กิจกรรมธรรมะในสวน
 
 
หน้าแรก กรรม เรื่องที่ 90
Search By Google
กรรมดี กรรมชั่ว
ปฏิจจสมุปบาท

ภาพในวงกลมรอบนอก ของวงกลมเล็ก มีเส้นแบ่งผ่าซีกไว้ ๒ ข้าง มีพื้นหลังสีดำ มีร่างของมนุษย์ไร้เสื้อผ้า ถูกผูกร้อยโดยหัวหน้า ลากจูงคนเหล่านี้ไปสู่อบายภูมิ ซีกนี้ มีความหมายว่า "ยักขิณี" ฝ่ายของพวกที่ทำกรรมชั่ว หรือ กรรมสีดำ นั่นเอง ส่วนที่กลุ่มผู้คน สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ ทางข้างซ้าย คือ ข้างฝ่ายกรรมขาว หรือ ผู้ประกอบกรรมดี หมายถึง พวกที่มีจิตใจ ละอายต่อบาป อันได้แก่ นักบวช ในศาสนาต่างๆ หรือ นักบุญ ผู้บำเพ็ญเพียร ในธรรม มีความสงบเรียบร้อย เขียนเป็นภาพคน ๗ คน มีความหมายว่า ธรรมะของสัตบุรุษ ๗ ประการก็ได้

กล่าวโดยสรุป ก็คือ กรรมดำ กับ กรรมขาว หรือ กรรมดี-กรรมชั่ว, อกุศลกรรม - กับ กุศลกรรม มนุษย์ในโลกตกอยู่ในสังสารจักร หรือ ภวจักร อย่างนี้ ไม่เว้นแต่ละวัน ชั่ว-ดี ทำสลับกันไปสลับกันมา อยู่อย่างนั้น นี่คือ ผู้ที่ยังว่ายเวียนอยู่ในวงล้อแห่งภวจักร หรือ สังสารจักร

ต่อเมื่อเขามีกรรมที่สาม คือ กรรมที่ไม่ดำ-ไม่ขาว ก็จะหลุดพ้น ไม่มีว่ายเวียนอยู่ในกองทุกข์อีกต่อไป พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ในพระพุทธภาษิตว่า เมื่อไม่ต้องการเวียนว่ายในกรรมดำ-กรรมขาว ก็จะเดินตามพระพุทธเจ้า คือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด ก็จหลุดพ้นออกจากภพภูมิทั้ง ๕ ในที่สุด
๔) ภาพรอบวงชั้นที่ ๓ ซึ่งมีเส้นสีแดงแบ่งออกเป็นห้องๆ รวม ๕ ห้อง ทั้ง ๕ห้องนี้ หมายถึง ภพภูมิต่างๆ ทั้ง ๕ ภพภูมิ คือ มนุษย์ภูมิ, เปรตภูมิ, นรกภูมิ,เดรัจฉานภูมิ, เทวภูมิ หรือ สวรรค์

๔.๑ ในภาพห้องที่ ๑. เริ่มต้นจากห้องบนขวา นี่คือ มนุษย์โลก หรือ โลกของมนุษย์เรา หรือ จะเรียกว่า มนุษย์ภูมิ ก็ได้ ในภพที่ ๑ นี้ มีผู้คน ประกอบ สัมมาอาชีพ ทำมาหากิน อย่างที่เป็นอยู่ ในโลกของเรานี้ มีคนหลายระดับ มีพระพุทธเจ้า ลงมาโปรด มีการทำบุญสุนทาน ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาของตนๆ มีการแสดงธรรม มีผู้สนใจฟังธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นไป ในภพนี้ พระพุทธเจ้า ลงมาโปรด อยู่เสมอก็จริง แต่มีคนสนใจน้อย มัววุ่นวายอยู่กับ กิน กาม เกียรติ จนลืมตัว ชีวิตเปียกชุ่ม และร้อนรน อยู่กับเหงื่อไคลดังนี้
แต่ถ้าหาก มนุษย์คนใด สนใจธรรม ของพระพุทธเจ้า หรือ สนใจปฏิบัติธรรม มีจิตใจเป็นมนุษย์ที่สูงพอ เขาก็จะหลุดพ้น จากอำนาจแห่งกาฬจักร หรือ สังสารจักรได้ ดังตัวอย่าง ที่เห็นในภาพ คือ เหล่าปัญจวัคคีย์ ที่รับปฏิบัติตาม คำสอนของ พระพุทธเจ้า


๔.๒ ในภาพห้องที่ ๒. พิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็น รูปลักษณ์ ที่น่าเกลียด ของเหล่า เปรตภูมิ คือ โลกของ พวกเปรต ปากเล็ก ท้องโต อย่างที่ โบราณพูดว่า เปรตปากเท่า รูเข็ม กินอะไร ไม่รู้จักอิ่ม มีชีวิตอย่าง อดอยาก มีความหิวกระหาย ไม่รู้จักสิ้นสุด

ในภาพพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นว่า เปรตภูมิ หรือ พวกเปรตนี้ มีอยู่ทั้งเปรต ที่อยู่บนวิมาน หรือ เปรตชั้นสูง และเปรตที่ อดอยาก ทุกข์ลำบาก ในภพของเปรต มีพระโพธิสัตว์ ลงมาโปรด แผ่บุญ บารมี สุทธิ เมตตา ปัญญา พระพุทธเจ้า ก็ทรงเสด็จลงมาโปรด ในเปรตภูมิ แต่ว่า เปรตทั้งหลาย มีกรรมหนัก ไม่ยอมรับธรรมโอสถ จากพระพุทธเจ้า ติดอยู่กับ ความอยาก หรือ ความหิวกระหาย จนหน้ามืดตามัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นทาส ของความอยาก ความกระหาย แม้ท้องโต ด้วยอาหารแต่ใจ และปาก ก็ยังอยากจะกิน เข้าไปอีก กินเข้าไปเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกว่า อิ่มว่าพอ พวกเปรต จึงต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่อย่างนั้น
๔.๓ ในภาพห้องที่ ๓. ซึ่งติดกับเปรตภูมิ หรือ ห้องข้างล่างสุดนั้น คือ นรกภพภูมิ หรือ ภูมิของนรก ที่ใครๆ กลัวว่า จะตกไปอยู่ในภพนี้ หลังความตาย ในนรก มียามะและยามิ หรือ พระยม เป็นผู้มีอำนาจ กำหนดชะตากรรม ของผู้ที่ตกมาอยู่ในภพนี้

นรกภูมิ มีความร้อนเผาลน อยู่โดยทั่วไป ไฟนรก มีทั้งที่อยู่ใต้กระทะทองแดง บนฟ้าก็มีไฟ ในน้ำก็มีไฟ คือ ความทุกข์ร้อน ทรมาน อยู่ด้วยอำนาจ แห่งความรัก โลภ โกรธ หลง ทุกลมหายใจเข้าออก จิตของมนุษย์ ที่อยู่ในนรกภูมิ แดงโร่ และร้อนจัด ด้วยไฟ อยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้า ลงมาโปรด ก็ไม่รับรู้ ในคำสอน ที่จะช่วย ให้ขึ้นจากนรก..

๔.๔ ในภาพห้องที่ ๔. คือ ภพภูมิ ของ สัตว์เดรัจฉาน ภพนี้คือ โลกของเดรัจฉาน ทั้งหลาย หรือ เรียกว่า "เดรัจฉานภูมิ" ปริศนาธรรม ของภพนี้ ก็คือ โมหะ คือ โง่ หลง งมงาย มีสติปัญญา ต่ำต้อย เยี่ยง สัตว์เลื้อยคลาน หรือ สัตว์ตระกูลต่ำ ทั้งหลาย ความหมายในภาษาธรรม ของเดรัจฉานนี้ เท่ากับ ความโง่ของคน ไม่ศึกษา ไม่ฝึกฝน ปล่อยให้ชีวิต ขาดสติปัญญา อยู่ไปวันๆ อย่างที่กล่าวเป็น ภาษาชาวบ้าน ว่า กิน ขี้ ปี้ นอน "สืบพันธุ์" หรือ เสพเมถุน อย่างสัญชาติญาณ ของสัตว์ทั่วไป มีความกลัวภัยอยู่เสมอ เพราะไม่มีสติปัญญา ที่จะรู้ได้ว่า อะไรควรจะกลัว หรือ ไม่ควรกลัว พระพุทธเจ้า เสด็จลงมาโปรด เดรัจฉานภูมิ เหมือนกัน แต่แม้ว่า พระองค์ จะมีพระเมตตา แสดงธรรม ล้ำลึกเพียงไร จิตของเดรัจฉาน พอใจ หรือ จมดิ่ง อยู่กับ ความเป็นเดรัจฉาน อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

๔.๕ ในภาพห้องที่ ๕ นี้นับว่า เป็นภพภูมิ ที่สูงที่สุด คือสวรรค์ หรือ ที่เรียกว่า เทวโลก เป็นเทวภูมิ ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย ต่างมีใจปรารถนา จะได้เกิดมาในภพนี้ เพราะมีความเชื่อมาแต่เดิมว่า เป็นแดนแห่งความสุข...

ท่านอาจารย์พุทธทาส อธิบายว่า พิจารณาดูภาพสวรรค์ให้ดีๆ ก็จะเห็นว่า ในภพภูมิของเทวดานี้ จะมีกำลังแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายเทวดา กับอสูร หรือ ฝ่ายสุระ กับอสุระ ทั้งสองฝ่ายนี้ สู้รบกัน อยู่ตลอดเวลา ใช้อาวุธต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงนางฟ้า หรือ แย่งชิงตัวกามคุณ ระหว่างกัน อยู่เป็นนิจ เดี๋ยวนี้ ก็ยังรบกันอยู่ รบกันระหว่าง ฝ่ายดำ กับฝ่ายขาว หรือ ฝ่ายกล้ากับฝ่ายกลัว รบอยู่อย่างนั้น

แม้แต่ในภาพของสวรรค์ ก็ยังแย่งชิง กามคุณ หรือ แย่งชิงนางฟ้า กันอยู่ คือมีความมักมาก หลงไหลในกาม จนต้องรบราฆ่าฟันกัน ไม่มีวันจบสิ้น เทวดาเป็นผู้ไม่มีเหงื่อ อย่างมนุษย์ แต่เทวดากลับเร่าร้อน อยู่ในกามรส อันไม่มีที่สิ้นสุด จิตของเทวดาหรือ ผู้ที่อยู่ในเทวภูมิ จึงไม่อาจสงบเย็นลงได้

พระพุทธองค์ ทรงเสด็จมาโปรดในสวรรค์เหมือนกัน ในภาพจะเห็นว่า พระพุทธเจ้า ทรงบรรเลงพิณรูปหนึ่ง อีกรูปหนึ่ง ทรงถือพระขรรค์ (ซึ่งหมายถึงปัญญา)

จิตของผู้ที่อยู่ในเทวภูมินี้ เป็นจิตที่หมกมุ่นในกิเลสกาม วุ่นในเกียรติยศ ศักดิ์ศรี แข่งดี ชิงเด่น มีจิตที่คุพอง อยู่เหนือผู้อื่น แม้จะถือว่า เป็นภพภูมิ ที่สูงกว่า ภพภูมิทั้ง ๔ ที่กล่าวมาแล้ว แต่เทวดา ก็นิพพานไม่ได้ เพราะ ติดข้อง ในกามคุณ อยู่นั่นเอง

อาจจะเป็น เพราะเหตุนี้กระมัง การบูชาเทวดา ทั้งหลาย จึงต้องมีอะไรๆ ที่เป็นเครื่องเซ่นไหว้ เป็นพิเศษ หรือต้องมีอามิสบูชา ล้ำเลิศจึงจะสำเร็จ ตามที่ต้องอ้อนวอนร้องขอ

๕) คราวนี้ มาพิจารณารูปภาพต่างๆ ในห่วงโซ่ รอบนอกสุดของ วงล้อสังสารจักร ซึ่งประกอบด้วย ช่องเล็กๆ จำนวน ๑๒ ช่อง ห่วงโซ่ ๑๒ ช่องหรือ ๑๒ ห่วงนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาส กล่าวว่า จะต้องเริ่มต้น ในห่วงที่ ๑ ซึ่งอยู่ตรงใต้เขี้ยวโง้ง ด้านขวาของอมนุษย์ตนนี้ (วนจากขวา - ไปซ้าย)

๕.๑ ห่วงโซ่ที่ ๑ คือ อวิชชา เขียนเป็นรูปคนตาบอด ถือไม้เท้า คลำทาง ไปข้างหน้าไม่ได้ ต้องมีเด็กมาจับไม้เท้า ช่วยจูง "อวิชชา" อุปมาเหมือน คนชราตาบอด แม้จะมีวัยวุฒิ มากอย่างไร แต่ความไม่รู้ หรือความมืดบอด ทางสติปัญญา มีมากจน ไม่สามารถ ช่วยนำพาชีวิตตนเอง ไปได้ ต้องอาศัย ลูกหลาน หรือผู้อื่น มีวิชชามากกว่า เป็นผู้ชักจูงไป

ความไม่รู้นี้ รวมถึง ความไม่รู้ในธรรมแท้ ไม่รู้จริง ตามธรรมชาติ ไม่รู้จักพุทธะ ของพระพุทธเจ้า หรือ รู้ไม่จริงว่า อะไรเปลือก อะไรแก่น ขาดสติปัญญา ที่พิจารณา มีอวิชชา แฝงเร้น อยู่เรื่อยไป
๕.๒ ในห่วงโซ่ที่ ๒ นี้ คือ สังขาร หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า การปรุงแต่ง เขียนเป็น คนปั้นดินเผา ขึ้นรูปปั้นพาหนะ ให้ได้รูปทรง สวยงาม ตามที่จิตต้องการ ภาษาธรรมจึงอุปมา สังขาร เหมือนคนปั้นหม้อ ก้มหน้าก้มตา แต่งหม้อ มิรู้จักหยุด ในขณะที่อารมณ์ กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากปัญญาไม่มีสติ มาไม่ทัน อวิชชาจะเข้าครอบงำ ก็จะมี การปรุงแต่ง ที่ให้เกิดกิเลสขึ้น ปรุงแต่ง เพิ่มพูนขึ้นมา อย่างมิรู้จบ
๕.๓ ห่วงโซ่ที่ ๓. คือ วิญญาณ ซึ่งอุปมาดัง ลิงถือลูกแก้ว ลับๆล่อๆ อยู่หน้า ประตูห้อง "จิต" หรือวิญญาณนี้ กลิ้งกลอกไปมา เหมือนกับ ลิงที่ไม่มีหยุดนิ่ง แกว่งไป แกว่งมา อยู่ตลอดเวลา ยากที่จับมาฝึก ให้หยุดนิ่งได้ ปริศนาธรรมของ วิญญาณ จึงเปรียบเหมือนอย่าง ลิงที่ถือลูกแก้ว เปิดประตูออกมา แล้ววิ่งหายวับ กลับเข้าไปข้างใน ลูกแก้วพุทธะ ในมือลิง วิญญาณคือ การรู้ทางอายตนะ ๖ อันได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ มิใช่วิญญาณ ที่ล่องลอย อย่างที่ชาวบ้านคิด แต่อย่างใด
.๔ ห่วงโซ่ที่ ๔. คือ "นามรูป" เขียนเป็น รูปคนสองคนนั่งในเรือ คนนั่งคือนาย คนพายคือบ่าว ความหมาย ของปริศนาธรรม "นามรูป" นี้มีว่า นายกับบ่าว พายเรือไปในทะเลกว้าง ใจนั้นเปรียบเสมือนนาย กายนั้น เปรียบเสมือนบ่าว การท่องไปใน สังสารวัฏฏ์ จะต้องมีใจ เป็นผู้กำหนดทิศทาง ถือหางเสือเรือ "นาม" คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วน "รูป" ก็คือ กาย ทั้งนาม ทั้งรูป ตามธรรมชาติ มิได้มีอยู่จริง มันปรุงแต่ง เป็นนามรูป ตามธรรมชาติ มิได้มีอยู่จริง มันปรุงแต่ง เป็นนามรูป เมื่อมีความปรุงแต่ง ด้วยอวิชชา นามรูปก็มีขึ้น และว่ายเวียน เป็น ตัวกู-ของกู ในสังสารวัฏฏ์
๕.๕ ห่วงโซ่ที่ ๕. คือ "อายตนะ ๖" หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภาษาบาลี เรียกว่า สฬายตนะภายใน ๖ ที่เกิดมีขึ้น เปรียบเสมือนบ้าน ๖ หลัง ดังในภาพเขียน บ้านหมายถึง ที่อยู่อาศัยของ สฬายตนะ ภายในทั้ง ๖ และ อารมณ์กระทบภายนอก คือ อายตนะ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
๕.๖ ห่วงโซ่ที่ ๖ คือ ผัสสะ ในภาพเขียน เป็นรูป ผู้หญิง-ผู้ชาย กอดรัด สัมผัส ซึ่งกันและกัน ผัสสะนี้มีองค์ประกอบ ๓ ประการคือ ตากระทบรูป เกิดจักษุวิญญาณ เรียกว่า ผัสสะ เมื่อผลแห่งการกระทบ ของอายตนะ สมบูรณ์แล้ว การกระทบนั้น ย่อมมีผล ปรุงแต่งเป็น เวทนา คือ ความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบ หรือ ครึ่งๆ กลางๆ
๕.๗ ห่วงโซ่ที่ ๗. คือ เวทนา ในภาพเขียนเป็นรูป ลูกธนุเสียบดวงตา ๒ ข้าง เป็นการอุปมา ปริศนาธรรม ที่มีความหมายว่า เมื่อมีผัสสะ เกิดขึ้น เวทนาก็จะตามมา คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา คือ ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการเวทนา นี้ จึงเป็นความรู้สึก ที่เหมือน ลูกธนูเสียบแทง ให้มืดบอด ไม่เห็นอะไรได้ มีอาการรู้สึก ชอบหรือไม่ชอบ หรือ ซบเซา ซึมซาบ อยู่แต่ รสของเวทนานั้น

๕.๘ ห่วงโซ่ที่ ๘. คือ ตัณหา เขียนเป็นรูปภาพ คนนั่งดื่มเหล้า จากภาชนะที่ถือ สุรา หมายถึง ตัณหา และ ตัณหานี้ มีอยู่ ๓ ความหมายคือ กามตัณหา ข้องอยู่ในความยินดี ทุกอย่าง ภวตัณหา อยากได้ อยากรู้ อยากเป็น ทุกชนิด วิภวตัณหา ไม่อยากได้ ไม่อยากรู้ ไม่อยากเป็น ทุกชนิด ตัณหา คือ ความมึนเมา งมโง่ หลับหู หลับตา อยากได้ อยากเสพ อยู่เรื่อยไป มีความอยาก ไปตามอารมณ์ที่ มากระทบ ไม่สิ้นสุด
๕.๙ ห่วงโซ่ที่ ๙. คือ อุปาทาน อุปมาดังภาพที่เขียน คือ ดุจดัง ลิงถือลูกท้อ กำแน่นไว้ในมือทั้งสอง มีจิตที่ติดยึด กุมเอาไว้ ปริศนาธรรมข้อนี้ หมายถึง ความยึดมั่น ถือมั่น ทั้งหลายทั้งปวง ได้แก่ ทิฏฐุปาทาน กามุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน
๕.๑๐ ห่วงโซ่ที่ ๑๐ คือ ภพ ปริศนาธรรมนี้ เขียนเป็นรูปคนที่ตั้งท้องแก่ ใกล้จะคลอดลูก นั่นคือ การจุติของภพ เริ่มขึ้นแล้ว ภพมีอยู่ ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ และภพเป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ
๕.๑๑ ห่วงโซ่ที่ ๑๑. คือ ชาติ หมายถึงการเกิดขึ้น ในภาพที่เขียน เป็นรูปผู้หญิงนอนคว่ำ ในท่าที่คลอดลูก ออกมา เห็นรูปทารก อยู่ที่หว่างขา เมื่อมีภพ ก็ต้องมีชาติตามมา นั่นคือ การเกิด แต่ในความหมาย ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ท่านมิได้หมายถึง การเกิด จากครรภ์มารดา ชาติ คือ การเกิดทาง จิตวิญญาณ เป็นการเกิด ทางนามธรรม ที่เกิดด้วยอุปาทาน ที่ปรุงขึ้นมา เป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" นี่คือ การเกิด หรือ "ชาติ" ในภาษาธรรม การได้อายตนะเฉพาะ เรียกว่า ชาติ เพราะมีอุปาทานก็มีภพ เพราะมีภพ ก็มีชาติ เพราะมีชาติ ก็มีชรามรณะ เกิดขึ้น พร้อมเป็นความทุกข์
๕.๑๒ ห่วงโซ่ที่ ๑๒. "ชรามรณะ" ในห่วงโซ่นี้ เขียนเป็น ภาพคนแก่ เดินถือไม้เท้า หลังค่อม ทุลักทุเล หมายถึง "ชรา" ความเสื่อมแห่งอินทรีย์ ในความหมาย ของภาษาธรรม คือ การเกิดทุกข์ แล้วก็ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อความชรามีมา การแตกดับแห่งขันธ์ ก็จะติดตามมา เป็นสายโซ่ แห่งสังสารจักร หรือ สายโซ่แห่ง ปฏิจจสมุปบาท หมุนเวียน ต่อเนื่อง ต่อไปสู่ ภาพห่วงโซ่ที่ ๑ คือ อวิชชา อีก

จากภาพห่วงโซ่ที่ ๑๒ แล้วก็หมุนกลับไปสู่ห่วงโซ่ที่๑ อีก เพราะอะไร ก็เพราะว่า ตราบใดที่ตัว อวิชชา ยังมีอยู่ มันก็จะครอบงำทุกขณะ แล้วแต่ว่า อารมณ์ใด จะเกิดขึ้น พอขาดสติ อวิชชาก็เข้าสิงแล้วก็ปรุงสายโซ่ เสวยอารมณ์นั้นๆ ไป จนครบวง ๑๒ อาการ วงแล้ววงเล่า ผลที่ตามมา ก็คือ ความทุกข์ที่มิรู้จบรู้สิ้น

พุทธทาสภิกขุกับภาพปฏิจจสมุปบาท
คำอธิบายนี้ เขียนจาก คำบอกเล่า ของ ท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งท่านอธิบาย ให้ผู้เขียนภาพฟัง ในเบื้องต้น ก่อนที่จะลงมือเขียน ไว้บนฝาผนัง ด้านทิศเหนือ ของโรงมหรสพทางวิญญาณ เมื่อราวเดือน สิงหาคม-ตุลาคม ๒๕๐๙

ภาพนี้มีคำบรรยายใต้ภาพ เป็นภาษาอังกฤษว่า "Wheel of Becoming" ท่านอาจารย์พุทธทาส แปลให้ฟังว่า ภวจักร, กาฬจักร, หมายถึง วงล้ออันดำมืด ซึ่งกลืนกินจิตใจ ของชีวิตในภพภูมิทั้งห้า คือ
๑. มนุษย์โลก
๒. เปรตภพ
๓. นรกภูมิ
๔. โลกเดรัจฉาน
๕. เทวโลก

ในหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ มีคำเทศน์ ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ตีพิมพ์ชื่อว่า ศารทกาลิกเทศนา

ภาพปฏิจจสมุปบาท หรือ ภวจักร, กาฬจักร หรือ สังสารจักร นี้ เขียนขี้น จากแนวความคิด ของศาสนิกชน ชาวชมพูทวีป หรือ อินเดียและธิเบต เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ ในการศึกษาธรรม ให้เข้าใจง่าย ดูภาพแล้ว เบาสบาย สามารถพิจารณา อยู่นานๆ จนเข้าใจความหมาย ได้แจ่มแจ้ง และช่วยให้เกิด ความซาบซึ้ง ในพระธรรม และความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า

ประวัติที่มา ของภาพปริศนาธรรม ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีการเขียนภาพ ประกอบการศึกษา พระพุทธศาสนา ทางตอนเหนือของอินเดีย แคว้นกัษมีระ เขาจะทำเป็นภาพ ประดับไว้ ตามประตูอาราม ต่อมา เมื่อมีการนำพุทธศาสนา เข้าไปไว้ในธิเบต ชาวธิเบตจึงเป็น ผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรม การเขียนภาพ ปฏิจจสมุปบาท หรือ ภาพสังสารจักร ไว้ตามวัดต่างๆในธิเบต

อุปกรณ์หรือ โสตทัศนศึกษาชิ้นนี้มีประโยชน์ ทั้งในด้านปริยัติ และการปฏิบัติ เพื่อความรู้แจ้ง ในคำสอนสูงสุด ของพระพุทธเจ้า ทำให้พุทธศาสนิกชน สามารถเข้าใจได้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถึงความจริงอันลึกลับ ของธรรมชาติ ตามหลักแห่งวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงบรรลุธรรม ค้นพบ สายโซ่ หรือ ห่วงแห่งความเกิด ความดับ ความเปลี่ยนแปลง ของปรากฏการณ์ อันเป็นไปตาม กฏของธรรมชาติ ดังปรากฏหลักฐาน ที่พระองค์ ตรัสอุทาน เป็นภาษาบาลีว่า

อิม สฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสุปปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ อิมสฺสมึ อสติ อิทํ นโหติ อิมสฺสมึ นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ - เพราะสิ่งนี้ๆ มีอยู่ สิ่งนี้ๆ จึงมี, เพราะสิ่งนี้ๆ เกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น, และเพราะสิ่งนี้ๆ ไม่มี สิ่งนั้นจึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ๆ ดับไป, สิ่งนั้นจึงดับไป

หรือ ตรัสอีกอย่างหนึ่งว่า อิติ โข ภิกขเว ยาตตฺร ตถาตา อวิตถตา อนญฺญ-ถตา อิทัปปจจยตา ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติใด ในกรณีนั้น คือ ความเป็นอย่างนั้น ความไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ...

ธรรมดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์ ตรัสเรียกสั้นๆว่า "ปฏิจฺจสมุปบาท" คือ ธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันเกิดขึ้น

บางแห่ง ทรงตรัสไว้ว่า.. อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปปาทาวา ตถาคตานํ ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฎฐิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเทียว คือ ความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา คือ ความเป็นกฏตายตัว แห่งธรรมดา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ท่านอาจารย์พุทธทาส แนะนำว่า เมื่อศึกษาความรู้ ตามภาพนี้ จนเข้าใจได้แล้ว จะเกิดญาณทัสนะ คือ ความรู้แจ้ง ช่วยให้เกิดกำลัง เข็มแข็ง ทางจิตใจ สามารถส่งผล ในการปฏิบัติธรรม ได้ตามความมุ่งหมาย ที่ถูกต้อง ก่อให้เกิด มรรคผล คือ ความรอดพ้น ในการแก้ปัญหาชีวิต หรือ แก้ความทุกข์ทั้งหลาย ที่ปรากฏเข้ามาสู่จิตใจคนเรา ให้ตกไปได้ในที่สุด

ท่านอาจารย์พุทธทาส ย้ำเตือนพุทธบริษัททั้งหลายว่า การศึกษาปฏิบัติธรรม จากความรู้ที่ ได้ยินได้ฟัง ก็ดี หรือจาก ภาพปริศนาธรรม ก็ดี จากภาพสำแดงธรรม ก็ดี จะช่วยให้ถึง จุดหมายปลายทาง เร็วและง่ายขึ้น หากผู้สนใจศึกษา จะเริ่มต้น ด้วยการตรวจสอบ พิจารณา อ่านใจ ของตนเอง รู้จักตัวเอง ทดสอบตนเอง พร้อมๆ ไปกับ ความเข้าใจ ในปริยัติธรรม นั้นๆ
ท่านอาจารย์พุทธทาส ได้อธิบายเรื่องนี้ ไว้ในธรรมบรรยาย "ปฎิจจสมุปบาท" ชนิดที่ไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ ผู้สนใจควรจะ ได้ค้นหาศึกษา ประกอบด้วย สำหรับในที่นี้ จะอธิบายความหมายต่างๆ ที่ปรากฏ เป็นปริศนาธรรม ในภาพเขียน และท่านอธิบายไว้ แต่โดยย่อเท่านั้น

๑) ภาพรอบนอกวง หมายถึง ภาพอมนุษย์ หรือ จะเรียกว่า อำนาจอวิชชา อันดำมืด ดุจพญามาร ก็ได้ ตัวอมนุษย์ตนนี้ อยู่ในลักษณาการ จับยึดวงล้อ หรือวงจักร ด้วยดวงตาที่ดุร้าย หมายทำลายล้าง



ท่านอาจารย์พุทธทาส ชี้ให้พิจารณาดูว่า อมนุษย์ตนนี้ มีดวงตาที่สาม อยู่กลางหน้าผาก ความหมายของ ดวงตา สองข้าง ที่เปิดกว้าง หมายขบกัด หรือ กลืนกินนั้น ท่านหมายว่า เป็นดวงตาของกิเลส ตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งครอบงำโลก ทั้งหลาย หรือ ครอบงำจิตใจ ของมนุษย์ ไว้ในกำมือ หรือ เขี้ยวเล็บ อันน่าสะพรึงกลัว อำนาจนี้ กำลังเผาผลาญโลก คือ ภพในกาย ยาววา หนาคืบ กว้างกำมือ นี่เอง

ดวงตาที่สาม กลางหน้าผากอมนุษย์ คืออะไร? นั่นคือ แสงสว่างแห่งปัญญา หรือ แสงสว่างแห่งพุทธะ ที่มีอยู่ในตัวคน หากปัญญาไม่กล้าแกร่งพอ ก็จะถุกกิเลสครอบงำ ได้ในที่สุด..

เครื่องประดับ เหนือเศียร ของอมนุษย์นี้ มีดอกไม้สีน้ำเงิน เกษรสีชมพู พุ่งแหลมออกมา ท่านอุปมาธรรมว่า นั่นคือ เหยื่อล่อคล้ายนอสัตว์ ทัดหูทั้งสองข้าง

หัวกะโหลกทั้ง ๕ ที่ปรากฏอยู่เบื้องบน นั้นคือ สื่อความหมายของเบญจขันธ์ บนหัวกะโหลกนั้นมีมรกตสีเขียว อย่างงดงาม นั่นคือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุ สิ่งเหล่านี้ ทำงานร่วมกัน อย่างที่เรียกว่า ปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง.. ปกติมิได้มีทั้งคน ไม่มีทั้งขันธ์ หรือ ไม่มีอะไร แต่ธรรมชาติ เป็นอยู่อย่างนั้น ต่อเมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น คนกับตัวกู ก็เกิดออกมาทันที

ภาพของอมนุษย์ ที่กลืนกิน ภวจักร หรือ สังสารจักร อยู่นั้น อุปมาได้ดัง ตัวอวิชชา ที่ยิ่งใหญ่แล้ว แต่ในส่วนลึก ของความโง่ ที่มีอยู่นั้น อมนุษย์ตนนี้ ยังเก็บซ่อน ความมีธาตุรู้ ไว้เป็นเครื่องมือ แห่งทิพยโสต หรือมีตาทิพย์ ไว้ควบคุม มิให้สรรพสิ่ง หลุดรอดออกไปจาก สังสารจักรนี้ วงล้อแห่งภวจักร หรือ สังสารจักร นี้เป็นวงกลมใหญ่ ที่หมุนเชี่ยว ไปในอวกาศ มิรู้หยุด เป็น กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา หมุนเวียน วนว่ายไป ไม่มีที่สิ้นสุด ล่องลอย หรือซัดโยนไปตามธรรม ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนึ่ง อมนุษย์ หรือ ตัวแทน แห่งอำนาจสีดำ ของอวิชชานี้ มีหนังเสือถือครอง คล้ายมีเสือเป็นพาหะ ช่วยเพิ่มความดุร้าย แห่งวิญญาณ การขบเคี้ยว ของพลังเสือร้ายอยู่ในตัวอีกด้วย


ภาพเล็กๆ ของคน ๒ คน (ภาพที่คัดลอกใหม่ มีรูปพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว) ซึ่งยืนชี้นิ้ว และพนมมือ อยู่เหนือข้อแขน ของอมนุษย์นั้น คือ รูปของพระพุทธเจ้า สถิตอยู่บนดอกบัวบาน พระองค์ทรงชี้ไปข้างหน้า บอกกล่าวแก่ พุทธสาวก ซึ่งยืนพนมมือ อยู่ข้างหน้าพระองค์ว่า

พุทธสาวกทั้งหลาย พวกท่านจงทำลาย วงล้อแห่งภวจักร หรือ สังสารจักร ข้างล่างนั้นเสีย แล้วจงใช้ปัญญาวิมุตติ นำพาชีวิต และดวงจิต ออกจากวงล้ออันดำมืด ให้สำเร็จ จงยึดถือเอา ธรรมจักรพุทธะ เป็นเครื่องมือแห่งชัยชนะเถิด..


ธรรมจักรที่ปรากฏเบื้องซ้าย ของอมนุษย์นั้น ล่องลอยอยู่เหนือโลก เหนือความครอบงำ ทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือ เครื่องหมายแห่ง ความว่าง ความสงบ มีแสงสีโอภาส เป็นแสงฉัพพรรณรังสี เปล่งแสงสว่าง อยู่ตลอดเวลา

) ภาพในวงกลม (ตรงจุดศูนย์กลาง ของ วงกลมใหญ่) วงกลมเล็กในสุดนี้ มีรูปสัตว์ สามตัว กำลังกัดกินหาง ของกันและกัน มีหมูกัดหางงู งูกัดหางไก่ และ ไก่กัดหางหมู หมุนวนไปอย่างนี้

ปริศนาธรรม ภาพนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาส อธิบายย่อๆว่า หมู คือ ตัวกิเลส งู คือ ตัวกรรม และ ไก่ คือ วิบาก หรือ ผลของกรรม

หมูกัดหางงู งูกัดหางไก่ ไก่จิกกัดหางหมู คือ ปริศนาธรรม ของ กิเลส - กรรม - วิบาก จิกติดพัน เกี่ยวเนื่องกันอยู่ อย่างนั้น จิกไม่ยอมปล่อย เพราะ ติดในรสอร่อย มีความฮึกเหิม สำแดงความลำพอง เช่นเดียวกับ กิเลสตัณหา กรรม และ วิบาก นี่คือ ผลเกี่ยวเนื่อง อันเกิดจาก ความอยาก เมื่อมีความอยาก ก็ลงมือกระทำ เมื่อกระทำไปแล้ว ก็บังเกิดผล ของการกระทำนั้น ตามมาไม่สิ้นสุด


ที่มา : หนังสือดอกโมกข์ รายตรีมาส
Toonjan ส่งเมล์ถึง Toonjan [DT02619] [ วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม 2550 เวลา 15:20 น. ]
 แสดงความคิดเห็น - คำแนะนำ
จำนวนคนอ่าน 1650 คน 
เชื่อหรือไม่? กรรมของคน

คนเราเดี๋ยวนี้ไม่คิดถึง พระพุทธศาสนาเลยกลับคิดเอาเงินเป็นที่ตั้ง สมัยพุทธกาลนั้นองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า ตัณหา ราคะ ทั้ง 5 นั้นเกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นที่มาของตัณหานั่นเองนะ ครับ ดูปัจจุบันซิครับทุกคนหันมาปลุกเศกองค์จตุครามรามเทพ กัน หลายๆวัดเพื่อปัจจัยเท่านั้นเองนะครับ จงจำไว้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์แรกเลยคือ องค์พระบิดา-มารดา ผู้ให้กำเนิดออกมา องค์ที่สองคือ ครูบาอาจารย์ ที่สอนสั่งจนมีความรู้มาถึงทุกวันนี้ องค์ที่สามคือพระ พุทธเจ้า ที่สอนสั่งให้ปฏิบัติสร้าง คุณงาม ความดีตลอดมา แล้วทราบไหมว่าพี่น้องที่คลานกันมายัง ทะเลาะกันเลยเรื่องเงินที่สร้างองค์จตุครามนี้แหละ องค์พ่อจตุครามรามเทพนั้นเป็นเทพที่ปกปักรักษา นครศรีธรรมราช เป็นเวลานาน ซึ่งประดิษฐ์สถานที่อยู่ที่บานประตูมีด้วยกัน 2 องค์คือ องค์จตุขาม และองค์รามเทพ พร้อมกันนั้นได้ เอามารวมเข้าด้วยกันจึงเป็นองค์จตุครามรามเทพ ที่เคารพกันอยู่ใน ปัจจุบันนี้เอง และราคาที่ขึ้นมานั้น เพราะความเลื่อมใส ปัจจุบันคนที่นับถือนั้นและ สร้างเรื่องให้ดัง เหมือนพลุแตกนั้นก็ตายแล้วที่ถูกยิงคารถ ของตัวเองนั่นแหละนี่ก็เป็นเพราะกรรมที่สร้าง ส่วนคนที่ได้ ไปนั้นให้ยึดมั่นในคุณงามความดีขององค์พ่อ จตุครามรามเทพ เท่านั้นแหละประเสริฐยิ่งนัก

อ.ชัย [กทม.] ส่งเมล์ถึง อ.ชัย [124.121.110.215] [ 23 มี.ค. 2550 เวลา 00:41 น. ] [ 1 ]

สุขใดไหนจะเท่ามองโลกเราในแง่ดี
มนุษย์เรานี้มีกรรมทำแตกต่าง
ได้ขีดสร้างชั่วดีมีมากหลาย
ให้ใจต่างกายต่างมากอย่างไป
สุดแต่ใจเขาเราปั้นแต่งกันมา
กรรมนำพาเวียนว่ายตายเกิดใหม่
สิ้นสุดได้ตอ้งจิตไปสู่นิพพาน
ถ้าผิดตกขออภัย แต่งไปตามความรู้สึกนึกคิดตัวเองคะ สัมผัสอักขระไม่มีความรู้หรอกคะ...
และนี่ก็เป็นกลอนบทแรกของตังคะ

ANAS [HK] ส่งเมล์ถึง ANAS [220.246.182.78] [ 26 มี.ค. 2550 เวลา 21:33 น. ] [ 2 ]

ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว ไม่สามรถนำมารบล้างกันได้ เทวดาจดในสมุดบันทึกเอาไว้
แล้วครับ ส่วนนรกก็เส่นกันใครทำผิด เขาก็จดบันทึกเอาไว้แล้ว เวลาตายไปจะได้ไปคิด
บัญชีกันทีหลังครับ และไปลงนรกขุมไหนครับ .......

รักเธอ [phuket town] ส่งเมล์ถึง รักเธอ [221.128.118.229] [ 28 มี.ค. 2550 เวลา 14:22 น. ] [ 3 ]

อยากรบกวนถามว่า มีผู้ชายคนนึงขาย วีซีดี ลามก ให้พระสง
ฆ์ ชายคนนี้มีความผิดในเชิงศาสนาอย่างไร ผิดศีล หรือ อะไรอย่างไรบ้าง ขอบคุณครับ

กุล [กทม] ส่งเมล์ถึง กุล [58.8.139.119] [ 19 เม.ย. 2550 เวลา 21:25 น. ] [ 4 ]

อยากได้จตุคราม

09u090r [ชัยภูมิ] ส่งเมล์ถึง 09u090r [222.123.10.233] [ 9 มิ.ย. 2550 เวลา 12:39 น. ] [ 5 ]

อยากให้มีรายละเอียดมากกว่านี้

ผมเด็กชาย ศราวุธ แก้วนิล อยากเข้ารวมเป็นสมาชิกใน [ราชบุรี] [203.113.17.175] [ 10 ก.ค. 2550 เวลา 10:31 น. ] [ 6 ]

yorqe udzfbrli juchx odhpsqu mwfs mfeci ndjlqk

qinrvtofl vehqwmxl [CA] ส่งเมล์ถึง qinrvtofl vehqwmxl [195.46.214.28] [ 5 ก.ย. 2550 เวลา 23:10 น. ] [ 7 ]

tjzhxlsa udgan nsjrzwf wcnafib dbgqem sqkdx mprk http://www.xzluphewo.impdg.com

agwky anzswhyri [CA] ส่งเมล์ถึง agwky anzswhyri [88.191.57.243] [ 5 ก.ย. 2550 เวลา 23:10 น. ] [ 8 ]

qfgaywbc mjucb cowrtzhnm izbgxfu scwlqko mnopra euxiazgkj <A href="http://www.mcrj.qgdjatey.com">ermxsulaf hmjxgk</A>

wrkl clxqkpdem [CA] ส่งเมล์ถึง wrkl clxqkpdem [80.237.140.233] [ 5 ก.ย. 2550 เวลา 23:10 น. ] [ 9 ]

hlvjfp yxnuca ehajkq mvpjaghi zenmr tfwxvr cpgn [URL=http://www.lugnojhf.xlwfcsroy.com]enykwav dzlfghi[/URL]

mygxutw vhfy [CA] ส่งเมล์ถึง mygxutw vhfy [210.51.51.24] [ 5 ก.ย. 2550 เวลา 23:11 น. ] [ 10 ]

nxtop uhynz ldhnieoas mtofhi wbisualg zuhjs mzetp http://www.klpqrdi.pygbncrj.com phjaby fqkhyjcv

lihr znsfi [CA] ส่งเมล์ถึง lihr znsfi [86.18.246.243] [ 5 ก.ย. 2550 เวลา 23:11 น. ] [ 11 ]

Cool site. Thanks.
http://search.cnn.com/search?query=site%3Awww.advanced-cnn-search.com%20-2-card-expansion-gb-palm 2 card expansion gb palm

2 card expansion gb palm [CA] ส่งเมล์ถึง 2 card expansion gb palm [202.141.148.18] [ 17 ก.ย. 2550 เวลา 03:43 น. ] [ 12 ]

Nice site. Thanks.
http://search.cnn.com/search?query=site%3Amultisquid.com%20-1993-evinrude-outboard-30hp 1993 evinrude outboard 30hp

1993 evinrude outboard 30hp [CA] ส่งเมล์ถึง 1993 evinrude outboard 30hp [58.225.125.187] [ 19 ก.ย. 2550 เวลา 18:28 น. ] [ 13 ]

Cool site. Thanks:-)
http://search.cnn.com/search?query=site%3Amultisquid.com%20-1998-suzuki-vitara 1998 suzuki vitara

1998 suzuki vitara [CA] ส่งเมล์ถึง 1998 suzuki vitara [72.232.75.7] [ 20 ก.ย. 2550 เวลา 11:42 น. ] [ 14 ]


ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้อความ * :
โดย * :
E-mail :
จังหวัด * :
 

 
   

หน้าหลัก
ปิดหน้านี้
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก วิทยุธรรมะไทย
พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ กิจกรรมธรรมะ สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org