Dhammathai.org
มงคลที่ ๑๔.ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
จะทำงาน การใด ตั้งใจมั่น
อย่าผัดวัน ทำเล่น เช้า เย็น สาย
ไม่ทิ้งคา อากูล มากมูลมาย
เร่งคลี่คลาย ให้เสร็จ สำเร็จการ.
Home sitemap Dhamma World Wide Web
Contact Us
ภาษาไทย
English
 
หน้าแรก เสียงธรรม มหาสมัยสูตร
มหาสมัยสูตร
คณะสวดมนต์ชาวพุทธอังกฤษ


     มหาสมัยสูตร

เนื้อหาโดยย่อ ตำนานมหาสมัยสูตร

   มหาสมัยสูตรปรากฎความในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกามหาวรรค ภายหลังการบรรลุอนุตราสัมมาสัมโพธิญาณของพระบรมศาสดา พระองค์ได้เสด็จจาริกไปในสถานที่ต่าง ๆ เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก และเมื่อทราบทราบว่าพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาประชวรหนัก จึงเสด็จกลับสู่กรุงกบิลพัสดุ์อีกครั้งเพื่อเยี่ยมอาการพระพุทธบิดา พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก ทรงถวายพยาบาลพระพุทธบิดาตามพุทธวิสัย และโปรดให้พระพุทธบิดาได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในกาลต่อมาพระพุทธบิดาก็ปรินิพพานบนพระแท่นบรรทมภายใต้เศวตฉัตรนั้งเอง ภายหลังถวายพระเพลิงพระศพพระพุทธบิดา พระพุทธองค์ตรัสว่า "บุคคลใดมีจิตปรารถนาพระโพธิญาณ จงอุตสาหะภิบาลบำรุงบิดามารดา ประพฤติกุศลสุจริตธรรม จักสมปรารถนาทุกประการ"

   รุ่งขึ้นอีกวัน ขณะทีพระองค์ประทับอยู่ที่นิโครธาราม กรุงกบิลพันดุ์ เหล่าพระญาติข้างฝ่ายศากยะ และ โกลิยะที่ตั้งหลักแหล่งอยู่สองฝั่งแม่น้ำโรหิณีได้วิวาทกันเรื่องแย้งน้ำทำนา กษัตริย์ทั้งสองจึงยกกองทัพออกไปจะทำสงครามกัน เพราะไม่สามารถตกลงกันได้ พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุการณ์นั้นด้วยพระญาณ ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง ไม่ทรงแจ้งให้ใคร ๆ ทราบ เสด็จพุทธดำเนินแต่เพียงพระองค์เดียว ไปประทับนั่งขัดบัลลังก์ระหว่างกองทัพกษัตริย์ทั้งสองนคร

    ครั้นกองทัพชาวเมืองกบิลพัสดุ์และชาวเมืองโกลิยะเห็นพระองค์นั้น ต่างก็คิดว่าพระศาสดาผู้เป็นพระญาติ ผู้ประเสริฐของพวกเราเสด็จมา จึงทิ้งอาวุธเขาไปเฝ้าพระพุทธองค์ทั้งที่พระองค์ทรงทราบสถานการณ์ขณะนั้นดีแต่ก็ตรัสถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วตรัสสอนว่า มหาบพิตร พวกพระองค์อาศัยน้ำที่มีค่าน้อยแล้วทำให้กษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้ให้ฉิบหายทำไมกัน

   ครั้นแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัส ผันทนชาดก ทุททุภายชาดก และลฏุกิกชาดก เพื่อระงับการวิวาทของพระญาติทั้งสองฝ่าย และตรัสรุกขธรรมชาดก และวัฏฏชาดก เพื่อให้เกิดความสามัคคีพร้อมเพรียงกันว่า "หมู่ญาติยิ่งมากยิ่งดี ต้นไม้ที่เกิดในป่าแม้จะโตเป็นเจ้าป่า ถ้าตั้งอยู่โดดเดี่ยวย่อมถูกแรงลมพัดโค่นลงได้ และว่านกทั้งหลายมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ย่อมพาตาข่ายไปได"้ และในที่สุดก็ตรัส อัตตทัณฑสูตร

   กษัตริย์เหล่านั้นได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว เกิดความสังเวชพากันทิ้งอาวุธกล่าวว่า หากพระบรมศาสดา ไม่เสด็จมา พวกเราก็จะฆ่าฟันซึ่งกันและกันเลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเห็นหน้าลูกเมียญาติพี่น้อง กษัตริย์ทั้งสองพระนครจึงถวายพระราชกุมาร 500 องค์ คือ ฝ่ายละ 250 องค์ ให้บรรพชา อุปสมบทกับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

   อรรถกถามหาสมัยสูตร เล่าถึงเหตุการณ์ที่ภิกษุราชกุมารเหล่านั้นบรรลุธรรมไว้ว่า เมื่อพระพุทธองค์นำภิกษุราชกุมารเหล่านั้นมาสู่ป่ามหาวัน ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษูปูถวาย ในโอกาสทีสงัด ตรัสบอก กัมมัฏฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับกัมมัฏฐานแล้ว ต่างแยกย้ายกันไปเจริญวิปัสสนาตามเงื้อมผา และโคนไม้ในโอกาสที่เงียบสงัด และก็ทยอยบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จนครบทั้ง 500 รูป

   อรรถถาได้อธิบายความคิดของพระที่ได้บรรลุพระอรหันต์ไว้ว่า พระผู้บรรลุพระอรหัตสิ้นกิเลสอาสวะทั้งหลายแล้ว ย่อมมีความคิดอยู่ 2 อย่างคือ
   1. มีความคิดว่า คนทุกคนตลอดจนเทวดาทั้งหลาย ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมตามที่เราบรรลุได้เช่นเดียวกัน
   2. พระที่บรรลุธรรมไม่ประสงค์จะบอกคุณธรรมที่ตนได้บรรลุแก่ผู้อื่น เหมือนคนที่ฝังขุมทรัพย์ไว้ไม่ต้องการให้ใครรู้ที่ฝังขุมทรัพย์ของตน

   เมื่อเทวดาทั้งหลายทราบว่า พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่ป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยภิกษุ 500 รูป ล้วนเป็นพระอรหัตบวชจากราชตระกูล ต่างก็กล่าวว่า นี้เป็นสมัยแห่งการประชุมใหญ่ในป่ามหาวัน พวกเราจักไปชมความงดงามของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกผู้หมดจด ต่างก็แต่งคาถากล่าวสรรเสริญ พระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก เทวดาที่มาประชุมกันใวนนั้นมีจำนวนมากมาย ภิกษุบางรูปก็เห็นเทวดาร้อยหนึ่ง บางรูปก็เห็นพันหนึ่ง บางรูปก็เห็นหมื่นหนึ่ง บางรูปก็เห็นแสนหนึ่ง บางรูปก็เห็นไม่มีที่สิ้นสุด แตกต่างกันไปตามกำลังญาณของแต่ละองค์

    ในยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีการประชุมเทวดาจำนวนมากเช่นนี้ก็เพียงครั้งเดียว พระพุทธองค์ ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เทวดาในแสนจักรวาลมาประชุมกันเพื่อชมตถาคตและหมู่ภิกษุสงฆ์ เทวดาประมาณเท่านี้แหละได้เคยประชุมกันเพื่อชมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตกาลแล้ว และพวกเทวดาประมาณเท่านั้นแหละจักประชุมกันเพื่อชมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล แล้วพระองค์ก็ทรงแนะนำเทวดาแต่ละจำพวกให้ภิกษุทั้งหลายฟังตามลำดับ ตั้งแต่กุมมเทวดาไปจนถึงพรหมโลก

   ขณะที่เทวดาจากหมื่นจักรวาลมาประชุมกันจนครบนั้น ท้องฟ้าโปร่งใส่ไม่มีเมฆหมอก ก็กลับเกิดเมฆฝนคำรณคำรามกึกก้องฟ้าแลบแปล๊บพราย พระพุทธองค์ทรงพิจารณาทราบว่า หมู่มารก็ได้มาด้วย จึงทรงแนะนำให้ภิกษุรู้จักพญามารเอาไว้

    พญามารกำลังสั่งบังคับเสนามารให้ผูกเหล่าเทวดาไว้ในอำนาจแห่งกามราคะ แต่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานไม่ให้เหล่าเทวดาเห็น พญามารไม่ได้ดั่งใจจึงทำให้เกิดฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาทไปทั่ว

   โดยปกติในที่จะไม่มีการบรรลุมรรคผล พระพุทธองค์จะไม่ทรงห้ามมารแสดงสิ่งอันน่ากลัวของมาร แต่ในที่จะมีการบรรลุมรรคผล พระองค์จะทรงอธิษฐานไม่ให้ใครรู้เห็นสิ่งที่พญามารกำลังทำ เนื่องจากการประชุม ใหญ่ของเทวดาครั้งนั้น จะมีเทพบรรลุมรรคผลเป็นจำนวนมาก พระพุทธองค์จึงทรงอธิษฐานไม่ให้พวกเทวดา รับรู้สิ่งอันน่ากลัวของหมู่มารนั้น พญามารนั้นจึงกลับไปด้วยความเดือดดาลฯ


สวดเมื่อไร ? สวดแล้วได้อะไร ?

   มหาสมัยสูตร เป็นสูตรว่าด้วยสมัยเป้นที่ประชุมใหญ่ของเหล่าเทพ ในยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีการประชุมใหญ่ของเหล่าเทวดาทั้งหลายเช่นนี้เพียงครั้งเดียว เทวดาทั้งหลายจึงพากันคิดว่าพวกเราจะฟังพระสูตรนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงมหาสมัยสูตรจบ เทวดาจำนวนหนึ่งแสนโกฎิได้บรรลุพระอรหัต

    พระสูตรนี้จึงเป็นที่รักที่ชอบใจของพวกเทวดา เทวดาทั้งหลายต่างก็คิดว่าพระสูตรของตน เมื่อสวดพระสูตรนี้จะทำให้เหล่เทวดาทั้งหลายประชุมกัน เมื่อเทวดาประชุมกันก็จะทำให้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายถอยห่างออกไป เป็นการป้องกันสิ่งที่ไม่ดีไม่ให้เข้ามาใกล้ตัวเรานั้นเอง

   พระอรรถกถาจารย์จึงแนะนำว่า "มหาสมัยสูตรนี้ เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดา ในสถานที่ใหม่เอี่ยม เมื่อจะกล่าวมงคลกถา ควรสวดพระสูตรนี้" หมายความว่าในสถานที่สำคัญที่จะประกอบกิจใหม่ หรือในสถานใดที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ เมื่อจะสวดมงคลกถาในสถานที่เช่นนี้ควรสวดมหาสมัยสูตรนี้

    เนื่องจากมหาสมัยสูตรเป็นสูตรใหญ่ จึงไม่นิยมใช้สวดในงานทำบุญทั่ว ๆ ไป แต่จะนิยมนำไปสวดเฉพาะในพิธีที่เกี่ยวข้องกับความอยู่เย็นเป็นสุขของทางบ้านเมืองเป็นหลัก นอกนั้นแล้ว การเจริญพระพุทธมนต์ยังเป็นรูปแบบของการเจริญสมาธิภาวนาอย่างหนึ่ง แต่แทนที่จะใช้วิธีนั่งบริกรรมให้จิตเกาะเกี่ยวอยู่กับคำใดคำหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นสื่อให้เข้าถึงความสงบ ก็ใช้วิธีจิตเกาะเกี่ยวไปกับอักขระเป็นเกาะแสเช่นนี้ ไม่ปล่อยให้ความรัก โลภ โกรธ หลง กามราคะ อาฆาตพยาบาท ได้โอกาสแทรกเข้ามาครอบงำจิต ทำให้จิตมีความผ่องใส เป็นจิตมีพลังในการต้านทานกิเลสที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือสติปัญญา จิตเช่นนี้เป็นจิตสงบ คือสงบจากกามราคะ อาฆาตพยาบาท หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาณ เบื่อหน่าย จึงชื่อว่า "จิตเป็นสมาธิ"

จากหนังสือ "มหาสมัยสูตร" บทสวดมนต์เพื่อความร่มเย็นแห่งแผ่นดิน และเพื่อสันติภาพโลก
รวบรวมโดย พระมหาเหลา ประชาษฎร์



มหาสมัยสูตร ทำนองสรภัญญะ
ลำดับที่
รายการ
ดาวน์โหลด
คลิกฟัง
คำนำ
ฟัง
ประวัติ มหาสมัยสูตร
ฟัง
บทสวด "มหาสมัยสูตร"
ฟัง


รายละเอียด มหาสมัยสูตร เพิ่มเติม...

 แสดงความคิดเห็น - คำแนะนำ  
[ จำนวนคนอ่าน 9841 คน ]
ขออนุโมทนาครับ

SLAMB [ky,usa.] [ 14 ต.ค. 2550 เวลา 13:48 น. ]

ขอบคุณครับ ขออนุโมทนาด้วยคนครับ

ซายหล่า [โคราช] ส่งเมล์ถึง ซายหล่า [ 15 ต.ค. 2550 เวลา 22:41 น. ]

ขอร่วมอนุโมทนากับรายรารด้วยครับ
มี ซีดีมหาสัยสูตรแจกหรือจำหน่ายบ้างไหมครับ ผมฟังเสียงก็ไม่ได้ ดาวโหลดก็ไม่ได้

พระใหม่ [นครสวรรค์] ส่งเมล์ถึง พระใหม่ [ 19 ต.ค. 2550 เวลา 19:59 น. ]

ขอร่วมอนุโมทนาบุญ ด้วยครับ

OIL [กทม.] ส่งเมล์ถึง OIL [ 1 พ.ย. 2550 เวลา 20:47 น. ]

ขออนุโมทนา สาธุการ

โสภณคุโณ [ชลบุรี] [ 11 พ.ย. 2550 เวลา 18:43 น. ]

อนุโมทนา สาธุการด้วยคนค่ะ^^"

เด็กแคร [กทม] [ 13 พ.ย. 2550 เวลา 20:59 น. ]

ขอบคุณครับ ขออนุโมทนาด้วยคนครับ

nopwon [pl] [ 16 พ.ย. 2550 เวลา 10:03 น. ]

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

จิรปรียา [ปทุมธานี] ส่งเมล์ถึง จิรปรียา [ 22 พ.ย. 2550 เวลา 20:49 น. ]

เรียนผู้มีศรัทธาทุกท่าน

เร็วๆนี้ ดิฉันจะส่งต้นฉบับเสียงบทสวดนี้ ให้กัลยาณมิตรคือคุณ
จีระชัย(อี๊ด) ช่วยwrite เพื่อแจกให้ผู้สนใจนะคะ

โปรดบอกชื่อ และที่อยู่ให้ชัดเจนค่ะ ถ้าเสร็จแล้วจะส่งไปให้ค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ


ชุติมา(หนูนิด) [กรุงเทพฯ] ส่งเมล์ถึง ชุติมา(หนูนิด) [ 4 ธ.ค. 2550 เวลา 22:41 น. ]

ขอบคุณครับ ผมได้อัดลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วแจกไปยัง
สาธุชนบางกลุ่มแล้วครับและคิดจะทำลงอัดเก็บไว้ในซีดี ฟัง
ในขณะที่ผมขับรถด้วยครับ ขออนุโมทนาในบุญของคุณด้วยครับ ผมอยู่ในแสกนดิเนเวีย

กานต์ [นอร์ดิค] [ 21 ธ.ค. 2550 เวลา 18:13 น. ]

อนุโมทนา สาธุการด้วยคนค่ะ

นฤมนต์ [กรุงเทพ] ส่งเมล์ถึง นฤมนต์ [ 27 ธ.ค. 2550 เวลา 16:05 น. ]

ขออนุโมทนาค่ะ และขอเป็นกำลังใจให้ในการทำสิ่งที่ดีต่อไปนะคะ ขอให้มีความสุขความเจริญค่ะ

บุษบง [กรุงเทพ] [ 30 ธ.ค. 2550 เวลา 22:53 น. ]

สาธุ สาธุ สาธุ

ต่ อ [เลย] [ 5 ม.ค. 2551 เวลา 18:51 น. ]

ขอเป็น mp3 คะ

ว. [กรุงเทพ] ส่งเมล์ถึง ว. [ 1 มี.ค. 2551 เวลา 14:35 น. ]

ขออนุโมทนาครับ




a [ระยอง] ส่งเมล์ถึง a [ 12 เม.ย. 2551 เวลา 20:36 น. ]

บทขัดมะหาสะมะยะสุตตะ

ทูลละภัง ทัสสะนัง ยัสสะ สัมพุทธัสสะ อะภิณหะโส
โลกัมหิ อันธะภูตัสมิง ทุลละภูปปาทะสัตถุโน
สักเกสุ กะปิละวัตถุสมิง วิหะรันตัง มะหาวะเน
ตันทัสสะนายะ สัมพุทธัง ภิกขุสังฆัญจะ นิมมะลัง
ทะสะธา สังคะเณยยาสุ โลกะธาตูสุ เทวะตา
อะเนกา อัปปะเมยยา วะ โมทะมานา สะมาคะตา
ตาสัง ปิยัง มะนาปัญจะ จิตตัสโสทัคคิยาวะหัง
ยัง โส เทเสสิ สัมพุทโธ หายะยันโตติ เม สุตัง
เทวะกายัปปะหาสัตถัง ตัง สุตตันตัง ภะณามะ เส.

มะหาสะมะยะสุตตัง

เอวัมเม สุตัง. เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สักเกสุ วิหะระติ กะปิละวัตถุสมิง มะหาวะเน มะหะตา
ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ สัพเพเหวะ อะระหันเตหิ. ทะสะหิ จะ โลกะธาตูหิ
เทวะตา เยภุยเยนะ สันนิปะติตา โหนติ ภะคะวันตัง ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะ. อะถะโข จะตุนนัง
สุทธาวาสะกายิกานัง เทวานัง เอตะทะโหสิ. อะยังโข ภะคะวา สักเกสุ วิหะระติ กะปิละวัตถุสมิง
มะหาวะเน มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ สัพเพเหวะ อะระหันเตหิ
ทะสะหิ จะ โลกะธาตูหิ เทวะตา เยภุยเยนะ สันนิปะติตา โหนติ ภะคะวันตัง ทัสสะนายะ
ภิกขุสังฆัญจะ ยันนูนะ มะยัมปิ เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะเมยยามะ อุปะสังกะมิตวา ภะคะวะโต
สันติเก ปัจเจกะคาถา ภาเสยยามาติ.


อะถะโข ตา เทวะตา เสยยะถาปิ นามะ พะละวา ปุริโส สัมมิญชิตัง วา พาหัง ปะสาเรยยะ
ปะสาริตัง วา พาหัง สัมมิญเชยยะ เอวะเมวะ สุทธาวาเสสุ เทเวสุ อันตะระหิตา ภะคะวะโต
ปุระโต ปาตุระหังสุ. อะถะโข ตา เทวะตา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง อัฎฐังสุ.
เอกะมันตัง ฐิตา โข เอกา เทวะตา ภคะวะโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิ


มะหาสะมะโย ปะวะนัสมิง
เทวะกายา สะมาคะตา
อาคะตัมหะ อิมัง ธัมมะสะมะยัง
ทักขิตาเยวะ อะปะราชิตะสังฆันติ.

อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิ

ตัตระ ภิกขะโว สะมาทะหังสุ
จิตตัง อัตตะโน อุชุกะมะกังสุง
สาระถีวะ เนตตานิ คะเหตวา
อินทริยานิ รักขันติ ปัณฑิตาติ.

อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิ.

เฉตวา ขีลัง เฉตวา ปะลีฆัง
อินทะขีลัง โอหัจจะมะเนชา
เต จะรันติ สุทธา วิมะลา
จักขุมะตา สุทันตา สุสู นาคาติ

อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิ.

เย เกจิ พุทธัง สะระณังคะตา เส
นะ เต คะมิสสันติ อะปายะภูมิง
ปะหายะ มานุสัง เทหัง
เทวะกายัง ปะริปูเรสสันตีติ.

อะถะโข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ เยภุยเยนะ ภิกขะเว ทะสะสุ โลกะธาตูสุ เทวะตา สันนิปะติตา
ตะถาคะตัง ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะ เยปิ เต ภิกขะเว อะเหสุง อะตีตะมัทธานัง อะระหันโต
สัมมาสัมพุทธา เตสัมปิ ภะคะวันตานัง เอตะปะระมาเยวะ เทวะตา สันนิปะติตา อะเหสุง.
เสยยะถาปิ มัยหัง เอตะระหิ เยปิ เต ภิกขะเว ภะวิสสันติ. อะนาคะตามัทธานัง อะระหันโต
สัมมาสัมพุทธา, เตสัมปิ ภะคะวันตานัง เอตะปะระมาเยวะ เทวะตา สันนิปะติสา ภะวิสสันติ.
เสยยะถาปิ มัยหัง เอตะระหิ อาจิกขิสสามิ ภิกขะเว เทวะกายานัง นามานิ. กิตตะยิสสามิ ภิกขะเว
เทวะกายานัง นามานิ เทสิสสามิ ภิกขะเว เทวะกายานัง นามานิ. ตัง สุณาถะ สาธุถัง มะนะสิกะโรถะ
ภาสิสสามีติ. เอวัมภันเตติ โข เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง. ภะคะวา เอตะทะโวจะ.

สิโลกะมะนุสกัสสามิ ยัตถะ กุมมา ตะทัสสิตา
เย สิตา คิริคัพภะรัง ปะหิตัตตา สะมาหิตา
ปุถู สีหาวะ สัลลีนา โลมะหังหาภิสัมภิโน
โอทาตะมะนะสา สุทธา วิปปะสันนะมะนาวิลา
ภิโย ปัญจะสะเต ญัตวา วะเน กาปิละวัตถะเว
ตะโต อามันตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต
เทวะกายา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภิกขะเว
เต จะอาตัปปะมะกะรุง สัตวา พุทธัสสะ สาสะนัง
เตสัมปาตุระหุ ญาณัง อะมะนุสสานะ ทัสสะนัง
อัปเปเก สะตะมัททักขุง สะหัสสัง อะถะ สัตตะริง
สะตัง เอเก สะหัสสานัง อะมะนุสสานะมัททะสุง
อัปเปเกนันตะมัททักขุง ทิสา สัพพา ผุฎา อะหุง
ตัญจะ สัพพัง อะภิญญายะ วะวักขิตวานะ จักขุมา
ตะโต อามันตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต
เทวะกายา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภิกขะโว
เย โวหัง กิตตะยิสสามิ คิราหิ อะนุปุพพะโส

สัตตะสะหัสสา วะยักขา กุมมา กาปิละวัตถะวา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง.

ฉะสะหัสสา เหมะวะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโน ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมนา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง.

สาตาคิรา ติสะหัสสา ยักขา นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามัง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง.

อิจเจเต โสฬะสะสะหัสสา ยักขา นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง.

เวสสามิตตา ปัญจะสะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง.

กุมภิโร ราชะคะหิโก เวปุลลัสสะ นิเวสะนัง
ภิยโย นัง สะตะสะหัสสัง ยักขานัง ปะยิรุปาสะติ
กุมภิโร ราชะคะหิโก โสปาคะ สะมิติง วะนัง.

ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสติ
คันธัพพานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูงนัง สะมิติง วะนัง.

ทักขิณัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ
กุมภัณฑานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูมัง สะมิติง วะนัง.

ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสติ
นาคานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง.

อุตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัปปะสาสะติ
ยักขานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วินัง
ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทิกขิเณนะ วิรุฬหะโก
ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง.
จัตตาโรง เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทิสา
ทัททัลละมานา อัฏฐังสุ วะเน กาปิละวัตถะเว.
เตสัง มายาวิโน ทาสา ยาคู วัญจะนิกา สะฐา
มายา กุเฎณฑุ เวเฏณฑุ วิตู* จะ วิตุ*โต สะหะ
จันทะโน กามะเสฏโฐ จะ กินนุฆัณฑุ นิฆัณฑุ จะ
ปะนาโท โอปะมัญโญ จะ เทวะสูโต จะ มาตะลิ
จิตตะเสโน จะ คันธัพโฑ นะโฬราชา ชะโนสะโภ
อาคู ปัญจะสิโข เจวะ ติมพะรุ สุริยะวัจฉะสา
เอเต จัญเญ จะ ราชาโน คันธัพพา สะหะ ราชุภิ
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิตัง วินัง.

อะถาคู นาภะสา นาคา เวสาลา สะหะตัจฉะกา
กัมพะลัสสะตะรา อาคู ปายาคา สะหะ ญาติภิ.
ยามุนา ธะตะรัฏฐา จะ อาคู นาคา ยะสัสสิโน
เอราวัณโณ มะหานาโค โสปาคะ สะมิติง วะนัง.



เย นาคะราเช สะหะสา หะรันติ
ทิพพา ทิชา ปักขิ วิสุทธะจักขู
เวหายะสา เต วะนะมัชฌะปัตตา
จิตรา สุปัณณา อิติ เตสะ นามัง
อะภะยันตะทา นาคะราชานะมาสิ
สุปัณณะโต เขมะมะกาสิ พุทโธ
สัณหาหิ วาจาหิ อุปะวะหะยันตา
นาคา สุปัณณา สะระณะมะกังสุ พุทธัง.

ชิตา วะชิระหัตเถนะ สะมุททัง อะสุรา สิตา
ภาตะโร วาสะวัสเสเต อิทธิมันโต ยะสัสสิโน
กาละกัญชา มะหาภิสมา อะสุรา ทานะเวฆะสา
เวปะจิตติ สุจิตตะ จะ ปะหาราโท นะมุจี สะหะ
สะตัญจะ พะลิปุตตานัง สัพเพ เวโรจะนามะกา
สันนัยหิตวา พะลิง เสนัง ราหุภัททะมุปาคะมุง
สะมะโยทานิ ภัททันเต ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.



อาโป จะ เทวา ปะฐะวี จะ เตโช วาโย ตะทาคะมุง
วะรุณา วารุณา เทวา โสโม จะ ยะสะสา สะหะ
เมตตากะรุณากายิกา อาคู เทวา ยะสัสสิโน
ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.

เวณฑู จะ เทวา สะหะลี จะ อะสะมา จะ ทุเว ยะมา
จันทัสสูปะนิสา เทวา จันทะมาคู ปุรักขิตา
สุริยัสสูปะนิสา เทวา สุริยะมาคู ปุรักขิตา
นักขัตตานิ ปุรักขิตวา อาคู มันทะพะลาหะกา
วะสูนัง วาสะโว เสฏโฐ สักโก ปาคะ ปุรินทะโท
ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.

อะถาคู สะหะภู เทวา ชะละมัคคิสิขาริวะ
อะริฏฐะกา จะ โรชา จะ อุมมา ปุปผะนิภาสิโน
วะรุณา สะหะธัมมา จะ อัจจุตา จะ อะเนชะกา
สุเลยยะรุจิรา อาคู อาคู วาสะวะเนสิโน
ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.


สะมานา มะหาสะมานา มานุสา มานุสุตตะมา
ขิฑฑาปะทูสิกา อาคู อาคู มะโนปะทูสิกา
อะถาคู หะระโย เทวา เย จะ โลหิตะวาสิโน
ปาระคา มะหาปาระคา อาคู เทวา ยะสัสสิโน
ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.
สุกกา กะรุมหา อะรุณา
อาคู เวฆะนะสา สะหะ
โอทาตะคัยหา ปาโมกขา
อาคู เทวา วิจักขะณา
สะทามัตตา หาระคะชา
มิสสะกา จะ ยะสัสสิโน
ถะนะยัง อาคา ปะชุโน
โย ทิสา อะภิวัสสะติ
ทะเสเต ทะสะธา กายา
สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต
วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง
ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.


เขมิยา ตุสิตา ยามา
กัฏฐะกา จะ ยะสัสสนิโน
ลัมพิตะกา ลามะเสฏฐา
โชติมานา จะ อาสะวา
นิมมานะระติโน อาคู
อะถาคู ปะระนิมมิตา
ทะเสเต ทะสะธา กายา
สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต
วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง
ภิกขูนัง สะมิติง วินัง.


สัฏเฐเต เทวะนิกายา
สัพเพ นานัตตะวัณณิโน
นามันวะเยนะ อาคัญฉุง
เย จัญเญ สะทิสา สะหะ
ปะวุตถะชาติมักขีลัง
โอฆะติณณะมะนาสะวัง
ทักเข โมฆะตะรัง นาคัง
จันทังวะ อะสิตาสิตัง
สุพรัหมา ปะระมัตโต จะ
ปุตตา อิทธิมะโต สะหะ
สันนังกุมาโร ติสโส จะ
โสปาคะ สะมิติง วะนัง.


สะหัสสะพรัหมะโลกานัง
มะหาพรัหมาภิติฏฐะติ
อุปะปันโน ชุติมันโต
ภิสมากาโย ยะสัสสิ โส.
ทะเสตถะ อิสสะรา อาคู
ปัจเจกะวะสะวัตติโน
เตสัญจะ มัชธะโต อาคา
หาริโต ปะริวาริโต.
เต จะ สัพเพ อะภิกกันเต
สินเท เทเว สะพรัหมะเก
มาระเสนา อะภิกกามิ
ปัสสะ กัณหัสสะ มันทิยัง
เอถะ คัณหะถะ พันธะถะ
ราเคนะ พันธมัตถุ โว
สะมันตา ปะริวาเรถะ
มา โว มุญจิตถะ โกจิ นัง.
อิติ ตัตถะ มะหาเสโน
กัณหะเสนัง อะเปสะยิ
ปาณินา ตะละมาหัจจะ
สะรัง กัตวานะ เภระวัง.
ยะถา ปาวุสสะโก เมโฆ
ถะนะยันโต สะวิชชุโก
ตะทา โส ปัจจุมาวัตติ
สังกุทโธ อะสะยังวะเส.
ตัญจะ สัพพัง อะภิญญายะ
วิวักขิตวานะ จักจุมา
ตะโต อมันตะยิ สัตถา
สาวะเก สาสะเน ระเต
มาระเสนา อะภิกกันตา
เต วิชานาถะ ภิกขะโว.


เต จะ อาตัปปะมะกะรัง
สุตวา พุทธัสสะ สาสะนัง
วีตะราเคหิ ปักกามุง
เนสัง โลมัมปิ อิญชะยุง.
สัพเพ วิชิตะสังคามา
ภะยาตีตา ยะสัสสิโน
โมทันติ สะหะ ภูเตหิ
สาวะกา เต ชะเนสุตาติ.


มะหาสะมะยะสุตตัง นิฏฐิตัง

@@@@@@@

เจริญในธรรมทุกท่านคะ

nut33 [bkk] [ 17 เม.ย. 2551 เวลา 17:31 น. ]

คุณ nut33 กรุณาบอกที่มาที่ไป และความหมาย และจุดประสงค์ ของ "บทขัดมะหาสะมะยะสุตตะ " ..ด้วยครับ

จะได้รู้ว่าสมควรเผยแพร่ให้อ่านหรือไม่ ครับ

ไม่หลง [กรุงเทพฯ] [ 22 เม.ย. 2551 เวลา 11:37 น. ]

appreciated.. very much

beebua [CA] ส่งเมล์ถึง beebua [ 8 พ.ค. 2551 เวลา 22:57 น. ]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม-คำแนะนำ
ข้อความ * :
 
โดย * :
E-mail :
จังหวัด * :

ใส่รหัสความปลอดภัย
 
   
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก เพลงธรรมะ เสียงธรรม
DhammaTube พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ ธรรมะในสวน สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org