หน้าแรก หัวข้อธรรม ติกะ หมวด ๓
ติกะ หมวด ๓

(๖๕) กรรม ๓ (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา   ดีก็ตาม  ชั่วก็ตาม — action; deed)

๑. กายกรรม (กรรมทำด้วยกาย, การกระทำทางกาย — bodily action)

๒. วจีกรรม (กรรมทำด้วยวาจา, การกระทำทางวาจา — verbal action)

๓. มโนกรรม (กรรมทำด้วยใจ, การกระทำทางใจ — mental action)

M.I.373.   ม.ม. ๑๓/๖๔/๕๖.



(๖๖) กุศลมูล ๓ (รากเหง้าของกุศล, ต้นตอของความดี — whole some roots; roots of good actions)

๑. อโลภะ (ความไม่โลภ, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโลภะ, ความคิดเผื่อแผ่, จาคะ — non-greed; generosity)

๒. อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ, เมตตา — non-hatred; love)

๓. อโมหะ (ความไม่หลง, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับความหลง, ปัญญา — non-delusion; wisdom)

D.III.275.   ที.ปา.๑๑/๓๙๔/๒๙๒.



(๖๗)  อกุศลมูล ๓ (รากเหง้าของอกุศล, ต้นตอของความชั่ว — unwholesome roots; roots of bad actions)

๑. โลภะ (ความอยากได้ — greed)

๒. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย — hatred)

๓. โมหะ (ความหลง — delusion)

D.III.275; It.45.    ที.ปา.๑๑/๓๙๓/๒๙๑; ขุ.อิติ.๒๕/๒๒๘/๒๖๔.



(๖๘) กุศลวิตก ๓ (ความตรึกที่เป็นกุศล, ความนึกคิดที่ดีงาม — wholesome thoughts)

๑. เนกขัมมวิตก(ความตรึกปลอดจากกาม, ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน — thought of renunciation; thought free from selfish desire)

๒. อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย — thought free from hatred)

๓. อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย — thought of non-violence; thought free from cruelty)

A.III.446.    องฺ.ฉกก. ๒๒/๓๘๐/๔๙๖.



(๖๙) อกุศลวิตก ๓ (ความตรึกที่เป็นอกุศล, ความนึกคิดที่ไม่ดี — unwholesome thoughts)

๑. กามวิตก (ความตรึกในทางกาม, ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก — thought of sensual pleasures)

๒. พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย — thought full of hatred or ill-will; malevolent thought)

๓. วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน, ความนึกคิดในทางทำลาย  ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น — thought of violence or cruelty; cruel thought)

A.III.446.   องฺ.ฉกฺก.๒๒/๓๘๐/๔๙๖.



(๗๐) โกศล ๓ (ความฉลาด, ความเชี่ยวชาญ — proficiency)

๑. อายโกศล (ความฉลาดในความเจริญ, รอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ — proficiency as to gain or progress)

๒. อปายโกศล (ความฉลาดในความเสื่อม, รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม — proficiency as to loss or regress)

๓. อุปายโกศล (ความฉลาดในอุบาย, รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ — proficiency as to means and method)

D.III.220; Vbh. 325.   ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๑; อภิ.วิ.๓๕/๘๐๗/๔๓๙.



(๗๑) ญาณ ๓ (ความหยั่งรู้, ปรีชาหยั่งรู้ — insight; knowledge)

๑. อตีตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต, รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ — insight into the past; knowledge of the past)

๒. อนาคตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต, รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ — insight into the future; knowledge of the future)

๓. ปัจจุปันนังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน, รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ — insight into the ; knowledge of the present)

D,III.275.   ที.ปา๑๑๓๙๖๒๙๒.



(๗๒) ญาณ ๓ (ความหยั่งรู้, ปรีชาหยั่งรู้ — insight; knowledge)

๑. สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา — knowledge of the Truths as they are)

๒. กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจัง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญ — knowledge of the functions with regard to the respective Four Noble Truths)

๓. กตญาณ (หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำสำเร็จแล้ว — knowledge of what has been done with regard to the respective Four Noble Truths)

ดู (๑๙๘) กิจในอริยสัจ ๔.

Vin.I.11; S.V.422.    วินย.๔/๑๖/๒๑; สํ.ม.๑๙/๑๖๗๐/๕๓๐; สํ.อ.๓/๔๐๙.



(๗๓) ตัณหา ๓ (ความทะยานอยาก — craving)

๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า — craving for sensual pleasures; sensual craving)

๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ — craving for existence)

๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ, ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากดับสูญ, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ — craving for non-existence; craving for self-annihilation)

A.III.445; Vbh.365    องฺ.ฉกฺก.๒๒/๓๗๗/๔๙๔; อภิ.วิ.๓๕/๙๓๓/๔๙๔



(๗๔) ไตรปิฎก (ปิฎก ๓, กระจาด ตะกร้า กระบุง หรือตำรา ๓, ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด หรือ ๓ ชุด — the Three Baskets; the Pali Canon) จัดพิมพ์ด้วยอักษรไทยมี ๔๕ เล่ม

๑. วินัยปิฎก (หมวดพระวินัย, ประมวลสิกขาบท สำหรับภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ — the Basket of Discipline) แบ่งเป็น ๓ หมวด หรือ ๕ คัมภีร์ จัดพิมพ์อักษรไทยเป็น ๘ เล่มคือ

ก. วิภังค์ หรือ สุตตวิภังค์ (Vibhanga) ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์  แบ่งเป็น ๒ คัมภีร์ คือ

๑. อาทิกัมมิกะ หรือ ปาราชิก (อา) ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติหนัก ตั้งแต่ปาราชิกถึงอนิยต (Major Offenses) จัดพิมพ์เป็น ๑ เล่ม
๒. ปาจิตติยะ (ปา) ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติเบา ตั้งแต่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถึงเสขิยะ และรวมเอาภิกขุนีวิภังค์เข้าไว้ด้วย (Minor Offenses) จัดเป็น ๒ เล่ม

วิภังค์ นี้ แบ่งอีกอย่างหนึ่งเป็น ๒ เหมือนกัน คือ

๑. มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ฝ่ายภิกษุสงฆ์ (Rules for Monks) จัดเป็น ๒ เล่ม
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ (Rules for Nuns) จัดเป็น ๑ เล่ม

ข. ขันธกะ (khandhaka) ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ รวมเป็นบท ๆ เรียกว่าขันธกะหนึ่ง ๆ ทั้งหมดมี ๒๒ ขันธกะ ปันเป็น ๒ วรรค คือ

๓. มหาวรรค (ม; วรรคใหญ่ — Greater Section) ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนต้น มี ๑๐ ขันธกะ จัดเป็น ๒ เล่ม
๔. จุลวรรค (จุ; วรรคเล็ก — Smaller Section) ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนปลาย มี ๑๒ ขันธกะ จัดเป็น ๒ เล่ม

ค. ๕. ปริวาร (ป; หนังสือประกอบ; คู่มือ — Epitome of the Vinaya) คัมภีร์บรรจุคำถามคำตอบ ซ้อมความรู้พระวินัย จัดเป็น ๑ เล่ม

๒. สุตตันตปิฎก (หมวดพระสูตร, ประมวลพระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมและเรื่องเล่าต่าง ๆ อันยักเยื้องตามบุคคลและโอกาส — the Basket of Discourses) แบ่งเป็น ๕ นิกาย (แปลว่าประมวล หรือชุมนุม) จัดพิมพ์เป็น ๒๕ เล่ม คือ

๑. ทีฆนิกาย (ที) ชุมนุมพระสูตรที่มีขนาดยาว — Collection of long Discourses จัดเป็น ๓ วรรค ๓ เล่ม มี ๓๔ สูตร
๒. มัชฌิมนิกาย (ม) ชุมนุมพระสูตรที่มีความยาวปานกลาง — collection of Middle-length Discourses จัดเป็น ๓ ปัณณาสก์ ๓ เล่ม มี ๑๕๒ สูตร
๓. สังยุตตนิกาย (สํ) ชุมนุมพระสูตรที่รวมเข้าไว้เป็นหมวด ๆ เรียกว่าสังยุตหนึ่ง ๆ ตามเรื่องที่เนื่องกัน — collection of Connected Discourses จัดเป็น ๕๖ สังยุต แล้วประมวลเข้าอีกเป็น ๕ วรรค ๕ เล่ม มี ๗๗๖๒ สูตร
๔. อังคุตตรนิกาย (อํ) ชุมนุมพระสูตรที่รวมเข้าไว้เป็นหมวด ๆ เรียกว่านิบาตหนึ่ง ๆ ตามลำดับจำนวนหัวข้อธรรม — Adding-One Collection; Collection of Numerical Sayings จัดเป็น ๑๑ นิบาต (หมวด ๑ ถึง หมวด ๑๑) รวมเข้าเป็นคัมภีร์ ๕ เล่ม มี ๙๕๕๗ สูตร
๕. ขุททกนิกาย (ขุ) ชุมนุมพระสูตร ข้อธรรม คำอธิบายและเรื่องราวเบ็ดเตล็ด — Smaller Collection of Minor Works รวมคัมภีร์ที่จัดเข้าไม่ได้ในนิกายสี่ข้างต้นมีทั้งหมด ๑๕ คัมภีร์ จัดเป็น ๙ เล่ม คือ ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต (๑ เล่ม) วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา ( ๑ ล) ชาดก (๒ ล.) นิทเทส (มหานิทเทส ๑ ล., จูฬนิทเทส ๑ ล.) ปฏิสัมภิทามรรค (๑ ล.) อปทาน (๑ ๒/๓ ล.) พุทธวงศ์ จริยาปิฎก (๑/๓ ล.)

๓. อภิธรรมปิฎก (หมวดอภิธรรม, ประมวลหลักธรรมและคำอธิบายในรูปหลักวิชาล้วน ๆ ไม่เกี่ยวด้วยเหตุการณ์และบุคคล — the Basket of Sublime, Higher or Extra Doctrine) แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ จัดพิมพ์เป็น ๑๒ เล่ม คือ

๑. ธัมมสังคณี หรือ สังคณี (สํ) รวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายเป็นประเภท ๆ — Enumeration of the Dhammas (๑ ล.)
๒. วิภังค์ (วิ) อธิบายข้อธรรมที่รวมเป็นหมวดหมู่ (เรียกวิภังค์หนึ่ง ๆ) แยกแยะออกชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด — Analysis of the Dhammas (๑ ล.)
๓. ธาตุกถา (ธา) สงเคราะห์ข้อธรรมต่าง ๆ เข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ — Discussion of Elements (ครึ่งเล่ม)
๔. ปุคคลบัญญัติ (ปุ) บัญญัติความหมายบุคคลประเภทต่าง ๆตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้น ๆ — Description of Individuals (ครึ่งเล่ม)
๕. กถาวัตถุ (ก) แถลงวินิจฉัยทัศนะต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันระหว่างนิกายทั้งหลายสมัยตติยสังคายนา — Subjects of Discussion (๑ ล.)
๖. ยมก (ย) ยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบโดยตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ ๆ — Book of Pairs (๒ ล.)
๗. ปัฎฐาน (ป) หรือ มหาปกรณ์ อธิบายปัจจัย ๒๔ โดยพิสดาร — Book of Relation (๖ ล.)

อนึ่ง ๓ ปิฎกนี้ สงเคราะห์เข้าในปาพจน์ ๒ คือ พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก จัดเป็น ธรรม พระวินัยปิฎก จัดเป็น วินัย

Vin. V.86.   วินย.๘/๘๒๖/๒๒๔.



(๗๕) ไตรลักษณ์ (ลักษณะ ๓ ประการ แห่งสังขารธรรมทั้งหลาย — the Three Characteristics)

๑. อนิจจตา (ความเป็นของไม่เที่ยง — impermanence; transiency)

๒. ทุกขตา (ความเป็นทุกข์ — state of suffering or being oppressed)

๓. อนัตตตา (ความเป็นของไม่ใช่ตน — soullessness; not-self)

ดู (๘๕) ธรรมนิยาม ๓

S.IV.1; Dh.277-9.    สํ.สฬ.๑๘/๑/๑; ขุ.ธ.๒๕/๓๐/๕๑. (**) ไตรสิกขา   ดู (๑๒๓) สิกขา ๓.



(๗๖) ทวาร ๓ ทางทำกรรม — door; channel of action)

๑. กายทวาร (ทวารคือกาย — the body-door; channel of bodily action)

๒. วจีทวาร (ทวารคือวาจา — the speech-door; speech as a door of action)

๓. มโนทวาร (ทวารคือใจ — the mind-door; mind as a door of action)

Dh.234.   นัย. ขุ.ธ.๒๕/๒๗/๔๖; มงฺคล. ๑/๒๕๒/๒๔๓.



(๗๗) ทวาร ๖ (ทางรับรู้อารมณ์ ได้แก่อายตนะภายใน ๖ — sense-doors)

๑. จักขุทวาร (ทวารคือตา — eye-door)

๒. โสตทวาร (ทวารคือหู — ear-door)

๓. ฆานทวาร (ทวารคือจมูก — nose-door)

๔. ชิวหาทวาร (ทวารคือลิ้น — tongue-door)

๕. กายทวาร (ทวารคือกาย — body-door)

๖. มโนทวาร (ทวารคือใจ — mind-door)

ดู (๒๖๒) อายตนะภายใน ๖

S.IV.194.   สํ.สฬ.๑๘/๓๔๒/๒๔๒. (**) ทิฏฐิ ๓   ดู (๑๔) ทิฏฐิ ๓



(๗๘) ทุกขตา ๓ (ความเป็นทุกข์, ภาวะแห่งทุกข์, สภาพทุกข์, ความเป็นสภาพที่ทนได้ยาก หรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ — state of suffering or being subject to suffering; conflict; unsatisfactoriness)

๑. ทุกขทุกขตา (สภาพทุกข์คือทุกข์ หรือความเป็นทุกข์เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ — painfulnessas suffering)

๒.วิปริณามทุกขตา (ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เมื่อต้องเปลี่ยนแปรไปเป็นอื่น — suffering in change)

๓. สังขารทุกขตา (ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ตัวสภาวะของสังขารคือสิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปทาน — suffering due to formations; inherent liability to suffering)

D.III.216; S.IV.259; V.56.   ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๙; สํ.สฬ.๑๘/๕๑๐/๓๑๘; สํ.ม.๑๙/๓๑๙/๘๕.



(๗๙) ทุจริต ๓ (ความประพฤติชั่ว, ประพฤติไม่ดี — evil conduct; misconduct)

๑. กายทุจริต (ความประพฤติชั่วด้วยกาย — evil conduct in act; misconduct by body) มี ๓ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน และ กาเมสุมิจฉาจาร

๒. วจีทุจริต (ความประพฤติชั่วด้วยวาจา — evil conduct in word; misconduct by speech) มี ๔ คือ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะ

๓. มโนทุจริต (ความประพฤติชั่วด้วยใจ — evil conduct in thought; misconduct by mind) มี ๓ คือ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ)

ดู รายละเอียดที่ (๓๐๙) อกุศลกรรมบถ ๑๐.

D.III.214; Dhs.1305.   ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๗; อภิ.สํ.๓๔/๘๔๐/๓๒๗.



(๘๐) สุจริต ๓ (ความประพฤติดี, ประพฤติชอบ — good conduct)

๑. กายสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยกาย — good conduct in act) มี ๓ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร

๒. วจีสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยวาจา — good conduct in word) มี ๔ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะ

๓. มโนสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยใจ — good conduct in thought) มี ๓ คือ อนภิชฌา อพยาบาท และ สัมมาทิฏฐิ.

ดู รายละเอียดที่ (๓๐๘) กุศลกรรมบถ ๑๐.

D.III.215; Dhs.1306.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๗; อภิ.สํ.๓๔/๘๔๐/๓๒๗.



(๘๑) เทพ ๓  (เทพเจ้า, เทวดา — gods; divine beings)

๑. สมมติเทพ (เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระราชา พระเทวี และพระราชกุมาร — gods by convention)

๒. อุปปัตติเทพ (เทวดาโดยกำเนิด ได้แก่เทวดาในกามาวจรสวรรค์ และ พรหมทั้งหลายเป็นต้น — gods by rebirth)

๓. วิสุทธิเทพ (เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย — gods by purification)

Nd2 307; KhA.123.   ขุ.จู.๓๐/๖๕๔/๓๑๒; ขุทฺทก.อ.๑๓๕.



(๘๒) เทวทูต ๓ (ทูตของยมเทพ, สื่อแจ้งข่าวของมฤตยู, สิ่งที่เป็นสัญญาณเตือนใจให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิตอันมีความตายเป็นที่สุด เพื่อจะได้เกิดความสังเวชและเร่งขวนขวายทำความดี ด้วยความไม่ประมาท — divine messengers; messengers of death)

๑. ชิณณะ (คนแก่ — old men)

๒. พยาธิตะ หรือ อาพาธิกะ (คนเจ็บ, ผู้ป่วย — sick men)

๓. มตะ (คนตาย — dead men)

A.I.138.    องฺ.ติก.๒๐/๔๗๕/๑๗๕. (**) เทวทูต ๔   ดู (๑๔๙) นิมิต ๔.



(๘๓) เทวทูต ๕ (ทูตของยมเทพ — divine messengers)

๑. ทหระ หรือ มันทกุมาร (เด็กอ่อน — a young baby)

๒. ชิณณะ (คนแก่ — an old men)

๓. พยาธิตะ หรือ อาพาธิกะ (คนเจ็บ — a sick man)

๔. กรรมการณัปปัตตะ (คนถูกลงโทษ, คนถูกจองจำลงอาญา — a criminal subjected to punishment)

๕. มตะ (คนตาย — a dead man)

M.III.179.    ม.อุ.๑๔/๕๐๗/๓๓๕.



(๘๔) ธรรม ๓ (สภาวะ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ — states; things; phenomena; idea)

๑. กุศลธรรม (ธรรมที่เป็นกุศล, สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่กุศลมูล ๓ ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีกุศลมูลเป็นฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า กุศลในภูมิ ๔ — skillful, wholesome, or profitable states; good things)

๒. อกุศลธรรม (ธรรมที่เป็นอกุศล, สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ อกุศลมูล ๓ และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่าอกุศลจิตตุบาท ๑๒ — unskillful, unwholesome or unprofitable states; bad things)

๓. อัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นอัพยากฤต, สภาวะที่เป็นกลาง ๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตาม อรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง อสังขตธาตุ คือ นิพพาน อย่างหนึ่ง กล่าวสั้นคือ วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤต ในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน — the indeterminate; neither-good-nor-bad thing)

Dhs.91,180,234.    อภิ.สํ.๓๔/๑/๑; ๖๖๓/๒๕๙; ๘๗๘/๓๔๐



(๘๕) ธรรมนิยาม ๓ (กำหนดแห่งธรรมดา, ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา, กฎธรรมชาติ — orderliness of nature law)

๑. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา (สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง — all conditioned states are impermanent)

๒. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา (สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ — all conditioned states are subject to oppression, conflict or suffering)

๓. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (ธรรมคือ สังขารทั้งปวงไม่ใช่ตน — all states are not-self or soulless )

หลักนี้ เรียกอีกอย่างว่า ไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณะ; พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม หลักทั้งสามนี้ ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงค้นพบและนำมาเปิดเผยแสดงแก่เวไนย.

ดู (๒๑๔) นิยาม ๕.

A.I.285.   องฺ.ติก.๒๐/๕๗๖/๓๖๘.



(๘๖) นิมิต ๓ (เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน, ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้อารมณ์กรรมฐาน — sign; mental image)

๑. บริกรรมนิมิต (นิมิตแห่งบริกรรม, นิมิตตระเตรียมหรือนิมิตแรกเริ่ม ได้แก่สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน เช่น ดวงกสิณที่เพ่งดู หรือ พุทธคุณที่นึกเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจเป็นต้น — preliminary sign) ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐

๒. อุคคหนิมิต (นิมิตที่ใจเรียน, นิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั้นเพ่งหรือนึกกำหนดจนเห็นแม่นในใจ เช่น ดวงกสิณที่เพ่งจนติดตา หลับตามองเห็น เป็นต้น — learning sign; abstract sign; visualized image) ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐

๓. ปฏิภาคนิมิต (นิมิตเสมือน, นิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิจึงบริสุทธิ์จนปราศจากสีเป็นต้น และไม่มีมลทินใด ๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา — sign; conceptualized image) นิมิตนี้ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ๑ และอานาปานสติ ๑

เมื่อเกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น จิตย่อมตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ จึงชื่อว่าปฏิภาคนิมิตเกิดพร้อมกับอุปจารสมาธิ เมื่อเสพปฏิภาคนิมิตนั้นสม่ำเสมอด้วยอุปจารสมาธิก็จะสำเร็จเป็นอัปปนาสมาธิต่อไป ปฏิภาคนิมิตจึงชื่อว่าเป็นอารมณ์แก่อุปจารภาวนาและอัปปนาภาวนา.

ดู (๙๘) ภาวนา ๓

Comp.203; Vism.125.    สังคห. ๕๑; วิสุทธิ.๑/๕๙.



(๘๗) บุญกิริยาวัตถุ ๓ (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำความดี, หลักการทำความดี, ทางทำความดี — bass of meritorious action; grounds for accomplishing merit)

๑. ทานมัย บุญกิริยาวัตถุ (ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ — meritorious action consisting in giving or generosity)

๒. สีลมัย บุญกิริยาวัตถุ (ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดีมีระเบียบวินัย — meritorious action consisting in observing the precepts or moral behaviour)

๓. ภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุ (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจ — meritorious action consisting in mental development)

D.III.218; A.IV.239; It.51.     ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๐; องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๑๒๖/๒๔๕; ขุ.อิติ. ๒๕/๒๓๘/๒๗๐.



(๘๘) บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ, ทางทำความดี — bases of meritorious action)

๑. ทานมัย (ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ — meritorious action consisting in generosity; merit acquired by giving)

๒. สีลมัย (ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี — by observing the precepts or moral behavior)

๓. ภาวนามัย (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือฝึกอบรมจิตใจ — by mental development)

๔. อปจายนมัย (ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม — by humility or reverence)

๕. เวยยาวัจจมัย (ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ — by rendering services)

๖. ปัตติทานมัย (ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น — by sharing or giving out merit)

๗. ปัตตานุโมทนามัย (ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น — by rejoicing in others’ merit)

๘. ธัมมัสสวนมัย (ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้ — by listening to the Doctrine or right teaching)

๙. ธัมมเทสนามัย (ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้ — by teaching the Doctrine or showing truth)

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง — by straightening one’s views or forming correct views)

D.A.III.999; Comp.146.    ที.อ.๓/๒๔๖; สังคหะ ๒๙.



(๘๙) บุตร ๓ (son; child; descendant)

๑. อติชาตบุตร (บุตรที่ยิ่งกว่าบิดามารดา, ลูกที่ดีกว่าเลิศกว่าพ่อแม่ — superior-born son)

๒. อนุชาตบุตร (บุตรที่ตามเยี่ยงบิดามารดา, ลูกที่เสมอด้วยพ่อแม่ — like-born son)

๓. อวชาตบุตร (บุตรที่ต่ำลงกว่าบิดามารดา, ลูกที่ทราม — worse-born son)

It.62.   ขุ.อิติ.๒๕/๒๕๒/๒๗๘.



(๙๐) ปปัญจะ, ปปัญจธรรม ๓ (กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่าย ๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา — diversification; diffuseness; mental diffusion)

๑. ตัณหา (ความทะยานอยาก, ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน, ความอยากได้อยากเอา — craving; selfish desire)

๒. ทิฏฐิ (ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน, ความยึดติดในทฤษฎี ฯลฯ ถือความคิดเห็นเป็นความจริง — view; dogma; speculation)

๓. มานะ (ความถือตัว, ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียมหรือด้อยกว่าผู้อื่น, ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ — conceit)

Nd 280; Vbh.393; Nett. 37-38    ขุ.ม.๒๙/๕๐๕/๓๓๗; อภิ.วิ.๓๕/๑๐๓๔/๕๓๐; เนตฺติ. ๕๖-๕๗



(๙๐) ปริญญา ๓ (การกำหนดรู้, การทำความรู้จัก, การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน — full understanding; diagnosis)

๑. ญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว, กำหนดรู้ขั้นรู้จัก, กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่าได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่นว่ารู้ นี้คือเวทนา เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ดังนี้เป็นต้น — full knowledge as the known; diagnosis as knowledge)

๒. ตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา, กำหนดรู้ขั้นพิจารณา, กำหนดรู้โดยสามัญลักษณะ คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นว่า เวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ดังนี้เป็นต้น — full knowledge as investigating; diagnosis as judgment)

๓. ปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการละ, กำหนดรู้ถึงขั้นละได้, กำหนดรู้โดยตัดทางมิให้ฉันทราคะเกิดมีในสิ่งนั้น คือรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว ละนิจจสัญญาเป็นต้น ในสิ่งนั้น เสียได้ — full knowledge as abandoning; diagnosis as abandoning)

ปริญญา ๓ นี้ เป็นโลกียะ มีขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ เป็นกิจในอริยสัจข้อที่ ๑ คือ ทุกข์ ในทางปฏิบัติ จัดเข้าใน วิสุทธิข้อ ๓ ถึง ๖ คือ ตั้งแต่นามรูปปริเฉท ถึง ปัจจยปริคคหะ เป็นภูมิแห่งญาตปริญญา ตั้งแต่กลาปสัมมสนะ ถึง อุทยัพพยานุปัสสนา เป็นภูมิแห่งตีรณปริญญา ตั้งแต่ ภังคานุปัสสนาขึ้นไป เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา
ดู (๑๙๘) กิจในอริยสัจ ๔; (๒๗๐) วิสุทธิ ๗; (๒๙๙) วิปัสสนาญาณ ๙.

Nd 153; Vism.606    ขุ.ม.๒๙/๖๒/๖๐; วิสุทธิ.๓/๒๓๐.



(๙๑) ปหาน ๓ (การละกิเลส — abandonment) คือ วิกขัมภนปหาน ตทังคปหานและสมุจเฉทปหาน มีรวมอยู่ใน ปหาน ๕.

ดู (๒๘๑) ปหาน ๕; (๒๑๕) นิโรธ ๕.

Vism.693    วิสุทธิ.๓/๓๔๙



(๙๒) ปัญญา ๓ (ความรอบรู้, รู้ทั่ว, เข้าใจ, รู้ซึ้ง — knowledge; understanding)

๑. จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การคิดการพิจารณาหาเหตุผล — wisdom resulting form reflection; knowledge that is thought out)

๒. สุตมยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การสดับการเล่าเรียน — wisdom resulting from study; knowledge that is learned from others)

๓. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ — wisdom resulting from mental development; knowledge that is gained by development or practice)

D.III.219; Vbh.324.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๑; อภิ.วิ.๓๕/๘๐๔/๔๓๘.



(๙๓) ปาฏิหาริย์ ๓ (การกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้, การกระทำที่ให้เป็นอัศจรรย์, การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ — marvel; wonder; miracle)

๑. อิทธิปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์, แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ — marvel of psychic power)

๒. อาเทศนาปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือการทายใจ, รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพของจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้อง เป็นอัศจรรย์ — marvel of mind-reading)

๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี, คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ — marvel of teaching)

D.I.211;A.I.170; Ps.II.227    ที.สี.๙/๓๓๙/๒๗๓; องฺ.ติก.๒๐/๕๐๐/๒๑๗; ขุ.ปฏิ.๓๑/๗๑๘/๖๑๖.



(๙๔) ปาปณิกธรรม ๓ (ปาปณิกังคะ หลักพ่อค้า, องค์คุณของพ่อค้า — qualities of a successful shopkeeper or businessman)

๑. จักขุมา ตาดี (รู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถคำนวณราคา กะทุนเก็งกำไร แม่นยำ — shrewd)

๒. วิธูโร จัดเจนธุรกิจ (รู้แหล่งซื้อแหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวความต้องการของตลาด สามารถในการจัดซื้อจัดจำหน่าย รู้ใจและรู้จักเอาใจลูกค้า — capable of administering business)

๓. นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย (เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจในหมู่แหล่งทุนใหญ่ ๆ หาเงินมาลงทุนหรือดำเนินกิจการโดยง่าย — having good credit rating)

A.I.116.   องฺ.ติก.๒๐/๔๕๙/๑๔๖. (**) ปิฎก ๓   ดู (๗๔) ไตรปิฎก (**) พุทธคุณ ๓   ดู (๒๙๓) พุทธคุณ ๓



(๙๕) พุทธจริยา ๓ (พระจริยา หรือการทรงบำเพ็ญประโยชน์ ของพระพุทธเจ้า — the Buddha’s conduct, functions or services)

๑. โลกัตถจริยา (พระพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่โลก — conduct for the well-being of the world)

๒. ญาตัตถจริยา (พระพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่พระญาติตามฐานะ — conduct for the benefit of his relatives)

๓. พุทธัตถจริยา (พระพุทธจริยาที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ตามหน้าที่ของพระพุทธเจ้า — beneficial conduct as functions of the Buddha)

AA.I.98; Dha.III.441.   อง.อ.๑/๑๐๔; ธ.อ.๗/๙๓.



(๙๖) พุทธโอวาท ๓ (ประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักใหญ่ ๓ ข้อ — the Three Admonitions or Exhortations of the Buddha)

๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ (ไม่ทำความชั่วทั้งปวง — not to do any evil)

๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา (ทำแต่ความดี — to do good; to cultivate good)

๓. สจิตฺตปริโยทปนํ (ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ — to purify the mind)

หลัก ๓ ข้อนี้ รวมอยู่ในโอวาทปาติโมกข์ ที่ทรงแสดงในวันเพ็ญ เดือน ๓ ที่บัดนี้เรียกว่า วันมาฆบูชา

D.II.49; Dh.183    ที.ม.๑๐/๕๔/๕๗; ขุ.ธ.๒๕/๒๔/๓๙.



(๙๗) ภพ ๓ (ภาวะชีวิตของสัตว์, โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ — existence; sphere)

๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร, ภพของสัตว์ผู้ยังเสวยกามคุณคืออารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ อบาย ๔ มนุษยโลก และกามาวจรสวรรค์ทั้ง ๖ — the Sense-Sphere)

๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร, ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงรูปฌาน ได้แก่ รูปพรหมทั้ง ๑๖ — the Form-Sphere; Fine-Material Sphere)

๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร,  ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงอรูปฌาน ได้แก่ อรูปพรหม ๔ — the Formless Sphere; Immaterial Sphere)

D.III.215; M.I.294.   ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๘; ม.มู.๑๒/๔๙๘/๕๓๙.



(๙๘) ภาวนา ๓ (การเจริญ หมายถึงการเจริญกรรมฐานหรือฝึกสมาธิขั้นต่างๆ — stages of mental culture)

๑. บริกรรมภาวนา (ภาวนาขั้นบริกรรม, ฝึกสมาธิขั้นตระเตรียม ได้แก่ การถือเอานิมิตในสิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน เช่น เพ่งดวงกสิณ หรือนึกถึงพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจเป็นต้น กล่าวสั้นๆ คือ การกำหนดบริกรรมนิมิตนั่นเอง — preliminary stage) ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐

๒. อุปจารภาวนา (ภาวนาขั้นจวนเจียน, ฝึกสมาธิขั้นเป็นอุปจาร ได้แก่ เจริญกรรมฐานต่อไป ถึงขณะที่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นในกรรมฐานที่เพ่งวัตถุก็ดี นิวรณ์สงบไปในกรรมฐานประเภทนึกเป็นอารมณ์ก็ดี นับแต่ขณะนั้นไปจัดเป็นอุปจารภาวนา — proximate stage) ขั้นนี้เป็น กามาวจรสมาธิ ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐; อุปาจารภาวนา สิ้นสุดแค่โคตรภูขณะ ในฌานชวนะ

๓. อัปปนาภาวนา (ภาวนาขั้นแน่วแน่, ฝึกสมาธิขั้นเป็นอัปปนา ได้แก่ เสพปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นแล้วนั้นสม่ำเสมอด้วยอุปจารสมาธิ จนบรรลุปฐมฌาน คือ ถัดจากโคตรภูขณะในฌานชวนะเป็นต้นไป ต่อแต่นั้นเป็นอัปปนาภาวนา - concentrative or attainment stage) ขั้นนี้เป็นรูปาวจรสมาธิ ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๓๐ คือ หักอนุสสติ ๘ ข้างต้น ปฏิกูลสัญญา ๑ และจตุธาตุวัตถาน ๑ ออกเสีย คงเหลือ อสุภะ ๑๐ และกายคตาสติ ๑ (ได้ถึงปฐมฌาน) อัปปมัญญา ๓ ข้อต้น (ได้ถึงจตุตถฌาน) อัปปมัญญาข้อท้ายคืออุเบกขา ๑ กสิณ ๑๐ และ อานาปานสติ ๑ (ได้ถึงปัญจมฌาน) อรูป ๔ (ได้อรูปฌาน)

ดู (๘๖) นิมิต ๓

Comp.203.   สังคห.๕๑



(๙๙) รัตนตรัย (รัตนะ ๓, แก้วอันประเสริฐ หรือสิ่งล้ำค่า ๓ ประการ, หลักที่เคารพบูชาสูงสุดของพุทธศาสนิกชน ๓ อย่าง — the Triple Gem; Three Jewels)

๑. พระพุทธเจ้า (พระผู้ตรัสรู้เองและสอนผู้อื่นให้รู้ตาม — the Buddha; the Enlightened One)

๒. พระธรรม (คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลักความจริงและหลักความประพฤติ — the Dhamma; Dharma; the Doctrine)

๓. พระสงฆ์ (หมู่สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า — the Sangha; the Order)

Kh.1.    ขุ.ขุ.๒๕/๑/๑.



(๑๐๐) ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓ (บาลีเรียกว่า ติตถายตนะ แปลว่า แดนเกิดลัทธิ, ชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิ — beliefs of other sects; grounds of sectarian tenets; spheres of wrong views; non-Buddhist beliefs)

๑. ปุพเพตกเหตุวาท (ลัทธิกรรมเก่า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน — a determinist theory that whatever is experienced)

๒. อิสสรนิมมานเหตุวาท (ลัทธิพระเป็นเจ้า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ — a determinist theory that whatever is experienced is due to the creation of a Supreme Being; theistic determinism) เรียกสั้นๆ ว่า อิศวกรณวาท หรือ อิศวรนิรมิตวาท

๓. อเหตุอปัจจัยวาท (ลัทธิเสี่ยงโชค คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง — an indeterminist theory that whatever is experienced is uncaused and unconditioned; accidentalism) เรียกสั้นๆ ว่า อเหตุวาท

A.I.173; Vbh.367.    องฺ.ติก.๒๐/๕๐๑/๒๒๒; อภิ.วิ.๓๕/๙๔๐/๔๙๖.



(๑๐๑) โลก ๓ (ประดาสภาวธรรมหรือหมู่สัตว์ กำหนดโดยขอบเขตบ้าง ไม่กำหนดบ้าง — the world; the earth; sphere; universe)

๑. สังขารโลก (โลกคือสังขาร ได้แก่สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย — the world of formations)

๒. สัตวโลก (โลกคือหมู่สัตว์ — the world of beings)

๓. โอกาสโลก (โลกอันกำหนดด้วยโอกาส, โลกอันมีในอวกาศ, จักรวาล — the world of location; the world in space; the universe)

Vism.204; DA.I.173; MA.I.397. วิสุทธิ.๑/๒๖๒; ที.อ.๑/๒๑๕; ม.อ.๒/๒๖๙.



(๑๐๒) โลก ๓ (โลกคือหมู่สัตว์, สัตว์โลก — the world of beings)

๑. มนุษยโลก (โลกคือหมู่มนุษย์ — the world of man)

๒. เทวโลก (โลกคือหมู่เทพ, สวรรค์ชั้นกามาวจรทั้ง ๖ — the heavenly world)

๓. พรหมโลก (โลกคือหมู่พรหม, สวรรค์ชั้นพรหม — the Brahma world)

DA.I.173; MA.I.397.    ที.อ.๑/๒๑๕; ม.อ.๒/๒๖๙.



(๑๐๓) โลก ๓ (โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ — the world; sphere) คือ กามโลก — the world of sense-desire; รูปโลก — the world of form; อรูปโลก — the formless world; เป็นชื่อที่บางแห่งใช้เรียก ภพ ๓ แต่ไม่นิยม

ดู (๙๗) ภพ ๓.



(๑๐๔) วัฏฏะ ๓ หรือ ไตรวัฏฏ์ (วน, วงเวียน, องค์ประกอบที่หมุนเวียน ต่อเนื่องกันของภวจักร หรือสังสารจักร — the triple round; cycle)

๑. กิเลสวัฏฏ์ (วงจรกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน — round of defilements)

๒. กรรมวัฏฏ์ (วงจรกรรม ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ — round of Karma)

๓. วิปากวัฏฏ์ (วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น — round of results)

Vism.581. วิสุทธิ.๓/๑๙๘.



(๑๐๕) วิชชา ๓ (ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ — the Threefold Knowledge)

๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้, ระลึกชาติได้ — reminiscence of past lives)

๒. จุตูปปาตญาณ (ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ — knowledge of the decease and rebirth of beings; clairvoyance)

๓. อาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้ — knowledge of the destruction of mental intoxication)

D.III.220.275;A,V.211    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๒; ๓๙๘/๒๙๒; องฺ.ทสก.๒๔/๑๐๒/๒๒๕.

(๑๐๖) วิโมกข์ ๓ (ความหลุดพ้น, ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น — liberation; aspects of liberation)

๑. สุญญตวิโมกข์ (หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้น ที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ — liberation through voidness; void liberation) = อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส.

๒. อนิมิตตวิโมกข์ (หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้ — liberation through signlessness; signless liberation) = อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต.

๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ (หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นทุกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกขตาแล้วถอนความปรารถนาเสียได้ — liberation through dispostionlessness; desireless liberation) = อาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ.

ดู (๔๗) สมาธิ ๓.

Ps.II.35. Vism.657; Comp.211    ขุ.ปฏิ.๓๑/๔๖๙/๓๕๓; วิสุทธิ.๓/๒๙๙; สังคห.๕๕.



(๑๐๗) วิรัติ ๓  (การเว้นจากทุจริต, การเว้นจากกรรมชั่ว — abstinence)

๑. สัมปัตตวิรัติ (เว้นสิ่งประจวบเฉพาะหน้า, เว้นเมื่อประสบซึ่งหน้า หรือเว้นได้ทั้งที่ประจวบโอกาส คือ ไม่ได้ตั้งเจตนาไว้ก่อน ไม่ได้สมาทานสิกขาบทไว้เลย แต่เมื่อประสบเหตุที่จะทำชั่ว นึกคิดพิจารณาขึ้นได้ในขณะนั้นว่า ตนมีชาติตระกูล วัยหรือคุณวุฒิอย่างนี้ ไม่สมควรกระทำกรรมเช่นนั้น แล้วงดเว้นเสียได้ไม่ทำผิดศีล — abstinence as occasion arises; abstinence in spite of opportunity)

๒. สมาทานวิรัติ (เว้นด้วยการสมาทาน คือ ตนได้ตั้งเจตนาไว้ก่อน โดยได้รับศีล คือ สมาทานสิกขาบทไว้แล้ว ก็งดเว้นตามที่ได้สมาทานนั้น — abstinence by undertaking; abstinence in accordance with one’s observances)

๓. สมุจเฉทวิรัติ หรือ เสตุฆาตวิรัติ (เว้นด้วยตัดขาด หรือด้วยชักสะพานตัดตอนเสียทีเดียว, เว้นได้เด็ดขาด คือ การงดเว้นความชั่ว ของพระอริยะทั้งหลาย อันประกอบด้วยอริยมรรคซึ่งขจัดกิเลสที่เป็นเหตุแห่งความชั่วนั้นๆ เสร็จสิ้นแล้ว ไม่เกิดมีแม้แต่ความคิดที่จะประกอบกรรมชั่วนั้นเลย — abstinence by destruction (of the roots of evil))

DA.I.305; Kha.142; DhsA.103    ที.อ.๑/๓๗๗; ขุทฺทก.อ.๑๕๖; สงฺคณี อ. ๑๘๘



(๑๐๘) วิเวก ๓ (ความสงัด, ความปลีกออก — seclusion)

๑. กายวิเวก (ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี - bodily seclusion; i.e.solitude)

๒. จิตตวิเวก (ความสงัดใจ ได้แก่ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และอริยมรรค อริยผล - mental seclusion, i.e. the state of Jhana and the Noble Paths and Fruitions)

๓. อุปธิวิเวก (ความสงัดอุปธิ ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน - seclusion from the essentials of existence, i.e. Nibbana)

Nb 26,140,157,341   ขุ.ม.๒๙/๓๓/๒๙; ๒๒๙/๑๗๐



(๑๐๙) เวทนา ๒ (กายเสวยอารมณ์ — feeling; sensation)

๑. กายิกเวทนา (เวทนาทางกาย — physical feeling)

๒. เจตสิกเวทนา (เวทนาทางใจ — mental feeling)

S.IV.231.    สํ.ลฬ.๑๘/๔๓๑/๒๘๗.

(๑๑๐) เวทนา ๓ (การเสวยอารมณ์, ความรู้สึกรสของอารมณ์ — feeling; sensation)

๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม — pleasant feeling; pleasure)

๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม — painful feeling pain)

. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกอีกอย่างว่า อุเบกขาเวทนา — neither-pleasant-nor-painful feeling; indifferent feeling)

D.III.216; 275; S.IV.331.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๙; ๓๙๑/๒๙๑; สํ.สฬ.๑๘/๔๓๒/๒๘๗.



(๑๑๑) เวทนา ๕ (การเสวยอารมณ์ — feeling)

๑. สุข (ความสุข ความสบายทางกาย — bodily pleasure or happiness)

๒. ทุกข์ (ความทุกข์ ความไม่สบาย เจ็บปวดทางกาย — bodily pain; discomfort)

๓. โสมนัส (ความแช่มชื่นสบายใจ, สุขใจ — mental happiness; joy)

๔. โทมนัส (ความเสียใจ, ทุกข์ใจ — mental pain; displeasure; grief)

๕. อุเบกขา (ความรู้สึกเฉยๆ — indifference)

S.IV.232    สํ.สฬ.๑๘/๔๓๓/๒๘๗.



(๑๑๒) เวทนา ๖ (การเสวยอารมณ์ — feeling)

๑. จักขุสัมผัสสชา เวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา — feeling arisen from visual contact)

๒. โสต ~ เวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู — from auditory contact)

๓. ฆาน ~ เวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก — from olfactory contact)

๔. ชิวหา ~ เวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น — from gustatory contact)

๕. กาย ~ เวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย — from physical contact)

๖. มโน ~ เวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ — from mental contact)

S.IV.232    สํ.สฬ.๑๘/๔๓๔/๒๘๗.



(๑๑๓) สมบัติ ๓ (ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งสิ่งอันให้สำเร็จความปรารถนา, ผลสำเร็จที่ให้สมความปรารถนา — prosperity; success; excellence)

๑. มนุษยสมบัติ (สมบัติในมนุษย์, สมบัติชั้นมนุษย์ — human prosperity)

๒. เทวสมบัติ (สมบัติในสวรรค์, สวรรคสมบัติ, ทิพยสมบัติ — heavenly prosperity)

๓. นิพพานสมบัติ (สมบัติคือพระนิพพาน — successful attainment of Nibbana)

Kh.7; DhA.III.183.    ขุ.ขุ.๒๘/๙/๑๒; ธ.อ.๖/๔๘.



(๑๑๔) สมบัติ หรือ ทานสมบัติ ๓ (ความถึงพร้อม, ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ ซึ่งทำให้ทานที่ได้บริจาคแล้วเป็นทานอันยอดเยี่ยม มีผลมาก — successful attainment; accomplishment; excellence)

๑. เขตสมบัติ (บุญเขตถึงพร้อม คือ ปฏิคาหก หรือผู้รับทาน เป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ประกอบด้วยคุณธรรม — excellence of the field of merit)

๒. ไทยธรรมสมบัติ (ไทยธรรมถึงพร้อม คือ สิ่งที่ให้เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม และเหมาะสมเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ — excellence of the gift)

๓. จิตตสมบัติ (เจตนาถึงพร้อม คือ ให้ด้วยความตั้งใจ คิดจะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้รับแท้จริง มีเจตนาบริสุทธิ์ทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนให้ใจยินดี ขณะให้จิตผ่องใส ให้แล้วเบิกบานใจ — excellence of motive or intention)

UdA.199. อุ.อ.๒๕๑. (***) สมาธิ ๓   ดู (๔๖-๔๗) สมาธิ ๓.



(๑๑๕) สรณะ ๓ หรือ ไตรสรณะ (ที่พึ่ง, ที่ระลึก — the Threefold refuge; Three refuges; Threefold Guide) หมายถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์   ดู (๙๙) รัตนตรัย

การน้อมใจระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยนั้น เข้าใจความหมายอย่างถูกต้อง และยึดถือเป็นหลักแห่งความประพฤติปฏิบัติหรือเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต เรียกว่า สรณคมน์ ไตรสรณคมน์ หรือ ไตรสรณาคมน์.

Kh.I.    ขุ.ขุ.๒๕/๑/๑.



(๑๑๖) สังขตลักษณะ ๓ (ลักษณะแห่งสังขตธรรม คือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น — characteristics of the conditioned; condition; condition-marks of the conditioned)

๑. อุปฺปาโท ปญฺายติ (ความเกิดขึ้น ปรากฏ — Its arising is apparent.)

๒. วโย ปญฺายติ (ความดับสลาย ปรากฏ — Its passing away or subsidence is apparent.)

๓. ฐิตสฺส อญฺถตฺตํ ปญฺายติ (เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ — While persisting, alteration or changeability is apparent.)

A.I.152. องฺ.ติก.๒๐/๔๘๖/๑๙๒.



(๑๑๗) อสังขตลักษณะ ๓ (ลักษณะแห่งอสังขตธรรม — characteristics of the Unconditioned)

๑. น อุปฺปาโท ปญฺายติ (ไม่ปรากฏความเกิด — No arising appears.)

๒. น วโย ปญฺายติ (ไม่ปรากฏความสลาย — No passing away appears.)

๓. น ฐิตสฺส อญฺถตฺตํ ปญฺายติ (เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร — While persisting, no alteration appears.)

A.I.152.    องฺ.ติก.๒๐/๔๘๗/๑๙๒.



(๑๑๘) สังขาร ๓ (สภาพที่ปรุงแต่ง — formation; determination; function)

๑. กายสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้าออก — bodily formation; bodily function)

๒. วจีสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร — verbal formation; verbal function)

๓. จิตตสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญา และเวทนา — mental formation; mental function)

M.I.301; S.IV.293.    ม.มู.๑๒/๕๐๙/๕๕๐; สํ.สฬ.๑๘/๕๖๑/๓๖๑.



(๑๑๙) สังขาร ๓ (สภาพที่ปรุงแต่ง, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ, สัญเจตนา หรือเจตนาที่แต่งกรรม — formation; determination; volition)

๑. กายสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา คือ ความจงใจทางกาย — bodily formation; bodily volition)

๒. วจีสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วจีสัญเจตนา คือ ความจงใจทางวาจา — verbal formation; verbal volition)

๓. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกระทำทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา คือ ความจงใจทางใจ — mental formation; mental volition)

ดู (๑๒๘) อภิสังขาร ๓; ดู (๑๘๒) สังขาร ๔ ด้วย.

M.I.54; 390; S.II.4; Vbh.135.     ม.มู.๑๒/๑๒๗/๙๙; ม.ม.๑๓/๘๘/๘๓; สํ.นิ.๑๖/๑๖/๑๔; อภิ.วิ.๓๕/๒๕๗/๑๘๑.



(๑๒๐) สัทธรรม ๓ (ธรรมอันดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของสัตบุรุษ, หลักหรือแก่นศาสนา — good law; true doctrine of the good; essential doctrine)

๑. ปริยัตติสัทธรรม (สัทธรรมคือคำสั่งสอนจะต้องเล่าเรียน ได้แก่พุทธพจน์ — the true doctrine of study; textual aspect of the true doctrine; study of the Text or Scriptures)

๒. ปฏิปัตติสัทธรรม (สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา — the true doctrine of practice; practical aspect of the true doctrine)

๓. ปฏิเวธสัทธรรม (สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน — the true doctrine of penetration; realizable or attainable aspect of the true doctrine)

VinA.225;AA.V.33.    วินย.อ.๑/๒๖๔; ม.อ.๓/๑๔๗,๕๒๓; องฺ.อ.๓/๓๙๑.



(๑๒๑) สันโดษ ๓ และ ๑๒ (ความยินดี, ความพอใจ, ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วยเรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม, ความยินดีด้วยปัจจัยสี่ ตามมีตามได้, ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ — contentment; satisfaction with whatever is one’s own)

๑. ยถาลาภสันโดษ (ยินดีตามที่ได้, ยินดีตามที่พึงได้ คือ ตนได้สิ่งใดมา หรือ เพียรหาสิ่งใดมาได้ เมื่อเป็นสิ่งที่ตนพึงได้ ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตแค่ไหน ก็ยินดีพอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่ติดใจอยากได้สิ่งอื่น ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้ ไม่ปรารถนาสิ่งที่ตนไม่พึงได้หรือเกินไปกว่าที่ตนพึงได้โดยถูกต้อง ชอบธรรม ไม่เพ่งเล็งปรารถนาของที่คนอื่นได้ ไม่ริษยาเขา — contentment with what one gets and deserves to get)

๒. ยถาพลสันโดษ (ยินดีตามกำลัง คือ ยินดีแต่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและวิสัยแห่งการใช้สอยของตน ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลัง ตนมีหรือได้สิ่งใดมาอันไม่ถูกกับกำลังร่างกายหรือสุขภาพ เช่น ภิกษุได้อาหารบิณฑบาตที่แสดงต่อโรคของตน หรือเกินกำลังการบริโภคใช้สอย ก็ไม่หวงแหนเสียดายเก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน ย่อมสละให้แก่ผู้อื่นที่จะใช้ได้ และรับหรือแลกเอาสิ่งที่ถูกโรคกับตน แต่เพียงที่พอแก่กำลังการบริโภคใช้สอยของตน — contentment with what is within one’s strength or capacity)

๓. ยถาสารุปปสันโดษ (ยินดีตามสมควร คือ ยินดีตามที่เหมาะสมกับตน อันสมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุไม่ปรารถนาสิ่งของอันไม่สมควรแก่สมณภาวะ หรือภิกษุบางรูปได้ปัจจัยสี่ที่มีค่ามาก เห็นว่าเป็นสิ่งสมควรแก่ทานผู้ทรงคุณสมบัติน่านับถือ ก็นำไปมอบให้แก่ท่านผู้นั้น ตนเองใช้แต่สิ่งอันพอประมาณ หรือภิกษุบางรูปกำลังประพฤติวัตรขัดเกลาตน ได้ของประณีตมา ก็สละให้แก่เพื่อนภิกษุรูปอื่นๆ ตนเองเลือกหาของปอนๆ มาใช้หรือตนเองมีโอกาสจะได้ลาภอย่างหนึ่ง แต่รู้ว่าสิ่งนั้นเหมาะสมหรือเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อื่นที่เชี่ยวชาญถนัดสามารถด้านนั้น ก็สละให้ลาภถึงแก่ท่านผู้นั้น ตนรับเอาแต่สิ่งที่เหมาะสมกับตน — contentment with what is befitting)

AA.I.45; KhA.145; UdA.229;etc.    ที.อ.๑/๒๕๓; ม.อ.๒/๑๘๘; องฺ.อ.๑/๘๑; ขุทฺทก.อ.๑๕๙; อุ.อ.๒๘๘; ฯลฯ



(๑๒๒) สัปปุริสบัญญัติ ๓ (บัญญัติของสัตบุรุษ, ข้อปฏิบัติที่สัตบุรุษวางเป็นแบบไว้ หรือกล่าวสรรเสริญไว้, ความดีที่คนดีถือลงกัน — things established by righteous people; recommendation of the good)

๑. ทาน (การให้ปัน, สละของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น — giving; generosity; charity; benefaction)

๒. ปัพพัชชา (การถือบวช, เว้นการเบียดเบียน ดำรงในธรรม คือ อหิงสา สัญญมะ และทมะ อันเป็นอุบายให้ไม่เบียดเบียนกัน และอยู่ร่วมกันด้วยความสุข — renunciation consisting in non-violence, restraint and self-control)

๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน (การบำรุงมารดาบิดา, ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข — support of mother and father)

A.I.151.   องฺ.ติก.๒๐/๔๘๔/๑๙๑. (***) สามัญลักษณะ ๓   ดู (๗๕) ไตรลักษณ์.



(๑๒๓) สิกขา ๓ หรือ ไตรสิกขา (ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน — the Threefold Training)

๑. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง — training in higher morality)

๒. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมเช่นสมาธิอย่างสูง — training in higher mentality)

๓. อธิปัญญาสิกขา (สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง — training in higher wisdom)

D.III.220; A.I.229.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๑; องฺ.ติก.๒๐/๕๒๑/๒๙๔. (***) สุจริต ๓   ดู (๘๐) สุจริต ๓. (***) โสดาบัน ๓   ดู (๕๘) โสดาบัน ๓. (***) อกุศลวิตก ๓   ดู (๖๙) อกุศลวิตก ๓.



(๑๒๔) อธิปไตย ๔ (ความเป็นใหญ่, ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่ — dominant influence; supremacy)

๑. อัตตาธิปไตย (ความมีตนเป็นใหญ่, ถือตนเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภตนเป็นประมาณ — supremacy of self; self-dependence)

๒. โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่, ถือโลกเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภ นิยมของโลกเป็นประมาณ — supremacy of the world or public opinion)

๓. ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่, ถือธรรมเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภความถูกต้อง เป็นจริง สมควรตามธรรม เป็นประมาณ — supremacy of the Dharma or righteousness)

D.III.220; A.I.147.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๑; องฺ.ติก.๒๐/๔๗๙/๑๘๖.



(๑๒๕) อนุตตริยะ ๓ (ภาวะอันยอดเยี่ยม, สิ่งที่ยอดเยี่ยม — excellent states; highest ideal; greatest good; unsurpassable experiences)

๑. ทัสสนานุตตริยะ (การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน — ideal sight, supreme or unsurpassable vision)

๒. ปฏิปทานุตตริยะ (การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอามรรคมีองค์ ๘ — ideal course; supreme way)

๓. วิมุตตานุตตริยะ (การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือนิพพาน — ideal freedom; supreme deliverance)

D.III.291; M.I.235.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๓๑; ม.มู.๑๒/๔๐๒/๔๓๕.



(๑๒๖) อนุตตริยะ ๖ (ภาวะอันเยี่ยม, สิ่งที่ยอดเยี่ยม — excellent, supreme or unsurpassable experiences)

๑. ทัสสนานุตริยะ (การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ การเห็นพระตถาคต และตถาคตสาวกรวมถึงสิ่งทั้งหลายที่จะให้เกิดความเจริญงอกงามแห่งจิตใจ — supreme sight)

๒. สวนานุตตริยะ (การฟังอันเยี่ยม ได้แก่ การสดับธรรมของพระตถาคต และ ตถาคตสาวก — supreme hearing)

๓. ลาภานุตตริยะ (การได้อันเยี่ยม ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระตถาคตและตถาคตสาวก หรือการได้อริยทรัพย์ — supreme gain)

๔. สิกขานุตตริยะ (การศึกษาอันเยี่ยม ได้แก่ การฝึกอบรมในอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา — supreme training)

๕. ปาริจริยานุตตริยะ (การบำเรออันเยี่ยม ได้แก่ การบำรุงรับใช้พระตถาคตและตถาคตสาวก — supreme service or ministry)

๖. อนุสสตานุตตริยะ (การระลึกอันเยี่ยม ได้แก่ การระลึกถึงพระตถาคต และตถาคตสาวก — supreme memory)

โดยสรุปคือ การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การช่วยรับใช้ และการรำลึกที่จะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นโสกะปริเทวะ ดับสูญทุกข์โทมนัส เพื่อการบรรลุญายธรรม ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน

D.III.250,281; A.III.284,325,452 .     ที.ปา.๑๑/๓๒๑/๒๖๒; ๔๓๐/๓๐๗; องฺ.ฉกฺก.๒๒/๒๗๙/๓๑๖; ๓๐๑/๓๖๓.



(๑๒๗) อปัณณกปฏิปทา ๓ (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด, ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด — sure course; sure practice; unimpeachable path)

๑. อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ — control of the senses)

๒. โภชเน มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนาน มัวเมา— moderation in eating)

๓. ชาคริยานุโยค (การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือ ขยันหมั่นเพียรตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป — practice of wakefulness)

A.I.113.    องฺ.ติก.๒๐/๔๕๕/๑๔๒.



(๑๒๘) อภิสังขาร ๓ (สภาพที่ปรุงแต่ง, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ, เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม — volitional formation; formation; activity)

๑. ปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นบุญ, สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร — formation of merit; meritorious formation)

๒. อปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป, สภาพที่ปรุงแต่กรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย — formation of demerit; demeritorious formation)

๓. อาเนญชาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นอเนญชา, สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน — formation of the imperturbable; imperturbability-producing volition)

อภิสังขาร ๓ นี้ เป็นความหมายของสังขารในหลักปฏิจจสมุปบาท ท่านแสดงไว้อีกนัยหนึ่งเพิ่มจากนัยว่าสังขาร ๓ ดู (๑๑๙) สังขาร ๓

Ps.II.206; Vbh.135.    ขุ.ปฏิ.๓๑/๒๘๐/๑๘๑; อภิ.วิ.๓๕/๒๕๗/๑๘๑.



(๑๒๙) อัคคิ ๓ (ไฟ, กิเลสที่เปรียบเหมือนไฟ เพราะเผาลนจิตใจให้เร่าร้อนและแส่พร่านไป — fires to be avoided or abandoned)

๑. ราคัคคิ (ไฟคือราคะ ได้แก่ความติดใจ กระสัน อยากได้ — fire of lust)

๒. โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ ได้แก่ความขัดเคือง ไม่พอใจ คิดประทุษร้าย — fire of hatred)

๓. โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ ได้แก่ความหลง ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง — fire of delusion)

ไฟ ๓ อย่างนี้ ท่านสอนให้ละเสีย

D.III.217; It.92.    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๙; ขุ.อิติ.๒๕/๒๗๓/๓๐๑.



(๑๓๐) อัคคิ ๓  หรือ อัคคิปาริจริยา (ไฟที่ควรบำรุง, บุคคลที่ควรบูชาด้วยใส่ใจบำรุงเลี้ยงและให้ความเคารพนับถือตามควรแก่ฐานะ ดุจไฟบูชาของผู้บูชาไฟ — fires to be revered or worshipped)

๑. อาหุโนยัคคิ (ไฟอันควรแก่ของคำนับบูชา ได้แก่บิดามารดา — fire worthy of reverential gifts, i.e. mother and father)

๒. คหปตัคคิ (ไฟของเจ้าบ้าน ได้แก่ บุตรภรรยา และคนในปกครอง — fire of the householder, i.e. children, wife and dependents)

๓. ทักขิโณยัคคิ (ไฟอันควรแก่ทักษิณา ได้แก่สมณพราหมณ์ ท่านผู้ทำหน้าที่สั่งสองผดุงธรรม ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ — fire worthy of offerings, i.e. monks and other religious men)

ไฟ ๓ อย่างนี้ เลียนศัพท์มาจากไฟบูชาในศาสนาพราหมณ์ แต่ใช้ในความหมายใหม่ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง.

D.III.217; A.IV.44    ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๙; องฺ.สตฺตก.๒๓/๔๔/๔๖.



(๑๓๑) อัตถะ หรือ อรรถ ๓ (ประโยชน, ผลที่มุ่งหมาย, จุดหมาย, ความหมาย — benefit; advantage; welfare; aim; goal; meaning)

๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ปัจจุบัน, ประโยชน์ในโลกนี้, ประโยชน์ขั้นต้น — benefits obtainable here and now; the good to be won in this life; temporal welfare)

๒. สัมปรายิกัตถะ (ประโยชน์เบื้องหน้า, ประโยชน์ในภพหน้า, ประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไป — the good to be won in the life to come; spiritual welfare)

๓. ปรมัตถะ (ประโยชน์สูงสุด, จุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน — the highest good; final goal, i.e. Nibbana)

Nd1 26.    ขุ.จู.๓๐/๖๗๓/๓๓๓; ๔๕๕/๓๘๙.



(๑๓๒) อัตถะ หรือ อรรถ (ประโยชน์, ผลที่มุ่งหมาย — benefit; advantage; gain; welfare)

๑. อัตตัตถะ (ประโยชน์ตน — gain for oneself; one’s own welfare)

๒. ปรัตถะ (ประโยชน์ผู้อื่น — gain for others; others’ welfare)

๓. อุภยัตถะ (ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย — gain both for oneself and for others; welfare both of oneself and of all others)

Nd2 26.    ขุ.จู.๓๐/๖๗๓/๓๓๓; ๗๕๕/๓๘๙.



(๑๓๓) อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ (ลักษณะการสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้คำสอนของพระองค์ ควรแก่การประพฤติปฏิบัติตาม และทำให้เหล่าสาวกเกิดความมั่นใจเคารพเลื่อมใสในพระองค์อย่างแท้จริง — the Three Aspects of the Buddha’s Teaching; the Buddha’s manners of teaching)

๑. อภิญญายธัมมเทสนา (ทรงแสดงธรรมด้วยความรู้ยิ่ง, ทรงรู้ยิ่งเห็นจริงเองแล้ว จึงทรงสอนผู้อื่น เพื่อให้รู้ยิ่งเห็นจริงตาม ในธรรมที่ควรรู้ยิ่งเห็นจริง — Having himself fully comprehended, he teaches others for the full comprehending of what should be fully comprehended; teaching with full comprehension)

๒. สนิทานธัมมเทสนา (ทรงแสดงธรรมมีเหตุผล, ทรงสั่งสอนชี้แจงให้เห็นเหตุผล ไม่เลื่อนลอย — He teaches the doctrine that has a causal bias; teaching in terms of or with reference to causality)

๓. สัปปาฏิหาริยธัมมเทสนา (ทรงแสดงธรรมให้เห็นจริงได้ผลเป็นอัศจรรย์, ทรงสั่งสอนให้มองเห็นชัดเจนสมจริงจนต้องยอมรับ และนำไปปฏิบัติได้ผลจริงเป็นอัศจรรย์ — He teaches the doctrine that is wondrous as to its convincing power and practicality; teaching in such a way as to be convincing and practical)

ข้อ ๑ บางท่านแปลว่า ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง

M.II.9; A.I.276.   ม.ม.๑๓/๓๓๐/๓๒๒; องฺ.ติก.๒๐/๕๖๕/๓๕๖.



(๑๓๔) อาสวะ ๓ (สภาวะอันหมักดองสันดาน, สิ่งที่มอมพื้นจิต, กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ — mental intoxication; canker; bias; influx; taint)

๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม — canker of sense-desire)

๒. ภวาสวะ (อาวสวะคือภพ — canker of becoming)

๓. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา — canker of ignorance)

ดู (๑๓๕) อาสวะ ๔ ด้วย

D.II.81; S.IV.256.    ที.ม.๑๐/๗๖/๙๖; สํ.สฬ.๑๘/๕๐๔/๓๑๕.



(๑๓๕) อาสวะ ๔ (mental intoxication; canker)

๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม — canker of sense-desire)

๒. ภวาสวะ (อาวสวะคือภพ — canker of becoming)

๓. ทิฏฐาสวะ (อาสวะคือทิฏฐิ — canker of views or speculation)

๔. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา — canker of ignorance)

ในที่มาส่วนมาก โดยเฉพาะในพระสูตร  แสดงอาสวะไว้ ๓ อย่าง  โดยสงเคราะห์ทิฎฐาสวะเข้าในภวาสวะ (ม.อ.๑/๙๓)

Vbh.373    อภิ.วิ.๓๕/๙๖๑/๕๐๔. (***) โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓  ดู (๙๖) พุทธโอวาท ๓.





[ จำนวนคนอ่าน คน ]


หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
ในหลวงรัชกาลที่ ๙
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย