ขอเชิญร่วมสร้างกุฏิสงฆ์และเสนาสนะอื่นๆ ที่วัดป่าไทรย้อย อ.กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี

ประชาสัมพันธ์บอกบุญ
ขอเชิญร่วมสร้างกุฏิสงฆ์และเสนาสนะอื่นๆ ที่วัดป่าไทรย้อย อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากกุฏิเก่าหลายหลังชำรุดยังไม่มีปัจจัยมาใช้ซ่อมแซม และในหน้าฝนพอฝนตกลงมาน้ำจะท่วมขังบางพื้นที่ที่ตั้งกุฏิหลังเก่า และทางวัดมีความประสงค์จะสร้างกุฏิใหม่เพิ่มอีก และเสนาสนะอื่นๆ เช่น อุโบสถก็ยังสร้างไม่เสร็จ เทปูนได้แค่ฐาน เพราะขาดปัจจัยมาสร้างตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเณรน้อย ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์เก่าในสมัยนั้น พระพุทธรูปก็ยังไม่ได้หล่อ วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปก็ยังสร้างไม่เสร็จ เทปูนได้แค่ฐานและเสา เพราะขาดปัจจัยตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเณรน้อยเป็นเจ้าอาวาสเหมือนกัน และศาลาธรรมสังเวชซึ่งใช้เป็นที่สวดพระอภิธรรมสำหรับงานฌาปนกิจศพก็ยังสร้างไม่เสร็จเพราะขาดปัจจัย แต่ตอนนี้ทางวัดป่าไทรย้อยต้องการสร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มเติมใหม่ จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายร่วมทำบุญสร้างกุฏิสงฆ์ หรือจะจัดเป็นผ้าป่า หรือกฐินนำไปร่วมทำบุญสร้างกุฏิสงฆ์ที่วัดป่าไทรย้อยก็ได้ หรือว่าท่านใดพอจะมีกำลังทรัพย์เป็นเจ้าภาพเดี่ยวสร้างกุฏิสงฆ์เองก็ได้ ถ้าท่านใดสนใจร่วมทำบุญสร้างกุฏิสงฆ์ ติดต่อพระไชยะเชฐ์ โทร.0924849959 หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารด้านล่างนี้

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาลาดพร้าว 101 บัญชีออมทรัพย์
ชื่อบัญชี : ไชยะเชฐ์ ยิ้มนิรันร์
เลขที่บัญชี 6391015871

แผนที่
https://goo.gl/maps/H3crjYb93yn



DT02584

human



กุฏิเก่าที่ชำรุด

ความคิดเห็นที่ 1  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:53 น. 



กุฏิเก่าที่ชำรุด

ความคิดเห็นที่ 2  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:54 น. 



กุฏิเก่าที่ชำรุดและมีน้ำท่วมขังในหน้าฝน

ความคิดเห็นที่ 3  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:55 น. 



กุฏิเก่าที่ชำรุดและมีน้ำท่วมขังในหน้าฝน

ความคิดเห็นที่ 4  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:57 น. 



กุฏิเก่าที่ชำรุด

ความคิดเห็นที่ 5  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:58 น. 



เป็นที่ๆจะสร้างพระอุโบสถแต่ขาดปัจจัยได้แต่เทคานและเสา

ความคิดเห็นที่ 6  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:46 น. 



เป็นที่ๆ จะสร้างวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปแต่ขาดปัจจัยได้แต่เทคานและเสา

ความคิดเห็นที่ 7  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:47 น. 



อาตมาไม่ทราบว่าจะเป็นห้องน้ำหรือเปล่า แต่ว่าเก่าและชำรุด

ความคิดเห็นที่ 8  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:49 น. 



เป็นกุฏิที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วมีภิกษุจำวัดอยู่

ความคิดเห็นที่ 9  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:51 น. 



เป็นกุฏิที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วมีภิกษุจำวัดอยู่

ความคิดเห็นที่ 10  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:53 น. 



เป็นพื้นที่ๆ จะสร้างกุฏิหลังใหม่แต่ในหน้าฝนพอฝนตกลงมาน้ำจะท่วมขัง

ความคิดเห็นที่ 11  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:55 น. 



ศาลาธรรมสังเวชที่ยังสร้างไม่เสร็จ

ความคิดเห็นที่ 12  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:58 น. 



เป็นกุฏิของเจ้าอาวาสองค์เก่า

ความคิดเห็นที่ 13  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 16:59 น. 



เป็นกุฏิของเจ้าอาวาสองค์เก่า

ความคิดเห็นที่ 14  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 17:01 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 15  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:37 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 16  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:38 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 17  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:39 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 18  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:40 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 19  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:41 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 20  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:43 น. 



ห้องน้ำห้องส้วม

ความคิดเห็นที่ 21  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:44 น. 



ประตูห้องน้ำหลายห้องกลอนประตูหลุดหรือมือจับหลุด

ความคิดเห็นที่ 22  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:45 น. 



ประตูห้องน้ำหลายห้องกลอนประตูหลุดหรือมือจับหลุด

ความคิดเห็นที่ 23  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:46 น. 



ศาลาการเปรียญ

ความคิดเห็นที่ 24  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:48 น. 



ศาลาการเปรียญ

ความคิดเห็นที่ 25  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:49 น. 



ศาลาการเปรียญ

ความคิดเห็นที่ 26  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:49 น. 



โรงครัว

ความคิดเห็นที่ 27  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:51 น. 



โรงครัว

ความคิดเห็นที่ 28  / human / 22 ก.ย. 2561 เวลา 19:52 น. 



ศาลาสร้างใหม่

ความคิดเห็นที่ 29  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:36 น. 



ศาลาประชาคม

ความคิดเห็นที่ 30  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:37 น. 



เมรุเผาศพ

ความคิดเห็นที่ 31  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:39 น. 



แท้งค์น้ำหมู่บ้าน

ความคิดเห็นที่ 32  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:41 น. 



รูปอื่นๆ


ความคิดเห็นที่ 33  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:43 น. 



รูปอื่นๆ


ความคิดเห็นที่ 34  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:44 น. 



รูปอื่นๆ


ความคิดเห็นที่ 35  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:45 น. 



รูปอื่นๆ


ความคิดเห็นที่ 36  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:46 น. 



รูปอื่นๆ


ความคิดเห็นที่ 37  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:48 น. 



รูปอื่นๆ


ความคิดเห็นที่ 38  / human / 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:49 น. 



ประวัติหลวงพ่อเณรน้อย วัดป่าไทรย้อย ปราจีนบุรี

"หลวงพ่อเณร" คือ สามเณรที่ถูกเรียกว่าหลวงพ่อ ด้วยเหตุที่ว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นเณรแต่มากด้วยบารมี คนจึงเรียก "หลวงพ่อเณร" ซึ่งมีอยู่เกือบทุกภูมิภาค หากขึ้นไปทางเหนือ หลวงพ่อเณรที่เลื่องชื่อมากที่สุด คือ ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร วัดบ้านด้ายธรรมประสิทธิ์ จ.เชียงราย เกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคเหนือ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั้งในประเทศไทย พม่า ลาว และจีน
นอกจากนี้แล้ว ยังมีหลวงพ่ออีกหลายรูป ที่เป็นหลวงพ่อทั้งๆ ที่ยังเป็นเณร แม้ว่าอายุครบบวชพระ และถูกตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว แต่คนยังเรียกว่าหลวงพ่อเณรอยู่ดี เช่น หลวงพ่อเณร วัดแหลมสมอ ต.เขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ หลวงพ่อเณร วัดทุ่งเศรษฐี ถนนบางนา-ตราด กทม. พระปลัดนิสิต ฐานสมฺปนฺโน (หลวงพ่อเณร) วัดซับน้อย อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ พระครูปลัดบุญลือ ชยากโร (หลวงพ่อเณรน้อย) วัดป่าไทรย้อย อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รวมทั้ง พระราชพิพัฒน์โกศล เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามราชวรวิหาร บางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. แม้ว่าจะเป็น ท่านเจ้าคุณ แล้ว แต่ลูกศิษย์ก็ยังเรียก "หลวงพ่อเณร"
"อาตมาภาพเคยถูกจับ เพราะโยมชอบมาขอหวย อาตมาให้ไปส่งๆ โดยไม่ได้มีญาณวิเศษอะไร แต่ดันไปตรงกับเลขท้ายของหวยรัฐบาล ใครมาก็ให้เรื่อยไป จนกระทั่งถูกตำรวจจับข้อหาให้หวย ที่ สน.วัดพระยาไกร โดย พ.ต.อ.วิน เพชรการ หลังจากคุมขัง ๒-๓ ชั่วโมง ก็ถูกปล่อยตัวออกมา เพราะยังเป็นเยาวชนอยู่ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ตั้งข้อหาให้หวย จากนั้นก็ถูกส่งไปอยู่ที่วัดอินทรประชาราม อ.บ้านนา จ.นครนายก ก็ยังมิวายคนตามไปขอเลขกันอีก ขอไปขอมาจากที่เรียกว่า เณรโกศล ก็กลับกลายเป็นเรียก หลวงพ่อเณร ทั้งๆ ที่อาตมามีอายุเพียง ๑๔ ปีเท่านั้น และก็เรียกมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะเป็นเจ้าคุณชั้นราชแล้วก็ตาม เกือบ ๒๐ ปีของการเป็นพระราชาคณะชั้นราช มีลูกศิษย์เรียกว่า เจ้าคุณเพียงไม่ถึง ๒๐ ครั้ง ส่วนใหญ่จะเรียวกว่า หลวงพ่อเณร" นี่คือคำบอกเล่าของ หลวงพ่อเณร

หลวงพ่อเณร บอกว่า เมื่อได้รับถวายปัจจัยจากญาติโยม เพื่อสร้างศาสนสถานอะไรก็ตาม พระหรือวัดต้องรับดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว ต้องยึดโครงการหลักให้เสร็จก่อน เมื่อญาติโยมเห็นก็เกิดความศรัทธา และความศรัทธานี่แหละเป็นสิ่งสำคัญของพระ ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้
ทั้งนี้ จะระลึกถึงคำสอนของ หลวงพ่อปัญญา วัดชลประทานฯ อยู่เสมอๆ ว่า ทุกคนนั้นมีบารมี แต่การใช้บารมีเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมนั้นขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของคนนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่พระต้องยึดเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อสร้างศรัทธาจากญาติโยม มีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑.การครองตน คือ มีความประพฤติ และปฏิบัติตน ประกอบไปด้วยคุณธรรม ควรแก่การยกย่อง สร้างตัวเองให้เป็น ๒.การครองคน คือ มีความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น สามารถจูงใจให้เกิดการยอมรับ และให้ความร่วมมือ และ ๓.การครองงาน คือ การมีความสามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ และงานที่ได้รับมอบหมายอย่างดี อะไรควรทำก่อนหลัง
"การปฏิสันทานสนทนากับญาติโยม ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมิใช่น้อย โดยต้องยึดหลัก ๔ ประการที่ที่ว่า ๑.ต้องตั้งใจสนทนา ช่วยได้หรือไม่ได้ ต้องรับฟังไว้ก่อน ๒.เจรจาไพเราะ เพราะคำพูดเปรียบเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ๓.ปะเหมาะเอื้อเฟื้อ และ ๔.ช่วยเหลือตามควร ตามที่ช่วยได้ ไม่ใช่ตั้งท่าปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พูดคุยอะไรเลย" หลวงพ่อเณร กล่าว
ทุกวันนี้ แม้ว่าหลวงพ่อเณรไม่ได้ให้หวยเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเป็นเณรแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมิวายมีคนมาหาตัวเลขจากหลวงพ่อเณรเสมอๆ ทุกครั้งที่ถึงวันฉลองครบรอบวันเกิด ทั้งอายุปีเกิด อายุพรรษา จะถูกนำไปตีเป็นเลขเด็ดเสมอ

ขณะเดียวกัน หากมีกิจนิมนต์ ต้องใช้รถไปงานปลุกเสกวัตถุมงคล หรือไปรับนิมนต์ให้ไปฉันเช้าหรือเพล ญาติโยมก็จะนำทะเบียนรถไปซื้อหวยเสมอ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับพระเกจิอาจารย์อื่นๆ ที่ลูกศิษย์เอาตัวเลขที่เกี่ยวข้องไปตีเป็นหวย
แม้ว่าหลวงพ่อเณรจะเลิกให้หวยแล้ว แต่มีคาถาบทหนึ่ง ที่หลวงพ่อเณรบอกและยืนยันว่า "คาถาหัวใจเศรษฐีถ้าท่องได้ และทำตามได้ ไม่ต้องเล่นหวยรวยกันได้ทุกคน รวยกันถ้วนหน้า"
คาถาที่ว่า สั้นๆ ๔ ตัว คือ "อุ อา กะ สะ" ทั้งนี้ หลวงพ่อเณรอธิบายให้ฟังว่า คาถาเศรษฐีที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน และมีปราชญ์สรุปไว้เป็นคำย่อว่า
"อุ อา กะ สะ" นั้น แต่ละตัวมีความหมาย คือ อุ มาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา คือ พร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ในการประกอบสัมมาอาชีพ หรือจำง่ายๆ ว่า ขยันหา
อา มาจากคำว่า อารักขสัมปทา คือ การเก็บรักษาทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบธรรม หรือจำง่ายๆ ว่า ขยันเก็บ
กะ มาจากคำว่า กัลยาณมิตตา คือ การคบหาสมาคมกับคนดีมีคุณธรรม มีน้ำใจ และเป็นเพื่อนที่ไม่พาไปผลาญทรัพย์ หรือจำง่ายๆว่า เลือกคบ
และ สะ มาจากคำว่า สมชีวิตา คือ การใช้จ่ายอย่างประหยัดพอเพียง ใช้ชีวิตสมถะ ไม่ฟุ่มเฟือย สรุปแล้ว ๔ คำจำง่ายๆ คือ "ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้"

ชาติภูมิหลวงพ่อเณร
โกศล สิริพรหมคุณ เป็นชื่อและสกุลเดิมของ พระราชพิพัฒน์โกศล เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามราชวรวิหาร หรือ หลวงพ่อเณร อายุ ๕๙ ปี พรรษา ๓๙ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๓ ณ ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของ นายมังกร นางทองสุข ทั้งนี้ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๖ ในราชทินนาม พระราชพิพัฒน์โกศล
บรรพชาเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ณ วัดดอนยานนาวา เขตยานนาวา กทม. โดยมี พระครูกัลยาณวิสุทธิ์ อดีตเจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ ณ วัดอินประชาราม ต.บ้านพร้าว อ.บ้านนา จ.นครนายก โดยมี สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปณฺณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กทม. เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทกเถร) วัดอุดมธานี จ.นครนายก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระธรรมเสนานี (กลม กมลเถร) วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
วิทยฐานะ พ.ศ.๒๕๐๗ สำเสร็จชั้น ม.๓ จาก โรงเรียนบาลีสาธิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดพระเชตุพนฯ กทม. พ.ศ.๒๕๓๑ สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.๒๕๒๘ ได้รับปริญาญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยแวสเตอร์แปซิฟิก เมืองฮอโนลูลู รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา และ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาสังคมศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เรื่อง / ภาพ "ไตรเทพ ไกรงู"


----------------------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2008/10/09/x_phra_j001_225064.php?news_id=225064
ที่มา https://palungjit.org/threads/หลวงพ่อเณร-เป็น-หลวงพ่อตั้งแต่ยังเป็นเณร.152702/


ความคิดเห็นที่ 39  / human / 27 ก.ย. 2561 เวลา 19:43 น. 



10 อานิสงส์สร้างกุฎีวิหาร

......ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา เสด็จประทับอยู่ ณ ลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่ม พระองค์เที่ยว
โปรดเวไนยสัตว์ให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ ในครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสาร ได้ครองราชสมบัติที่กรุงราชคฤห์ก็มี
จิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า แล้วก่อสร้างกุฎีวิหารในพระราชอุทยานเวฬุวัน สวนป่าไม้ไผ่ ให้
เป็นวัดแรกในพุทธศาสนาถวายแก่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป พร้อมกับถวาย
ภัตตาหารเป็นสังฆทานสมเด็จพระบรมศาสดา พร้อมกับภิกษุสงฆ์เสร็จภัตตากิจแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร
ทูลถามว่า ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสาธุชนทั้งหลายมีใจศรัทธา ปสันนาการ เลื่อมใสมาก่อสร้างกุฎี
วิหารถวายเป็นสังฆทานนั้น จะได้ผลานิสงส์เป็นประการใด ขอให้พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
ให้ข้าพุทธเจ้า พร้อมบริษัททั้งหลายให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า องค์สมเด็จพระบรมศาสดา
ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่า ดูกรมหาบพิตรพระราชสมภาร บุคคลผู้ใดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสพระ
รัตนตรัยแล้วก่อสร้างกุฎีวิหารศาลาคูหาน้อยใหญ่ ถวายเป็นทาน จะประกอบด้วยผลอานิสงส์มาก เป็น
อเนกประการนับได้ถึง ๔๐ กัลป์

พระองค์ทรงนำอดีตนิทานมาเทศนาต่อไปว่า อดีต ในอดีตกาลล่วงมา
แล้ว พระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติบังเกิดในโลกยังศูนย์เหล่าอยู่สิ้นกาลช้านานในระหว่างนั้นพระปัจเจกโพธิ
เจ้าทั้งหลายก็ได้บังเกิดตรัสรู้ในโลกนี้ เมื่อพระปัจเจกโพธิเจ้าก็อาศัยในป่าหิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่งมี
ความปรารถนาเพื่อจะมาใกล้หมู่บ้านอันเป็นว่านแคว้นกาสิกราชมาอาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งแถบใกล้
บ้านนั้นมีนายช้างคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็ไปป่ากับลูกชายของตน เพื่อจะตัดไม้มาขายกินเลี้ยงชีพ
ตามเคย ก็แลเห็นพระปัจเจกโพธิเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พ่อลูกสองคนก็เข้าไปใกล้น้อมกายถวาย
นมัสการแล้ว ทูลถามว่าข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าจะไปไหน จึงมาอยู่ในสถานที่นี้ พระปัจเจกโพธิจึงตอบว่า
ดูกรอาวุโส บัดนี้จวนจะเข้าพรรษาแล้ว อาตมาเที่ยวแสวงหากุฏีวิหาร ที่จะจำพรรษา นายช่างก็อาราธนา
ให้อยู่จำพรรษาในที่นี้พระปัจเจกโพธิ ทรงรับด้วยการดุษณียภาพสองคนพ่อลูกก็ดีใจ จึงขออาราธนา
พระผู้เป็นเจ้าเข้าไปสู่เรือน ถวายบิณฑบาตทานแก่พระปัจเจกโพธิสองคนพ่อลูกก็เที่ยวตัดไม้แก่นมาทำ
สร้างกุฎีวิหารที่ริมสระโบกขรณีใหญ่ และทำที่จงกรมเสร็จแล้วขออาราธนา พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่ให้เป็น
สุขเถิดพระเจ้าข้า

ครั้นพระปัจเจกโพธิได้รับนิมนต์แล้ว สองคนพ่อลูกตั้งปฏิธานความปรารถนา ขอให้
ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์ยากไร้เข็ญใจ และขอให้ข้าพเจ้าทั้งสองนี้ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้ประเสริฐองค์
หนึ่งเถิด พระปัจเจกโพธิก็รับอนุโมทนาซึ่งบุญ นายช่างสองคนพ่อลูกอยู่จนสิ้นอายุขัยแล้วก็ทำกาลกริริ
ยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีวิมานทองเป็นที่รองรับ และเทพอัปสรแวดล้อมเป็นบริวาร
เสวยทิพย์สมบัติอยู่ในสวรรค์สิ้นกาลช้านานจุติจากสวรรค์นั้นแล้วก็ไปบังเกิดเป็นราชบุตรของ
พระเจ้าสุโรธิบรมกษัตริย์ในเมืองมิถิลามหานคร ทรงพระนามว่ามหาปนาทกุมาร ๆ เจริญวัยขึ้นได้
เสวยราชสมบัติ เป็นพระยาจักรพรรดิราช ด้วยอานิสงส์ที่ได้สร้างกุฎีวิหารถวายเป็นทานแก่
พระปัจเจกโพธิ ครั้นตายจากชาติเป็นพระยามหาปนาทแล้ว ก็เวียนว่ายตายเกิดในมนุษย์สมบัติสวรรค์
สมบัติ แล้วก็มาเกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฎิอยู่ในภัททิยนคร ชื่อว่า ภัททชิ ก็ได้ปราสาท ๓ หลัง อยู่
ใน ๓ ฤดู ครั้นเจริญวัยได้บวชในศาสนาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในศาสนาของตถาคตดังนี้แล ส่วน
เทพบุตรองค์พ่อนั้น ยังเสวยทิพย์สมบัติอยู่ในสวรรค์ช้านานจนถึงศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย์ลงมาตรัส
สัพพัญญู เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในมนุษย์โลก ได้จุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์ พระอัครมเหสีสมเด็จ
พระเจ้ากรุงเกตุมวดี ทรงพระนามว่าสังขกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้วก็ขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงพระนาม
ว่าสมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมกษัตริย์ มีทวีปน้อยใหญ่เป็นบริวาร พระองค์จึงได้สละราชสมบัติบ้าน
เมืองออกไปบรรพชา ในสำนักพระศรีอริยเมตไตรย์ กับทั้งบริวาร ๑ โกฎิ ก็ได้ถึงอรหันต์ได้เป็นอัคร
สาวกเบื้องขวา ทรงพระนามอโสกเถระ ก็ด้วยอานิสงส์ได้สร้างกุฎีให้เป็นทานนั้นแล อันเป็นบุญให้ถึง
ความสุข ๓ ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ

ที่มา
http://www.84000.org/anisong/10.html

ความคิดเห็นที่ 40  / human / 1 ต.ค. 2561 เวลา 17:16 น. 



https://www.youtube.com/watch?v=7BHKWesqP-c

หลวงปู่นาค วัดป่าไทรย้อย จ.ปราจีนบุรี

หลวงปู่นาค ถือว่าเป็นพระเกจิอีกรูปหนึ่งที่อายุร้อยกว่าปี ปัจจุบันนับว่าหายากที่จะบวชตั้งแต่เป็นเณรใฝศึกษาจนร้อยกว่าปี หลวงปู่นาคเดิมบวชเป็นเณรที่วัดเกาะจันทร์ จ.ฉะเทริงเทรา ถิ่นกำเนิดเป็นคนฉะเทริงเทราตั้งแต่กำเนิด ขณะที่บวชอยู่วัดเกาะจันทร์ หลวงปู่นาคนับว่าเป็นพระเกจิที่ไม่หยุดนิ่ง เดินสายร่ำเรียนวิชากับเกจิยุคนั้นมาหลายต่อ หลายนับ อาทิ หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา อื่น ๆ อีกมากมาย แต่ที่หลวงปู่นาคท่านชื่นชมและยกย่องก็จะเป็น หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ที่ท่านเคารพและนับถือที่สุด สมัยนั้นเป็นที่รู้กันดีว่า หลวงพ่ออี๋ไม่ให้ใครใกล้ชิดง่าย ๆ แต่เป็นที่รู้ของชาวบ้านแถวสัตหีบ ว่าพระองค์นี้แน่จริง ไม่อย่างนั้นหลวงพ่ออี๋ไม่สอนใครง่าย ๆแล้วท่านยอมและสอนวิชาให้หลวงปู่นาคได้อย่างไร

จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน สมัยนั้นยากมาก ที่จะเข้าไปใกล้ชิด และจะให้หลวงพ่ออี๋สอนวิชาให้ เพราะว่ายุคนั้น ต้องยอมรับว่า หลวงพ่ออี๋เป็นเกจิที่โด่งดังระดับประเทศก็ว่าได้ โดยเฉพาะปลัดขลิกของท่านที่รู้จักกันดี เกจิหลายต่อหลายรูป จากเหนือจรดใต้ ต้องผิดหวังเมื่อเอื้อนเอ่ยวาจาฝากตัวเป็นศิษย์ ในตอนนั้นกว่าหลวงปู่นาค จะได้มาเรียนวิชาได้ โดนหลวงพ่ออี๋ลองวิชาเรียกว่าได้ซะ หมดเปลือก แต่ที่กล่าวขานและยอมรับว่าเป็นศิษย์ ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องแกะปลัดขลิกด้วยมือเปล่า เรื่องมีอยู่ว่าวันนึง หลวงปู่นาคก็เดินทางไปหาหลวงปู่นาคเช่นเคย พอได้จังหวะหลวงปู่นาคได้เอื้อนเอ่ยถามหลวงพ่ออี๋ว่า จะให้ฉันมาจำพรรษากับหลวงพ่อได้หรือยัง ฉันอย่างเรียนวิชากับหลวงพ่อจะตายอยู่แล้ว หลวงพ่ออี๋ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แล้วก็หยิบไม้เขยตายมาหนึ่งท่อน ที่วางอยู่ข้าง ๆ โยนให้แล้วบอกว่า ไหนลองเขามือแกะปลัดขลิกให้ดูหน่อย ถ้าทำได้ก็มาจำพรรษาด้วยกันเลย พูดจบท่านก็หัวเราะ หลวงปู่นาคได้ยินอย่างนั้นก็ไม่อยู่เฉย รีบหยิบไม้เขยตายกำด้ยยสองมือเปล่า พร้อมเป่า ไม่นานจากนั้นหลวงปู่นาคก็แบบมือออกมา ให้หลวงพ่ออี๋ดูถึ่งกับอึ้งกันทั้งกุฎิ จากไม้เขยตายตรง ๆ หนึ่งท่อน กลายเป็นปลิกขลิกตัวเล็ก 5 ตัว ผู้เขียนได้ฟั่งเรื่องเล่ายังขนลุก จากนั้นหลวงปู่นาคก็ได้จำพรรษาและเรียนวิชากับหลวงพ่ออี๋ถึง 8 ปี ก่อนกลับมาจำพรรษาที่วัดเกาะจันทร์เหมือนเดิม เรื่องนี้ยังเป็นที่ติดปากของชาวบ้านตลอดมา และยังเป็นที่รู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่นาคตลอดมา

เสกเสร็จแม่พิมพ์แตก
ก็ยังเป็นเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีพุทธาภิเษกรุ่นแรกของท่านในเมื่อก่อนเริ่มพิธี หลวงปู่ให้นำแม่พิมพ์ใส่เข้าไปในลังวัตถุมงคลด้วย เสกเอาฤกษ์เอาชัย เสกเสร็จค่อยทำลาย จากนั้นเรื่องไม่คาดฝัน ก็เกิดขึ้นหลังจากพิธีผ่านไปอย่างราบรื่น ลูกศิษย์ลูกหาก็ช่วยกันเก็บของ และก็นำแม่พิมพ์ออกมาทำลายพอเปิดลังมาก็พบกับความประหลาดใจ ไม่รู้จะมองหน้าใคร หันไปมองหน้ากันเอง งง ๆ แม่พิมพ์เกิดร้อยร้าวฝ่าไปบนเหรียญ ก่อนหน้านี้เห็นกันทุกคน ในวันนั้นผู้เขียนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ขนลุกครับ เหตุการณ์ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องติดอกติดใจของลูกศิษย์ ที่ไปร่วมพิธีพุทธาพิเษกว่า นั่นเป็นเพราะว่าจิตหลวงปู่ที่แข็ง? หรือว่าเป็นเพราะเหล็กที่ทำแม่พิมพ์เกิดการชำรุดและลั่นร้าวในเวลานั้นเอง

หลวงปู่นาค กิติปัญโญ วัดป่าไทรย้อย จ.ปราจีนบุรี ยอดตำนาน มหามนต์ 103 ปี โดยทางวัดป่าไทรย้อยได้มีดำริในการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่นาคขึ้นเป็น ครั้งแรก มีรายละเอียดการจัดสร้างดังนี้

1.เหรียญรุ่นแรกเนื้อเงิน จัดสร้างเพียง 99 เหรียญ
2.เหรียญรุ่นแรกเนื้ออัลปาก้า จัดสร้างเพียง 999 เหรียญ
3.เหรียญรุ่นแรกเนื้อทองระฆัง จัดสร้างเพียง 1999 เหรียญ

จัดสร้างที่น้อยมากๆ โดยในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นเหรียญที่เกิดประสบการณ์กับผู้บูชาโดยมี
เรื่องบอกเล่า
จากสาธุชนศิษย์หลวงปู่นาค ดังนี้
รอด!!! เพราะเหรียญรุ่นแรก
ก็ ยังเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อีกเรื่องนึงก็ว่าได้ ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เคารพหลวงปู่คนนึงในพื้นที่ปราจีนบุรี ขณะที่ขับรถส่งมันเข้าตลาดไททุกวัน ในช่วงเวลาตีสามของเช่นเคย โดยเป็นเรื่องปกติที่ต้องไปส่งมัน แต่วันที่เกิดเหตุนั้นได้มีการควบกะแทนเพื่อนในรอบแรกผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไร เกิดขึ้น รอบที่สองเกิดหลับใน รถตกไปในไร่ชนต้นไม้ใหญ่ คนขับไม่แน่ใจว่ารถคว่ำด้วยหรือเปล่า เพราะสภาพรถยับเยินมาก รถเละเทะจนดูไม่ออก เบาะหลังมาติดเบาะหน้าเบาะทางซ้ายมาติดเบาะทางด้านขวา กระโปรงหน้ากับหลังเกือบติดกันเลย ห่างกันไม่ถึงเมตรเว้นไว้ให้คนขับหน่อยเดียว คนขับไม่น่ารอดแต่ด้วยบุญกุศลที่พอมีอยู่บ้าง กับบุญฤกษ์ และอิทธิฤทธิ์ของเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่นาคที่ห้อยคออยู่ ทำให้เชื่อว่า รอด!!! เพราะเหรียญรุ่นแรก
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เกิดจากเหรียญรุ่นแรกที่สาธุชนศิษย์หลวงปู่นาคได้กลับมาบอกเล่ากันที่วัด

ที่มา
http://www.g-pra.com/auctionc/view.php?aid=14397240
http://www.nongwatpramai.com/product.detail_868379_th_4358108
http://www.guaranteepra.com/webboard/show.php?Category=general_talk&No=264178


ความคิดเห็นที่ 41  / human / 4 ต.ค. 2561 เวลา 19:35 น. 



Eric99 และครอบครัว กองทุนรวมเอรากอน ผลิตภัณฑ์เรจิน่า ร่วมสร้างกุฏิสงฆ์และเสนาสนะอื่นๆ ที่วัดป่าไทรย้อย อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ในวันที่ 27 กันยายน 2561

ขอให้ท่านทั้งหลายที่ร่วมทำบุญในครั้งนี้จงเจริญในธรรม จงเจริญด้วยอายุ วรรณ สุข พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ คิดสื่งใด กระทำสิ่งใด ที่ประกอบชอบด้วยธรรม ขอให้สำเร็จสมหวังตามความปรารถนาทุกคนทุกท่านเทอญ.

ความคิดเห็นที่ 42  / human / 10 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น. 



09 อานิสงส์สร้างศาลาโรงธรรม

...อนาถปิณฑิกเศรษฐี ได้สร้างอารามเชตวันมหาวิหารถวายแก่ พระศาสดา และสาวกทั้งหลาย
อยู่มาวันหนึ่งพระสาวกก็ปรารภกันว่าอนาถปิณฑิกเศรษฐี มีจิตศรัทธา
สร้างวัดวาอารามทั้งหลายถวายเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า กับทั้งเป็นผู้เลี้ยงคุ้มครองรักษาพระศาสดาจะ
เป็นประโยชน์อย่างไรหนอ สมเด็จพระพุทธเจ้าได้ทรงทราบโดยพระญาณของพระองค์แล้วเสด็จมา ใน
ที่พระสงฆ์ประชุมนั้น แล้วทรงถามดูกรภิกษุทั้งหลายได้ประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ภิกษุมีพระอานนท์
เป็นต้น ก็กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ปรึกษากันด้วยเรื่องอนาถปิณฑิกเศรษฐี ได้ก่อสร้าง
อาคามถวายพระพุทธเจ้าจะเป็นประโยชน์ จะได้อานิสงส์แก่ท่านอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า

องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนาว่า ในกาลครั้งหนึ่งมีพระเจ้าสุทัสน์ได้เสวยราชสมบัติเป็น
กษัตริย์ในเมืองสุทัสน์นคร ในครั้งศาสนาของพระพุทธเจ้าปิยทัสสีได้สร้างอารามเป็นทานแก่พระพุทธ
เจ้าปิยทัสสี แล้วตั้งปณิธาน ความปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด เมื่อ
สิ้นชีพตามอายุขัยแล้วก็ได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เสวยสมบัติทิพย์มีนางฟ้าเทพอัปสรแสนหนึ่งเป็น
บริวาร มีวิมานทองสูง ๔๕ โยชน์ มีอายุยืนนานได้พันปีทิพย์ ครั้นจุติก็มาเกิดเป็นบุตรพยากาวิตะ
กษัตริย์ ในเมืองเสถะนคร ชื่อว่ารามวัตติกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้วได้ดาบกายสิทธิ์ มีวชิราเพชรช้างแก้ว
ม้าแก้ว วัวแก้ว ปราสาทแก้ว เกิดขึ้นด้วยบุญกุศลราศี ที่ได้ก่อสร้างอารามศาลาให้เป็นทาน ครั้นได้ละ
จากอัตตภาพนั้น ก็ได้เสริมสร้างบารมีจนมาเกิดเป็นองค์พระตถาคตในกาลบัดนี้เมื่อพระบรมศาสดาได้
แสดงพระธรรมเทศนาจบลงแล้วเหล่าภิกษุทั้งหลายก็ได้สำเร็จพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระ
อนาคามีและพระอรหันตปฏิสัมภิทาญาณ

ที่มา
http://www.84000.org/anisong/09.html


ความคิดเห็นที่ 43  / human / 10 ต.ค. 2561 เวลา 19:23 น. 



11 อานิสงส์สร้างเวจกุฏี (ห้องน้ำ)

.....ใจความว่า พระศาสดาได้เสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร แห่งกรุงสาวัตถี
มีมาณพคนหนึ่งเป็นช่างทองทำการขายทองรูปพรรณอยู่ในกรุงสาวัตถีนั้น จนมั่งมีโภค
ทรัพย์สมบัติมากอยู่มาวันหนึ่งมาณพนั้นมาคิดว่า เราค้าขายทองก็มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ
ทรัพย์ที่หามาได้โดยยาก ก็ไม่อยากจะให้สูญหายไปโดยเร็ว ตริตรองหาวิธีที่จะเก็บทรัพย์ให้ได้อยู่นาน
ก็ไม่พบวิธีที่จะป้องกันความเสื่อมเสียของทรัพย์ได้ เพราะว่าทรัพย์เป็นของกลางเป็นเครื่องอาศัยของคน
ทุกคน สุดแล้วแต่ใครจะขยันหมั่นเพียรหามาได้เท่านั้น ถึงแม้จะหามาได้มากก็ดี ถ้าขาดปัญญาเป็น
เครื่องรักษาทรัพย์แล้วทรัพย์นั้นก็ไม่คงทนอยู่ได้ แม้จะอยู่ได้ตลอดไปตนเองก็มีชีวิตยืนนานที่จะบริโภค
ต่อไปไม่ได้เพราะความตายย่อมมาพรากตนให้หนีไปเสียจากทรัพย์เมื่อสิ้นชีพแล้วทรัพย์เหล่านั้น ก็ไม่
ติดตามตนไปปล่อยไว้ให้คนอื่นเขาใช้สอยอย่างสบาย เห็นมีอยู่แต่อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะติดตามตัวไป
ในอนาคต คือฝังทรัพย์ไว้ในพุทธศาสนาเมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็คิดดูว่าจะทำอะไร สิ่งอื่น ๆ ก็มีผู้ทำไว้หมด
แล้ว ก็เห็นแต่เวจกุฎีเท่านั้นที่ยังไม่มีใครทำเลย

เมื่อคิดเช่นนี้แล้วจึงได้สร้างขึ้นเมื่อสำเร็จแล้วยังได้สร้างโรงไฟ แลที่สำหรับอาบน้ำอีกด้วย
เมื่อเสร็จสรรพดีแล้ว ก็ทำการฉลองอย่างมโหฬารและมอบถวายแก่ ภิกษุสงฆ์
มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธานแล้วตั้งปฏิธานความปรารถนาว่าข้าแต่ท่านผู้
เจริญ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานตราบใด ขึ้นชื่อว่าความทุกข์อันเกิดแต่โรคต่าง ๆ อย่าได้มาแผ้ว
พานต่อข้าพเจ้าเลย อิมินาทาเนน ด้วยอำนาจผลทานนี้พระสารีบุตรก็อนุโมทนาว่า ขอให้ความ
ปรารถนาจงเป็นผลสำเร็จเถิดมาณพนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทผลทาน ให้สมาทานศีลครั้นทำกาลกิริยาตาย
ไปแล้วไปเกิดบนสวรรค์เทวโลก มีสมบัติวิมานทอง มีเทพอัปสรเป็นยศบริวาร อยู่มาวันหนึ่งภิกษุทั้ง
หลายนั่งสนทนา ถึงมาณพผู้นั้นอยู่พระศาสดาเสด็จมาถึงในที่นั้นแล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอ
นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ

พระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย
นรชนทั้งหลายเกิดมาได้พบพระพุทธเจ้าและในขณะที่พุทธศาสนายังประดิษฐานอยู่
จะเป็นผู้เศร้าโศกในอบายภูมิ เป็นจำนวนมากมาณพที่เป็นช่างทองนี้ได้พบทั้ง
สองประการแล้วไม่เป็นผู้ประมาท ได้สร้างเวจกุฎีถวายบูชาพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาเลื่อมใส ได้เสวย
สุขในสุคติโกลสวรรค์ และเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพาน แม้ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระ
นามว่าตัณหังกร เราตถาคตก็เคยสร้างเวจกุฎี และที่สำหรับอาบแก่พระภิกษุสามเณรได้ตั้ง
สัตยธิษฐานว่า ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล ด้วยผลแห่งอานิงส์
ที่ข้าพระองค์ได้สร้างเวจกุฎีให้เป็นสาธารณะทานนี้ ตถาคตครั้นทำลายขันธ์แล้วก็ไปบังเกิดสวรรค์เสวย
ทิพย์สมบัติอยู่ชั้นดุสิตครั้นจุติจากชาตินั้นแล้ว ได้ท่องเที่ยงอยู่สังสารวัฎฎ์จนบารมีเต็มเปี่ยมแล้วจึงตรัส
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือตถาคตนี้เอง ก็สมดังคำปรารถนาในครากาลครั้งโน้นทุกประการ เมื่อจบ
พระธรรมเทศนาจบลงแล้วชนทั้งหลายเป็นอันมากได้ดวงตาเห็นธรรม ต่างก็รื่นเริงบันเทิงใจในเวจกุฎี
เป็นยิ่งนัก

ที่มา
http://www.84000.org/anisong/11.html


ความคิดเห็นที่ 44  / human / 31 ต.ค. 2561 เวลา 19:26 น. 



ณรงค์-ประเทืองและบุตร ร่วมบุญ 600 บาทค่ะ


ขอให้ท่านทั้งหลายที่ร่วมทำบุญในครั้งนี้จงเจริญในธรรม จงเจริญด้วยอายุ วรรณ สุข พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ คิดสื่งใด กระทำสิ่งใด ที่ประกอบชอบด้วยธรรม ขอให้สำเร็จสมหวังตามความปรารถนาทุกคนทุกท่านเทอญ.


ความคิดเห็นที่ 45  / human / 5 พ.ย. 2561 เวลา 17:44 น. 



35 อานิสงส์สร้างศาลา

......นันทิยะได้ถวายศาลาแก่พระบรมศาสดา ความว่านันทิยะเป็นมหาทานบดี
สร้างวิหารที่ป่าอิสิปตนะพร้อมด้วยเครื่องเสนาสนะ แล้วทำมหกรรมการฉลองอย่างมโหฬาร ถวายแก่
พระภิกษุสงฆ์ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานได้หลั่งน้ำทักขิโณทก ตกลงเหนือฝ่าพระ
หัตถ์พระบรมศาสดาในขณะนั้น ปราสาทอันเป็นทิพย์สำเร็จแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ใหญ่ ๑๒ โยชน์
สูง ๑๗ โยชน์ เพรียบพร้อมไปด้วยนางเทพธิดา ก็อุบัติขึ้นในเทวโลกรอคอยนันทิยะอยู่ “กาลํ กตฺวา”
ครั้นนันทิยะสิ้นชีพทำลายขันธ์แล้ว ก็ได้ไปเสวยสมบัติในเทวโลกอันรอคอยอยู่นั้น มีนามปรากฏว่า
นันทิยะเทพบุตรบริโภคทิพย์สมบัติ อันมีนางฟ้าเป็นบาทบริจาริกา แวดล้อมบำเรออยู่ทุกทิพราตรีกาล
สุขเกษมสำราญอยู่ในทิพย์วิมานนั้น อย่างไม่มีเวลาสร่างซา

ที่มา
http://www.84000.org/anisong/35.html


ความคิดเห็นที่ 46  / human / 12 พ.ย. 2561 เวลา 16:32 น. 




New
อานิสงส์ถวายสังฆทาน วิหารทาน และธรรมทาน
โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง



ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ถวายสังฆทานให้พระองค์เดียวได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ได้ แต่พระไปกินองค์เดียวพระองค์นั้นลงนรก นี่เรื่องจริงนะ อย่างฉันรับนี่ฉันรับองค์เดียว แต่ว่าองค์เดียวนี่ถือว่าเป็นผู้แทนคณะสงฆ์นะ อย่าไปกินไปใช้แต่ผู้เดียวนี่ไม่ได้ ของเขาย่อมมีอานิสงส์สมบูรณ์แบบ พระองค์เดียวหรือพระ ๓ องค์ ถือว่าเป็นผู้แทนสงฆ์ พระ ๓ องค์ก็แบ่งไปใช้แค่ ๓ องค์ไม่ได้ จะต้องไปรวมทั้งคณะ คำว่า สังฆทาน สังฆะ เขาแปลว่า หมู่”

ผู้ถาม :- “ลูกเป็นคนยากจนมีเงินน้อย อยากจะได้อานิสงส์มากๆ จะทำบุญอย่างไรดีคะ…?”

หลวงพ่อ :- “คืออานิสงส์จริงๆ ต้องทำบุญให้มากที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ สมมุติว่าเรามีเงินอยู่ ๑๐ บาท จะไปมาที่นี่เสียค่ารถ ๖ บาท กินก๋วยเตี๋ยว ๓ บาท ได้ครึ่งชามแล้ว หมดไป ๙ บาท เหลือ ๑ บาท เขียนที่หน้าซองเลยว่า เงินนี้ถวายสังฆทาน วิหารทาน และธรรมทาน อันนี้อานิสงส์มากเหลือเกิน จำนวนเงินเขาไม่จำกัด เขาจำกัดกำลังใจ ถ้ากำลังใจมุ่งด้านดีนะ

การทำบุญมากๆ คำว่า ทำมาก หมายความว่า ทำบ่อยๆ แต่คำว่า บ่อย ไม่ต้องทุกวันก็ได้นะ คำว่า มาก หมายความว่า ทำเต็มกำลังที่พึงทำ ไม่ใช่ขนเงินมามาก เวลาทำบุญ ต้องดูก่อนว่า ค่าใช้จ่ายเรามีความจำเป็นเพียงไร ไอ้เงินที่มีความจำเป็น อย่านำมาทำบุญ มันจะเดือดร้อนภายหลัง และให้เหลือส่วนนั้นไว้บ้าง แล้วแบ่งทำบุญพอสมควร

และประการที่ ๒ การทำบุญถ้าใช้วัตถุมาก แต่กำลังใจน้อย ก็มีอานิสงส์น้อย ถ้าหากใช้วัตถุน้อย กำลังใจมีมาก ก็มีอานิสงส์มาก อย่างถวายสังฆทานที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทนำมานี่ ลงทุนไม่มาก แต่อานิสงส์มหาศาล

ความจริงถ้าจะพูดถึงอานิสงส์กันจริงๆ ละก็ รู้สึกว่าจะมากกว่าจัดงานที่บ้านหรือที่วัดตั้งเยอะแยะ ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าถวายสังฆทานเราทำกันแบบเงียบๆ ไม่มีกังวล การบำเพ็ญกุศลแต่ละคราว ถ้ามีกังวลมาก อานิสงส์มันก็น้อย เพราะว่าจิตที่เราเข้าสู่กุศล มันห่วงงานอื่นมากกว่า ไม่ตั้งจิตโดยเฉพาะ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถวายสังฆทานในหมู่ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ตามพระวินัยท่านเรียกว่าคณะสงฆ์ ถ้าต่ำกว่านั้นเป็นคณะบุคคล ถ้าบุคคลเดียวเป็นปาฏิปุคคลิกทาน ทานโดยเฉพาะ ทีนี้การถวายสังฆทานแก่พระสงฆ์เป็นหมู่นี้มีอานิสงส์มาก

เรื่องนี้ก็มีตัวอย่าง คนที่มีทรัพย์น้อย ทรัพย์มาก อย่าง ท่านอินทกะเทพบุตร กับอังกุระเทพบุตร ไงล่ะ

ท่านอังกุระเทพบุตร ทำบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา เวลานั้นพระพุทธศาสนาไม่มี ตั้งโรงทาน ๘๐ โรง ให้ทานถึงสองหมื่นปี เลี้ยงคนกำพร้า คนตกยาก คนเดินทาง พอตายจากความเป็นคน ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด เพราะเขตของบุญเล็กไป คนไร้ศีลไร้ธรรม ใช่ไหม…?

ตรงกันข้าม ท่านอินทกะเทพบุตร เกิดเป็นคนจน พ่อตาย ตัดฟืนเลี้ยงแม่ ก็ไม่ได้ตัดขายมากมาย เอาแค่วันๆ พอกินพอใช้ไปวันๆ วันหนึ่งพระสงฆ์เดินผ่านไปที่นั้น ท่านมีโอกาสได้ถวายทาน ในฐานะไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน คนจนจะมีอะไรมากนักใช่ไหมล่ะ เพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น อาศัยคุณความกตัญญูรู้คุณอย่างหนึ่ง แล้วก็ถวายสังฆทานหนึ่ง สองอย่างด้วยกัน ตายแล้วไปเป็นเทวดาที่มีบุญมากที่สุดในดาวดึงส์ นอกจากพระอินทร์แล้วไม่มีใครโตกว่า”


ที่มา
http://buddhasattha.com/อานิสงส์-ถวายสังฆทาน/


ความคิดเห็นที่ 47  / human / 24 พ.ย. 2561 เวลา 19:28 น. 



การทำบุญใส่บาตร

ผู้ถาม :- “การที่เราทำบุญใส่บาตรตามหน้าบ้าน กับพระที่เรารู้จักตามวัด แล้วไปทำที่วัด อันไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากันเจ้าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “คือว่า การใส่บาตรตามหน้าบ้านไม่เฉพาะเจาะจง พระอะไรมาก็ใส่ อย่างนี้ก็เป็นสังฆทาน ทีนี้ไปใส่บาตรตามพระที่ชอบ ใช่ไหม…?”

ผู้ถาม :- “ไม่ใช่ชอบค่ะ คือว่าศรัทธาค่ะ”

หลวงพ่อ :- “ชอบกับศรัทธาก็ครือ ๆ กันละ ถ้าศรัทธา ฉันตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป เป็นสังฆทาน มีอานิสงส์เหมือนกัน แต่ถ้าหากท่านฉันตั้งแต่ ๑ องค์ ถึง ๓ องค์ อย่างนี้เป็น ปาฏิปุคคลิกทาน”

ผู้ถาม :- “มีอานิสงส์มากไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “มีโยม ถ้าเป็นปาฏิปุคคลิกทาน ถ้าวัดกันตามลำดับ แย่นะ ไล่เบี้ยตั้งแต่ให้ทานกับคนไม่มีศีล จนถึงพระอรหันต์มีอานิสงส์ไม่เท่ากัน แต่จะพูดสรุปโดยย่อว่า

ถวายทานกับพระอรหันต์ ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระพุทธเจ้า ๑ ครั้ง

ถวายทานกับพระพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง

และถ้าถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายวิหารทาน ๑ ครั้ง คือ สร้างวิหาร มีการก่อสร้าง เช่น สร้างส้วม ศาลาการเปรียญ กุฏิ โบสถ์ วิหาร เป็นต้น

การถวายสังฆทาน ๑ ครั้งในชีวิต และถวายด้วยจิตที่บริสุทธิ์มีศรัทธาแท้ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า ผลของสังฆทานนี้จะดลบันดาลให้แก่บุคคลผู้ถวาย เกิดไปทุกชาติ ขึ้นชื่อว่าความยากจนเข็ญใจไม่มี ในแดนใดที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากขัดสน คนที่ถวายสังฆทานแล้ว จะไม่เกิดในที่นั้น ผลที่ให้ไปไกลมาก ท่านกล่าวว่า แม้แต่พระพุทธญาณเอง ก็ยังไม่เห็นผลที่สุดของการถวายสังฆทาน

คำว่า ไม่เห็นที่สุดของการถวายสังฆทาน หมายความว่า แม้แต่บุคคลผู้เป็นเจ้าของสังฆทาน บำเพ็ญบารมีแล้ว แล้วเกิดไปอีกกี่แสนชาติก็ตาม จนกระทั่งเข้าพระนิพพาน อานิสงส์นั้นก็ยังไม่หมด นี่เป็นอำนาจของการถวายสังฆทาน

ฉะนั้น การถวายทานเป็นส่วนบุคคล กับถวายเป็นสังฆทาน อานิสงส์มันต่างกันหลายแสนเท่า แล้วก็ยังมีอีกเวลาหนึ่ง ถ้าพระออกจากสมาบัติ นี่คูณหนักเข้าไปอีกไม่รู้เท่าไร

ทีนี้การถวายสังฆทานแก่พระ มีผลไม่เสมอกันอยู่อย่างหนึ่ง คือหมายความว่า ถวายทานแก่พระที่มีจิตกำลังฟุ้งซ่านไปด้วยอำนาจของนิวรณ์ ๕ ประการ อย่างนี้ เราถวายกี่หมื่นกี่แสนอานิสงส์มันก็ไม่มาก

ถ้าหากว่าถวายแก่ท่านผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ถ้าหากเข้าถึงจิตบริสุทธิ์ เรื่องบริสุทธิ์แค่ไหนก็ช่าง อย่างน้อยที่สุดก็มี ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ บางท่านก็เข้าถึงฌานสมาบัติ บางท่านที่เป็นพระอริยเจ้าก็เข้าถึงผลาสมาบัติ ถ้าถวายทานกับท่านที่ออกจากนิโรธสมาบัติ หมายความว่าให้คนเดียวนะ ก็ให้ผลปัจจุบันทันด่วน ได้ผลวันนั้นเลย”

ผู้ถาม :- “แล้วอย่างการใส่บาตรโดยเราลงมือใส่เอง กับให้ลูกจ้าง คือเด็กของเราใส่แทน อย่างไหนจะได้บุญมากกว่าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “เราไปไม่ได้ แต่ให้คนอื่นไป ได้บุญเท่ากัน แต่เราใส่เอง เราเกิดความปลื้มใจ อันนี้ได้กำไรอีกนิด แต่ผลของทานมันเสมอกัน”

ผู้ถาม :- “เวลาเราใส่บาตรไปแล้ว ถ้าหากว่าพระไม่ได้ฉันอาหารของเรา เราจะได้บุญไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “บุญมันเริ่มได้ตั้งแต่คิดว่าจะให้แล้วนะ พระจะฉันหรือไม่ฉัน ไม่ใช่ของแปลก คือการให้ทาน ตัวให้นี่มันตัดความโลภ และตัวให้นี่กันความจนในชาติหน้า อันดับรองลงมาก็ ทานัง สัคคโส ปาณัง ทานเป็นบันไดให้เกิดในสวรรค์

ทีนี้พอเราเริ่มให้ปั๊บ มันเริ่มได้ตั้งแต่เราตั้งใจ การตั้งใจน่ะ มันตัดสินใจเด็ดขาดแล้วนะ เช่น คิดว่าพรุ่งนี้จะใส่บาตรข้าวขันนี้ เราไม่กินแน่นอน คิดว่าเราจะไม่กินเอง ตั้งแต่วันนี้คิดว่าจะใส่บาตร นี่บุญมันเกิดตั้งแต่เวลานี้

แต่พอถึงพรุ่งนี้ต้องใส่จริงๆ นะ อย่านึกโกหกพระ ไม่ได้นะ ไม่ใช่แกล้งนึกทุกวันๆ คิดว่านึกได้บุญ เลยไม่ได้ใส่บาตรสักที นี่ดีไม่ดีฉันพูดไปพูดมาเสียท่าเขานะ

แต่คิดว่าจะทำจริงๆ นะ คือพรุ่งนี้จะใส่บาตรแน่ๆ แต่ว่าวันนี้เกิดตายก่อน นี่ได้รับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ก็อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกนั่นแหละ เจตนาหัง ภิกขเว ปุญญัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าตัวตั้งใจเป็นตัวบุญ

พระพุทธเจ้าบอกว่า มันมีผลตั้งแต่การตั้งใจเริ่มสละออก พอคิดว่าเริ่มจะทำ อารมณ์มันตัดตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว ถือว่าไม่ได้เป็นของเราแล้ว มันได้ตั้งแต่ตอนนั้น”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ การใส่บาตรวิระทะโย มีอานิสงส์อย่างไรคะ..?”

หลวงพ่อ : “อานิสงส์เท่ากับถวายสังฆทานธรรมดา ไม่ต่างกัน อานิสงส์เหมือนกันหมด แต่ว่าใช้ วิระทะโย (คาถาภาวนากันจน) มันมีผลปัจจุบัน ชาตินี้ทำให้เงินไม่ขาดตัว ถ้าใส่บาตรทุกวัน สวดมนต์อยู่เสมอ ถ้าจะหมดก็มีมาต่อจนได้ ถ้าแบ่งเวลาทำสมาธิละก็ ขลังมาก รวยมากหน่อย”

ที่มา
http://buddhasattha.com/อานิสงส์-ถวายสังฆทาน/

ความคิดเห็นที่ 48  / human / 3 ธ.ค. 2561 เวลา 12:27 น. 



เนื้อนาบุญที่ดี

ผู้ถาม :- “เห็นพระบางองค์ดูลักษณะไม่สำรวม ท่านวนเวียนคอยรับบาตรบ้านคนโน้นคนนี้แล้วก็ถ่ายใส่ถัง ถ้าเราไม่ใส่บาตรพระแบบนี้ เราจะเป็นบาปไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “บาป เขาแปลว่า ชั่ว บุญ เขาแปลว่า ดี ถ้าเราไม่ใส่ก็ไม่ชั่วตรงไหนนี่ เพราะว่ามันเป็นทรัพย์สินของเรา ถ้าเราให้เขา เขาแสดงอาการไม่เป็นที่เลื่อมใส เราไม่ให้ก็ไม่เห็นจะแปลก เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า การให้ทานก็จะต้องเลือกให้เหมือนกัน เพราะผู้รับถือว่าเป็นเนื้อนาบุญ

ถ้าหว่านพืชลงไปในนาลุ่มน้ำก็ท่วมตาย ถ้าดอนเกินไปน้ำไม่ถึงก็ตาย ต้องหว่านในเนื้อนาที่เหมาะสม ถ้าเราเห็นนามันไม่ควร เราก็ไม่ให้ ทำไม่เหมาะไม่สม ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถ้าให้ก็เป็นการเลี้ยงโจร

แต่ว่าถ้าพูดถึง ทาน การให้ เจตนาเราจะตั้งอย่างไรก็ตาม ตัวนี้มันเป็นผลตัดโลภะอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่จริงๆ ที่มีอานิสงส์สูงสุด คือตัดโลภะ ความโลภ เพราะคนที่มีความโลภนี้ ให้ทานไม่ได้ เงินที่จะให้ทานนี้มันตัดความสุขของเจ้าของ หากว่าเจ้าของเขาไม่ให้ เขากินเขาใช้ก็มีความสุข เขาอุตส่าห์ตัดความสุขของเขาส่วนนี้ออกไป เป็นการตัดโลภะ ความโลภ เป็นก้าวหนึ่งที่จะถึงพระนิพพาน อันนี้เขาไม่ต่ำ มันเป็น จาคานุสสติกรรมฐาน

จาคานุสสติกรรมฐานนี่ไม่ต้องไปภาวนา จิตคิดว่าจะให้ทานทุกวันๆ นี่นะ จิตคิดว่าถึงเวลานั้นเราจะใส่บาตร มากหรือน้อยก็ตาม อันนี้เป็นจาคานุสสติกรรมฐาน และการใส่บาตรหน้าบ้าน เขาถือว่าเป็นสังฆทาน ถ้าพระองค์ไหนมีจริยาไม่สมควร เราไม่ให้มันก็ไม่แปลก การถวายสังฆทานมันก็มีผล สำหรับพระผู้รับ ถ้าผู้รับไม่ดีก็ลงอเวจีไปเอง”

ผู้ถาม :- “กระผมอยากจะทำบุญใส่บาตรเหมือนกันครับ แต่คิดว่าของที่จะใส่บาตรทำบุญมันไม่ดี ก็เลยอายไม่อยากใส่ กะไว้ว่าถ้ามีอาหารดีเมื่อไรจะใส่บาตร ผมคิดอย่างนี้ถูกไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “การทำบุญทำไมจะต้องอาย

เคยมีนักเทศน์เขาถามกันว่า มียายกับตา ๒ คน แกหุงข้าวแฉะแล้วแฉะอีก ไอ้แกงก็เปรี้ยวแล้วเปรี้ยวอีก แกกินไม่ลง ของมันกินไม่ได้ เวลาพระมาบิณฑบาต แกก็บอกใส่บาตรดีกว่า พระนักเทศน์เขาก็ถามกันว่า อย่างนี้จะได้อานิสงส์ไหม… ก็ต้องตอบว่า ได้อานิสงส์ แต่ผลที่เขาจะได้รับก็เป็นทาสทาน”

ผู้ถาม :- “ทาสทานเป็นยังไงครับ…?”

ทานมี ๓ ประเภท

หลวงพ่อ :- “คำว่า ทาสทาน หมายความว่า ให้ของเลวกว่าที่เรากินเราใช้ เวลาที่เราใช้สอย มันก็ต้องเลวกว่าที่เขากินเขาใช้กัน ได้ก็ได้ของเลว

ถ้าให้ของเสมอที่เรากินอยู่ หรือที่เราใช้อยู่ เขาเรียกว่า สหายทาน ผลที่เราจะได้รับ ก็เสมอกับที่เรากินเราใช้

ถ้าให้ของที่ดีกว่าที่เรากินเราใช้ เขาเรียกว่า สามีทาน สามีทานเขาไม่ได้แปลว่าผัวทานนะ สามีเขาแปลว่านาย เวลาที่จะได้รับผลเราก็จะได้ของเลิศ

ถ้าจะถามว่า ทาสทานมีอานิสงส์ไหม ก็ต้องดูตัวอย่าง ท่านอาฬวีเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ พระราชาตั้งเป็นมหาเศรษฐี แต่ว่าผ้าที่แกนุ่งนี่ ผ้าใหม่แกนุ่งไม่ได้ นุ่งผ้าช้ำแล้ว ใกล้จะขาด แกจึงนุ่งได้ ข้าวที่จะกินเม็ดสวยๆ ก็กินไม่ได้ ต้องเป็นข้าวหัก หรือปลายข้าว แกจึงจะกินได้ ของทุกอย่างที่แกใช้ต้องเป็นของเลว แต่อย่าลืมว่าเขาก็เป็นมหาเศรษฐีได้นะ”

หลวงพ่อปรารภเพิ่มเติมว่า

หลวงพ่อ :- “การตั้งใจว่าจะใส่บาตรด้วยของดีๆ น่ะดี แต่ว่าวันไหนมีอาหารที่เราคิดว่าไม่ดีก็ใส่บาตรได้

การให้ทาน พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าให้เบียดเบียนตัวเอง ถ้าเบียดเบียนตัวเองเป็นอัตตกิลมถานุโยค เป็นการทรมานตัว

และการให้ทานพระพุทธเจ้าให้ดูอีกว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ ถ้าให้ในเขตของคนเลว อานิสงส์ก็น้อย อาจจะไม่มีเลย รู้ว่าคนนี้ควรจะให้เราก็ให้ ถ้าไม่ควรให้เราก็ไม่ให้ ให้แล้วไปกินเหล้าเมายา ไปสร้างอันตรายกับคนอื่น เราไม่ให้ดีกว่าเป็นการต่อเท้าโจร ให้พลังแก่โจร เวลาจะให้ท่านวางกฎไว้ดังนี้

๑.ผู้ให้บริสุทธิ์ บริสุทธิ์หรือไม่ เขาจึงให้สมาทานศีลก่อน ถ้าสักแต่ว่าสมาทานนี่ซวย เวลานั้นต้องตั้งใจรักษาศีลจริงๆ จิตตอนนั้นมันจึงจะบริสุทธิ์ คืออยู่ในช่วงว่างจากกิเลส ถ้าตั้งใจสมาทานศีลด้วยดี จิตตอนนั้นบริสุทธิ์

๒.ผู้รับบริสุทธิ์ หมายความว่า ถ้าผู้รับเป็นพระ ก็พยายามให้เป็นพระจริงๆ นะ ถ้าถวายสังฆทานนี่ไม่ต้องห่วง ผู้รับบริสุทธิ์แน่ พระองค์ไหนถ้าไม่บริสุทธิ์ กินแล้วตกนรก

๓.วัตถุทานบริสุทธิ์ ถ้าไม่ได้ฆ่าสัตว์เอามาทำบุญ ไม่ได้ขโมยสตางค์เขามาทำบุญ เป็นของที่เราหามาได้โดยชอบธรรม อย่างนี้ของดีก็ตาม ของเลวก็ตาม มีอานิสงส์มาก อานิสงส์คือความดี ความชื่นใจมาก

ถ้าผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ ความดีก็ลดน้อยลง

แต่ผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับไม่บริสุทธิ์ วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ ให้บาทหนึ่ง จะได้สักสตางค์หรือเปล่าก็ไม่รู้

รวมความว่า ต้องบริสุทธิ์ ๓ อย่าง ถ้าลดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง อานิสงส์ก็ลดตัวลงมา ถ้าลดเสียหมดเลยก็ไม่มี”

ที่มา
http://buddhasattha.com/อานิสงส์-ถวายสังฆทาน/


ความคิดเห็นที่ 49  / human / 12 ธ.ค. 2561 เวลา 21:21 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  2167 

 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย