กิจกรรมธรรมะในสวน
 
 
หน้าแรก กรรม เรื่องที่ 299
Search By Google
การนั่งกรรมฐานช่วยในการตัดกรรมได้หรือไม่
บุญประสาน

อยากให้ผู้รู้ได้โปรดแนะนำวิธีนั่งกรรมฐาน และการนั่งกรรมฐานช่วยในการตัดกรรมได้จริงหรือไม่


บุญประสาน [DT08793] [ วันพุธ ที่ 7 มกราคม 2552 เวลา 11:14 น. ]
 แสดงความคิดเห็น - คำแนะนำ
จำนวนคนอ่าน 3890 คน 
ผมไม่ใช่ผู้รู้หรอกครับ แต่ขออนุญาติร่วมแสดงความคิดเห็นเล็กน้อย ผมว่าการนั่งกรรมฐานไม่ใช่การล้างความผิดที่เคยทำ กรรมดีก็ส่วนกรรมดี กรรมชั่วก็ยังตามให้ผลอยู่นั่นแหละ ไม่เกี่ยวกัน แต่การนั่งกรรมฐานและแผ่ส่วนกุศล ทำนานๆเข้าจนสำเร็จธรรมชั้นสูง หรือ สำเร็จอรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลสแล้ว ไม่กลับมาเกิดอีกดังนั้นกรรมชั่วก็ตามให้ผลไม่ได้ อย่าง องคุลีมารทำกรรมไว้เยอะยังสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และกรรมชั่วก็ยังตามให้ผลอยู่ตลอดจนถึงวาระที่ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ยังมีอีกตัวอย่างนึง ผมไม่แน่ใจว่าเป็น พระโมคลาหรือเปล่า แต่ก็ขออนุโมทนากับท่านด้วยขอให้ท่านสำเร็จในธรรม

namo@8 [อยุธยา] ส่งเมล์ถึง namo@8 [] [ 7 ม.ค. 2552 เวลา 15:49 น. ] [ 1 ]

อ้อ...เลือมอีกอย่างคือถ้าเป็นกรรมไม่หนัก เชื่อว่าการนั่งกรรมฐานแล้วแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรแล้ว ถ้าเค้าอนุโมทนาด้วยแล้วไม่ติดใจเอาความอีกก็เป็นอโหสิกรรม กรรมนั้นๆ ก็จะหยุดให้ผลครับ

namo@8 [อยุธยา] ส่งเมล์ถึง namo@8 [] [ 7 ม.ค. 2552 เวลา 15:58 น. ] [ 2 ]

ปกติไม่ชอบนำหลักวิชาการมาพูด “ธรรมะที่แท้จริงไม่มีธรรมะ ไม่มีธรรมะนั่นแหละธรรมะ” ภาษาพูดหรือภาษาวิชาการจริงๆ แล้วเป็นแค่สมมุติ
และบัญญัติ แต่การคิดแบบวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน ถ้าไม่มีข้ออ้างอิงบ้าง วิตกจริตก็ไม่จางคลาย บางครั้งจึงต้องนำหลักธรรมซึ่งเป็นเชิง
วิชาการมาอ้างอิงกันบ้าง สิ่งๆ นี้เป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตัว พูดความจริงอย่างไรก็ไม่สามารถถ่ายทอดให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ อยู่ที่แรงศรัทธาของ
แต่ละบุคคล


จตูปปาตญาณ คือ วิชชาว่าด้วยความสามารถรู้การเกิดตาย ได้ดี ตกยาก ด้วยสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจกรรมที่ทำไว้ในอดีต ปัจจุบัน และจะทำ
ต่อไปในอนาคต สามารถรู้วิถีความเป็นไปของสัตว์นั้นได้ด้วย เช่น บุคคลผู้ประกอบกรรมทางกาย วาจา ใจ ในทางทุจริต อันเป็นมิจฉาทิฐิ คือ
ความเห็นผิด มักจะไปเกิดในอบายภูมิ มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ส่วนบุคคลผู้ประกอบกรรมทางกาย วาจา ใจ ในทางสุจริต
อันเป็นสัมมาทิฐิ คือความเห็นชอบ มักจะไปเกิดในสุคติภูมิ มีมนุษย์เป็นภูมิกลาง เทวดาในภูมิสวรรค์ ดังนี้เป็นต้น กรรมใดที่ประกอบขึ้นด้วย
เจตนา ก็เป็นกรรมที่ให้ผลเต็มที่ และอำนาจผลกรรมเหล่านี้เองทำให้จิตจุติดับไปปฏิสนธิในภพภูมิต่างๆในโลกทั้งสามนั้นอย่างแน่นอน กรรม
เหล่านี้ยังมีอำนาจดลบันดาลสัตว์ให้ดี เลว ประณีต หยาบ พิกลพิการ อัปลักษณ์ ไม่สมบูรณ์ โง่ ฉลาด ในขณะปฏิสนธิอีกด้วย


จตูปปาตญาณ เป็นวิชชาที่เกี่ยวโยงถึงกฎแห่งกรรม และก็เป็นวิชชาที่ครอบไปถึงอภิญญาจิต คือ “ทิพย์จักษุ” สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุ
ปรุโปร่งด้วยอำนาจพิเศษที่เรียกว่า “ตาทิพย์” มีอำนาจรู้เห็นว่ากรรมใดทำให้สัตว์ทั้งหลายมีวิถีชีวิตเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ และเห็นการกระทำ
ของบุคคลนั้นๆ ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน สามารถรู้เห็นได้ทั้งใกล้ ไกลแสนไกล ส่วนประกอบของทิพย์จักษุได้แก่ญาณทั้ง 3 คือ อตีตัง
สญาณ อนาคตังสญาณ และปัจจุบันนังสญาณ


สัตว์โลกย้อมเป็นไปตามกรรม กรรมคือการกระทำ การกระทำที่ได้ดำเนินไปแล้ว และกำลังดำเนินอยู่ และจะดำเนินต่อไปถ้าเราเข้าใจว่าเมื่อ

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ก็เลยปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ต้องไปฝืนกฎแห่งกรรม ปล่อยไปตามธรรมชาติของวิบากกรรม ก็ไม่ต้องทำ

อะไร เหมือนปล่อยตัวเราวิ่งไปตามกระแสน้ำ ธรรมชาติของกระแสน้ำก็ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ ปลาน้ำจืดถ้าปล่อยตัวเองลอยไปตาม

กระแสน้ำ ซึ่งสบายดี ไม่ต้องใช้แรงอะไรเลย เมื่อไหลลงทะเลก็พบกับความตายหมด “ปลาเป็นทวนน้ำ ปลาตายตามน้ำ” สัญชาตญาณของ

ปลาน้ำจืด เขามีญาณรู้ ซึ่งเป็นสัญญาในอดีตชาติ ว่าต้องว่ายทวนกระเสน้ำเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่ได้ ญาณรู้ตัวนี้เป็นตัวปัญญาซึ่งเกิดขึ้นจาก

ประสบการณ์ในอดีตชาติ ทำให้เขารู้ว่าต้องว่ายทวนกระแสน้ำ กิริยาของการว่ายทวนกระแสน้ำถือว่าเป็นกรรมปัจจุบันหรือกรรมใหม่


กรรมเก่า + กรรมใหม่ = ผล

กรรมเก่าเราไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ส่วนกรรมใหม่เราเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำก็ได้ แต่ถ้าเรามีอินทรีย์ คือ สติปัญญา บารมีไม่พอ เราก็ถูก
พลังกระแสกรรมเก่าเป็นตัวกำหนดให้เป็นไปตามกรรม เหมือนปลาที่ไม่มีพลังที่จะว่ายทวนกระแสน้ำ ก็ต้องถูกพลังของกระแสน้ำเป็นตัว

กำหนดทิศทางที่จะไป สติคือความระลึกรู้ รู้ตัวทั่วพร้อมว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสสิ่งแวดล้อมแบบไหน แรง เบา อย่างไร ปัญญา เป็นตัวรู้ว่าควร

ทำอย่างไร ตามกระแสหรือทวนกระแส บารมีเป็นพละกำลังที่ทำให้เรามีพลังที่จะทวนกระแสได้ สติ ปัญญา บารมี เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติ

ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ เจริญมรรคมีองค์แปด คือ การละชั่ว ทำดี ขัดเกลาจิตให้ผ่องใส คือการใช้หนี้กรรมเก่า ละเลิกการสร้างบาปใหม่ เพิ่ม

พูนบารมีใหม่ เพื่อเป็นพละกำลังในการเดินทางต่อไป “ธรรมะ ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” จึงต้องเริ่มต้นจากความเชื่อความศรัทธาในคำสอน

ของพระพุธองค์ก่อนว่า เรื่องกฎแห่งกรรมมีจริง เวียนว่ายตายเกิดมีจริง มรรคมีองค์แปดคือหนทางเพื่อพ้นทุกข์ได้จริง


“เป็นหนี้ ใช้หนี้ หมดหนี้” จึงเป็นสัจธรรมความจริง

_______________________________________________
ท่านใดสนใจการปฏิบัติเพื่อตัดกระแสกรรมเชิญอ่านข้อมูลและวิธีการปฏิบัติได้ที่ http://www.plarnkhoi.com


การปฏิบัติสมาธิแนวอายตนะวิปัสสนากัมมัฏฐาน

อายตนะวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ การใช้อายตนะเป็นฐานที่ตั้ง แห่งการเจริญวิปัสสนา เมื่อทำจิตใจให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ เป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์ของใจแล้ว จะเห็นว่าจิตเป็นสุขมาก ยิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ยิ่งเกิดความสุข แต่ปัญญาไม่ได้เกิด เพราะไปติดสุขข้างในใจ การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่หวังผลที่จะให้สุขส่วนเดียว หามิได้ ทุกข์จะไม่พ้น เพราะสุขกับทุกข์อาศัยต่อเนื่องกันอยู่ เราควรหาอุบายให้จิตหลุดพ้นจากความสุข ความทุกข์ และอารมณ์ทั้งปวงโดยวิธีวิปัสสนา ให้รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบอายตนะ ให้สักแต่ว่ารับรู้ อย่าไปสนใจหรือปรุงแต่งสิ่งทั้งหลาย ให้กลายเป็นตัวสุข ทุกข์

เมื่อเราทำดังนี้นานๆ ก็จะเป็นการเจริญวิปัสสนา มีโอกาสที่จะทำให้จิตหลุดพ้น ดวงตาเห็นธรรมได้เช่นเดียวกัน

ขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่เคยปฏิบัติแนวอื่น
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ก้าวหน้า
ผู้ที่ต้องการค้นหาตัวตนที่แท้จริง
ผู้ที่ต้องการพัฒนาจิต
ผู้ที่มีโรคกรรมโรคเวร
ผู้ที่มีประสบการณ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ
ผู้ที่เคยปฏิบัติสมาธิแล้วพบเจอกับสิ่งแปลกประหลาด
ผู้ที่เห็นในสิ่งที่ตามนุษย์มองไม่เห็น
ผู้ที่มีพลังจิตพิเศษ
ลองเข้ามาสัมผัสกับสิ่งที่คุณคิดว่าไม่เคยพบเห็น ไม่เคยคิดว่าจะมีมาก่อนได้ที่

http://www.plarnkhoi.com

ชมภาพการปฏิบัติธรรมได้ที่

http://www.plarnkhoi.com/videodhamma.php?tammaName=ayatanavideo


ศูนย์ปฏิบัติธรรมพลาญข่อย [อุบลราชธานี] ส่งเมล์ถึง ศูนย์ปฏิบัติธรรมพลาญข่อย [118.175.211.57] [ 10 ม.ค. 2552 เวลา 12:11 น. ] [ 3 ]

สาธุๆๆ

บุญประสาน [สุราษฎร์ธานี] [118.173.116.14] [ 13 ม.ค. 2552 เวลา 17:28 น. ] [ 4 ]

ได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะเลยค่ะ
จะพยายามเข้ามาอ่านบ่อยๆ

zu.. [กทม] ส่งเมล์ถึง zu.. [58.9.69.37] [ 14 ม.ค. 2552 เวลา 17:04 น. ] [ 5 ]

การนั่งกรรมฐานไม่สามารถ เเก้กรรมได้
เราปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน หามรุ่งหามค่ำ เราปฏิบัติเพื่ออะไร
เราปฏิบัติเพื่อสติตัวเดียวเท่านั้น
สมาธิเเบบพระพุทธเจ้าเป็นสมาธิ เเบบสัมมาสมาธิ ไม่ได้เป็นไปเพื่อ อิทธิฤทธิ์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ตนเองอยู่เหนือผู้อื่น
เเต่สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อ หลุดพ้น ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยอะไรทั้งสิ้น เป็นตัวของตัวเองได้
พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้เราเชื่อพระพุทธเจ้า
เเต่พระพุทธเจ้าสอนให้เราเชื่อถือตนเอง คือ โอปะนะยิโก ให้น้อมนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนไปปพฤติปฏิบัติ เมื่อได้รู้ได้เห็นว่าธรรมเป็นสิ่งเลิศ ธรรมเหล่านั้นก็เป็นธรรมที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าเอหิปัสสิโก ท่านจงมาดูเถิด
*****สรุปว่าการนั่งกรรมฐานไม่สามารถเเก้กรรมได้ เเต่.....
การนั่งกรรมฐานได้อานิสงเเห่งบุญมาก
อุปมาเหมือนกรรมของโยมเป็นน้ำ บุญของโยมเป็นเกลือ
ในขณะนี้โยมมีน้ำเเละเกลือเท่ากันละลายกันอยู่ในเเก้ว โยมลองชิมดูสิว่าเค็มมั้ย ? โยมต้องบอกว่าเค็ม
คราวนี้ลองใหม่ ตักน้ำมาให้เต็มถัง เอาน้ำเกลือในเเก้วใส่ลงไป โยมลงชิมดูสิว่า เค็มมั้ย? โยมก็บอกว่า เเค่กร่อยๆๆ
คราวนี้ลองใหม่ เอาน้ำในถังใส่ลงไปในโอ่งใบใหญ่ๆ
โยมลองชิมดู เค็มมั้ย? ไม่เค็มเลยหลวงพี่ เออ เออ เออ
*****เกลือหายไปไหน เปล่าไม่ได้หายไปไหนเลย
เกลือยังอยู่ครบ เเต่ทำไมไม่เค็ม
ก็เหมือนเรามีบาป เรานั่งกรรมฐานเราได้บุญ เรานั่งกรรมฐานเมื่อไร เราก็ได้บุญเมื่อนั้น เหมือนเอากำปั้นไปทุบดิน
ทุบกี่ทีกันก็โดน
เมื่อบารมีมากขึ้นคือลดอาสวะกิเลศได้บ้าง เป็นลำดับ
กรรมที่เคยทำไว้ก็ยังอยู่ เเต่ กรรม มีก็เหมือนไม่มี เพระอะไร เพราะกรรมนั้นไม่ให้ผลอีกต่อไป

รัตนโชโต [เชียงใหม่] ส่งเมล์ถึง รัตนโชโต [202.29.64.75] [ 19 ม.ค. 2552 เวลา 13:28 น. ] [ 6 ]

ใครได้ญาณ ล่วงรู้เหตุการณ์อะไรมากมาย สักปานใดก็ตาม...
มันก็จะไปรวมอยู่ที่ความว่า ยังกิจจิสะมุททะยัง สัพพันตังนิโรธะธัมมันติ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนดับไปเป็นธรรมดา
สมาธิมีขั้นเดียว คือสมาธิ ไม่ต้องไปนับขั้นนับตอนอะไรทั้งนั้น
ให้ดูว่าในขณะนี้เราละชั่วได้หรือยัง เอาสิ่งนี้เป็นตัวตัดสิน

รัตนโชโต [เชียงใหม่] ส่งเมล์ถึง รัตนโชโต [202.29.64.75] [ 19 ม.ค. 2552 เวลา 13:38 น. ] [ 7 ]

******เเนะนำวิธีการฝึกสมาธิกรรมฐานภาวนา*******
ใครคิดว่าสมาธิต้องนั่งทำอย่างเดียว คนนั้นยังโง่อยู่
เรานั่งสมาธิ ตลอดวันตลอดคืน เพื่อ สติ ตัวเดียวเท่านั้น
ดังนั้นฟัง หายใจเข้าให้ภาวนาว่า พุทธ
หายใจออกให้ภาวนาว่าโธ
เข้าพุทธ ออกโธ เข้าพุทธ ออกโธ เรื่อยไป
เอาความรู้สึกไปไว้ที่ปลายจมูก หายใจเข้า ก็รู้ว่าหายใจเข้า
เอาความรู้สึกไปไว้ที่ปลายจมูก หายใจออก ก็รู้วาหายใจออก
ไม่ต้องไปรู้อะไรทั้งสิ้น รู้เเค่ลมหายใจ อย่างเดียวเท่านั้น
ธรรมดาของจิต จิตจะส่งกระเเส่ส่ายไปภายนอกทันที ปล่อยมัน
เมื่อรู้ตัวก็เอาไว้ที่ปลายจมูกตามเดิมจิตออกนอกเมื่อไร ปล่อยมัน ไม่ต้องไปบังคับ รู้ตัวเมื่อไรเอากลับมาไว้ที่ปลายจมูกตามเดิม เวลาหายใจเข้าให้นึกถึงความรู้สึกว่าลมเข้า ไม่ต้องตามดูลม ลมเป็นของนอก ความรู้สึกคือของเเท้ พอลมหายใจออกรู้เเค่ปลายจมูกเรื่อยไป
เราจะนั่งสมาธิต้องมีเเจตจำนง ต้องตั้งเจตจำนงของเราไว้ก่อน
เจตจำนงก็คือ ศีล โดยตั้งไว้ว่า เราจะหายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ ***นี่เเหลาะหลักของกรรมฐานทำได้เเล้วไม่จำเป็นต้องไปถามใคร เมื่อเกิดปัญหา เรารู้ได้เเก้ไดเอง ดีมั้ยล่ะ
เอ้าต่อนะ คราวนี้ดูให้มันรู้สักทีสิว่า คำว่าพุทโธนี้นี่ใครเป็นคนภาวนา เอ้าโยมใครรู้ว่าใครเป็นผู้ภาวนาพุทธโธช่วยหน่อย
ช่วยเม้นมาบอกกันหน่อยที่เมล์นี้เน่อ
namoputtaya1931@hotmail.com

รัตนะโชโต [เชียงใหม่] ส่งเมล์ถึง รัตนะโชโต [202.29.64.75] [ 19 ม.ค. 2552 เวลา 14:01 น. ] [ 8 ]

เข้ามาอ่านแล้ว อยากลองนั่งกรรมฐานบ้าง
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้สักแค่ไหน

br [ชัยภูมิ] [117.47.169.17] [ 25 ม.ค. 2552 เวลา 22:59 น. ] [ 9 ]

ตัด ทั้งกรรมดี และกรรมชั่วไม่ได้หรอก

เพราะ กระทำไปแล้ว เหมือนสายน้ำไม่ย้อนคืน
เหมือนเวลา ไม่ย้อนกลับมาอีก

กรรมไม่ว่าดีหรือชั่ว ที่เคยกระทำ ก็ยังคงรอส่งผลอยู่ แต่จะช้า
หรือเร็ว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง พระพุทธองค์ตรัสว่า
เรื่อง วิบากกรรมนั้น เป็นเรื่อง อจินไตย มีแต่พระพุทธองค์เท่านั้นที่ทรงรู้ชัด นอกนั้นแม้แต่ผู้ศึกษาและผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ก็รู้เพียงระยะสั้นๆ พอจะคาดเดา

การปฏิบัติสมาธิ ในระดับฌาน ถือว่าเป็นกองกุศลที่มีผลมาก
(มาก-น้อย อยู่ที่ลำดับ ความหยาบ - ละเอียด- ปราณีต แตกต่างกันไป) กุศลบุญนี้จะส่งผลก่อน ยิ่งสู่ระดับฌาน ญาณ ปัญญาแล้วจะทำให้เข้าใจ แจ่มชัดใน เหตุ และผล ของธรรมะทั้งปวง

เหล่านี้ เขาจึงเปรียบเสมือนว่า การตัดกรรม.....
เพราะ เมื่อเข้าใจธรรมแล้ว ก็จะไม่ก่อบาปกรรมใหม่ขึ้นมาอีก
แต่จะก่อแต่ กุศลกรรมสืบเนื่องไม่หยุด

ตราบใดที่ การปฏิบัติธรรมในอริยะมรรค แล้วยังไม่
บรรลุ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แล้วละก็
......วิบากกรรมต่างๆ ทั้งดี ทั้งชั่ว ก็ยังตามดำเนินส่งผลของมันต่อไปเรื่อยๆไม่มีวันสิ้นสุด เป็นวัฏฏะสงสารนั้นเอง

ธรรมย่อมรักษาผู้มีธรรม

พุทธสาวิกา [กรุงเทพฯ] [58.9.97.210] [ 26 ม.ค. 2552 เวลา 13:08 น. ] [ 10 ]

สรุปว่าแก้ไม่ได้ แต่สามารถทำให้เบาบางลงได้ด้วยอานิสงส์แห่งบุญใช่ไหมครับ?

อยากนั่ง [กรุงเทพ] [58.64.80.62] [ 28 ม.ค. 2552 เวลา 01:17 น. ] [ 11 ]

ผู้ให้ธรรมย่อมนำมาซึ่งบุญบารมี เจริญในธรรมค่ะ อนุโมธนา สาธุ....

เตือนจิตร์ [อุดรธานี] ส่งเมล์ถึง เตือนจิตร์ [125.26.173.7] [ 28 ม.ค. 2552 เวลา 21:33 น. ] [ 12 ]

ขนาดพระพุทธเจ้ายังตัดวิบากกรรมของท่านยังไม่ได้ แล้วใครจะตัดกรรมได้ เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้วนั่นแหละ วิบากกรรมทั้งหลายไม่ว่าบุญหรือบาปก็เป็นอโหสิกรรมทั้งหมด

ศร [กทม.] [118.174.171.69] [ 26 ส.ค. 2553 เวลา 23:03 น. ] [ 13 ]

ถามปัญหาธรรมมะได้ไหมคะ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับศีลมีข้อสงสัยสามารถถามได้ไหมคะ

napa [chonburi] ส่งเมล์ถึง napa [125.27.33.164] [ 17 พ.ค. 2554 เวลา 14:59 น. ] [ 14 ]


ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้อความ * :
โดย * :
E-mail :
จังหวัด * :
 

 
   

หน้าหลัก
ปิดหน้านี้
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก วิทยุธรรมะไทย
พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ กิจกรรมธรรมะ สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org