกเป็นเหยื่อของตัณหาและความกลัว
ครั้งหนึ่งอาตมาสนทนาเรื่องแบบอาคารกับสถาปนิก เขาอธิบายเหตุผลที่เขาใช้ในการออกแบบด้วยคำเช่น ‘ซื่อสัตย์’ และ ‘จริงใจ’ อาตมาคิดว่าน่าสนใจที่เขาใช้ศัพท์แสงทางจริยธรรมมาอธิบายว่าต้องมีหน้าต่างกี่บานหรือต้องวางท่อตรงไหน อาตมาพบว่าการวิพากษ์วิจารณ์แบบของอาคารหลังนี้คงจะทำให้เราหนีไม่พ้นจากการเป็นฝ่ายที่ไม่ซื่อสัตย์และไม่จริงใจไปเลย คำอุปมานั้นทรงพลังจนครอบงำจิตใจของเราได้
ในทำนองเดียวกัน ทุกวันนี้หลาย ๆ บริษัทพยายามโน้มน้าวผู้บริโภคให้เชื่อว่าสินค้าของตนบ่งบอกคุณค่าเชิงบวก เช่น ‘การก้าวข้ามขีดจำกัด’ หรือ ‘การมีส่วนร่วมกับชุมชน’ โดยหวังว่าจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันและภักดีต่อสินค้า เราจะไว้ใจอะไรได้บ้างเล่าในโลกที่มีความพยายามชักจูงจิตใจคนอย่างล้นเหลือ การเจริญสตินับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
สติทำให้เราแยกออกว่าอะไรเป็นสิ่งกระตุ้นและอะไรเป็นการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เราดูออก ‘ณ เวลานั้น’ ว่ากำลังถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่า การซื้อสินค้าหรือบริการจะทำให้เราดูดีมีระดับ หรือเป็นคนดีกว่าเดิมในบางแง่ สติทำให้เราประเมินคำโฆษณาเหล่านี้ได้ในลมหายใจเดียว ยิ่งมีสติ เราก็จะถูกหลอกน้อยลง เมื่อขาดสติ แม้คนฉลาดที่สุดก็ยังตกเป็นเหยื่อของตัณหาและความกลัว
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร