ค้นหาในเว็บไซต์ :

การได้มันไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนมีความสุขเสมอไป มันอยู่ที่ความคาดหวังในใจของคนรับด้วย


มีเจ้านายคนหนึ่งให้อั่งเปาแก่ลูกน้องที่ช่วยงานบ้าน เมื่อปีที่แล้วคือปี 2566 เธอให้อั่งเปากับคนงานคนนี้เป็นแหวนทอง ทองแท้ด้วย มูลค่าก็เยอะ เพราะว่านอกจากเธอดูแลงานบ้านตามหน้าที่แล้ว ก็ยังช่วยดูแลเธอตอนที่ผ่าตัด เพราะว่าผ่าตัดแล้วจะลุกจะเดินก็ลำบาก ช่วงนั้นต้องนอนติดเตียงเป็นเดือนเลย ก็อาศัยลูกน้องคนนี้ช่วยดูแลอย่างดีเลย

พอถึงวันตรุษจีนเมื่อปีที่แล้วก็เลยให้แหวนทอง ส่วนปีนี้ให้เหมือนกันแต่ไม่ใช่แหวนทอง แต่ว่าให้เงินหลายพันทีเดียว เนื่องจากมูลค่ามันน้อยกว่าแหวนทอง ปรากฏว่าคนงานคนนั้นก็ทำท่าไม่พอใจมีสีหน้าแปลกๆ ตึงๆ กับเจ้านาย

ที่จริงคนเราเวลาได้ลาภแบบนี้ก็น่าจะมีความสุข ใครๆ ก็อยากได้เงิน อยากได้ลาภ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยได้แล้วก็ไม่มีความสุข ถ้าเสียเงินไปยังพอว่า เสียเงินไปแล้วก็มีความทุกข์ กลับเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ครั้นได้มาแล้วก็ไม่มีความสุข แถมอาจจะมีความไม่พอใจอยู่ข้างใน เพราะอะไร เพราะว่าที่ได้มามันน้อย ที่จริงถ้าวัดเป็นจำนวนเงินก็ไม่น้อย หลายพันหรือเป็นหมื่น แต่เนื่องจากมันน้อยกว่าที่คาดหรือมันไม่มากเท่ากับที่คาด ก็เลยรู้สึกว่ามันน้อย

‘น้อย’ หรือ ‘มาก’ มันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่ความรู้สึกว่ามากหรือน้อย และความรู้สึกที่ว่ามากหรือน้อยก็วัดด้วยความคาดหวัง

ถ้ามันได้มากเท่ากับที่คาด หรือมากกว่าที่คาด ก็ถือว่า ‘มาก’

ถ้ามันได้น้อยกว่าที่คาด หรือไม่มากเท่ากับที่คาด ก็ถือว่า ‘น้อย’

แล้วพอรู้สึกว่าน้อยนี้ก็จะรู้สึกไม่สบายใจ บางทีกลับรู้สึกไม่พอใจคนด้วย แล้วความคาดหวังว่าจะได้เท่าไหร่ บ่อยครั้งเราก็อาศัยจากประสบการณ์เดิมหรือเทียบเคียงกับสิ่งที่เคยได้รับ

อย่างปีที่แล้วได้แหวนทอง ปีนี้ถ้าได้ต่ำกว่าแหวนทอง ทั้งๆ ที่ก็หลายพัน ก็ไม่พอใจ มีความทุกข์ ไม่ยินดี อันนี้ก็เรียกว่าเสียโอกาส แทนที่จะมีความยินดี มีความสุขกับการได้ แต่เพราะความคาดหวังในใจของตัวเองนี้ มันก็ทำให้สิ่งที่ควรจะยินดีกลายเป็นที่มาแห่งความทุกข์แห่งความไม่พอใจ

เรื่องนี้สอนเราว่าเวลาให้เงินใคร โดยเฉพาะถ้าเป็นการให้ประจำ อย่าให้น้อยกว่าครั้งที่แล้ว เพราะถ้าให้น้อยกว่าครั้งที่แล้วก็จะมีเคือง ถ้าไม่อยากจะให้มีเคือง อย่างน้อยๆ ต้องเท่ากับที่เคยให้ครั้งก่อน เพราะว่าการให้ครั้งก่อนมันเป็นการไปสร้างความคาดหวังว่าจะต้องได้ไม่น้อยกว่านี้ เท่ากับเป็นการสร้างมาตรฐาน

แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้เรียนรู้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นแม้จะให้ไป แต่พอคนรับนี้เขาก็ไม่ได้ปลื้มเลย เพราะเขาคิดว่าเขาได้น้อย เพราะว่าเทียบเคียงจากการให้ครั้งก่อน พอคิดว่าได้น้อย เขาก็ไม่ปลื้ม เขาก็ไม่พอใจ บางทีเขาอาจจะคิดว่า

“ฉันทำอะไรผิดพลาดไปเหรอ ฉันจึงได้น้อยกว่าครั้งก่อน” เกิดความน้อยอกน้อยใจขึ้นมา

อันนี้ไม่ใช่เฉพาะระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง บางทีพ่อแม่กับลูกก็เหมือนกัน ลูกก็น้อยใจพ่อแม่ ทั้งที่ที่ได้จากพ่อแม่ก็ไม่น้อย แต่มันน้อยในความรู้สึกของลูก เพราะว่าครั้งก่อนได้มากกว่านี้ ฉะนั้น

การได้มันไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนมีความสุขเสมอไป มันอยู่ที่ความคาดหวังในใจของคนรับด้วย

มันตรงกับสัจธรรมที่ว่า

“อะไรเกิดขึ้นกับเรา มันไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกกับมันอย่างไร”

แม้จะได้โชคได้ลาภ แต่ถ้าคิดว่ามันน้อย หรือถ้าคาดหวังว่าจะได้มากกว่านั้น แทนที่จะมีความสุข ก็กลับมีความไม่พอใจ นอกจากเจ้าตัวไม่พอใจแล้ว ก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์กับคนให้ไม่ดีด้วย

คนให้บางทีไม่เข้าใจว่า “ทำไมฉันก็ให้ ไม่ว่าจะให้กับลูกน้อง หรือว่าให้กับลูกๆ หลานๆ แต่ทำไมเขาไม่ปลื้ม” ทั้งที่ก็คิดว่าให้เยอะ แต่นี้ก็เป็นเพราะว่าอาจจะไปสร้างความคาดหวังให้กับผู้รับว่า “ควรจะได้เท่านี้” แต่ว่าพอให้น้อยกว่าที่เขาคาดหวัง เขาก็เลยไม่พอใจ

พ่อแม่กับลูก หรือว่าเจ้านายกับลูกน้อง มีความขุ่นเคืองกัน ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย แต่ถ้าคนที่เข้าใจเรื่องนี้ แล้วรู้จักเอามาใช้ มันก็สามารถจะเกิดประโยชน์กับตัวเองได้ เวลาเราอยากจะให้ใครเลิกทำอะไรสักอย่าง เราก็เพียงแต่ล่อให้เขามีความคาดหวังว่าจะได้ เสร็จแล้วก็ให้เขาน้อยกว่าที่เขาคาดหวัง เท่านี้แหละเขาก็จะเลิกทำเลย ทั้งๆ ที่เขาอาจจะเคยทำอย่างมีความสุข

พระไพศาล วิสาโล

6







   

 ธรรมะไทย